คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801 -ที่ 3802/2545 ฉบับเต็ม

#99741
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801 - 3802/2545 นายลักษณ์ ปฏิบัติชอบ โจทก์ นางจรูญ มุดเจริญ จำเลย นายลักษณ์ ปฏิบัติชอบ โจทก์ นายปรีดา มุดเจริญ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 321, มาตรา 329 ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 ในการชำระหนี้แต่ละครั้งนั้นเมื่อไม่มีการตกลงเป็นอย่างอื่นต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่เสียก่อน หลังจากนั้นเหลือเงินเท่าใดจึงนำไปชำระเงินต้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์แต่ละคราวจึงต้องคำนวณเสียก่อนว่ามีดอกเบี้ยที่ค้างชำระมาจนถึงวันชำระเป็นเงินเท่าใด เมื่อมีเงินเหลือจากการชำระดอกเบี้ยแล้วก็นำไปชำระเงินต้นซึ่งอาจทำให้เงินต้นเหลือลดลงไปและดอกเบี้ยต่อจากนั้นก็ลดลงไปด้วยเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ด้วยการออกและโอนเช็คให้โจทก์รวม 20 ครั้ง ต้องถือว่าหนี้ส่วนที่ชำระด้วยเช็คระงับสิ้นไปเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม เช็คดังกล่าว จึงถือเป็นการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่เรียกเก็บเงินจากธนาคาร คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โจทก์แยกฟ้องมาเป็นคนละสำนวนซึ่งมีคำขอบังคับจำเลยแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน แม้ศาลชั้นต้นจะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันแล้ว เมื่อจะพิจารณาคดีรวมกันก็ต้องคำนึงถึงคำขอของแต่ละสำนวนด้วยว่ามีอยู่อย่างไร คดีสำนวนของจำเลยที่ 1 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีคำขอบังคับจำนองด้วย ส่วนคดีสำนวนของจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ ถ้าไม่ชำระจึงขอให้บังคับจำนอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้เดียวเท่านั้นที่กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ ย่อมไม่มีกรณีที่จะต้องบังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขจึงเป็นการพิพาทเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 อันเป็นการมิชอบ กรณีเช่นนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2537 จำเลยทั้งสองได้กู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นเงินจำนวนคนละ 4,000,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละครั้งโดยจำเลยที่ 2 ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 34108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน จำเลยทั้งสองไม่ได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามข้อตกลง โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินต่อไปอีก ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 5,252,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 5,252,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 34108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยกู้ยืมเงิน 4,000,000 บาท จากโจทก์ ความจริงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 2 ได้ขอกู้ยืมเงินโจทก์ 4,000,000 บาท แต่โจทก์มอบเงินให้จำเลยที่ 1 บางส่วนเพียง 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์รวม 21 ครั้ง รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 2,545,000 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วจำเลยที่ 1 คงค้างชำระเงินต้น 1,049,007.13 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,078,767.12 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 34108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 โดยให้หักเงิน 2,210,000 บาท ออกจากดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้หักเงิน 2,210,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์ออกจากดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์เป็นการชอบหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า ในการชำระหนี้แต่ละครั้งนั้นเมื่อไม่มีการตกลงเป็นอย่างอื่นต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่เสียก่อน หลังจากนั้นเหลือเงินเท่าใดจึงนำไปชำระต้นเงิน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์แต่ละคราวจึงต้องคำนวณเสียก่อนว่ามีดอกเบี้ยที่ค้างชำระมาจนถึงวันชำระเป็นเงินเท่าใด เมื่อมีเงินเหลือจากชำระดอกเบี้ยแล้วก็นำไปชำระต้นเงินซึ่งอาจทำให้เงินเหลือลดลงไปและดอกเบี้ยต่อจากนั้นก็ลดลงไปด้วยเช่นเดียวกัน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ด้วยการออกและโอนเช็คให้โจทก์รวม 20 ครั้ง ซึ่งต้องถือว่าหนี้ส่วนที่ชำระด้วยเช็คระงับสิ้นไปเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม เช็คตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.15 และ ล.17 ถึง ล.22 จึงถือเป็นการชำระหนี้ในวันที่เรียกเก็บเงินจากธนาคารตามที่ปรากฏในสำเนาบัญชีกระแสรายวัน การชำระหนี้ทุกครั้งจึงต้องชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนวันชำระ หากมีเงินเหลือก็นำไปชำระต้นเงิน ที่ศาลอุทธรณ์ให้หักเงิน 2,210,000 บาท ออกจากดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 เป็นต้นไปจึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์แยกฟ้องมาเป็นคนละสำนวนซึ่งมีคำขอบังคับจำเลยแต่ละคน แยกต่างหากจากกัน แม้ศาลชั้นต้นจะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันแล้ว เมื่อจะพิพากษาคดีรวมกันก็ต้องคำนึงถึงคำขอของแต่ละสำนวนด้วยว่ามีอยู่อย่างไร คดีสำนวนของจำเลยที่ 1 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีคำขอบังคับจำนองด้วย ส่วนคดีสำนวนของจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ ถ้าไม่ชำระจึงขอให้บังคับจำนอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้เดียวเท่านั้นที่กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ ย่อมไม่มีกรณีที่จะต้องบังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 อันเป็นการมิชอบ กรณีเช่นนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1ชำระเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงิน 2,210,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้โจทก์รวม 20 ครั้ง ใช้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระคำนวณถึงวันชำระแต่ละครั้ง มีเงินเหลือเท่าใดให้ชำระต้นเงิน แล้วคำนวณดอกเบี้ยของต้นเงินที่ค้างชำระไปจนถึงวันที่ชำระครั้งถัดไปตามนัยที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2. (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์ ศาลอุทธรณ์ - นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99741
