คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2545 ฉบับเต็ม

#99447
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2545 นางสมทรง ธนโกเศศ โจทก์ นางสมทรง ธนโกเศศ กับพวก ผู้ถูกกล่าวหา นายทรงยศ ธนโกเศศ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18, มาตรา 31 (1), มาตรา 33, มาตรา 156 คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาให้ชั้นอุทธรณ์นั้นต้องยื่นมาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 และการที่ศาลอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ ต้องประกอบด้วย เป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์พอจะเสียค่าธรรมเนียมและผู้ขอต้องแสดงให้เป็นที่พอใจศาลด้วยว่า คดีมีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ สำหรับเหตุผลอันสมควรศาลมีอำนาจตรวจดูได้จากคำฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 เมื่อศาลเห็นว่าคำฟ้องอุทธรณ์มีข้อความก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์ หรือให้นำอุทธรณ์มายื่นใหม่ได้ โดยไม่จำต้องสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาก่อน การที่ศาลชั้นต้นสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฐานละเมิดอำนาจศาลสืบเนื่องมาจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นทนายโจทก์ร่วมกันนำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นต่อศาล โดยในคำฟ้องอุทธรณ์มี ข้อความก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล ถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลย่อมเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองยื่นฟ้องอุทธรณ์ โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะโจทก์ลงชื่อเป็น ผู้อุทธรณ์ และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในฐานะทนายโจทก์ลงชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อความในฟ้องอุทธรณ์มีลักษณะก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล จึงดำเนินการไต่สวนแล้ว เห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ทั้งสองเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลและขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล ถือว่าเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31, 33 (ที่ถูกมาตรา 31 (1), 33) มีคำสั่งให้ลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนดคนละ 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่กำหนดโทษจำคุกและไม่ต้องรอการลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองประการแรกว่า ก่อนศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ ศาลชั้นต้นจะสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้นกฎหมายบังคับว่าต้องยื่นมาพร้อมกับ คำฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 การที่ศาลอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์ได้นั้นต้องประกอบด้วยเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมและผู้ขอต้องแสดงให้เป็นที่พอใจศาลด้วยว่าคดีมี เหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ หากศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ก็ย่อมมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้โดยไม่จำต้องไต่สวนเรื่องอนาถา สำหรับเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ได้หรือไม่อาจจะตรวจดูได้จากคำฟ้องอุทธรณ์ที่ต้องยื่นมาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ซึ่งเป็นอำนาจตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2543 มาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ได้ก่อนตามบทบัญญัติดังกล่าว เพื่อประกอบการพิจารณาว่าสมควรจะไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีข้อความก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล เป็นทำนองว่าศาลทำไปนั้นไม่ ยุติธรรม ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้อุทธรณ์แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือให้ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ได้ โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ก่อนดังเหตุผลที่วินิจฉัยมาข้างต้น ฎีกาผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฐานะละเมิดอำนาจศาลเป็น การชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฐานละเมิดอำนาจศาลก็สืบเนื่องมาจาก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นทนายโจทก์ ร่วมกันนำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นต่อศาลชั้นต้น โดยในคำฟ้องอุทธรณ์นั้นมีข้อความว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงอันเป็นนวนิยายที่จำเลยที่ 1 ผูกเรื่องแต่งขึ้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน การพิจารณาของศาลชั้นต้นโน้มเอียงเชื่อจำเลยทั้งหมดโดยไม่ได้พิจารณาตามเหตุผล ขาดทั้งวิจารณาญาณ ขาดสามัญสำนึก ไม่เข้าใจในความละเอียดอ่อนของเรื่องครอบครัว ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโดยขาดจริยธรรม ศาลชั้นต้นบิดเบือนข้อเท็จจริงจากที่โจทก์นำสืบ และข้อความที่ว่าผู้หญิงทุกคนเมื่อแต่งงานแล้วต้องอยู่กินแบบผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น ไม่มีใครต้องการให้สามีไปมีใหม่ ถามภริยาท่านผู้พิพากษาคนไหนดูก็ได้ว่าจะยอมหรือไม่และไปสู่ขอให้ด้วย ข้อความนี้เป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็น เท่านั้น เห็นว่า ข้อความดังกล่าวที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองร่วมกันกล่าวอ้างมาในคำฟ้องอุทธรณ์นั้นเป็นข้อความที่ ไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างในคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ประการใด ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจะอ้างว่าเขียนขึ้นเพื่อให้ฟ้องอุทธรณ์ ชัดเจนหาได้ไม่ แม้ไม่เขียนข้อความดังกล่าวฟ้องอุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองก็เป็นฟ้องอุทธรณ์ที่ศาลจะพึงรับไว้พิจารณาได้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองกลับร่วมกันกล่าวอ้างข้อความดังกล่าวในคำฟ้องอุทธรณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมีเจตนาที่จะก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล เมื่อนำมายื่นต่อศาลถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลย่อมเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเป็นการละเมิดอำนาจศาลชอบแล้ว ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองทุกข้อ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (สบโชค สุขารมณ์-อำนวย เต้พันธ์-วสันต์ ตรีสุวรรณ) ศาลชั้นต้น - นางสุรางคณา กมลละคร ศาลอุทธรณ์ - นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99447
