คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 441/2545 ฉบับเต็ม

#99850
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 441/2545 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โจทก์ นางนิตย์ศรี ไวทยานุวัติหรือไวทยานุวัตติ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 419 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 10 สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นการตกลงซื้อขายกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 ซึ่งเป็นขั้นตอนของการดำเนินการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่จำเลยผู้ถูกเวนคืน เมื่อปรากฏจากการรังวัดว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนที่ รับไว้โดยที่ดินมิได้ถูกเวนคืนแก่โจทก์ กรณีหาใช่เรื่องจำเลยได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์เพราะโจทก์กระทำการชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นลาภมิควรได้ซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 ไม่ และเมื่อการฟ้องร้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ชำระเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเนื่องจากการดำเนินตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความเป็นพิเศษ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๒๒๓ และ ๓๓๐๘ ต่อมารัฐมีความจำเป็นต้องสร้างทางพิเศษในโครงการทางด่วนขั้นที่ ๒ เป็นผลให้ที่ดินสองแปลงดังกล่าวของจำเลยถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่ประมาณ ๖ ตารางวา ซึ่งยังเป็นจำนวนที่ยังไม่แจ้งชัดเนื่องจากยังมิได้ทำการรังวัดแบ่งแยกจากกรมที่ดิน โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยตกลงซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๒๒๓ เนื้อที่ ๑ ตารางวา เป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท โฉนดเลขที่ ๓๓๐๘ เนื้อที่ ๕ ตารางวา เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และคิดเงินค่าทดแทนสำหรับถนนที่ถูกเขตทางพิเศษเป็นเงิน ๑๔,๒๖๔.๙๐ บาท ทั้งนี้เป็นราคาตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯได้กำหนด จำเลยได้รับเงินดังกล่าวไปแล้ว ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากพนักงานซึ่งทำการรังวัดที่ดินว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๐๘ ถูกแบ่งเป็นเขตทางพิเศษเนื้อที่ ๒ ตารางวา จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินตามจำนวนที่ลดลงให้แก่โจทก์จำนวนเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงต้องรับผิดชอบดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย ๑๑,๓๖๒.๕๐ บาท ขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๑๙๑,๓๖๒.๕๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จสิ้น จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เพราะเนื้อที่ดินเปลี่ยนแปลงไปไม่ตรงกับสัญญาจึงเป็นการสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม และจำเลยไม่จำต้องคืนเงินจำนวน ๑๘๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากเป็นเงินที่จำเลยรับมาโดยสุจริตและได้ใช้จ่ายไปหมดแล้ว จึงเป็นลาภ มิควรได้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๘ จนกว่าชำระเสร็จสิ้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เท่ากับ ๑๙๑,๓๖๒.๕๐ บาท ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง จำเลยโต้แย้งการวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองในปัญหาที่ว่า จำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริง แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นการตกลงซื้อขายกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการดำเนินการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่จำเลยผู้ถูกเวนคืน เมื่อปรากฏจากการรังวัดว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนที่รับไว้โดยที่ดินมิได้ถูกเวนคืนแก่โจทก์ กรณีหาใช่เรื่องจำเลยได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์ เพราะโจทก์กระทำการชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นลาภมิควรได้ซึ่งมีอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ ไม่ และเมื่อการฟ้องร้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ชำระเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเนื่องจากการดำเนินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความเป็นพิเศษ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ ซึ่งมีอายุความ ๑๐ ปี นับแต่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ซึ่งตามสัญญาซื้อขายฯ ระบุว่า การจ่ายเงินค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นหรือการคืนเงินค่าที่ดินที่ลดลงให้กระทำภายใน ๓๐ วัน นับแต่รังวัดแบ่งแยกแล้วเสร็จ เมื่อสำนักงานที่ดินฯ มีหนังสือแจ้งผลการรังวัดที่ดินดังกล่าวลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๘ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๙ คดีจึงยังไม่ขาดอายุความตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๗๙๗/๒๕๔๑ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ประพันธ์ ทรัพย์แสง-วิชัย ชื่นชมพูนุท-อภิชาต สุขัคคานนท์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสาวศิริพร นันท์นฤมิตร ศาลอุทธรณ์ - นายพลภักดี สิริทิพากร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99850
