คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4536/2545 ฉบับเต็ม

#99720
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4536/2545 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นายสมพงษ์หรือพิพัฒพงศ์หรือโหนด พินสุวรรณ จำเลย ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง จำเลยเรียกเอาเงินค่าไถ่รถยนต์กระบะจากผู้เสียหายซึ่งถูกคนร้ายลักไป แต่ผู้เสียหายก็ไม่ได้รับรถยนต์กระบะคืนตามที่จำเลยนัดหมาย แต่ได้รับคืนเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในท้องที่อื่นคนละท้องที่กับที่จำเลยนัดหมายให้ไปรับคืน ทั้งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยนัดหมายไว้ประมาณ 10 วัน ไม่อาจสันนิษฐานว่าคนร้ายนำรถยนต์กระบะคันดังกล่าวไปจอดทิ้งไว้เพื่อให้ผู้เสียหายรับคืนไปได้ จำเลยอาจสวมรอยคนร้ายเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายเพียงลำพัง มิได้ช่วยคนร้ายจำหน่ายรถยนต์กระบะของผู้เสียหายโดยวิธีให้ผู้เสียหายไถ่คืน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๓๕ , ๓๕๗ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน ๔๔,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก จำคุก ๔ ปี จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๓ ปี ข้อหาและคำขออื่นให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ เวลาประมาณ ๓ นาฬิกา ขณะนายเซี้ยน มีเสน ผู้เสียหายนอนอยู่ที่บ้าน ได้ยินเสียงสุนัขเห่า จึงลุกขึ้นมาดู เห็นคนร้าย ๔ คน กำลังเข็นรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - ๖๗๓๐ พัทลุง ของผู้เสียหายออกจากบ้าน ผู้เสียหายไม่กล้าออกไปดู รุ่งเช้าผู้เสียหายไปแจ้งแก่นายถวิล ทองรักขาว ผู้ใหญ่บ้าน นายถวิลพาชาวบ้านช่วยติดตามรถยนต์กระบะ แต่ไม่พบ หลังจากนั้นอีกประมาณ ๑๐ วัน มีคนบอกผู้เสียหายว่าจำเลยฝากมาบอกว่า หากจะไถ่รถยนต์กระบะคืนให้ติดต่อจำเลยได้ ผู้เสียหายจึงให้นายสว่าง อนงค์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ซึ่งรู้จักจำเลยพาไปพบจำเลยที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้เสียหายพูดคุยกับบิดาจำเลยและจำเลย จำเลยเรียกเงินค่าไถ่รถยนต์กระบะจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ผู้เสียหายต่อรองเหลือจำนวน ๕๕,๐๐๐ บาท และจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยไป จำเลยบอกผู้เสียหายว่าอีก ๒ วัน ให้ไปรับรถยนต์กระบะคืนที่อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้เสียหายไปตามนัด แต่ไม่ได้รถยนต์กระบะคืน ต่อมาอีกประมาณ ๑๐ วัน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งสงยึดได้รถยนต์กระบะดังกล่าวซึ่งจอดทิ้งไว้ในสวนยางพาราในท้องที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้เสียหายจึงนำหลักฐานไปขอรับรถยนต์กระบะคืนแต่พบว่าเครื่องปรับอากาศและวิทยุเทปติดรถยนต์สูญหายไป ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาจำเลยเข้ามอบตัวต่อสู้คดี ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่รับเงินค่าไถ่รถยนต์กระบะของผู้เสียหาย จำเลยนำสืบปฏิเสธ โดยอ้างฐานที่อยู่ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนเข้าไปในเคหสถานของนายเซี้ยน มีเสน ผู้เสียหาย แล้วร่วมกันลักรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - ๖๗๓๐ พัทลุง ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ต่อมาวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๘ เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้รถยนต์กระบะของผู้เสียหายซึ่งจอดทิ้งไว้ในสวนยางพาราในท้องที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยเรียกเงินค่าไถ่รถยนต์กระบะจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ผู้เสียหายต่อรองเหลือจำนวน ๕๕,๐๐๐ บาท และมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยไป จำเลยบอกผู้เสียหายว่าอีก ๒ วัน ให้ไปรับรถยนต์กระบะคืนที่อำเภอบางขัน ผู้เสียหายไปตามนัด แต่ไม่ได้รถยนต์กระบะคืน หลังจากนั้นอีกประมาณ ๑๐ วัน เจ้าพนักงานตำรวจพบรถยนต์กระบะของผู้เสียหายจอดทิ้งไว้ในสวนยางพาราในท้องที่อำเภอทุ่งสง เห็นว่า แม้จำเลยจะเรียกเอาเงินค่าไถ่รถยนต์กระบะจากผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายก็ไม่ได้รับรถยนต์กระบะคืนตามที่จำเลยนัดหมาย หากแต่ได้รับคืนเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในท้องที่อำเภอทุ่งสงคนละอำเภอกับที่จำเลยนัดหมายให้ไปรับคืน ทั้งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยนัดหมายไว้นานถึงประมาณ ๑๐ วัน ไม่อาจสันนิษฐานว่าคนร้ายนำรถยนต์กระบะคันดังกล่าวไปจอดทิ้งไว้เพื่อให้ผู้เสียหายรับคืนไปได้ จำเลยอาจสวมรอยคนร้ายเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายเพียงลำพัง มิได้ช่วยคนร้ายจำหน่ายรถยนต์กระบะของผู้เสียหายโดยวิธีให้ผู้เสียหายไถ่คืนก็ได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ หรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง. (ทองหล่อ โฉมงาม-วิรัช ลิ้มวิชัย-จิระวรรณ ศิริบุตร) ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสุรทิน สาเรือง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99720
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช",
        "judge": "นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายสุรทิน สาเรือง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082051217"
    }
}
date
2545
deka_no
4536/2545
deka_running_no
4536
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "จิระวรรณ ศิริบุตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 357 วรรคแรก"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมพงษ์หรือพิพัฒพงศ์หรือโหนด พินสุวรรณ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๓๕ , ๓๕๗ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน ๔๔,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก จำคุก ๔ ปี จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๓ ปี ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ เวลาประมาณ ๓ นาฬิกา ขณะนายเซี้ยน มีเสน ผู้เสียหายนอนอยู่ที่บ้าน ได้ยินเสียงสุนัขเห่า จึงลุกขึ้นมาดู เห็นคนร้าย ๔ คน กำลังเข็นรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - ๖๗๓๐ พัทลุง ของผู้เสียหายออกจากบ้าน ผู้เสียหายไม่กล้าออกไปดู รุ่งเช้าผู้เสียหายไปแจ้งแก่นายถวิล ทองรักขาว ผู้ใหญ่บ้าน นายถวิลพาชาวบ้านช่วยติดตามรถยนต์กระบะ แต่ไม่พบ หลังจากนั้นอีกประมาณ ๑๐ วัน มีคนบอกผู้เสียหายว่าจำเลยฝากมาบอกว่า หากจะไถ่รถยนต์กระบะคืนให้ติดต่อจำเลยได้ ผู้เสียหายจึงให้นายสว่าง อนงค์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ซึ่งรู้จักจำเลยพาไปพบจำเลยที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้เสียหายพูดคุยกับบิดาจำเลยและจำเลย จำเลยเรียกเงินค่าไถ่รถยนต์กระบะจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ผู้เสียหายต่อรองเหลือจำนวน ๕๕,๐๐๐ บาท และจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยไป จำเลยบอกผู้เสียหายว่าอีก ๒ วัน ให้ไปรับรถยนต์กระบะคืนที่อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้เสียหายไปตามนัด แต่ไม่ได้รถยนต์กระบะคืน ต่อมาอีกประมาณ ๑๐ วัน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งสงยึดได้รถยนต์กระบะดังกล่าวซึ่งจอดทิ้งไว้ในสวนยางพาราในท้องที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้เสียหายจึงนำหลักฐานไปขอรับรถยนต์กระบะคืนแต่พบว่าเครื่องปรับอากาศและวิทยุเทปติดรถยนต์สูญหายไป ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาจำเลยเข้ามอบตัวต่อสู้คดี ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่รับเงินค่าไถ่รถยนต์กระบะของผู้เสียหาย

