คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3087 -ที่ 3095/2545 ฉบับเต็ม

#99444
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3087 - 3095/2545 นายอนุสรณ์ แป้นพุดซา โจทก์ บริษัท ที เอ็น ที เอ็กซ์เพรสเวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 224 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9, มาตรา 61, มาตรา 65 โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงและท้ากัน เพื่อให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า งานที่โจทก์ทั้งเก้าทำเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12/2541 ออกตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าโจทก์ทั้งเก้าได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือในการทำงานล่วงเวลา และถือเป็นการตกลงทำงานล่วงเวลาโดยปริยายหรือไม่ รวมทั้งจะถือว่าจำเลยได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายหรือไม่รวมอยู่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นคำท้าซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาอุทธรณ์อีก เมื่อปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่างานที่โจทก์ทั้งเก้าทำเป็นงานขนส่งทางบก โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามคำท้า แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในอัตรา 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติ ส่วนดอกเบี้ยนั้นเมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิได้รับเป็นเงินค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลา มิใช่ค่าล่วงเวลาที่จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ได้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง จึงเป็นหนี้เงินที่คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ___________________________ โจทก์ทั้งเก้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าล่วงเวลาเป็นเงิน ๙๘,๒๒๑ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๔๖,๓๖๘ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๗๕,๒๗๓ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๑๐๓,๔๗๔ บาท แก่โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๓๑,๔๓๗ บาท แก่โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๕๘,๐๙๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๖ เป็นเงิน ๗๖,๕๒๔ บาท แก่โจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๒๖,๗๓๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๘ และเป็นเงิน๗๗,๙๙๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๙ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน จำเลยทั้งเก้าสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการรับส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ด่วนพิเศษ โจทก์ทั้งเก้าเป็นลูกจ้างของจำเลยในแผนกบริการภาคพื้นดิน มีหน้าที่รับส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าของจำเลยโดยโจทก์ทั้งเก้าเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวัน เดือน ปี และได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามคำให้การจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ โจทก์ที่ ๔ ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย ระหว่างทำงานจำเลยมีคำสั่งหรือมอบหมายให้โจทก์ทั้งเก้าทำงานล่วงเวลาให้แก่จำเลย และจำเลยชำระค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ทั้งเก้าไม่เคยทำหลักฐานเป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลากับจำเลย ซึ่งการงานของโจทก์ทั้งเก้ามีลักษณะหรือสภาพเป็นงานขนส่งทางบก โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามฟ้อง เนื่องจากกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๖ กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน กับโจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ ๗.๕ ต่อปีเท่านั้น และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งเก้าขาดอายุความ ๖ เดือนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าล่วงเวลาเป็นเงิน ๔๒,๐๑๘.๗๒ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๒๖,๑๗๗.๙๔ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑๔,๑๖๕.๔๑ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๓๔,๗๔๐.๐๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๒๐,๓๓๒.๓๑ บาท แก่โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๑๖,๕๓๒.๓๘ บาท แก่โจทก์ที่ ๖ เป็นเงิน ๑๘,๗๕๘.๖๕ บาท แก่โจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๑๘,๔๓๒.๕๙ บาท แก่โจทก์ที่ ๘ และเป็นเงิน ๓๒,๖๗๕.๘๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๙ ตามบัญชีเอกสารหมาย ล. ๔ (ช่องสรุปเงินค้างจ่ายในส่วนค้างจ่าย ๑.๕ เท่า) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของเงินค่าล่วงเวลานับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๔) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน จำเลยทั้งเก้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว _ _ _ เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งเก้าและจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงและท้ากัน เพื่อให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามประเด็นที่ท้ากันว่า งานที่โจทก์ทั้งเก้าทำนั้นเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเป็นงานขนส่งทางบกจำเลยก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนในอัตรา ๑ เท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติ หากวินิจฉัยว่าไม่ใช่งานขนส่งทางบก จำเลยก็ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตรา ๑.๕ เท่า ของค่าจ้างในวันทำงานปกติ ตามบัญชีเอกสารหมาย ล. ๔ ซึ่งตามที่คู่ความแถลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยนั้นไม่มีประเด็นว่า โจทก์ทั้งเก้าได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือในการทำงานล่วงเวลาหรือไม่และถือเป็นการตกลงทำงานล่วงเวลาโดยปริยายหรือไม่ รวมทั้งจะถือว่าจำเลยได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายหรือไม่รวมอยู่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นคำท้าซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาอุทธรณ์อีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ให้ แต่เมื่อปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า งานที่โจทก์ทั้งเก้าทำนั้นเป็นงานขนส่งทางบก โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามคำท้า แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำคือในอัตรา ๑ เท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (๒๕๔๑) ข้อ ๖ ที่กล่าวมา ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับปรากฏตามเอกสารหมาย ล. ๔ ในช่องสรุปเงินค้างจ่าย (ค้างจ่าย ๑) ตามที่โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยรับกัน ส่วนดอกเบี้ยนั้นเมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิได้รับเป็นเงินค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลา มิใช่ค่าล่วงเวลาที่จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ ๑๕ ปี ได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง จึงเป็นหนี้เงินที่คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ปี นับแต่วันฟ้อง จึงไม่เป็นไปตามคำท้าและไม่ชอบด้วยบทกฎหมายที่กล่าวข้างต้น ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาให้แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๒๓,๕๓๒.๘๑ บาท โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑๔,๒๒๙.๙๖ บาท โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๙,๓๒๐.๙๔ บาท โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๒๑,๑๕๘.๘๗ บาท โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๑๓,๔๘๘.๘๗ บาท โจทก์ที่ ๖ เป็นเงิน ๑๐,๙๔๔.๒๘ บาท โจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๑๒,๓๗๓.๔๓ บาท โจทก์ที่ ๘ เป็นเงิน ๑๒,๑๐๔.๗๒ บาท และโจทก์ที่ ๙ เป็นเงิน ๑๘,๕๑๕.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๔) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน. (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลแรงงานกลาง - นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99444
