คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1952/2545 ฉบับเต็ม

#99661
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1952/2545 นางเชื่อม จินดาวงษ์ ที่ 1 กับพวก นายจันทร์ เนื่องอัมพร ป.พ.พ. มาตรา 456, มาตรา 1361, มาตรา 1745, มาตรา 1760 การที่โจทก์ที่ 1 และทายาทอื่นของเจ้ามรดกขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของเจ้ามรดกส่วนของตนที่ได้รับนั้น เป็นการแสดงเจตนาขายสิทธิในทรัพย์มรดกส่วนของทายาทแต่ละคนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของเจ้ามรดก และมีการโอนทางทะเบียนเป็นชื่อของจำเลยแล้ว ย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เนื่องจากทายาทแต่ละคนมีอำนาจขายทรัพย์มรดกส่วนของตนได้ตามป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 1745 ทั้งเป็นกรณีที่ถือได้ว่า โจทก์ที่ 1 จำเลย และทายาทอื่นตกลงแบ่งทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาทตามป.พ.พ. มาตรา 1760 วรรคหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๘๒๙ ตำบลพระยาบรรลือ (สิงหนาท) อำเภอลาดบัวหลวง (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสองเนื้อที่คนละ ๙ ไร่ ๑ งาน ๖๓ ตารางวา หากไม่ไปจดทะเบียนให้ถือว่าเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองได้ครบจำนวนเนื้อที่ให้ชดใช้ราคาที่ดินส่วนที่ขาดอยู่ในราคาไร่ละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณปี ๒๔๘๔ นายสุข เนื่องอัมพร บิดาจำเลยและนายเจ็กหรือประยูร มุกดาดวง ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๒๗ จากขุนรัตนาภิบาลและได้จดทะเบียนจำนองที่ดินแก่สหกรณ์โชควัฒนาไม่จำกัดสินใช้ นายสุขถึงแก่ความตายเมื่อประมาณปี ๒๔๙๐ ซึ่งขณะนั้นจำเลยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และเป็นผู้จัดการงานศพบิดาแต่ผู้เดียวที่วัดไม้ตรา อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาจำเลยลาสิกขาเมื่อประมาณปี ๒๕๐๖ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๒๗ เฉพาะส่วนของนายสุขตกทอดแก่บุตรซึ่งเป็นทายาท คือ จำเลย โจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยมารดาโจทก์ที่ ๒ นายยุ้ย เนื่องอัมพร และนายประสงค์ เนื่องอัมพร ในปี ๒๕๐๘ จำเลยซื้อที่ดินส่วนที่โจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วย นายยุ้ยและนายประยงค์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดก จำเลยชำระราคาค่าที่ดินให้แก่น้องทั้งสี่คนไปครบถ้วนแล้ว น้องทั้งสี่คนไม่คัดค้านที่จำเลยขอรับโอนทรัพย์มรดกส่วนของนายสุขโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียวจำเลยครอบครองยึดถือที่ดินพิพาท เพื่อตนโดยครอบครองทำประโยชน์ทำนาทำสวนและทำไร่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน มิได้ครอบครองที่ดินแทนทายาทนายสุข จำเลยเอาเงินของตนเองไปไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๒๗ จากสหกรณ์โชควัฒนาไม่จำกัดสินใช้ ไม่เคยเอาเงินจากโจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยและทายาทอื่น ไปไถ่ถอนที่ดิน โจทก์ที่ ๑ ปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทได้โดยอาศัยสิทธิของจำเลย ส่วนนางบุญช่วย หลังจากขายที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยแล้วไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกเลย จำเลยและนายเจ็กเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ขอทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินในปี ๒๕๑๐ แยกเป็นที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ ๑๑๘๒๙ เนื้อที่ประมาณ ๔๗ ไร่ ๑๙ ตารางวา ต่อมาจำเลยได้แบ่งขายที่ดินให้แก่นายใจ หอมมะลิ เนื้อที่ ๔ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา กับถูกเวนคืนในการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมเนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๔๑ ตารางวา และแบ่งแยกเป็นทางหลวงถนนสายลาดบัวหลวง-ไม้ตรา เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๑๐ ตารางวา เหลือส่วนของจำเลย ๑๗ ไร่ ๙๓ ตารางวา โจทก์ทั้งสองทราบและไม่ได้คัดค้านที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท มิใช่ทรัพย์มรดกนายสุข โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่ง คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยและทายาทอื่นของนายสุขได้ขายส่วนของตนในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับโอนโฉนดเป็นชื่อของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวแล้ว การที่โจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยและทายาทอื่นของนายสุขขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของนายสุขส่วนของตนที่ได้รับดังกล่าวนั้น เป็นการแสดงเจตนาขายสิทธิในทรัพย์มรดกส่วนของทายาทแต่ละคนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของนายสุข และมีการโอนทางทะเบียนเป็นชื่อของจำเลยแล้วย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เนื่องจากทายาทแต่ละคนมีอำนาจขายทรัพย์มรดกส่วนของตนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๗๔๕ ทั้งเป็นกรณีที่ถือได้ว่า โจทก์ที่ ๑ จำเลย นางบุญช่วย และทายาทอื่นตกลงแบ่งทรัพย์สินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๕๐ วรรคหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจะมาฟ้องขอแบ่งมรดกในที่ดินพิพาทอีกไม่ได้ พิพากษายืน นายทวี ประจวบลาภ ผู้ช่วยฯ นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ (สบโชค สุขารมณ์-ชูชาติ ศรีแสง-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นางสาวมาลินี ไชยศิวามงคล ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมบัติ อรรถพิมล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99661
