คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3858/2545 ฉบับเต็ม

#99742
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3858/2545 บริษัทเงินทุนศรีธนา จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ครอบครัวอุษา กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 88, มาตรา 182, มาตรา 184 ป.รัษฎากร มาตรา 103, มาตรา 118 ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ส. และ ว. ผู้มอบอำนาจเป็นผู้มีอำนาจร่วมกันในการกระทำการแทนโจทก์ ถือได้ว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้มีอำนาจร่วมกัน การปิดแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจไม่ต้องแยกเป็นรายบุคคล ดังนั้น หนังสือมอบอำนาจของ ส. และ ว. ที่มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจ 8 คน ปิดอากรแสตมป์ 240 บาท จึงครบถ้วนแล้วและใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งห้าให้การ? ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าแพ้คดี จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการแรกว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นออกคำสั่งกำหนดวันสืบพยานโจทก์ตั้งแต่โจทก์ยื่นคำฟ้องและจำเลยยังมิได้ยื่นคำให้การเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ถือว่าคำสั่งศาลที่กำหนดวันสืบพยานโจทก์ มิใช่คำสั่งศาลให้กำหนดวันสืบพยานตามกฎหมาย และเมื่อจำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การแล้ว ศาลได้ออกคำสั่งให้งดชี้สองสถานโดยมิได้ออกคำสั่งกำหนดวันสืบพยานและมิได้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทุกคนทราบขัดต่อมาตรา ๑๘๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๘๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง นอกจากนี้ศาลยังมีคำสั่งไม่รับบัญชีพยานจำเลยฉบับลงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๐ และคำแถลงยื่นบัญชีพยานจำเลยทั้งห้าเพิ่มเติมครั้งที่ ๑ ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ และในที่สุดศาลไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งห้านำพยานเข้าสืบนั้น เห็นว่า แม้มาตรา ๑๘๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจะบัญญัติไว้เป็นขั้นตอนว่า เมื่อได้ยื่นคำฟ้อง คำให้การ และคำให้การแก้ฟ้องแย้งถ้าหากมีแล้ว ให้ศาลทำการชี้สองสถาน? ในกรณีที่ไม่ต้องชี้สองสถาน ให้ศาลมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและกำหนดวันสืบพยาน ถ้าหากมี แล้วให้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทราบตามมาตรา ๑๘๔ เว้นแต่คู่ความฝ่ายใดจะได้ทราบหรือถือได้ว่าทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ศาลกำหนดวันสืบพยานโจทก์ไว้ล่วงหน้า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งกำหนดวันสืบพยานโจทก์ไว้ในหมายเรียกคดีแพ่งสามัญที่ส่งไปให้จำเลยทั้งห้าพร้อมกับสำเนาคำฟ้องแล้วโดยกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ เวลา ๘.๓๐ นาฬิกา กรณีจึงถือได้ว่า จำเลยทั้งห้าได้ทราบคำสั่งดังกล่าวตั้งแต่แรกรับหมายเรียกคดีแพ่งสามัญแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งกำหนดวันสืบพยานโจทก์และออกหมายกำหนดวันสืบพยานโจทก์ส่งให้แก่จำเลยทั้งห้าทราบอีกในเมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไว้ในคำให้การของจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ แล้วว่า คดีไม่มีข้อยุ่งยากให้งดการชี้สองสถาน ซึ่งแม้ว่าในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนั้นจะยังไม่ครบกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ขยายระยะเวลายื่นคำให้การได้จนถึงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ก็ตาม แต่ในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนั้นก็ปรากฏว่า จำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยทั้งห้าแล้ว ทั้งยังปรากฏอีกว่า ในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ได้มีการสืบพยานโจทก์จริง และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อคิดคำนวณกำหนดวันสืบพยานโจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ล่วงหน้ากับระยะเวลาที่จำเลยทั้งห้ายื่นคำให้การต่อศาลแล้ว ก็ได้ระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามมาตรา ๑๘๔ ฉะนั้นโดยผลตามกฎหมาย จำเลยทั้งห้าจึงต้องยื่นบัญชีพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามมาตรา ๘๘ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ได้ยื่นบัญชีพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับบัญชีพยานของจำเลยทั้งห้าและที่จำเลยทั้งห้ายื่นคำแถลงขออนุญาตยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ ๑ นั้นก็เป็นที่เห็นได้ว่าคำขอเช่นนี้ต้องทำเป็นคำร้องจะทำเป็นคำแถลงไม่ได้ เพราะเป็นการขออนุญาตในกรณีที่ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการยื่นบัญชีพยานสิ้นสุดไปแล้ว และเมื่อจำเลยทั้งห้าเพียงแต่ยื่นคำให้การต่อสู้คดี แต่มิได้ยื่นบัญชีพยานต่อศาล จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบ กรณีไม่อาจถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น? หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๕ ซึ่งปิดอากรแสตมป์ ๓๐ บาท จำเลยทั้งห้าฎีกาว่าจะต้องปิด ๖๐ บาท เพราะมีผู้มอบอำนาจ ๒ คน นั้น เห็นว่า นายสุวัฒน์ สุพานิชผล กับนายวัฒนา หลิ่มโภไคยกุล เป็นผู้มีอำนาจร่วมกันในการกระทำการแทนโจทก์ ซึ่งถือได้ว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้มีอำนาจร่วมกันจึงไม่ต้องคิดตามรายตัวบุคคล หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๕ ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์แล้ว? พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์. (ไพศาล เจริญวุฒิ-สมศักดิ์ เนตรมัย-ชวลิต ตุลยสิงห์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายอภิรัตน์ ลัดพลี ศาลอุทธรณ์ - นายสุริยะ เดชด่าน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99742
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายอภิรัตน์ ลัดพลี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุริยะ เดชด่าน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082052301"
    }
}
date
2545
deka_no
3858/2545
deka_running_no
3858
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 88",
            "ม. 182",
            "ม. 184",
            "ม. 88 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 103",
            "ม. 118"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเงินทุนศรีธนา จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ครอบครัวอุษา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งห้าให้การ? ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าแพ้คดี

