คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9607/2544 ฉบับเต็ม

#99836
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9607/2544 นางพยุง เจริญวัฒนา ฯ นางสมบูรณ์ พบพิพักตร์ นายจำเลียง พบพิพักตร์ ป.พ.พ. มาตรา 1476 ถ (1), มาตรา 1476 วรรคสอง, มาตรา 1480 แม้จะฟังว่าสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมก็ตาม แต่การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทก็หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องจัดการร่วมกันหรือจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมก่อน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1476 (1) ถึง (8) ดังนั้น ย่อมเป็นอำนาจของจำเลยที่จัดการได้ตามลำพังโดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วม ตาม ป.พ.พ.1476 วรรคสอง แม้จำเลยจะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้โจทก์โดยจำเลยร่วมมิได้รู้เห็นยินยอมก็ตาม จำเลยร่วมก็ไม่อาจจะเพิกถอนการโอนดังกล่าวตาม ป.พ.พ.มาตรา 1480 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิการเช่าและเป็นผู้เช่าอาคารพิพาทโดยได้รับโอนมาจากจำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ไปจากโจทก์ จำเลยยังคงอยู่อาศัยในอาคารพิพาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาทพร้อมส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาท จำเลยให้การว่า อาคารพิพาทเป็นของวัดโสมนัสวรวิหาร เดิมวัดโสมนัสวรวิหารได้ให้นายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย เป็นผู้มีสิทธิการเช่า ต่อมานายธีรวัฒน์ได้โอนสิทธิการเช่าให้แก่นายจำเลียง พบพิพักตร์ สามีจำเลยและจำเลยมีสิทธิการเช่าร่วมกัน สิทธิการเช่าอาคารพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยและสามีได้มาในระหว่างสมรส เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๔ จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท โดยนายจำเลียงไม่ทราบ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อเดือน ทบเข้ากับต้นเงินจึงกลายเป็นเงินกู้ใหม่จำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นมูลหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เกรงว่าจะไม่ได้รับเงินกู้ดังกล่าวคืนจึงให้จำเลยโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์ไว้เป็นการค้ำประกันแม้สามีจำเลยไม่ทราบเรื่องด้วยโจทก์ก็ยินยอม เพราะโจทก์ต้องการเพียงไม่ให้จำเลยและนายจำเลียงโอนสิทธิการเช่าให้บุคคลอื่น ทั้งนี้จำเลยยังคงอาศัยในอาคารพิพาทมาโดยตลอด โจทก์จำเลยมิได้ประสงค์จะโอนสิทธิการเช่าต่อกันอย่างแท้จริง การโอนสิทธิการเช่าจึงเป็นการทำขึ้นเพื่ออำพรางหรือเป็นประกันหนี้เงินกู้ โจทก์จึงนำสิทธิการเช่าอาคารพิพาทที่จำเลยโอนให้ไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้มาฟ้องไม่ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาสืบพยานโจทก์ นายจำเลียง พบพิพักตร์ ยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและเป็นเจ้าของสิทธิการเช่าอาคารพิพาทร่วมกับจำเลย อันเป็นสินสมรสโดยเซ้งมาจากนายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย ผู้เช่าเดิมเมื่อปี ๒๕๓๔ ในราคา ๘๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๓๗ ทราบว่าจำเลยถูกโจทก์ฟ้องขับไล่เป็นคดีนี้ โดยจำเลยแจ้งให้ทราบว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและดอกเบี้ยทบต้น การกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยมิได้บอกให้จำเลยร่วมทราบ ต่อมาจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็นประกันการกู้ยืมเงินโดยโจทก์รับรองว่าจะโอนสิทธิการเช่าคืนให้และจำเลยยังคงอยู่อาศัยในอาคารพิพาทตลอดมา ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทอันเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์โดยลำพัง หนี้เงินกู้ของจำเลยไม่ผูกพันผู้ร้องเพราะจำเลยมิได้นำมาใช้จ่ายในครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู การรักษาพยาบาลและการศึกษาของบุตร การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางเป็นโมฆียะ ผู้ร้องขอถือเอาคำร้องนี้เป็นการบอกล้างนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาท นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่จึงขออนุญาตเข้ามาสู้คดีกับโจทก์และฟ้องแย้งให้บังคับโจทก์โอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทคืนให้แก่จำเลยและผู้ร้อง หากไม่โอนหรือโอนไม่ได้ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วม โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยร่วมได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยแล้ว อีกทั้งมิได้เป็นเจ้าของรวมในสิทธิการเช่าอาคารพิพาท จำเลยได้เซ้งสิทธิการเช่ามาจากนายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย ด้วยเงินส่วนตัวของจำเลยเอง อย่างไรก็ตามเมื่อสิทธิการเช่าอาคารพิพาทโอนมายังโจทก์แล้ว จำเลยร่วมก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทำไว้กับโจทก์หาใช่สัญญาโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้เป็นประกันไม่ และจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพื่อการใช้จ่ายในครอบครัวของจำเลยจึงผูกพันจำเลยร่วม การโอนสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นนิติกรรมอำพราง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาท และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบอาคารพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วม จำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยร่วมฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยร่วมต่างถึงแก่กรรม นายเกาะ เจริญยนต์วัฒนา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ และขอให้หมายเรียกจำเลย ซึ่งเป็นทายาทจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยร่วม ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะฟังว่าสิทธิการเช่าอาคารพิพาทซึ่งจำเลยเช่าจากวัดโสมนัสวรวิหารเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมก็ตาม แต่การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทก็หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องจัดการร่วมกันหรือจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ (๑) ถึง (๘) ดังนั้น ย่อมเป็นอำนาจของจำเลยที่จัดการได้ตามลำพังโดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ วรรสอง แม้จำเลยจะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้โจทก์โดยจำเลยร่วมมิได้รู้เห็นยินยอมก็ตาม จำเลยร่วมก็ไม่อาจจะเพิกถอนการโอนดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๐ พิพากษายืน. นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ ผู้ช่วยฯ นางสาวพัชรินทร์ ธวัชชัยนันท์ ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์-วัฒนชัย โชติชูตระกูล) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายดิลก กาญจนแสนส่ง ศาลอุทธรณ์ - นายวิรุฬห์ แสงเทียน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99836
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายดิลก กาญจนแสนส่ง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวิรุฬห์ แสงเทียน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058653"
    }
}
date
2544
deka_no
9607/2544
deka_running_no
9607
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์",
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1476 ถ (1)",
            "ม. 1476 วรรคสอง",
            "ม. 1480"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ฯ",
        "name": "นางพยุง เจริญวัฒนา"
    },
    {
        "role": "พบพิพักตร์",
        "name": "นางสมบูรณ์"
    },
    {
        "role": "พบพิพักตร์",
        "name": "นายจำเลียง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิการเช่าและเป็นผู้เช่าอาคารพิพาทโดยได้รับโอนมาจากจำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ไปจากโจทก์ จำเลยยังคงอยู่อาศัยในอาคารพิพาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาทพร้อมส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาท

