คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2570/2545 ฉบับเต็ม

#99437
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2570/2545 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นางแฉล้ม แก้วสกุลณี กับพวก โจทก์ร่วม นายสนิท หรือนิช เหมยฝนหรือเหมือยฝน จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 226 ขณะที่ผู้ตายพูดกับ พ. พยานโจทก์นั้น ผู้ตายมีอาการล้มลุกคลุกคลานขอให้รีบนำส่งโรงพยาบาล และขณะพูดกับโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดานั้น ผู้ตายมีใบหน้าสีดำคล้ำ หายใจโรย คว้ามือโจทก์ร่วมที่ 1 ไปบอกชื่อคนร้าย จากนั้นผู้ตายก็พูดไม่ได้และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา แสดงว่าผู้ตายยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายในขณะที่ตนเองรู้ตัวว่าใกล้จะตาย คำกล่าวเช่นนี้รับฟังเป็นพยานได้ว่าเป็นความจริง แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีประจักษ์พยานก็ฟัง ลงโทษจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 91, 33 ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางแฉล้ม แก้วสกุลณี มารดาของนางสาวราตรี วรรณสนธยา หรือวรรณสูนธยา ผู้ตาย ที่ 2 และนางชุบ เพ็ชรอิ่ม มารดานายสมโภชน์ เพ็ชรอิ่ม ผู้ตาย ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (5) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ประหารชีวิตทั้งสองกระทง ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบเครื่องช็อตไฟฟ้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองรับฟังไม่ได้ว่าผู้ตายที่ 2 ได้พูดกับนางสาวเพ็ญศรีและโจทก์ร่วมที่ 1 หลังเกิดเหตุว่าจำเลยเป็นคนร้ายนั้น เห็นว่า นางสาวเพ็ญศรี เบิกความว่า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2540 เวลาประมาณ 1 นาฬิกาเศษ ขณะที่พยานนอนอยู่ภายในห้อง มีนายสุเทพ อุทยานนารี พนักงานรักษาความปลอดภัยได้มาเรียกและแจ้งว่าผู้ตายที่ 2 ถูกทำร้าย พยานเปิดประตูก็เห็นผู้ตายที่ 2 เดินมาในลักษณะล้มลุกคลุกคลานและร้องให้ช่วยเหลือ จากนั้นได้พยุงผู้ตายที่ 2 เข้าบ้านและปิดประตู โดยสอบถามผู้ตายที่ 2 ว่าใครเป็นคนทำร้าย ผู้ตายที่ 2 แจ้งว่าแฟนเก่าชื่อนายหนิด (จำเลย) เป็นผู้ทำร้ายคำเบิกความของนางสาวเพ็ญศรีดังกล่าวมีนายสุเทพพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอีกปากหนึ่งกับโจทก์ร่วมที่ 1 สนับสนุน โดยนายสุเทพเบิกความว่าระหว่างที่นำผู้ตายที่ 2 ขึ้นรถแท็กซี่นางสาวเพ็ญศรีหรือติ๋มบอกพยานว่าผู้ตายที่ 2 แจ้งว่านายหนิดสามีเก่าเป็นคนทำร้าย และได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าระหว่างที่แพทย์นำผู้ตายที่ 2 เข้าห้องฉุกเฉิน นางสางเพ็ญศรีบอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าผู้ตายที่ 2 บอกนางสาวเพ็ญศรีว่าจำเลยเป็นคนร้าย คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ทั้งสองปากนี้จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ สำหรับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ว่าผู้ตายที่ 2 บอกกับโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าจำเลยเป็นคนร้ายนั้น โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า หลังจากแพทย์นำผู้ตายที่ 2 ออกจากห้องฉุกเฉิน พยานเห็นใบหน้าของผู้ตายที่ 2 เป็นสีดำ หูข้างหนึ่งแหว่งผู้ตายมีลักษณะคล้ายคนมองไม่เห็น เอามือคว้าหามือของพยานพร้อมเรียกพยาน พยานจึงสอบถาม ขณะนั้นผู้ตายที่ 2 ยังมีสติได้ความว่าจำเลยเป็นคนใช้น้ำกรดสาดหน้าและใช้เหล็กตีที่บริเวณกกหู อาการของผู้ตายที่ 2 ขณะนั้นลมหายใจโรย คำเบิกความของพยานโจทก์ร่วมที่ 1 สมเหตุผล รับกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาโดยมีบาดแผลตามรายงานการตรวจศพ มีน้ำหนักน่าเชื่อตามพยานหลักฐานในสำนวน ไม่ปรากฏว่าขณะนั้นแพทย์ผู้ตรวจรักษาอยู่ด้วยหรือไม่ ใกล้ชิดขนาดไหน หากแพทย์อยู่ด้วยก็อาจไม่ได้ยินถ้อยคำของผู้ตายที่ 2 ที่พูดกับโจทก์ร่วมที่ 1 ก็ได้ การที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่นำแพทย์มาเบิกความจึงไม่พิรุธ ขณะพูดกับนางสาวเพ็ญศรีนั้นผู้ตายที่ 2 เดินมาในอาการล้มลุกคลุกคลานทั้งยังขอให้รีบนำส่งโรงพยาบาล และขณะพูดกับโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น ผู้ตายที่ 2 มีใบหน้าสีดำคล้ำ หายใจโรย คว้ามือโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาไปบอกชื่อคนร้าย ต่อจากนั้น ผู้ตายที่ 2 ก็พูดไม่ได้และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา แสดงว่าผู้ตายที่ 2 ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายในขณะที่ตนเองรู้ตัวว่าใกล้จะตาย คำกล่าวของผู้ตายที่ 2 เช่นนี้รับฟังเป็นพยานได้ว่าเป็นความจริง แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีประจักษ์พยานก็ฟังลงโทษจำเลยได้ พยานจำเลยซึ่งนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่นั้นไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอหักล้างได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน. (จรูญวิทย์ ทองสอน-ไพศาล เจริญวุฒิ-วิชัย วิสิทธวงศ์) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายกร รัตนไพบูลย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายธนพจน์ อารยลักษณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99437
