คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5244/2545 ฉบับเต็ม

#99798
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5244/2545 นายบุญเติบ จันทน์มาลา โจทก์ นางฉาบ ธงไชย กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.ที่ดิน มาตรา 69 ทวิ เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถรังวัดสอบเขตที่ดินตามที่โจทก์ยื่นคำขอได้ เนื่องจากจำเลยชี้อาณาเขตล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ ถือว่า จำเลยโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับที่ดินโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยตาม ป.วิ.พ.มาตรา 55 ป.ที่ดิน มาตรา 69 ทวิ วรรคห้า เป็นบทบัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนไกล่เกลี่ยเพื่อให้การรังวัดสอบเขต และการออกโฉนดตามแนวเขตที่รังวัดใหม่ซึ่งเปลี่ยนไปสามารถดำเนินการต่อไปได้เพื่อประโยชน์แก่คู่กรณีที่จะได้ทราบแนวเขตที่แท้จริงตามที่ตกลงกัน และถ้าไกล่เกลี่ยแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ก็แจ้งให้คู่กรณีไปฟ้องภายใน 90 วัน ถ้าไม่มีการนำคดีไปฟ้องภายในกำหนดดังกล่าวเพียงถือว่าผู้ขอสอบเขตโฉนดที่ดินไม่ประสงค์จะให้ดำเนินการตามคำขออีกต่อไป และทำให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจที่จะไม่รังวัดสอบเขตที่ดินต่อไปได้โดยไม่มีความผิดเท่านั้น หาใช่เป็นบทกำหนดวิธีการและขั้นตอนให้ผู้ยื่นคำขอรังวัดต้องปฏิบัติก่อนจึงจะฟ้องคดีได้ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ เป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินไม่ทราบหมายเลขโฉนด โดยอยู่ด้านทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์ โจทก์ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอให้รังวัดสอบเขตที่ดินโจทก์แต่เจ้าพนักงานไม่สามารถรังวัดสอบเขตที่ดินได้ เนื่องจากจำเลยทั้งห้าชี้อาณาเขตที่ดินล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าถอยร่นแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งห้าออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรม นางสาวสายหยุด ตรีมณี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๗๑ ตามเอกสารหมาย จ. ๑ และจำเลยทั้งห้ามีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๑๐๐ อยู่ติดกับที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันออก มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า โจทก์ยื่นคำขอสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๗๑ ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยนายจรัล พูลศิริ เป็นผู้ไปรังวัดแต่ไม่อาจจะสอบเขตที่ดินได้ เพราะจำเลยทั้งห้านำชี้แนวเขตที่ดินล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ และนายจรัลผู้รังวัดสอบเขตเบิกความสนับสนุนอีกว่า ได้ไปรังวัดที่ดินโจทก์เมื่อปี ๒๕๓๘ ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าเคยขอแก้ไขเนื้อที่ดินของตนและขอออกโฉนดล้ำที่ดินโจทก์ และจำเลยที่ ๕ ก็เบิกความโต้แย้งว่า ที่ดินจำเลยทั้งห้าไม่ได้ล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ แต่ที่ดินโจทก์ล้ำเข้าไปในที่ดินจำเลยทั้งห้า ถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ส่วนกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตแล้ว เจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดและไม่มีการไกล่เกลี่ยของเจ้าพนักงานที่ดินนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า เป็นบทบัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนไกล่เกลี่ยเพื่อให้การรังวัดสอบเขต และการออกโฉนดตามแนวเขตที่รังวัดใหม่ซึ่งเปลี่ยนไป สามารถดำเนินการต่อไปได้เพื่อประโยชน์แก่คู่กรณีที่จะได้ทราบแนวเขตที่แท้จริงตามที่ตกลงกัน และถ้าไกล่เกลี่ยแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ก็แจ้งให้คู่กรณีไปฟ้องภายใน ๙๐ วัน ถ้าไม่มีการนำคดีไปฟ้องภายในกำหนดดังกล่าวเพียงถือว่าผู้ขอสอบเขตโฉนดที่ดินไม่ประสงค์จะให้ดำเนินการตามคำขออีกต่อไป และทำให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจที่จะไม่รังวัดสอบเขตที่ดินต่อไปได้โดยไม่มีความผิดเท่านั้น หาใช่เป็นบทกำหนดวิธีการและขั้นตอนให้ผู้ยื่นคำขอรังวัดต้องปฏิบัติก่อนจึงจะฟ้องคดีได้ไม่ และไม่มีผลทำให้การถูกโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามความจริงไม่เกิดขึ้นหรือหมดไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ข้อนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่าที่ดินจำเลยทั้งห้าตามเอกสารหมาย ล. ๑ ล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์หรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยก่อน เห็นว่า ? พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งห้ารับรองแนวเขตที่ดินโจทก์ตามโฉนดเลขที่ ๓๐๗๑ เอกสารหมาย จ.๑ และห้ามมิให้จำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. (มงคล คุปต์กาญจนากุล-มงคล คุปต์กาญจนากุล-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นางบุษยา รอดยินดี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายเสรี เพศประเสริฐ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99798