จำเลยให้การว่า อาคารพิพาทเป็นของวัดโสมนัสวรวิหาร เดิมวัดโสมนัสวรวิหารได้ให้นายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย เป็นผู้มีสิทธิการเช่า ต่อมานายธีรวัฒน์ได้โอนสิทธิการเช่าให้แก่นายจำเลียง พบพิพักตร์ สามีจำเลยและจำเลยมีสิทธิการเช่าร่วมกัน สิทธิการเช่าอาคารพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยและสามีได้มาในระหว่างสมรส เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๔ จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท โดยนายจำเลียงไม่ทราบ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อเดือน ทบเข้ากับต้นเงินจึงกลายเป็นเงินกู้ใหม่จำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นมูลหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เกรงว่าจะไม่ได้รับเงินกู้ดังกล่าวคืนจึงให้จำเลยโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์ไว้เป็นการค้ำประกันแม้สามีจำเลยไม่ทราบเรื่องด้วยโจทก์ก็ยินยอม เพราะโจทก์ต้องการเพียงไม่ให้จำเลยและนายจำเลียงโอนสิทธิการเช่าให้บุคคลอื่น ทั้งนี้จำเลยยังคงอาศัยในอาคารพิพาทมาโดยตลอด โจทก์จำเลยมิได้ประสงค์จะโอนสิทธิการเช่าต่อกันอย่างแท้จริง การโอนสิทธิการเช่าจึงเป็นการทำขึ้นเพื่ออำพรางหรือเป็นประกันหนี้เงินกู้ โจทก์จึงนำสิทธิการเช่าอาคารพิพาทที่จำเลยโอนให้ไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้มาฟ้องไม่ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาสืบพยานโจทก์ นายจำเลียง พบพิพักตร์ ยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและเป็นเจ้าของสิทธิการเช่าอาคารพิพาทร่วมกับจำเลย อันเป็นสินสมรสโดยเซ้งมาจากนายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย ผู้เช่าเดิมเมื่อปี ๒๕๓๔ ในราคา ๘๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๓๗ ทราบว่าจำเลยถูกโจทก์ฟ้องขับไล่เป็นคดีนี้ โดยจำเลยแจ้งให้ทราบว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและดอกเบี้ยทบต้น การกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยมิได้บอกให้จำเลยร่วมทราบ ต่อมาจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็นประกันการกู้ยืมเงินโดยโจทก์รับรองว่าจะโอนสิทธิการเช่าคืนให้และจำเลยยังคงอยู่อาศัยในอาคารพิพาทตลอดมา ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทอันเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์โดยลำพัง หนี้เงินกู้ของจำเลยไม่ผูกพันผู้ร้องเพราะจำเลยมิได้นำมาใช้จ่ายในครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู การรักษาพยาบาลและการศึกษาของบุตร การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางเป็นโมฆียะ ผู้ร้องขอถือเอาคำร้องนี้เป็นการบอกล้างนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาท นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่จึงขออนุญาตเข้ามาสู้คดีกับโจทก์และฟ้องแย้งให้บังคับโจทก์โอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทคืนให้แก่จำเลยและผู้ร้อง หากไม่โอนหรือโอนไม่ได้ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วม