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางสาวศิริพร นันท์นฤมิตร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพลภักดี สิริทิพากร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082057768"
    }
}
date
2545
deka_no
441/2545
deka_running_no
441
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "อภิชาต สุขัคคานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 419"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530",
        "sections": [
            "ม. 10"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "การทางพิเศษแห่งประเทศไทย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางนิตย์ศรี ไวทยานุวัติหรือไวทยานุวัตติ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๒๒๓ และ ๓๓๐๘ ต่อมารัฐมีความจำเป็นต้องสร้างทางพิเศษในโครงการทางด่วนขั้นที่ ๒ เป็นผลให้ที่ดินสองแปลงดังกล่าวของจำเลยถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่ประมาณ ๖ ตารางวา ซึ่งยังเป็นจำนวนที่ยังไม่แจ้งชัดเนื่องจากยังมิได้ทำการรังวัดแบ่งแยกจากกรมที่ดิน โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยตกลงซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๒๒๓ เนื้อที่ ๑ ตารางวา เป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท โฉนดเลขที่ ๓๓๐๘ เนื้อที่ ๕ ตารางวา เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และคิดเงินค่าทดแทนสำหรับถนนที่ถูกเขตทางพิเศษเป็นเงิน ๑๔,๒๖๔.๙๐ บาท ทั้งนี้เป็นราคาตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯได้กำหนด จำเลยได้รับเงินดังกล่าวไปแล้ว ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากพนักงานซึ่งทำการรังวัดที่ดินว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๐๘ ถูกแบ่งเป็นเขตทางพิเศษเนื้อที่ ๒ ตารางวา จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินตามจำนวนที่ลดลงให้แก่โจทก์จำนวนเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงต้องรับผิดชอบดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย ๑๑,๓๖๒.๕๐ บาท ขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๑๙๑,๓๖๒.๕๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เพราะเนื้อที่ดินเปลี่ยนแปลงไปไม่ตรงกับสัญญาจึงเป็นการสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม และจำเลยไม่จำต้องคืนเงินจำนวน ๑๘๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากเป็นเงินที่จำเลยรับมาโดยสุจริตและได้ใช้จ่ายไปหมดแล้ว จึงเป็นลาภ มิควรได้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๘ จนกว่าชำระเสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เท่ากับ ๑๙๑,๓๖๒.๕๐ บาท ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง จำเลยโต้แย้งการวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองในปัญหาที่ว่า จำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริง แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นการตกลงซื้อขายกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการดำเนินการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่จำเลยผู้ถูกเวนคืน เมื่อปรากฏจากการรังวัดว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนที่รับไว้โดยที่ดินมิได้ถูกเวนคืนแก่โจทก์ กรณีหาใช่เรื่องจำเลยได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์ เพราะโจทก์กระทำการชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นลาภมิควรได้ซึ่งมีอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ ไม่ และเมื่อการฟ้องร้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ชำระเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเนื่องจากการดำเนินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความเป็นพิเศษ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ ซึ่งมีอายุความ ๑๐ ปี นับแต่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ซึ่งตามสัญญาซื้อขายฯ ระบุว่า การจ่ายเงินค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นหรือการคืนเงินค่าที่ดินที่ลดลงให้กระทำภายใน ๓๐ วัน นับแต่รังวัดแบ่งแยกแล้วเสร็จ เมื่อสำนักงานที่ดินฯ มีหนังสือแจ้งผลการรังวัดที่ดินดังกล่าวลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๘ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๙ คดีจึงยังไม่ขาดอายุความตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๗๙๗/๒๕๔๑ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001052.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545