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายกร รัตนไพบูลย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายธนพจน์ อารยลักษณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054626"
    }
}
date
2545
deka_no
2570/2545
deka_running_no
2570
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "จรูญวิทย์ ทองสอน",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางแฉล้ม แก้วสกุลณี กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสนิท หรือนิช เหมยฝนหรือเหมือยฝน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 91, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางแฉล้ม แก้วสกุลณี มารดาของนางสาวราตรี วรรณสนธยา หรือวรรณสูนธยา ผู้ตาย ที่ 2 และนางชุบ เพ็ชรอิ่ม มารดานายสมโภชน์ เพ็ชรอิ่ม ผู้ตาย ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (5) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ประหารชีวิตทั้งสองกระทง ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบเครื่องช็อตไฟฟ้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองรับฟังไม่ได้ว่าผู้ตายที่ 2 ได้พูดกับนางสาวเพ็ญศรีและโจทก์ร่วมที่ 1 หลังเกิดเหตุว่าจำเลยเป็นคนร้ายนั้น เห็นว่า นางสาวเพ็ญศรี เบิกความว่า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2540 เวลาประมาณ 1 นาฬิกาเศษ ขณะที่พยานนอนอยู่ภายในห้อง มีนายสุเทพ อุทยานนารี พนักงานรักษาความปลอดภัยได้มาเรียกและแจ้งว่าผู้ตายที่ 2 ถูกทำร้าย พยานเปิดประตูก็เห็นผู้ตายที่ 2 เดินมาในลักษณะล้มลุกคลุกคลานและร้องให้ช่วยเหลือ จากนั้นได้พยุงผู้ตายที่ 2 เข้าบ้านและปิดประตู โดยสอบถามผู้ตายที่ 2 ว่าใครเป็นคนทำร้าย ผู้ตายที่ 2 แจ้งว่าแฟนเก่าชื่อนายหนิด (จำเลย) เป็นผู้ทำร้ายคำเบิกความของนางสาวเพ็ญศรีดังกล่าวมีนายสุเทพพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอีกปากหนึ่งกับโจทก์ร่วมที่ 1 สนับสนุน โดยนายสุเทพเบิกความว่าระหว่างที่นำผู้ตายที่ 2 ขึ้นรถแท็กซี่นางสาวเพ็ญศรีหรือติ๋มบอกพยานว่าผู้ตายที่ 2 แจ้งว่านายหนิดสามีเก่าเป็นคนทำร้าย และได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าระหว่างที่แพทย์นำผู้ตายที่ 2 เข้าห้องฉุกเฉิน นางสางเพ็ญศรีบอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าผู้ตายที่ 2 บอกนางสาวเพ็ญศรีว่าจำเลยเป็นคนร้าย คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ทั้งสองปากนี้จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ สำหรับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ว่าผู้ตายที่ 2 บอกกับโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าจำเลยเป็นคนร้ายนั้น โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า หลังจากแพทย์นำผู้ตายที่ 2 ออกจากห้องฉุกเฉิน พยานเห็นใบหน้าของผู้ตายที่ 2 เป็นสีดำ หูข้างหนึ่งแหว่งผู้ตายมีลักษณะคล้ายคนมองไม่เห็น เอามือคว้าหามือของพยานพร้อมเรียกพยาน พยานจึงสอบถาม ขณะนั้นผู้ตายที่ 2 ยังมีสติได้ความว่าจำเลยเป็นคนใช้น้ำกรดสาดหน้าและใช้เหล็กตีที่บริเวณกกหู อาการของผู้ตายที่ 2 ขณะนั้นลมหายใจโรย คำเบิกความของพยานโจทก์ร่วมที่ 1 สมเหตุผล รับกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาโดยมีบาดแผลตามรายงานการตรวจศพ มีน้ำหนักน่าเชื่อตามพยานหลักฐานในสำนวน ไม่ปรากฏว่าขณะนั้นแพทย์ผู้ตรวจรักษาอยู่ด้วยหรือไม่ ใกล้ชิดขนาดไหน หากแพทย์อยู่ด้วยก็อาจไม่ได้ยินถ้อยคำของผู้ตายที่ 2 ที่พูดกับโจทก์ร่วมที่ 1 ก็ได้ การที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่นำแพทย์มาเบิกความจึงไม่พิรุธ ขณะพูดกับนางสาวเพ็ญศรีนั้นผู้ตายที่ 2 เดินมาในอาการล้มลุกคลุกคลานทั้งยังขอให้รีบนำส่งโรงพยาบาล และขณะพูดกับโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น ผู้ตายที่ 2 มีใบหน้าสีดำคล้ำ หายใจโรย คว้ามือโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาไปบอกชื่อคนร้าย ต่อจากนั้น ผู้ตายที่ 2 ก็พูดไม่ได้และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา แสดงว่าผู้ตายที่ 2 ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายในขณะที่ตนเองรู้ตัวว่าใกล้จะตาย คำกล่าวของผู้ตายที่ 2 เช่นนี้รับฟังเป็นพยานได้ว่าเป็นความจริง แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีประจักษ์พยานก็ฟังลงโทษจำเลยได้ พยานจำเลยซึ่งนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่นั้นไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอหักล้างได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001024.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545