คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3654/2545 ฉบับเต็ม

#99709
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3654/2545 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายอนุชาหรือรัชพงศ์ เหล่าอุดม จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นท้ายคำให้การจำเลยปรากฏว่า ศาลชั้นต้นได้อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังจนเข้าใจ โดยสอบเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความช่วยเหลือ และให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงเป็นกรณีที่ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่แล้ว และเมื่อจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ ย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย กระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 173 วรรคสอง แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ระหว่างวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๖ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๗ เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยรู้อยู่แล้วว่าความจริงจำเลยไม่มีสิทธิที่จะขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านประจำเดือนกันยายน ๒๕๓๖ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๖ เดือนมกราคม ๒๕๓๗ และเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ แต่จำเลยกลับแจ้งข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นคำขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านประจำเดือนดังกล่าวรวม ๖ เดือน เดือนละ ๑,๘๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๐,๘๐๐ บาท และได้เงินจำนวน ๑๐,๘๐๐ บาท ไป และระหว่างวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๗ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินในราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ พร้อมปลอมลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีกองคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ในช่องผู้รับเงิน ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ และประชาชนหลงเชื่อว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง เหตุเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ แขวงราชบพิตร เขตพระนคร และแขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน และเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายนรินทร์ กมลรัตน์ เจ้าหน้าที่กองสืบสวนสอบสวน และคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และนำเอาใบเสร็จรับเงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมดังกล่าวใช้อ้างแก่นายนรินทร์ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เหตุเกิดที่แขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ , ๑๓๗ , ๒๖๖ , ๒๖๘ , ๓๔๑ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ , ๒๖๖ , ๒๖๘ , ๓๔๑ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก ๒ เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น จึงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จำคุก ๔ ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๕ ปี ๒ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๗ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๙๐ แต่สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้น จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวจึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑) จำคุก ๓ ปี ฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่ปรากฏว่าศาลได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้อง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเป็นการไม่ชอบ ขอให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเสียแล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่นั้น เห็นว่า ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นท้ายคำให้การจำเลยว่า ศาลชั้นต้นได้อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังจนเข้าใจ โดยสอบเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความช่วยเหลือ และให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลได้บันทึกคำให้การของจำเลยไว้แล้ว จึงเป็นกรณีที่ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่แล้ว และเมื่อจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย กระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ... ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น? ฎีกาข้อนี้ฟังขึ้น? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑) ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท และความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ปรับ ๒,๐๐๐ บาท รวมปรับ ๒๒,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงปรับ ๑๑,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย ค่าปรับไม่ชำระให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ... นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. (สมชาย พงษธา-วิชัย ชื่นชมพูนุท-จรัส พวงมณี) ศาลอาญา - นางพัชรวรรณ วงศ์วัฒนะ สวัสดิ ศาลอุทธรณ์ - นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99709
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นางพัชรวรรณ วงศ์วัฒนะ สวัสดิ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082052750"
    }
}
date
2545
deka_no
3654/2545
deka_running_no
3654
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 173 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอนุชาหรือรัชพงศ์ เหล่าอุดม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ระหว่างวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๖ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๗ เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยรู้อยู่แล้วว่าความจริงจำเลยไม่มีสิทธิที่จะขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านประจำเดือนกันยายน ๒๕๓๖ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๖ เดือนมกราคม ๒๕๓๗ และเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ แต่จำเลยกลับแจ้งข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นคำขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านประจำเดือนดังกล่าวรวม ๖ เดือน เดือนละ ๑,๘๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๐,๘๐๐ บาท และได้เงินจำนวน ๑๐,๘๐๐ บาท ไป และระหว่างวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๗ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินในราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ พร้อมปลอมลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีกองคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ในช่องผู้รับเงิน ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ และประชาชนหลงเชื่อว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง เหตุเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ แขวงราชบพิตร เขตพระนคร และแขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน และเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายนรินทร์ กมลรัตน์ เจ้าหน้าที่กองสืบสวนสอบสวน และคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และนำเอาใบเสร็จรับเงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมดังกล่าวใช้อ้างแก่นายนรินทร์ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เหตุเกิดที่แขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ , ๑๓๗ , ๒๖๖ , ๒๖๘ , ๓๔๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ , ๒๖๖ , ๒๖๘ , ๓๔๑ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก ๒ เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น จึงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จำคุก ๔ ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๕ ปี ๒ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๗ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๙๐ แต่สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้น จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวจึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑) จำคุก ๓ ปี ฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่ปรากฏว่าศาลได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้อง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเป็นการไม่ชอบ ขอให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเสียแล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่นั้น เห็นว่า ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นท้ายคำให้การจำเลยว่า ศาลชั้นต้นได้อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังจนเข้าใจ โดยสอบเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความช่วยเหลือ และให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลได้บันทึกคำให้การของจำเลยไว้แล้ว จึงเป็นกรณีที่ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่แล้ว และเมื่อจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย กระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ... ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น? ฎีกาข้อนี้ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑) ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท และความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ปรับ ๒,๐๐๐ บาท รวมปรับ ๒๒,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงปรับ ๑๑,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย ค่าปรับไม่ชำระให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ... นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001008.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545