courts
[
    {
        "court": "ศาลชั้นต้น",
        "judge": "นางสุรางคณา กมลละคร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082053477"
    }
}
date
2545
deka_no
3204/2545
deka_running_no
3204
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "อำนวย เต้พันธ์",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 31 (1)",
            "ม. 33",
            "ม. 156"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสมทรง ธนโกเศศ"
    },
    {
        "role": "ผู้ถูกกล่าวหา",
        "name": "นางสมทรง ธนโกเศศ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทรงยศ ธนโกเศศ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองยื่นฟ้องอุทธรณ์ โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะโจทก์ลงชื่อเป็น ผู้อุทธรณ์ และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในฐานะทนายโจทก์ลงชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อความในฟ้องอุทธรณ์มีลักษณะก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล จึงดำเนินการไต่สวนแล้ว เห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ทั้งสองเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลและขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล ถือว่าเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31, 33 (ที่ถูกมาตรา 31 (1), 33) มีคำสั่งให้ลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนดคนละ 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่กำหนดโทษจำคุกและไม่ต้องรอการลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองประการแรกว่า ก่อนศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ ศาลชั้นต้นจะสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้นกฎหมายบังคับว่าต้องยื่นมาพร้อมกับ คำฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 การที่ศาลอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์ได้นั้นต้องประกอบด้วยเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมและผู้ขอต้องแสดงให้เป็นที่พอใจศาลด้วยว่าคดีมี เหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ หากศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ก็ย่อมมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้โดยไม่จำต้องไต่สวนเรื่องอนาถา สำหรับเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ได้หรือไม่อาจจะตรวจดูได้จากคำฟ้องอุทธรณ์ที่ต้องยื่นมาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ซึ่งเป็นอำนาจตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2543 มาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ได้ก่อนตามบทบัญญัติดังกล่าว เพื่อประกอบการพิจารณาว่าสมควรจะไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีข้อความก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล เป็นทำนองว่าศาลทำไปนั้นไม่ ยุติธรรม ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้อุทธรณ์แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือให้ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ได้ โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ก่อนดังเหตุผลที่วินิจฉัยมาข้างต้น ฎีกาผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฐานะละเมิดอำนาจศาลเป็น การชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองฐานละเมิดอำนาจศาลก็สืบเนื่องมาจาก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นทนายโจทก์ ร่วมกันนำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นต่อศาลชั้นต้น โดยในคำฟ้องอุทธรณ์นั้นมีข้อความว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงอันเป็นนวนิยายที่จำเลยที่ 1 ผูกเรื่องแต่งขึ้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน การพิจารณาของศาลชั้นต้นโน้มเอียงเชื่อจำเลยทั้งหมดโดยไม่ได้พิจารณาตามเหตุผล ขาดทั้งวิจารณาญาณ ขาดสามัญสำนึก ไม่เข้าใจในความละเอียดอ่อนของเรื่องครอบครัว ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโดยขาดจริยธรรม ศาลชั้นต้นบิดเบือนข้อเท็จจริงจากที่โจทก์นำสืบ และข้อความที่ว่าผู้หญิงทุกคนเมื่อแต่งงานแล้วต้องอยู่กินแบบผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น ไม่มีใครต้องการให้สามีไปมีใหม่ ถามภริยาท่านผู้พิพากษาคนไหนดูก็ได้ว่าจะยอมหรือไม่และไปสู่ขอให้ด้วย ข้อความนี้เป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็น เท่านั้น เห็นว่า ข้อความดังกล่าวที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองร่วมกันกล่าวอ้างมาในคำฟ้องอุทธรณ์นั้นเป็นข้อความที่ ไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างในคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ประการใด ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจะอ้างว่าเขียนขึ้นเพื่อให้ฟ้องอุทธรณ์ ชัดเจนหาได้ไม่ แม้ไม่เขียนข้อความดังกล่าวฟ้องอุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองก็เป็นฟ้องอุทธรณ์ที่ศาลจะพึงรับไว้พิจารณาได้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองกลับร่วมกันกล่าวอ้างข้อความดังกล่าวในคำฟ้องอุทธรณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมีเจตนาที่จะก้าวร้าว ดูหมิ่น เสียดสีศาล เมื่อนำมายื่นต่อศาลถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลย่อมเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเป็นการละเมิดอำนาจศาลชอบแล้ว ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองทุกข้อ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001014.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545