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยร่วมได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยแล้ว อีกทั้งมิได้เป็นเจ้าของรวมในสิทธิการเช่าอาคารพิพาท จำเลยได้เซ้งสิทธิการเช่ามาจากนายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย ด้วยเงินส่วนตัวของจำเลยเอง อย่างไรก็ตามเมื่อสิทธิการเช่าอาคารพิพาทโอนมายังโจทก์แล้ว จำเลยร่วมก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทำไว้กับโจทก์หาใช่สัญญาโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้เป็นประกันไม่ และจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพื่อการใช้จ่ายในครอบครัวของจำเลยจึงผูกพันจำเลยร่วม การโอนสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นนิติกรรมอำพราง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาท และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบอาคารพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วม

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยร่วมฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยร่วมต่างถึงแก่กรรม นายเกาะ เจริญยนต์วัฒนา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ และขอให้หมายเรียกจำเลย ซึ่งเป็นทายาทจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยร่วม ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะฟังว่าสิทธิการเช่าอาคารพิพาทซึ่งจำเลยเช่าจากวัดโสมนัสวรวิหารเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมก็ตาม แต่การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทก็หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องจัดการร่วมกันหรือจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ (๑) ถึง (๘) ดังนั้น ย่อมเป็นอำนาจของจำเลยที่จัดการได้ตามลำพังโดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๖ วรรสอง แม้จำเลยจะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้โจทก์โดยจำเลยร่วมมิได้รู้เห็นยินยอมก็ตาม จำเลยร่วมก็ไม่อาจจะเพิกถอนการโอนดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๐

พิพากษายืน.

นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวพัชรินทร์ ธวัชชัยนันท์ ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001060.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544