คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2545 ฉบับเต็ม

#99827
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2545 นายจิรพงษ์ จารุรัตน์มงคล นางอัจฉรา จั่นบำรุง กับพวก ป.พ.พ. มาตรา 173, มาตรา 329, มาตรา 407 การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 เมื่อจำเลยชำระหนี้ครั้งที่ 6 จำนวน 250,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินที่ค้างชำระในวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 การที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้นำเงินไปหักในวันดังกล่าว แต่กลับให้นำไปหักจากต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณได้ในวันที่จำเลยชำระเสร็จ จึงขัดกับ ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยต้องชำระหนี้ดอกเบี้ยมากกว่าที่ควรเพราะความรับผิดของดอกเบี้ยจะมากหรือน้อย ย่อมแปรผันไปตามจำนวนต้นเงิน กล่าวคือ ถ้าต้นเงินมาก ดอกเบี้ยที่จะต้องชำระก็มาก หากต้นเงินน้อย ดอกเบี้ยก็จะน้อย แม้เช็คพิพาท มีหนี้ในส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย โจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่เช็คพิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมดโจทก์จึงมีสิทธินำเช็คดังกล่าวฟ้องจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปากช่อง เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๖๙๑,๙๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟัองจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๙ จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท คิดดอกเบี้ยแบบทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๒๘๒ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยได้รับเงินกู้ไปเพียง ๘๕๔,๕๑๖.๓๕ บาท และได้ชำระหนี้ต้นเงิน แก่โจทก์เสร็จแล้ว ส่วนเช็คพิพาทจำเลยสั่งจ่ายเป็นการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดแบบทบต้นและเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นหนี้อันเกิดจากโมฆะกรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายกรุงศรี จั่นบำรุง เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยเคยเป็นหนี้เงินยืมโจทก์แต่ชำระเสร็จแล้ว เช็คพิพาทหากออกเพื่อชำระหนี้ก็เป็นการชำระหนี้ดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ที่โจทก์เรียกจากจำเลยเป็นการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะ จำเลยร่วมไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่ได้มอบให้จำเลยออกเช็คแทนจำเลยร่วมเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๘๔๔,๐๔๙.๖๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ บาท นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ และของต้นเงิน ๑๖,๖๕๒ บาท นับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้นำเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาท ไปหักจากเงินจำนวนที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วมโดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๔,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะเบิกความยอมรับว่ามีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี จากจำเลย อันเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก่อนที่จำเลยจะชำระหนี้ด้วยเช็คพิพาท จำเลยเคยชำระหนี้ให้โจทก์มาแล้วรวม ๖ ครั้ง เป็นการชำระเพื่อไถ่ถอนจำนอง ๕ ครั้ง ซึ่งการชำระหนี้แต่ละครั้งไม่พอที่จะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด จึงต้องหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดไปก่อนที่จะชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๙ วรรคหนึ่ง การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๗ แต่อย่างไรก็ตาม แม้การชำระหนี้ครั้งที่ ๖ จะเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ บาท นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ อันเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งที่ ๕ โดยเห็นว่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระโจทก์นำไปคิดทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี ในส่วนดอกเบี้ยหลังจากวันดังกล่าวจึงเป็นโมฆะทั้งหมดนั้น โจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คัดค้าน กรณีจึงต้องคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งคิดถึงวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งที่ ๖ คือวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เป็นดอกเบี้ย ๓๐,๗๓๒.๗๕ บาท เมื่อจำเลยชำระหนี้ครั้งที่ ๖ จำนวน ๒๔๐,๐๐๐ บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินที่ค้างชำระในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ก่อนตามมาตรา ๓๒๙ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้นำเงินจำนวน ๒๔๐,๐๐๐ บาท ไปหักในวันดังกล่าว แต่กลับให้นำไปหักจากต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณได้ในวันที่จำเลยชำระเสร็จ จึงขัดกับมาตรา ๓๒๙ วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยต้องชำระหนี้ดอกเบี้ยมากกว่าที่ควรเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะความรับผิดของดอกเบี้ยจะมากหรือน้อยย่อมแปรผันไปตามจำนวนต้นเงิน กล่าวคือ ถ้าต้นเงินมากดอกเบี้ยที่จะต้องรับผิดย่อมมากหากต้นเงินน้อยดอกเบี้ยก็จะน้อย ถ้านำไปหักตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ต้นเงินจากวันดังกล่าวก็ไม่ถึง ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ ดอกเบี้ยที่จะต้องชำระก็น้อยลงด้วย อนึ่งในส่วนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยของต้นเงิน ๑๖,๖๕๒ บาท นับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ นั้น เป็นการพิพากษาไม่ตรงกับส่วนที่วินิจฉัยและไม่ตรงตามทางนำสืบของโจทก์ ในส่วนนี้เมื่อดูตามเอกสารหมาย จ.๑๒ และคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ต้นเงินดังกล่าวต้องคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป เมื่อคำนวณยอดหนี้ทั้งหมดดังที่วินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ณ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ จำเลยเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์เพียง ๖๓๔,๗๘๒.๔๐ บาท เมื่อคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ถึงวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๐ อันเป็นวันที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทคิดเป็นดอกเบี้ย ๒,๖๐๘.๖๙ บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน ๖๓๗,๓๙๑.๐๙ บาท จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวน ๖๙๑,๙๖๐ บาท จึงมีจำนวนที่จำเลยไม่ต้องรับผิดรวมอยู่ด้วยแต่แม้เช็คพิพาทมีหนี้ในส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย โจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่เช็คพิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์จึงมีสิทธินำเช็คดังกล่าวฟ้องจำเลยได้ โดยจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเพียงจำนวน ๖๓๗,๓๙๑.๐๙ บาท เท่านั้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๓๗,๓๙๑.๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นางสุรีพร อัชฌานนท์ ผู้ช่วยฯ นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ (ชวลิต ตุลยสิงห์-ไพศาล เจริญวุฒิ-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์) ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายนินนาท สาครรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99827