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082052412"
    }
}
date
2545
deka_no
3802/2545
deka_running_no
3802
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 321",
            "ม. 329"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายลักษณ์ ปฏิบัติชอบ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางจรูญ มุดเจริญ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายลักษณ์ ปฏิบัติชอบ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปรีดา มุดเจริญ"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2537 จำเลยทั้งสองได้กู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นเงินจำนวนคนละ 4,000,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละครั้งโดยจำเลยที่ 2 ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 34108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน จำเลยทั้งสองไม่ได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามข้อตกลง โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินต่อไปอีก ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 5,252,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 5,252,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 34108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยกู้ยืมเงิน 4,000,000 บาท จากโจทก์ ความจริงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 2 ได้ขอกู้ยืมเงินโจทก์ 4,000,000 บาท แต่โจทก์มอบเงินให้จำเลยที่ 1 บางส่วนเพียง 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์รวม 21 ครั้ง รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 2,545,000 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วจำเลยที่ 1 คงค้างชำระเงินต้น 1,049,007.13 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,078,767.12 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 34108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 โดยให้หักเงิน 2,210,000 บาท ออกจากดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้หักเงิน 2,210,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์ออกจากดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์เป็นการชอบหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า ในการชำระหนี้แต่ละครั้งนั้นเมื่อไม่มีการตกลงเป็นอย่างอื่นต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่เสียก่อน หลังจากนั้นเหลือเงินเท่าใดจึงนำไปชำระต้นเงิน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์แต่ละคราวจึงต้องคำนวณเสียก่อนว่ามีดอกเบี้ยที่ค้างชำระมาจนถึงวันชำระเป็นเงินเท่าใด เมื่อมีเงินเหลือจากชำระดอกเบี้ยแล้วก็นำไปชำระต้นเงินซึ่งอาจทำให้เงินเหลือลดลงไปและดอกเบี้ยต่อจากนั้นก็ลดลงไปด้วยเช่นเดียวกัน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ด้วยการออกและโอนเช็คให้โจทก์รวม 20 ครั้ง ซึ่งต้องถือว่าหนี้ส่วนที่ชำระด้วยเช็คระงับสิ้นไปเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม เช็คตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.15 และ ล.17 ถึง ล.22 จึงถือเป็นการชำระหนี้ในวันที่เรียกเก็บเงินจากธนาคารตามที่ปรากฏในสำเนาบัญชีกระแสรายวัน การชำระหนี้ทุกครั้งจึงต้องชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนวันชำระ หากมีเงินเหลือก็นำไปชำระต้นเงิน ที่ศาลอุทธรณ์ให้หักเงิน 2,210,000 บาท ออกจากดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 เป็นต้นไปจึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์แยกฟ้องมาเป็นคนละสำนวนซึ่งมีคำขอบังคับจำเลยแต่ละคน แยกต่างหากจากกัน แม้ศาลชั้นต้นจะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันแล้ว เมื่อจะพิพากษาคดีรวมกันก็ต้องคำนึงถึงคำขอของแต่ละสำนวนด้วยว่ามีอยู่อย่างไร คดีสำนวนของจำเลยที่ 1 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีคำขอบังคับจำนองด้วย ส่วนคดีสำนวนของจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ ถ้าไม่ชำระจึงขอให้บังคับจำนอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้เดียวเท่านั้นที่กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ ย่อมไม่มีกรณีที่จะต้องบังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 อันเป็นการมิชอบ กรณีเช่นนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1ชำระเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงิน 2,210,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้โจทก์รวม 20 ครั้ง ใช้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระคำนวณถึงวันชำระแต่ละครั้ง มีเงินเหลือเท่าใดให้ชำระต้นเงิน แล้วคำนวณดอกเบี้ยของต้นเงินที่ค้างชำระไปจนถึงวันที่ชำระครั้งถัดไปตามนัยที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001005.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801 -
year
2545