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นางบุษยา รอดยินดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายเสรี เพศประเสริฐ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082050297"
    }
}
date
2545
deka_no
5244/2545
deka_running_no
5244
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "มงคล คุปต์กาญจนากุล",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 69 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายบุญเติบ จันทน์มาลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางฉาบ ธงไชย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ เป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินไม่ทราบหมายเลขโฉนด โดยอยู่ด้านทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์ โจทก์ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอให้รังวัดสอบเขตที่ดินโจทก์แต่เจ้าพนักงานไม่สามารถรังวัดสอบเขตที่ดินได้ เนื่องจากจำเลยทั้งห้าชี้อาณาเขตที่ดินล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าถอยร่นแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งห้าออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรม นางสาวสายหยุด ตรีมณี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๗๑ ตามเอกสารหมาย จ. ๑ และจำเลยทั้งห้ามีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๑๐๐ อยู่ติดกับที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันออก มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า โจทก์ยื่นคำขอสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๗๑ ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยนายจรัล พูลศิริ เป็นผู้ไปรังวัดแต่ไม่อาจจะสอบเขตที่ดินได้ เพราะจำเลยทั้งห้านำชี้แนวเขตที่ดินล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ และนายจรัลผู้รังวัดสอบเขตเบิกความสนับสนุนอีกว่า ได้ไปรังวัดที่ดินโจทก์เมื่อปี ๒๕๓๘ ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าเคยขอแก้ไขเนื้อที่ดินของตนและขอออกโฉนดล้ำที่ดินโจทก์ และจำเลยที่ ๕ ก็เบิกความโต้แย้งว่า ที่ดินจำเลยทั้งห้าไม่ได้ล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ แต่ที่ดินโจทก์ล้ำเข้าไปในที่ดินจำเลยทั้งห้า ถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ส่วนกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตแล้ว เจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดและไม่มีการไกล่เกลี่ยของเจ้าพนักงานที่ดินนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า เป็นบทบัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนไกล่เกลี่ยเพื่อให้การรังวัดสอบเขต และการออกโฉนดตามแนวเขตที่รังวัดใหม่ซึ่งเปลี่ยนไป สามารถดำเนินการต่อไปได้เพื่อประโยชน์แก่คู่กรณีที่จะได้ทราบแนวเขตที่แท้จริงตามที่ตกลงกัน และถ้าไกล่เกลี่ยแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ก็แจ้งให้คู่กรณีไปฟ้องภายใน ๙๐ วัน ถ้าไม่มีการนำคดีไปฟ้องภายในกำหนดดังกล่าวเพียงถือว่าผู้ขอสอบเขตโฉนดที่ดินไม่ประสงค์จะให้ดำเนินการตามคำขออีกต่อไป และทำให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจที่จะไม่รังวัดสอบเขตที่ดินต่อไปได้โดยไม่มีความผิดเท่านั้น หาใช่เป็นบทกำหนดวิธีการและขั้นตอนให้ผู้ยื่นคำขอรังวัดต้องปฏิบัติก่อนจึงจะฟ้องคดีได้ไม่ และไม่มีผลทำให้การถูกโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามความจริงไม่เกิดขึ้นหรือหมดไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ข้อนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาว่าที่ดินจำเลยทั้งห้าตามเอกสารหมาย ล. ๑ ล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์หรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยก่อน เห็นว่า ?

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งห้ารับรองแนวเขตที่ดินโจทก์ตามโฉนดเลขที่ ๓๐๗๑ เอกสารหมาย จ.๑ และห้ามมิให้จำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000987.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545