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสีคิ้ว",
        "judge": "นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายนินนาท สาครรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054749"
    }
}
date
2545
deka_no
2425/2545
deka_running_no
2425
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 173",
            "ม. 329",
            "ม. 407"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "จารุรัตน์มงคล",
        "name": "นายจิรพงษ์"
    },
    {
        "role": "กับพวก",
        "name": "นางอัจฉรา จั่นบำรุง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปากช่อง เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๖๙๑,๙๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟัองจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๙ จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท คิดดอกเบี้ยแบบทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๒๘๒ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยได้รับเงินกู้ไปเพียง ๘๕๔,๕๑๖.๓๕ บาท และได้ชำระหนี้ต้นเงิน แก่โจทก์เสร็จแล้ว ส่วนเช็คพิพาทจำเลยสั่งจ่ายเป็นการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดแบบทบต้นและเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นหนี้อันเกิดจากโมฆะกรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายกรุงศรี จั่นบำรุง เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยเคยเป็นหนี้เงินยืมโจทก์แต่ชำระเสร็จแล้ว เช็คพิพาทหากออกเพื่อชำระหนี้ก็เป็นการชำระหนี้ดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ที่โจทก์เรียกจากจำเลยเป็นการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะ จำเลยร่วมไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่ได้มอบให้จำเลยออกเช็คแทนจำเลยร่วมเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๘๔๔,๐๔๙.๖๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ บาท นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ และของต้นเงิน ๑๖,๖๕๒ บาท นับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้นำเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาท ไปหักจากเงินจำนวนที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วมโดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๔,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะเบิกความยอมรับว่ามีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี จากจำเลย อันเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก่อนที่จำเลยจะชำระหนี้ด้วยเช็คพิพาท จำเลยเคยชำระหนี้ให้โจทก์มาแล้วรวม ๖ ครั้ง เป็นการชำระเพื่อไถ่ถอนจำนอง ๕ ครั้ง ซึ่งการชำระหนี้แต่ละครั้งไม่พอที่จะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด จึงต้องหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดไปก่อนที่จะชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๙ วรรคหนึ่ง การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๗ แต่อย่างไรก็ตาม แม้การชำระหนี้ครั้งที่ ๖ จะเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ บาท นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ อันเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งที่ ๕ โดยเห็นว่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระโจทก์นำไปคิดทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี ในส่วนดอกเบี้ยหลังจากวันดังกล่าวจึงเป็นโมฆะทั้งหมดนั้น โจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คัดค้าน กรณีจึงต้องคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งคิดถึงวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งที่ ๖ คือวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เป็นดอกเบี้ย ๓๐,๗๓๒.๗๕ บาท เมื่อจำเลยชำระหนี้ครั้งที่ ๖ จำนวน ๒๔๐,๐๐๐ บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินที่ค้างชำระในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ก่อนตามมาตรา ๓๒๙ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้นำเงินจำนวน ๒๔๐,๐๐๐ บาท ไปหักในวันดังกล่าว แต่กลับให้นำไปหักจากต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณได้ในวันที่จำเลยชำระเสร็จ จึงขัดกับมาตรา ๓๒๙ วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยต้องชำระหนี้ดอกเบี้ยมากกว่าที่ควรเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะความรับผิดของดอกเบี้ยจะมากหรือน้อยย่อมแปรผันไปตามจำนวนต้นเงิน กล่าวคือ ถ้าต้นเงินมากดอกเบี้ยที่จะต้องรับผิดย่อมมากหากต้นเงินน้อยดอกเบี้ยก็จะน้อย ถ้านำไปหักตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ต้นเงินจากวันดังกล่าวก็ไม่ถึง ๘๑๐,๕๓๔.๓๕ ดอกเบี้ยที่จะต้องชำระก็น้อยลงด้วย อนึ่งในส่วนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยของต้นเงิน ๑๖,๖๕๒ บาท นับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ นั้น เป็นการพิพากษาไม่ตรงกับส่วนที่วินิจฉัยและไม่ตรงตามทางนำสืบของโจทก์ ในส่วนนี้เมื่อดูตามเอกสารหมาย จ.๑๒ และคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ต้นเงินดังกล่าวต้องคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป เมื่อคำนวณยอดหนี้ทั้งหมดดังที่วินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ณ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ จำเลยเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์เพียง ๖๓๔,๗๘๒.๔๐ บาท เมื่อคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ถึงวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๐ อันเป็นวันที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทคิดเป็นดอกเบี้ย ๒,๖๐๘.๖๙ บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน ๖๓๗,๓๙๑.๐๙ บาท จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวน ๖๙๑,๙๖๐ บาท จึงมีจำนวนที่จำเลยไม่ต้องรับผิดรวมอยู่ด้วยแต่แม้เช็คพิพาทมีหนี้ในส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย โจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่เช็คพิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์จึงมีสิทธินำเช็คดังกล่าวฟ้องจำเลยได้ โดยจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเพียงจำนวน ๖๓๗,๓๙๑.๐๙ บาท เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๓๗,๓๙๑.๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นางสุรีพร อัชฌานนท์ ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001025.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545