คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4399/2545 ฉบับเต็ม

#99685
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4399/2545 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทไทยทรัพย์โอเวอร์ซีส์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 180 โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง การที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การจากเดิมที่ให้การไว้ว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาค้ำประกัน เป็นว่าจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ในอนาคต จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด และจำเลยได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามสัญญาจำนองทั้งสี่ฉบับจริง แต่เป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้อื่นที่ได้ชำระไปแล้ว ไม่ใช่หนี้ในคดีนี้ การฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยต้องรับผิดมากกว่าเงินที่ได้จดทะเบียนไว้เป็นจำนวนถึง 72,400,000 บาท นั้น เป็นการขอแก้ไขคำให้การโดยยกข้อเท็จริงขึ้นเป็นข้อต่อสู้ใหม่และเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อเถียง เพื่อหักล้างข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ เมื่อปรากฏว่าศาลสั่งให้งดชี้สองสถาน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น และไม่ใช่การขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180 แต่ในส่วนที่จำเลยแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าว ต่อศาลแพ่งไว้แล้ว การที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวต่อศาลแพ่งไว้แล้วการที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้อนนั้น เป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์อันเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่จำเลยจะขอแก้ไขได้ก่อนมี คำพิพากษา ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 9 ฉบับ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 31,659,156.40 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 16,679,199.59 บาท และอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 3,741,190.64 บาท นับถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันและไม่เคยทำสัญญาจำนองกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533 จำนวน 35,000,000 บาท และสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2534 จำนวน 65,000,000 บาท แต่เป็นการค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญา ค้ำประกันหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ในอนาคต จึงไม่ต้องรับผิด และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามสัญญาจำนองทั้งสี่ฉบับจริงแต่เพื่อเป็นประกันหนี้อื่นที่ได้ชำระไปแล้ว ไม่ใช่หนี้ในคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวต่อศาลแพ่ง การที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นฟ้องซ้อน ฟ้องเท็จ และเบิกความเท็จทั้งที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันไม่มีหนี้สินต่อกันแล้ว และวงเงินที่จดทะเบียนจำนองไว้มีจำนวนเพียง 50,000,000 บาท การที่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายคดีโดยปกปิดความจริงเช่นนี้ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดมากกว่าวงเงินที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นจำนวนถึง 72,400,000 บาท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขแนวทาง การต่อสู้คดี เมื่อโจทก์อ้างว่าการค้ำประกันและการจำนองดังกล่าวเป็นการประกันหนี้คดีอื่นด้วย การแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การแก้ไขคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้ว ให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน แล้วแต่กรณี เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ในอนาคต จึงไม่ต้องรับผิด และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามสัญญาจำนองทั้งสี่ฉบับจริง แต่เป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้อื่นที่ได้ชำระไปแล้ว ไม่ใช่หนี้ในคดีนี้ การฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์รู้อยู่แล้วว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันไม่มีหนี้สินต่อกันแล้ว และวงเงินที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้มีจำนวนเพียง 50,000,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดมากกว่าวงเงินที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นจำนวนถึง 72,400,000 บาท นั้น เป็นการขอแก้ไขคำให้การโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นเป็นต่อสู้ใหม่และเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อเถียงเพื่อหักล้างข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ ปรากฏตามสำนวนคดีนี้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้งดชี้สองสถาน จำเลยที่ 2 จึงต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพราะการขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น และไม่ใช่ การขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องแก้ไขคำให้การดังกล่าวภายหลังจากที่โจทก์สืบพยานไปบ้างแล้วย่อมเป็นการล่วงเลยกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 2 จะขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างตน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตแก้ไขคำให้การในส่วนนี้จึงชอบแล้ว แต่ในส่วนที่ จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวต่อศาลแพ่ง การที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองมาฟ้องเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้องนั้นเป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่จำเลยที่ 2 จะขอแก้ไขได้ก่อนศาลมี คำพิพากษาการขอแก้ไขคำให้การในส่วนดังกล่าวจำเลยที่ 2 จึงอาจยื่นคำร้องต่อศาลได้ แม้จะเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันสืบพยาน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การในส่วนนี้ ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การโดยที่มิได้สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมด้วยนั้นยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การในส่วนที่ขอแก้ไขว่าการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นฟ้องซ้อน ค่าคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (ยงยศ นิสภัครกุล-เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ-พินิจ เพชรรุ่ง) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ - นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99685
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ",
        "judge": "นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082051492"
    }
}
date
2545
deka_no
4399/2545
deka_running_no
4399
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ยงยศ นิสภัครกุล",
    "เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ",
    "พินิจ เพชรรุ่ง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 180"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไทยทรัพย์โอเวอร์ซีส์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 9 ฉบับ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 31,659,156.40 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 16,679,199.59 บาท และอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 3,741,190.64 บาท นับถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันและไม่เคยทำสัญญาจำนองกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533 จำนวน 35,000,000 บาท และสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2534 จำนวน 65,000,000 บาท แต่เป็นการค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญา ค้ำประกันหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ในอนาคต จึงไม่ต้องรับผิด และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามสัญญาจำนองทั้งสี่ฉบับจริงแต่เพื่อเป็นประกันหนี้อื่นที่ได้ชำระไปแล้ว ไม่ใช่หนี้ในคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวต่อศาลแพ่ง การที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นฟ้องซ้อน ฟ้องเท็จ และเบิกความเท็จทั้งที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันไม่มีหนี้สินต่อกันแล้ว และวงเงินที่จดทะเบียนจำนองไว้มีจำนวนเพียง 50,000,000 บาท การที่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายคดีโดยปกปิดความจริงเช่นนี้ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดมากกว่าวงเงินที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นจำนวนถึง 72,400,000 บาท

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขแนวทาง การต่อสู้คดี เมื่อโจทก์อ้างว่าการค้ำประกันและการจำนองดังกล่าวเป็นการประกันหนี้คดีอื่นด้วย การแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การแก้ไขคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้ว ให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน แล้วแต่กรณี เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ในอนาคต จึงไม่ต้องรับผิด และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามสัญญาจำนองทั้งสี่ฉบับจริง แต่เป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้อื่นที่ได้ชำระไปแล้ว ไม่ใช่หนี้ในคดีนี้ การฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์รู้อยู่แล้วว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันไม่มีหนี้สินต่อกันแล้ว และวงเงินที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้มีจำนวนเพียง 50,000,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดมากกว่าวงเงินที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นจำนวนถึง 72,400,000 บาท นั้น เป็นการขอแก้ไขคำให้การโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นเป็นต่อสู้ใหม่และเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อเถียงเพื่อหักล้างข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ ปรากฏตามสำนวนคดีนี้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้งดชี้สองสถาน จำเลยที่ 2 จึงต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพราะการขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น และไม่ใช่ การขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องแก้ไขคำให้การดังกล่าวภายหลังจากที่โจทก์สืบพยานไปบ้างแล้วย่อมเป็นการล่วงเลยกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 2 จะขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างตน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตแก้ไขคำให้การในส่วนนี้จึงชอบแล้ว แต่ในส่วนที่ จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวต่อศาลแพ่ง การที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองมาฟ้องเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้องนั้นเป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่จำเลยที่ 2 จะขอแก้ไขได้ก่อนศาลมี คำพิพากษาการขอแก้ไขคำให้การในส่วนดังกล่าวจำเลยที่ 2 จึงอาจยื่นคำร้องต่อศาลได้ แม้จะเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันสืบพยาน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การในส่วนนี้ ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การโดยที่มิได้สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมด้วยนั้นยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การในส่วนที่ขอแก้ไขว่าการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นฟ้องซ้อน ค่าคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000997.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545