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082053834"
    }
}
date
2545
deka_no
3095/2545
deka_running_no
3095
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 9",
            "ม. 61",
            "ม. 65"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอนุสรณ์ แป้นพุดซา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ที เอ็น ที เอ็กซ์เพรสเวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งเก้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าล่วงเวลาเป็นเงิน ๙๘,๒๒๑ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๔๖,๓๖๘ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๗๕,๒๗๓ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๑๐๓,๔๗๔ บาท แก่โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๓๑,๔๓๗ บาท แก่โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๕๘,๐๙๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๖ เป็นเงิน ๗๖,๕๒๔ บาท แก่โจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๒๖,๗๓๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๘ และเป็นเงิน๗๗,๙๙๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๙ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งเก้าสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการรับส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ด่วนพิเศษ โจทก์ทั้งเก้าเป็นลูกจ้างของจำเลยในแผนกบริการภาคพื้นดิน มีหน้าที่รับส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าของจำเลยโดยโจทก์ทั้งเก้าเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวัน เดือน ปี และได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามคำให้การจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ โจทก์ที่ ๔ ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย ระหว่างทำงานจำเลยมีคำสั่งหรือมอบหมายให้โจทก์ทั้งเก้าทำงานล่วงเวลาให้แก่จำเลย และจำเลยชำระค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ทั้งเก้าไม่เคยทำหลักฐานเป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลากับจำเลย ซึ่งการงานของโจทก์ทั้งเก้ามีลักษณะหรือสภาพเป็นงานขนส่งทางบก โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามฟ้อง เนื่องจากกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๖ กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน กับโจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ ๗.๕ ต่อปีเท่านั้น และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งเก้าขาดอายุความ ๖ เดือนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าล่วงเวลาเป็นเงิน ๔๒,๐๑๘.๗๒ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๒๖,๑๗๗.๙๔ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑๔,๑๖๕.๔๑ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๓๔,๗๔๐.๐๖ บาท แก่โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๒๐,๓๓๒.๓๑ บาท แก่โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๑๖,๕๓๒.๓๘ บาท แก่โจทก์ที่ ๖ เป็นเงิน ๑๘,๗๕๘.๖๕ บาท แก่โจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๑๘,๔๓๒.๕๙ บาท แก่โจทก์ที่ ๘ และเป็นเงิน ๓๒,๖๗๕.๘๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๙ ตามบัญชีเอกสารหมาย ล. ๔ (ช่องสรุปเงินค้างจ่ายในส่วนค้างจ่าย ๑.๕ เท่า) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของเงินค่าล่วงเวลานับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๔) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งเก้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว _ _ _ เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งเก้าและจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงและท้ากัน เพื่อให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามประเด็นที่ท้ากันว่า งานที่โจทก์ทั้งเก้าทำนั้นเป็นงานขนส่งทางบกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเป็นงานขนส่งทางบกจำเลยก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนในอัตรา ๑ เท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติ หากวินิจฉัยว่าไม่ใช่งานขนส่งทางบก จำเลยก็ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตรา ๑.๕ เท่า ของค่าจ้างในวันทำงานปกติ ตามบัญชีเอกสารหมาย ล. ๔ ซึ่งตามที่คู่ความแถลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยนั้นไม่มีประเด็นว่า โจทก์ทั้งเก้าได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือในการทำงานล่วงเวลาหรือไม่และถือเป็นการตกลงทำงานล่วงเวลาโดยปริยายหรือไม่ รวมทั้งจะถือว่าจำเลยได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายหรือไม่รวมอยู่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ทั้งเก้าโดยปริยายจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นคำท้าซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาอุทธรณ์อีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ให้ แต่เมื่อปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า งานที่โจทก์ทั้งเก้าทำนั้นเป็นงานขนส่งทางบก โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามคำท้า แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำคือในอัตรา ๑ เท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (๒๕๔๑) ข้อ ๖ ที่กล่าวมา ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับปรากฏตามเอกสารหมาย ล. ๔ ในช่องสรุปเงินค้างจ่าย (ค้างจ่าย ๑) ตามที่โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยรับกัน ส่วนดอกเบี้ยนั้นเมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิได้รับเป็นเงินค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลา มิใช่ค่าล่วงเวลาที่จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ ๑๕ ปี ได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง จึงเป็นหนี้เงินที่คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งเก้าพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ปี นับแต่วันฟ้อง จึงไม่เป็นไปตามคำท้าและไม่ชอบด้วยบทกฎหมายที่กล่าวข้างต้น ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาให้แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๒๓,๕๓๒.๘๑ บาท โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑๔,๒๒๙.๙๖ บาท โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๙,๓๒๐.๙๔ บาท โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๒๑,๑๕๘.๘๗ บาท โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๑๓,๔๘๘.๘๗ บาท โจทก์ที่ ๖ เป็นเงิน ๑๐,๙๔๔.๒๘ บาท โจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๑๒,๓๗๓.๔๓ บาท โจทก์ที่ ๘ เป็นเงิน ๑๒,๑๐๔.๗๒ บาท และโจทก์ที่ ๙ เป็นเงิน ๑๘,๕๑๕.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๔) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001017.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3087 -
year
2545