คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2545 ฉบับเต็ม

#99713
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2545 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.บี อินเตอร์เทรดดิ้ง ที่ 1 กับพวก ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1), มาตรา 193/15 สำเนาบันทึกการรับเช็คซึ่งมีข้อความว่า โจทก์ได้รับเช็คของบริษัท พ. จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์นั้นเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ 1 แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัท พ. ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ชำระหนี้ กรณีต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 อายุความจึงสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ จึงเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และ 193 (15) เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2539 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสินค้าเป็นเงิน ๔๐๐,๑๔๙.๖๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๒๖,๐๐๖.๘๐ บาท (ที่ถูก ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ แต่ชำระราคาบางส่วนด้วยเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ๗ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๑๒๓,๔๙๗.๕๗ บาท คงค้างชำระเพียง ๒๐๒,๕๐๙.๒๓ บาท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพราะไม่มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยไว้ และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด ๒ ปี นับแต่ส่งมอบสินค้า คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๗,๔๘๒.๖๗ บาท ๑๒๔,๔๗๓.๑๐ บาท และ ๘๖,๗๒๑.๙๒ บาท นับแต่วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๓๗ วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๗ และวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๓๘ ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์รวม ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท ตามสำเนาใบส่งของเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๕ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนำเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ มาชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ แต่เช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินได้เพียง ๖ ฉบับ เป็นเงิน ๑๐๕,๘๕๕.๐๖ บาท ตามสำเนาบันทึกการรับเช็คเอกสารหมาย จ.๖ โจทก์จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระแก่โจทก์ คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเศษมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์เป็นเงิน ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ยอดหนี้ตามฟ้องมีจำนวน ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท เมื่อจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แล้ว ๑๐๕,๘๕๕.๐๖ บาท คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระอยู่เพียง ๒๒๐,๒๑๑.๗๔ บาท มิใช่ ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท การที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่ามีการนำเงินตามเช็คที่เรียกเก็บเงินได้จำนวน ๕๘,๔๖๕.๙๕ บาท ไปหักชำระหนี้ตามบิล ๔ ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.๘ ทั้ง ๆ ที่โจทก์มิได้กล่าวถึงหนี้จำนวนนี้มาในฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การนำเงินจำนวน ๕๘,๔๖๕.๙๕ บาท ไปหักจากยอดหนี้ตามบิล ๔ ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.๘ เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็เบิกความยอมรับว่าเป็นจริงตามนั้น ฉะนั้นเมื่อมีการชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแล้วโจทก์จึงมิได้กล่าวถึงยอดหนี้ดังกล่าวมาในฟ้อง ยังคงเหลือเงินที่จะนำมาหักชำระหนี้ได้อีก ๔๗,๓๘๙.๑๑ บาท โจทก์นำไปหักจากยอดหนี้บางส่วนตามสำเนาบิลเอกสารหมาย จ.๓ คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระ ๖๗,๔๘๒.๖๗ บาท เมื่อรวมกับหนี้ที่ค้างชำระตามสำเนาใบส่งของเอกสารหมาย จ.๔ และ จ.๕ จึงเป็นยอดหนี้ค้างชำระ ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท ทั้งหนี้ในส่วนของต้นเงินที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้มีจำนวน ๓๒๖,๐๐๖.๘๐ บาท (ยอดเงินที่ถูกต้อง ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท จึงไม่เกินคำขอและไม่ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๒ วรรคแรกแต่อย่างใด ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกเอกสารหมาย จ.๖ ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ มีข้อความว่า โจทก์ได้รับเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด จากจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ นำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ ๑ แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าว เป็นผู้ชำระหนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ อายุความจึงสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ โดยให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) และ ๑๙๓/๑๕ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๑ ภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ นายสนิท ตระกูลพรายงาม ผู้ช่วย น.ส.อังคณา สินเกษม ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วย/ตรวจ (อรพินท์ เศรษฐมานิต-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชัช ชลวร) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายพิสิฐ นรัตถรักษา ศาลอุทธรณ์ - นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99713
