คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5126/2545 ฉบับเต็ม

#99797
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5126/2545 นางกี้ เพชรฉวาง โจทก์ นายสุนทร เพชรฉวาง กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 535 (4) ป.วิ.พ. มาตรา 94, มาตรา 114 วรรคสอง แม้ในวันที่จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเข้าเบิกความต่อศาล ก. ได้นั่งฟังอยู่ในห้องพิจารณาด้วยอันเป็นการผิดระเบียบ แต่เมื่อคำเบิกความของ ก. มีเหตุผลน่าเชื่อฟัง ศาลย่อมฟังคำเบิกความของ ก. เพื่อประกอบการพิจารณาได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 114 วรรคสอง การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองเนื่องในโอกาสที่จำเลยทั้งสองสมรสกันเพื่อให้ใช้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวสืบไปนั้นหาใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนที่ระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่ เพราะเป็นการนำสืบให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองว่าเป็นการให้เนื่องในโอกาสใด จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำสืบได้ โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองในการสมรส ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะได้ประพฤติเนรคุณโจทก์หรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็จะฟ้องขอถอนคืนการให้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 535 (4) ไม่ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยกที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองประพฤติเนรคุณโจทก์โดยด่า หมิ่นประมาท และทำร้ายร่างกายโจทก์รวมทั้งบอกปัดไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ขณะที่โจทก์เจ็บป่วย เพิกถอนการให้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ และให้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองในการสมรสโจทก์ไม่มีสิทธิถอนคืนการให้ จำเลยไม่เคยประพฤติเนรคุณโจทก์โดยด่า หมิ่นประมาท ทำร้ายร่างกายหรือบอกปัดที่จะไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? สำหรับนายกลม พยานจำเลยทั้งสองปรากฏว่า เป็นพี่ชายของสามีโจทก์และเป็นผู้ไปติดต่อทาบทามจำเลยที่ ๒ ให้มาเป็นภริยาของจำเลยที่ ๑ ในฐานะญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายเป็นผู้ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด น่าเชื่อว่านายกลมเบิกความไปตามความสัตย์จริง แม้จะปรากฏว่าในวันที่จำเลยที่ ๑ อ้างตนเองเข้าเบิกความต่อศาลชั้นต้น นายกลมได้นั่งฟังอยู่ในห้องพิจารณาด้วยอันเป็นการผิดระเบียบ แต่เมื่อคำเบิกความของนายกลมมีเหตุผลน่าเชื่อฟัง ศาลย่อมฟังคำเบิกความของนายกลมเพื่อประกอบการพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๑๔ วรรคสอง ? ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยทั้งสองเนื่องในโอกาสที่จำเลยทั้งสองสมรสกันเพื่อให้ใช้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวสืบไป และการที่จำเลยทั้งสองนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก็หาใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนที่ระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาตามที่โจทก์ฎีกาไม่ เพราะเป็นการนำสืบให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองว่าเป็นการให้เนื่องในโอกาสใด จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำสืบได้ เมื่อคดีฟังได้ว่า โจทก์ให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยทั้งสองในการสมรส ดังนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะได้ประพฤติเนรคุณโจทก์ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็จะฟ้องขอถอนคืนการให้ไม่ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๕ (๔) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กำพล ภู่สุดแสวง-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์) ศาลจังหวัดกระบี่ - นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายภาติยะ ดวงมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99797
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกระบี่",
        "judge": "นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายภาติยะ ดวงมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082050508"
    }
}
date
2545
deka_no
5126/2545
deka_running_no
5126
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 535 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 94",
            "ม. 114 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางกี้ เพชรฉวาง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุนทร เพชรฉวาง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยกที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองประพฤติเนรคุณโจทก์โดยด่า หมิ่นประมาท และทำร้ายร่างกายโจทก์รวมทั้งบอกปัดไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ขณะที่โจทก์เจ็บป่วย เพิกถอนการให้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ และให้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองในการสมรสโจทก์ไม่มีสิทธิถอนคืนการให้ จำเลยไม่เคยประพฤติเนรคุณโจทก์โดยด่า หมิ่นประมาท ทำร้ายร่างกายหรือบอกปัดที่จะไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? สำหรับนายกลม พยานจำเลยทั้งสองปรากฏว่า เป็นพี่ชายของสามีโจทก์และเป็นผู้ไปติดต่อทาบทามจำเลยที่ ๒ ให้มาเป็นภริยาของจำเลยที่ ๑ ในฐานะญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายเป็นผู้ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด น่าเชื่อว่านายกลมเบิกความไปตามความสัตย์จริง แม้จะปรากฏว่าในวันที่จำเลยที่ ๑ อ้างตนเองเข้าเบิกความต่อศาลชั้นต้น นายกลมได้นั่งฟังอยู่ในห้องพิจารณาด้วยอันเป็นการผิดระเบียบ แต่เมื่อคำเบิกความของนายกลมมีเหตุผลน่าเชื่อฟัง ศาลย่อมฟังคำเบิกความของนายกลมเพื่อประกอบการพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๑๔ วรรคสอง ? ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยทั้งสองเนื่องในโอกาสที่จำเลยทั้งสองสมรสกันเพื่อให้ใช้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวสืบไป และการที่จำเลยทั้งสองนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก็หาใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนที่ระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาตามที่โจทก์ฎีกาไม่ เพราะเป็นการนำสืบให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองว่าเป็นการให้เนื่องในโอกาสใด จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำสืบได้ เมื่อคดีฟังได้ว่า โจทก์ให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยทั้งสองในการสมรส ดังนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะได้ประพฤติเนรคุณโจทก์ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็จะฟ้องขอถอนคืนการให้ไม่ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๕ (๔) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000989.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545