คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5515/2545 ฉบับเต็ม

#99845
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5515/2545 นายโกวิท โอภาสนวคุณ โจทก์ กระทรวงมหาดไทย กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งที่บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงนั้น มีเจตนารมณ์ให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเองเป็นผู้รับรองให้ฎีกา เพราะเป็นผู้ทราบดีว่ามีเหตุสมควรที่จะรับรองให้ฎีกาหรือไม่ แต่ ส. เป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่เพียงแต่มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยเท่านั้น อันเป็นคำสั่งภายในจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว และก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งการมีคำสั่งดังกล่าว ส.ไม่ได้เข้าไปนั่งพิจารณาคดีนั้นเลย ส.จึงไม่มีอำนาจรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ การที่ ส.รับรองให้ฎีกาจึงไม่ชอบ ถือว่าคดีนี้ยังคงห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ขุดหลักหมุนออกจากที่ดินพิพาท หากไม่ดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายปีละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่ปี ๒๕๓๖ ไปจนกว่าจะดำเนินการดังกล่าวเสร็จและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์หนองโดนน้อย ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และมีการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเมื่อปี ๒๕๓๕ แม้ที่ดินโจทก์จะมีหลักฐานเป็น น.ส.๓ ออกโดยอาศัย ส.ค.๑ เลยที่ ๒๗๐ แต่ น.ส.๓ ดังกล่าวมีเนื้อที่มากกว่าที่ระบุใน ส.ค.๑และออกครอบคลุมที่ดินพิพาทเป็นการออกโดยไม่ชอบ อย่างไรก็ตามที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นหนองน้ำใช้ทำนาไม่ได้ ประกอบกับโจทก์ไม่มีอาชีพทำนา จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามดำเนินการรื้อถอนหลักหมุดและป้ายแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลเป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท โจทก์ฎีา โดยนางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์ ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้นางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์ ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งนางสาวสุนทรีได้ลงชื่อรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้นั้นมีเจตนารมณ์ให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเองเป็นผู้รับรองให้ฎีกา เพราะเป็นผู้ทราบดีว่ามีเหตุสมควรที่จะรับรองให้ฎีกาหรือไม่ แต่ปรากฏว่านางสาวสุนทรีเป็นผู้พิพากษาที่เพียงแต่มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องขอของจำเลยทั้งสามเท่านั้น อันเป็นคำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว และก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ซึ่งมีคำสั่งดังกล่าวนางสาวสุนทรีไม่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเลย นางสาวสุนทรีจึงไม่มีอำนาจรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ การที่นางสาวสุนทรีรับรองให้ฎีกาจึงไม่ชอบ ถือว่าคดีนี้ยังคงต้องห้ามในข้อเท็จจริง ที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช้เป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ซึ่งวินิจฉัยว่า ที่ดินพาทเป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นทั้งหมดแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ (อภิชาต สุขัคคานนท์-วิชัย ชื่นชมพูนุท-ประพันธ์ ทรัพย์แสง) ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายณรงค์ ไพบูลย์วัฒนกิจ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสถิตย์ ไพเราะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99845
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดศรีสะเกษ",
        "judge": "นายณรงค์ ไพบูลย์วัฒนกิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายสถิตย์ ไพเราะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082049968"
    }
}
date
2545
deka_no
5515/2545
deka_running_no
5515
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "อภิชาต สุขัคคานนท์",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 248 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายโกวิท โอภาสนวคุณ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กระทรวงมหาดไทย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ขุดหลักหมุนออกจากที่ดินพิพาท หากไม่ดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายปีละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่ปี ๒๕๓๖ ไปจนกว่าจะดำเนินการดังกล่าวเสร็จและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์หนองโดนน้อย ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และมีการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเมื่อปี ๒๕๓๕ แม้ที่ดินโจทก์จะมีหลักฐานเป็น น.ส.๓ ออกโดยอาศัย ส.ค.๑ เลยที่ ๒๗๐ แต่ น.ส.๓ ดังกล่าวมีเนื้อที่มากกว่าที่ระบุใน ส.ค.๑และออกครอบคลุมที่ดินพิพาทเป็นการออกโดยไม่ชอบ อย่างไรก็ตามที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นหนองน้ำใช้ทำนาไม่ได้ ประกอบกับโจทก์ไม่มีอาชีพทำนา จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามดำเนินการรื้อถอนหลักหมุดและป้ายแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลเป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีา โดยนางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์ ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้นางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์ ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งนางสาวสุนทรีได้ลงชื่อรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้นั้นมีเจตนารมณ์ให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเองเป็นผู้รับรองให้ฎีกา เพราะเป็นผู้ทราบดีว่ามีเหตุสมควรที่จะรับรองให้ฎีกาหรือไม่ แต่ปรากฏว่านางสาวสุนทรีเป็นผู้พิพากษาที่เพียงแต่มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องขอของจำเลยทั้งสามเท่านั้น อันเป็นคำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว และก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ซึ่งมีคำสั่งดังกล่าวนางสาวสุนทรีไม่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นเลย นางสาวสุนทรีจึงไม่มีอำนาจรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ การที่นางสาวสุนทรีรับรองให้ฎีกาจึงไม่ชอบ ถือว่าคดีนี้ยังคงต้องห้ามในข้อเท็จจริง ที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช้เป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์ เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ซึ่งวินิจฉัยว่า ที่ดินพาทเป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นทั้งหมดแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000984.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545