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายพิสิฐ นรัตถรักษา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054076"
    }
}
date
2545
deka_no
2958/2545
deka_running_no
2958
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "ชัช ชลวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/14 (1)",
            "ม. 193/15"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "กับพวก",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.บี อินเตอร์เทรดดิ้ง ที่ 1"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสินค้าเป็นเงิน ๔๐๐,๑๔๙.๖๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๒๖,๐๐๖.๘๐ บาท (ที่ถูก ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ซื้อสินค้าไปจากโจทก์ แต่ชำระราคาบางส่วนด้วยเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ๗ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๑๒๓,๔๙๗.๕๗ บาท คงค้างชำระเพียง ๒๐๒,๕๐๙.๒๓ บาท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพราะไม่มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยไว้ และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด ๒ ปี นับแต่ส่งมอบสินค้า คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๗,๔๘๒.๖๗ บาท ๑๒๔,๔๗๓.๑๐ บาท และ ๘๖,๗๒๑.๙๒ บาท นับแต่วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๓๗ วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๗ และวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๓๘ ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์รวม ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท ตามสำเนาใบส่งของเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๕ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนำเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ มาชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ แต่เช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินได้เพียง ๖ ฉบับ เป็นเงิน ๑๐๕,๘๕๕.๐๖ บาท ตามสำเนาบันทึกการรับเช็คเอกสารหมาย จ.๖ โจทก์จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระแก่โจทก์ คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเศษมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์เป็นเงิน ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ยอดหนี้ตามฟ้องมีจำนวน ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท เมื่อจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แล้ว ๑๐๕,๘๕๕.๐๖ บาท คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระอยู่เพียง ๒๒๐,๒๑๑.๗๔ บาท มิใช่ ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท การที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่ามีการนำเงินตามเช็คที่เรียกเก็บเงินได้จำนวน ๕๘,๔๖๕.๙๕ บาท ไปหักชำระหนี้ตามบิล ๔ ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.๘ ทั้ง ๆ ที่โจทก์มิได้กล่าวถึงหนี้จำนวนนี้มาในฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การนำเงินจำนวน ๕๘,๔๖๕.๙๕ บาท ไปหักจากยอดหนี้ตามบิล ๔ ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.๘ เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็เบิกความยอมรับว่าเป็นจริงตามนั้น ฉะนั้นเมื่อมีการชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแล้วโจทก์จึงมิได้กล่าวถึงยอดหนี้ดังกล่าวมาในฟ้อง ยังคงเหลือเงินที่จะนำมาหักชำระหนี้ได้อีก ๔๗,๓๘๙.๑๑ บาท โจทก์นำไปหักจากยอดหนี้บางส่วนตามสำเนาบิลเอกสารหมาย จ.๓ คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระ ๖๗,๔๘๒.๖๗ บาท เมื่อรวมกับหนี้ที่ค้างชำระตามสำเนาใบส่งของเอกสารหมาย จ.๔ และ จ.๕ จึงเป็นยอดหนี้ค้างชำระ ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท ทั้งหนี้ในส่วนของต้นเงินที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้มีจำนวน ๓๒๖,๐๐๖.๘๐ บาท (ยอดเงินที่ถูกต้อง ๓๒๖,๐๖๖.๘๐ บาท) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน ๒๗๘,๖๗๗.๖๙ บาท จึงไม่เกินคำขอและไม่ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๒ วรรคแรกแต่อย่างใด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกเอกสารหมาย จ.๖ ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ มีข้อความว่า โจทก์ได้รับเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด จากจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ นำมามอบชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นการชำระหนี้โดยจำเลยที่ ๑ แม้จะชำระด้วยเช็คของบริษัทพงวดี คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป จำกัด ก็ไม่ถือว่าบริษัทดังกล่าว เป็นผู้ชำระหนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ อายุความจึงสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ โดยให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) และ ๑๙๓/๑๕ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๑ ภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้

นายสนิท ตระกูลพรายงาม ผู้ช่วย

น.ส.อังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วย/ตรวจ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001019.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545