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการแรกว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นออกคำสั่งกำหนดวันสืบพยานโจทก์ตั้งแต่โจทก์ยื่นคำฟ้องและจำเลยยังมิได้ยื่นคำให้การเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ถือว่าคำสั่งศาลที่กำหนดวันสืบพยานโจทก์ มิใช่คำสั่งศาลให้กำหนดวันสืบพยานตามกฎหมาย และเมื่อจำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การแล้ว ศาลได้ออกคำสั่งให้งดชี้สองสถานโดยมิได้ออกคำสั่งกำหนดวันสืบพยานและมิได้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทุกคนทราบขัดต่อมาตรา ๑๘๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๘๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง นอกจากนี้ศาลยังมีคำสั่งไม่รับบัญชีพยานจำเลยฉบับลงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๐ และคำแถลงยื่นบัญชีพยานจำเลยทั้งห้าเพิ่มเติมครั้งที่ ๑ ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ และในที่สุดศาลไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งห้านำพยานเข้าสืบนั้น เห็นว่า แม้มาตรา ๑๘๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจะบัญญัติไว้เป็นขั้นตอนว่า เมื่อได้ยื่นคำฟ้อง คำให้การ และคำให้การแก้ฟ้องแย้งถ้าหากมีแล้ว ให้ศาลทำการชี้สองสถาน? ในกรณีที่ไม่ต้องชี้สองสถาน ให้ศาลมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและกำหนดวันสืบพยาน ถ้าหากมี แล้วให้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทราบตามมาตรา ๑๘๔ เว้นแต่คู่ความฝ่ายใดจะได้ทราบหรือถือได้ว่าทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ศาลกำหนดวันสืบพยานโจทก์ไว้ล่วงหน้า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งกำหนดวันสืบพยานโจทก์ไว้ในหมายเรียกคดีแพ่งสามัญที่ส่งไปให้จำเลยทั้งห้าพร้อมกับสำเนาคำฟ้องแล้วโดยกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ เวลา ๘.๓๐ นาฬิกา กรณีจึงถือได้ว่า จำเลยทั้งห้าได้ทราบคำสั่งดังกล่าวตั้งแต่แรกรับหมายเรียกคดีแพ่งสามัญแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งกำหนดวันสืบพยานโจทก์และออกหมายกำหนดวันสืบพยานโจทก์ส่งให้แก่จำเลยทั้งห้าทราบอีกในเมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไว้ในคำให้การของจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ แล้วว่า คดีไม่มีข้อยุ่งยากให้งดการชี้สองสถาน ซึ่งแม้ว่าในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนั้นจะยังไม่ครบกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ขยายระยะเวลายื่นคำให้การได้จนถึงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ก็ตาม แต่ในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนั้นก็ปรากฏว่า จำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยทั้งห้าแล้ว ทั้งยังปรากฏอีกว่า ในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ได้มีการสืบพยานโจทก์จริง และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อคิดคำนวณกำหนดวันสืบพยานโจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ล่วงหน้ากับระยะเวลาที่จำเลยทั้งห้ายื่นคำให้การต่อศาลแล้ว ก็ได้ระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามมาตรา ๑๘๔ ฉะนั้นโดยผลตามกฎหมาย จำเลยทั้งห้าจึงต้องยื่นบัญชีพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามมาตรา ๘๘ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ได้ยื่นบัญชีพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับบัญชีพยานของจำเลยทั้งห้าและที่จำเลยทั้งห้ายื่นคำแถลงขออนุญาตยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ ๑ นั้นก็เป็นที่เห็นได้ว่าคำขอเช่นนี้ต้องทำเป็นคำร้องจะทำเป็นคำแถลงไม่ได้ เพราะเป็นการขออนุญาตในกรณีที่ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการยื่นบัญชีพยานสิ้นสุดไปแล้ว และเมื่อจำเลยทั้งห้าเพียงแต่ยื่นคำให้การต่อสู้คดี แต่มิได้ยื่นบัญชีพยานต่อศาล จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบ กรณีไม่อาจถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๕ ซึ่งปิดอากรแสตมป์ ๓๐ บาท จำเลยทั้งห้าฎีกาว่าจะต้องปิด ๖๐ บาท เพราะมีผู้มอบอำนาจ ๒ คน นั้น เห็นว่า นายสุวัฒน์ สุพานิชผล กับนายวัฒนา หลิ่มโภไคยกุล เป็นผู้มีอำนาจร่วมกันในการกระทำการแทนโจทก์ ซึ่งถือได้ว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้มีอำนาจร่วมกันจึงไม่ต้องคิดตามรายตัวบุคคล หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๕ ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์แล้ว?

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001004.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545