จำเลยนำสืบปฏิเสธ โดยอ้างฐานที่อยู่

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนเข้าไปในเคหสถานของนายเซี้ยน มีเสน ผู้เสียหาย แล้วร่วมกันลักรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - ๖๗๓๐ พัทลุง ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ต่อมาวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๘ เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้รถยนต์กระบะของผู้เสียหายซึ่งจอดทิ้งไว้ในสวนยางพาราในท้องที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยเรียกเงินค่าไถ่รถยนต์กระบะจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ผู้เสียหายต่อรองเหลือจำนวน ๕๕,๐๐๐ บาท และมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยไป จำเลยบอกผู้เสียหายว่าอีก ๒ วัน ให้ไปรับรถยนต์กระบะคืนที่อำเภอบางขัน ผู้เสียหายไปตามนัด แต่ไม่ได้รถยนต์กระบะคืน หลังจากนั้นอีกประมาณ ๑๐ วัน เจ้าพนักงานตำรวจพบรถยนต์กระบะของผู้เสียหายจอดทิ้งไว้ในสวนยางพาราในท้องที่อำเภอทุ่งสง เห็นว่า แม้จำเลยจะเรียกเอาเงินค่าไถ่รถยนต์กระบะจากผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายก็ไม่ได้รับรถยนต์กระบะคืนตามที่จำเลยนัดหมาย หากแต่ได้รับคืนเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในท้องที่อำเภอทุ่งสงคนละอำเภอกับที่จำเลยนัดหมายให้ไปรับคืน ทั้งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยนัดหมายไว้นานถึงประมาณ ๑๐ วัน ไม่อาจสันนิษฐานว่าคนร้ายนำรถยนต์กระบะคันดังกล่าวไปจอดทิ้งไว้เพื่อให้ผู้เสียหายรับคืนไปได้ จำเลยอาจสวมรอยคนร้ายเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายเพียงลำพัง มิได้ช่วยคนร้ายจำหน่ายรถยนต์กระบะของผู้เสียหายโดยวิธีให้ผู้เสียหายไถ่คืนก็ได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ หรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000995.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545