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นางสาวมาลินี ไชยศิวามงคล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสมบัติ อรรถพิมล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082055410"
    }
}
date
2545
deka_no
1952/2545
deka_running_no
1952
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "ชูชาติ ศรีแสง",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 456",
            "ม. 1361",
            "ม. 1745",
            "ม. 1760"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "กับพวก",
        "name": "นางเชื่อม จินดาวงษ์ ที่ 1"
    },
    {
        "role": "เนื่องอัมพร",
        "name": "นายจันทร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๘๒๙ ตำบลพระยาบรรลือ (สิงหนาท) อำเภอลาดบัวหลวง (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสองเนื้อที่คนละ ๙ ไร่ ๑ งาน ๖๓ ตารางวา หากไม่ไปจดทะเบียนให้ถือว่าเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองได้ครบจำนวนเนื้อที่ให้ชดใช้ราคาที่ดินส่วนที่ขาดอยู่ในราคาไร่ละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณปี ๒๔๘๔ นายสุข เนื่องอัมพร บิดาจำเลยและนายเจ็กหรือประยูร มุกดาดวง ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๒๗ จากขุนรัตนาภิบาลและได้จดทะเบียนจำนองที่ดินแก่สหกรณ์โชควัฒนาไม่จำกัดสินใช้ นายสุขถึงแก่ความตายเมื่อประมาณปี ๒๔๙๐ ซึ่งขณะนั้นจำเลยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และเป็นผู้จัดการงานศพบิดาแต่ผู้เดียวที่วัดไม้ตรา อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาจำเลยลาสิกขาเมื่อประมาณปี ๒๕๐๖ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๒๗ เฉพาะส่วนของนายสุขตกทอดแก่บุตรซึ่งเป็นทายาท คือ จำเลย โจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยมารดาโจทก์ที่ ๒ นายยุ้ย เนื่องอัมพร และนายประสงค์ เนื่องอัมพร ในปี ๒๕๐๘ จำเลยซื้อที่ดินส่วนที่โจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วย นายยุ้ยและนายประยงค์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดก จำเลยชำระราคาค่าที่ดินให้แก่น้องทั้งสี่คนไปครบถ้วนแล้ว น้องทั้งสี่คนไม่คัดค้านที่จำเลยขอรับโอนทรัพย์มรดกส่วนของนายสุขโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียวจำเลยครอบครองยึดถือที่ดินพิพาท เพื่อตนโดยครอบครองทำประโยชน์ทำนาทำสวนและทำไร่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน มิได้ครอบครองที่ดินแทนทายาทนายสุข จำเลยเอาเงินของตนเองไปไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๘๒๗ จากสหกรณ์โชควัฒนาไม่จำกัดสินใช้ ไม่เคยเอาเงินจากโจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยและทายาทอื่น ไปไถ่ถอนที่ดิน โจทก์ที่ ๑ ปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทได้โดยอาศัยสิทธิของจำเลย ส่วนนางบุญช่วย หลังจากขายที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยแล้วไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกเลย จำเลยและนายเจ็กเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ขอทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินในปี ๒๕๑๐ แยกเป็นที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ ๑๑๘๒๙ เนื้อที่ประมาณ ๔๗ ไร่ ๑๙ ตารางวา ต่อมาจำเลยได้แบ่งขายที่ดินให้แก่นายใจ หอมมะลิ เนื้อที่ ๔ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางวา กับถูกเวนคืนในการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมเนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๔๑ ตารางวา และแบ่งแยกเป็นทางหลวงถนนสายลาดบัวหลวง-ไม้ตรา เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๑๐ ตารางวา เหลือส่วนของจำเลย ๑๗ ไร่ ๙๓ ตารางวา โจทก์ทั้งสองทราบและไม่ได้คัดค้านที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท มิใช่ทรัพย์มรดกนายสุข โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่ง คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยและทายาทอื่นของนายสุขได้ขายส่วนของตนในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับโอนโฉนดเป็นชื่อของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวแล้ว การที่โจทก์ที่ ๑ นางบุญช่วยและทายาทอื่นของนายสุขขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของนายสุขส่วนของตนที่ได้รับดังกล่าวนั้น เป็นการแสดงเจตนาขายสิทธิในทรัพย์มรดกส่วนของทายาทแต่ละคนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของนายสุข และมีการโอนทางทะเบียนเป็นชื่อของจำเลยแล้วย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เนื่องจากทายาทแต่ละคนมีอำนาจขายทรัพย์มรดกส่วนของตนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๗๔๕ ทั้งเป็นกรณีที่ถือได้ว่า โจทก์ที่ ๑ จำเลย นางบุญช่วย และทายาทอื่นตกลงแบ่งทรัพย์สินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๕๐ วรรคหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจะมาฟ้องขอแบ่งมรดกในที่ดินพิพาทอีกไม่ได้

พิพากษายืน

นายทวี ประจวบลาภ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001031.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545