คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4497/2545 ฉบับเต็ม

#99686
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4497/2545 บริษัทมั่นคงอินเตอร์ฟีด จำกัด โจทก์ นายพิทักษ์ จงใจ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็น ผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามสัญญา การที่โจทก์นำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองแม้เป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญารับผิดรับใช้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีกำหนดจำนวนแน่นอน มิได้ฟ้องจะให้รับผิดในมูลหนี้ละเมิด แต่คำฟ้องของโจทก์มุ่งเน้นถึงการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อันมีมูลฐานมาจากการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นข้อสำคัญ ดังนั้นโจทก์จะต้องบรรยายในคำฟ้องโดยกล่าวแสดงให้แจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไปเมื่อใด เงินที่ยักยอกเป็นจำนวนเท่าใด สินค้าที่ยักยอกเป็นสินค้าประเภทใด จำนวนเท่าใด และราคาเท่าใด หรือมิฉะนั้นโจทก์ก็ต้องมีเอกสารหรือหลักฐานที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเงินหรือรายการสินค้าที่อ้างว่าจำเลยที่ 1ยักยอกไปแนบมาท้ายฟ้องด้วย เมื่อโจทก์มิได้กล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหากับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไป คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่าขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๒๓๒,๖๑๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การร่วมกันว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของโจทก์จริง แต่จำเลยที่๑ ไม่เคยยักยอกหรือทุจริตต่อหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นเงินจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท จำเลยที่ ๒ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์โดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์จริง เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ และคำฟ้องของโจทก์ก็เคลือบคลุม โดยโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นราคาถึง ๒๐๒,๓๑๔ บาท แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่า เงินและสินค้าที่ยักยอกนั้นมี รายละเอียดเป็นอย่างไร ทั้งไม่ได้แนบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเงินและสินค้าดังกล่าวมาในฟ้องด้วย ทำให้จำเลยไม่อาจ เข้าใจในคำฟ้องและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามประเด็นแห่งคดีที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์ เคลือบคลุมหรือไม่ โดยโจทก์อ้างด้วยว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญารับผิดซึ่งเป็นหนี้ที่มีกำหนดจำนวนแน่นอนมิได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ละเมิด เพราะมูลหนี้ละเมิดระงับไปแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่เป็นข้ออ้างและข้อหาว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ได้ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแทนจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้ขอเข้าทำสัญญารับผิดรับใช้กับโจทก์ โดยตกลงผ่อนชำระ เป็นรายเดือน เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญา จำเลยที่ ๒ ผิดนัดตลอดมา จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมุ่งเน้นถึงการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อันมีมูลฐานมาจากการที่จำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นข้อสำคัญ ซึ่งโจทก์จะต้องบรรยายในคำฟ้องโดยกล่าวแสดงให้ แจ้งชัดว่า จำเลยที่ ๑ ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไปเมื่อใด เงินที่ยักยอกเป็นจำนวนเท่าใด สินค้าที่ยักยอกเป็นสินค้าประเภทใด จำนวนเท่าใด และราคาเท่าใด หรือมิฉะนั้นโจทก์ก็จะต้องมีเอกสารหรือหลักฐานที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับ จำนวนเงินหรือรายการสินค้าที่อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกไปแนบมาท้ายฟ้องด้วย แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามสัญญารับผิดรับใช้ตามเอกสารท้ายฟ้องด้วยก็ตาม แต่หนี้ตามสัญญารับผิดรับใช้ก็มีมูลฐานมาจากที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ย่อมตกเป็นข้อต่อสู้ถึงการมีอยู่ จำนวน และ ความสมบูรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์มิได้กล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหากับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไป คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (เกษมสันต์ วิลาวรรณ-วีรพจน์ เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงาน (อุบลราชธานี) - นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99686
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงาน (อุบลราชธานี)",
        "judge": "นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082051377"
    }
}
date
2545
deka_no
4497/2545
deka_running_no
4497
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "เกษมสันต์ วิลาวรรณ",
    "วีรพจน์ เพียรพิทักษ์",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทมั่นคงอินเตอร์ฟีด จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพิทักษ์ จงใจ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่าขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๒๓๒,๖๑๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การร่วมกันว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของโจทก์จริง แต่จำเลยที่๑ ไม่เคยยักยอกหรือทุจริตต่อหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นเงินจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท จำเลยที่ ๒ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์โดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์จริง เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ และคำฟ้องของโจทก์ก็เคลือบคลุม โดยโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นราคาถึง ๒๐๒,๓๑๔ บาท แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่า เงินและสินค้าที่ยักยอกนั้นมี รายละเอียดเป็นอย่างไร ทั้งไม่ได้แนบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเงินและสินค้าดังกล่าวมาในฟ้องด้วย ทำให้จำเลยไม่อาจ เข้าใจในคำฟ้องและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามประเด็นแห่งคดีที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์ เคลือบคลุมหรือไม่ โดยโจทก์อ้างด้วยว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญารับผิดซึ่งเป็นหนี้ที่มีกำหนดจำนวนแน่นอนมิได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ละเมิด เพราะมูลหนี้ละเมิดระงับไปแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่เป็นข้ออ้างและข้อหาว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ได้ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแทนจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้ขอเข้าทำสัญญารับผิดรับใช้กับโจทก์ โดยตกลงผ่อนชำระ เป็นรายเดือน เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญา จำเลยที่ ๒ ผิดนัดตลอดมา จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมุ่งเน้นถึงการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อันมีมูลฐานมาจากการที่จำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นข้อสำคัญ ซึ่งโจทก์จะต้องบรรยายในคำฟ้องโดยกล่าวแสดงให้ แจ้งชัดว่า จำเลยที่ ๑ ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไปเมื่อใด เงินที่ยักยอกเป็นจำนวนเท่าใด สินค้าที่ยักยอกเป็นสินค้าประเภทใด จำนวนเท่าใด และราคาเท่าใด หรือมิฉะนั้นโจทก์ก็จะต้องมีเอกสารหรือหลักฐานที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับ จำนวนเงินหรือรายการสินค้าที่อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกไปแนบมาท้ายฟ้องด้วย แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามสัญญารับผิดรับใช้ตามเอกสารท้ายฟ้องด้วยก็ตาม แต่หนี้ตามสัญญารับผิดรับใช้ก็มีมูลฐานมาจากที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ย่อมตกเป็นข้อต่อสู้ถึงการมีอยู่ จำนวน และ ความสมบูรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์มิได้กล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหากับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไป คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000996.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545