คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2545 ฉบับเต็ม

#99688
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2545 นางมาลัย จิวประสาท โจทก์ นางบุญหลวง อยู่บุญ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 537, มาตรา 570 สามีโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากสามีจำเลย ในระหว่างสัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนดสามีจำเลยถึงแก่ความตาย แม้ว่าจำเลยยอมให้โจทก์และสามีโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าต่อมาภายหลังจากที่ครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว อันจะถือได้ว่าเป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าของสามีโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญา หากจำเลยประพฤติผิดสัญญาเช่าก็ชอบที่สามีโจทก์ในฐานะผู้เช่าจะต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในฐานะที่เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของสามีจำเลยผู้ให้เช่าเอง เมื่อสามีโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยจนกระทั่งสามีโจทก์ถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าย่อมเป็นอันระงับไป โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้เช่าไม่มีอำนาจเข้าสวมสิทธิการเช่าของสามีโจทก์ผู้ตายที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าจากจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเงินจำนวน ๒๐๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าที่ดินทำขึ้นระหว่างนายเฉลียวสามีโจทก์และนายศิริหรือเหมียงสามีจำเลย โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง และเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญานายเฉลียวมิได้ทำสัญญาเช่าที่ดินต่อและไม่ได้ปลูกอ้อยใหม่เพียงแต่เก็บผลผลิตจากหน่ออ้อยเดิม สัญญาเช่าที่ดินจึงสิ้นสุดลงและไม่เป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายศิริหรือเหมียงมีสิทธิให้นายวัชรชัย เนตรสว่าง ทำสัญญาเช่าที่ดินได้โดยชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สามีโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินที่สามีโจทก์และโจทก์ปลูกอ้อยส่งขายให้แก่สามีจำเลย เมื่อสามีจำเลยถึงแก่ความตาย จำเลยจึงเป็นผู้รับซื้ออ้อยจากสามีโจทก์และโจทก์แทน ดังนั้น โจทก์จึงมิได้เป็นคู่สัญญาหรือผู้เช่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.๑ ต้องถือว่าโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าของสามีโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญา แม้จำเลยยอมให้โจทก์และสามีโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าต่อมาภายหลังจากที่ครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว อันจะถือได้ว่าเป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาก็ตาม สิทธิการเช่าก็ยังคงเป็นของสามีโจทก์มิใช่ของโจทก์ หากจำเลยประพฤติผิดสัญญาเช่าก็ชอบที่สามีโจทก์ในฐานะผู้เช่าจะต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในฐานะที่เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของสามีจำเลยผู้ให้เช่าเอง เมื่อสามีโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยจนกระทั่งสามีโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้เช่าก็ไม่มีอำนาจเข้าสวมสิทธิการเช่าของสามีโจทก์ผู้ตายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าจากจำเลยได้ เพราะสิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าย่อมเป็นอันระงับไป ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า หลังจากครบกำหนดเวลาเช่าโจทก์ได้เป็นผู้เช่าและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิของโจทก์เองด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ทำหนังสือสัญญาเช่าต่อกัน และรายการส่งอ้อยให้แก่จำเลยหลังจากครบกำหนดเวลาเช่าตามเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๗ ออกให้ในนามของสามีโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับจำเลย การส่งอ้อยให้แก่จำเลย ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำในนามของสามีโจทก์ผู้เช่า ไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าดังอ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อัธยา ดิษยบุตร-ปรีดี รุ่งวิสัย-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายนิกร ทัสสโร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99688
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายนิกร ทัสสโร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082053464"
    }
}
date
2545
deka_no
3254/2545
deka_running_no
3254
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "อัธยา ดิษยบุตร",
    "ปรีดี รุ่งวิสัย",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 537",
            "ม. 570"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางมาลัย จิวประสาท"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางบุญหลวง อยู่บุญ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเงินจำนวน ๒๐๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าที่ดินทำขึ้นระหว่างนายเฉลียวสามีโจทก์และนายศิริหรือเหมียงสามีจำเลย โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง และเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญานายเฉลียวมิได้ทำสัญญาเช่าที่ดินต่อและไม่ได้ปลูกอ้อยใหม่เพียงแต่เก็บผลผลิตจากหน่ออ้อยเดิม สัญญาเช่าที่ดินจึงสิ้นสุดลงและไม่เป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายศิริหรือเหมียงมีสิทธิให้นายวัชรชัย เนตรสว่าง ทำสัญญาเช่าที่ดินได้โดยชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สามีโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินที่สามีโจทก์และโจทก์ปลูกอ้อยส่งขายให้แก่สามีจำเลย เมื่อสามีจำเลยถึงแก่ความตาย จำเลยจึงเป็นผู้รับซื้ออ้อยจากสามีโจทก์และโจทก์แทน ดังนั้น โจทก์จึงมิได้เป็นคู่สัญญาหรือผู้เช่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.๑ ต้องถือว่าโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าของสามีโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญา แม้จำเลยยอมให้โจทก์และสามีโจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าต่อมาภายหลังจากที่ครบกำหนดเวลาเช่าแล้ว อันจะถือได้ว่าเป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาก็ตาม สิทธิการเช่าก็ยังคงเป็นของสามีโจทก์มิใช่ของโจทก์ หากจำเลยประพฤติผิดสัญญาเช่าก็ชอบที่สามีโจทก์ในฐานะผู้เช่าจะต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในฐานะที่เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของสามีจำเลยผู้ให้เช่าเอง เมื่อสามีโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยจนกระทั่งสามีโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของผู้เช่าก็ไม่มีอำนาจเข้าสวมสิทธิการเช่าของสามีโจทก์ผู้ตายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าจากจำเลยได้ เพราะสิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าย่อมเป็นอันระงับไป ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า หลังจากครบกำหนดเวลาเช่าโจทก์ได้เป็นผู้เช่าและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิของโจทก์เองด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ทำหนังสือสัญญาเช่าต่อกัน และรายการส่งอ้อยให้แก่จำเลยหลังจากครบกำหนดเวลาเช่าตามเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๗ ออกให้ในนามของสามีโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับจำเลย การส่งอ้อยให้แก่จำเลย ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำในนามของสามีโจทก์ผู้เช่า ไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าดังอ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001014.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545