คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3108/2545 ฉบับเต็ม

#99602
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3108/2545 นางเบา ศรีหาแก้ว โจทก์ นางกนกพร คูจิระวัฒนา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 159 ป.วิ.พ. มาตรา 84, มาตรา 94 โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าถูกจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง โจทก์ย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนชำระหนี้จำนองที่ดิน? จนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินเป็นเงิน ๒๐,๙๖๒.๕๐ บาท แก่โจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๒๗ โจทก์จำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ ๑ ในวงเงิน ๑๓๖,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๒๘ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไปจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี ซึ่งปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นการชำระหนี้จำนอง คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ดังกล่าว เนื่องจากถูกจำเลยที่ ๑ ฉ้อฉลว่าเป็นการเพิ่มวงเงินจำนองหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ให้ฟังได้ตามข้ออ้างคงมีเพียงตนเองเบิกความเอาลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน นายสมพงษ์ ภู่พัฒน์พิบูลย์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมรายนี้มาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ ๑ ว่า คู่กรณีผู้ทำนิติกรรมต้องให้เจ้าหน้าที่สอบสวนถ้อยคำแล้วให้คู่กรณีลงชื่อในบันทึกถ้อยคำต่อหน้าเจ้าหน้าที่สอบสวนและเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียน แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ต้องลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมต่อหน้าทั้งเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนและเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียน จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ ไปโดยไม่ทราบข้อความและไม่ได้พบกับเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนตลอดจนเจ้าพนักงานที่ดินดังที่โจทก์กล่าวอ้าง นายสมพงษ์นี้นอกจากจะเป็นเจ้าพนักงานแล้วยังไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด ตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่มีข้อควรระแวงสงสัยว่านายสมพงษ์จะสมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย เชื่อได้ว่านายสมพงษ์เบิกความไปตามความจริง ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าหลังจากทำนิติกรรมรายนี้แล้ว โจทก์ยังเอาข้าวโพดไปขายให้จำเลยที่ ๑ และถูกจำเลยที่ ๑ หักดอกเบี้ยนั้น มีแต่ตัวโจทก์เบิกความในเรื่องนี้เพียงปากเดียว พยานโจทก์ปากอื่นก็ไม่มีผู้ใดเบิกความถึง เมื่อจำเลยที่ ๑ เบิกความโจทก์ก็มิได้ถามค้านให้จำเลยที่ ๑ ยอมรับ ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ คดีนี้โจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักในการรับฟังดังกล่าวมาแล้ว โจทก์ย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี สำหรับเหตุผลอื่น ๆ ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก และฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ก็ไม่มีน้ำหนักพอให้เปลี่ยนแปลงผลคดีได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) ศาลจังหวัดสระบุรี - นายสมเกียรติ เมาลานนท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสุภิญโญ ชยารักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99602
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสระบุรี",
        "judge": "นายสมเกียรติ เมาลานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสุภิญโญ ชยารักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082053830"
    }
}
date
2545
deka_no
3108/2545
deka_running_no
3108
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 159"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84",
            "ม. 94"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเบา ศรีหาแก้ว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางกนกพร คูจิระวัฒนา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนชำระหนี้จำนองที่ดิน? จนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

จำเลยที่ ๑ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินเป็นเงิน ๒๐,๙๖๒.๕๐ บาท แก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๒๗ โจทก์จำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ ๑ ในวงเงิน ๑๓๖,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๒๘ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไปจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี ซึ่งปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นการชำระหนี้จำนอง คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ดังกล่าว เนื่องจากถูกจำเลยที่ ๑ ฉ้อฉลว่าเป็นการเพิ่มวงเงินจำนองหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ให้ฟังได้ตามข้ออ้างคงมีเพียงตนเองเบิกความเอาลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน นายสมพงษ์ ภู่พัฒน์พิบูลย์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมรายนี้มาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ ๑ ว่า คู่กรณีผู้ทำนิติกรรมต้องให้เจ้าหน้าที่สอบสวนถ้อยคำแล้วให้คู่กรณีลงชื่อในบันทึกถ้อยคำต่อหน้าเจ้าหน้าที่สอบสวนและเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียน แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ต้องลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมต่อหน้าทั้งเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนและเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียน จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ ไปโดยไม่ทราบข้อความและไม่ได้พบกับเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนตลอดจนเจ้าพนักงานที่ดินดังที่โจทก์กล่าวอ้าง นายสมพงษ์นี้นอกจากจะเป็นเจ้าพนักงานแล้วยังไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด ตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่มีข้อควรระแวงสงสัยว่านายสมพงษ์จะสมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย เชื่อได้ว่านายสมพงษ์เบิกความไปตามความจริง ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าหลังจากทำนิติกรรมรายนี้แล้ว โจทก์ยังเอาข้าวโพดไปขายให้จำเลยที่ ๑ และถูกจำเลยที่ ๑ หักดอกเบี้ยนั้น มีแต่ตัวโจทก์เบิกความในเรื่องนี้เพียงปากเดียว พยานโจทก์ปากอื่นก็ไม่มีผู้ใดเบิกความถึง เมื่อจำเลยที่ ๑ เบิกความโจทก์ก็มิได้ถามค้านให้จำเลยที่ ๑ ยอมรับ ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ คดีนี้โจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักในการรับฟังดังกล่าวมาแล้ว โจทก์ย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี สำหรับเหตุผลอื่น ๆ ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก และฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ก็ไม่มีน้ำหนักพอให้เปลี่ยนแปลงผลคดีได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001017.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545