คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1091/2545 ฉบับเต็ม

#99865
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1091/2545 บริษัทอาร์.พี.เทค จำกัด บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปปอเรชั่น จำกัด ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1), มาตรา 247, มาตรา 248 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งบางส่วน และศาลอุทธรณ์ยังคงวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลย โดยให้โจทก์ชำระเท่ากับจำนวนค่าสินค้าที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ ซึ่งเท่ากับว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างชนะคดีตามฟ้องและฟ้องแย้งบางส่วน แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหาย จึงไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมา ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.ว่าด้วยคำพิพากษา ทั้งผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความได้ กรณีมีเหตุสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 (1) คดีของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 230,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งในส่วนค่าเสียหายดังกล่าว จึงเป็นการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาขอให้ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงเป็นเงินจำนวน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีถึงวันฟ้อง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ 652,999.16 บาท ซึ่งเกินกว่าที่จะต้องเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อสินค้าเป็นเงิน ๖๓๖,๑๗๔ บาท จากโจทก์ จำเลยไม่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับสินค้าจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๖,๘๒๕.๑๖ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๕๒,๙๙๙.๑๖ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๓๖,๑๗๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามตัวอย่าง ชำรุดบกพร่องไม่ได้มาตราฐาน จำเลยแจ้งให้โจทก์แก้ไขแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งให้โจทก์รับมอบสินค้าคืนแต่โจทก์เพิกเฉยทำให้จำเลยเสียหาย รวมค่าเสียหาย ๒๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๐ จนถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย ๙,๗๕๐ บาท รวมเป็นเงิน ๒๖๙,๗๕๐ บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๖๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าโกดังสินค้าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะรับสินค้าคืนไปจากจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าตรงตามตัวอย่างที่ตกลงซื้อขายกัน และได้วางบิลเรียกเก็บเงินแล้ว จำเลยได้นัดชำระเงินโดยไม่ทักท้วงว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่องภายในเวลาอันควร จึงไม่อาจอ้างเหตุความชำรุดบกพร่องมาปฏิเสธไม่ชำระค่าสินค้าให้โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน ๑๒๗,๙๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับกับให้โจทก์รับมอบสินค้าคืนจากจำเลย และให้ชำระเงินแก่จำเลยตามฟ้องแย้งจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งบางส่วน ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยต่างชนะคดีตามฟ้องและฟ้องแย้งบางส่วน เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ชนะคดีเต็มตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ยังคงวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ลดค่าเสียหายในส่วนนี้ โดยให้โจทก์ชำระเท่ากับจำนวนค่าสินค้าที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์คือ ๑๒๗,๙๒๔ บาท ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหายจึงไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมา ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษา ทั้งผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ กรณีมีเหตุสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ ประกอบมาตรา ๒๔๓ (๑) อนึ่งคดีของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งในส่วนค่าเสียหายดังกล่าว จึงเป็นการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาขอให้ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงเป็นเงินจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวถึงวันฟ้อง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ ๖๕๒,๙๙๙.๑๖ บาท ซึ่งเกินกว่าที่จะต้องเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาแก่จำเลย. นายสมยศ เข็มทอง ผู้ช่วยฯ นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ (สุรพล เจียมจูไร-มงคล ทับเที่ยง-วิศณุ เลื่อมสำราญ) ศาลแพ่ง - นายนพรัตน์ อักษร ศาลอุทธรณ์ - นายศิริชัย วัฒนโยธิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99865
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายนพรัตน์ อักษร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายศิริชัย วัฒนโยธิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056759"
    }
}
date
2545
deka_no
1091/2545
deka_running_no
1091
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "วิศณุ เลื่อมสำราญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 243 (1)",
            "ม. 247",
            "ม. 248"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "จำกัด",
        "name": "บริษัทอาร์.พี.เทค"
    },
    {
        "role": "จำกัด",
        "name": "บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปปอเรชั่น"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อสินค้าเป็นเงิน ๖๓๖,๑๗๔ บาท จากโจทก์ จำเลยไม่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับสินค้าจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๖,๘๒๕.๑๖ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๕๒,๙๙๙.๑๖ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๓๖,๑๗๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามตัวอย่าง ชำรุดบกพร่องไม่ได้มาตราฐาน จำเลยแจ้งให้โจทก์แก้ไขแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งให้โจทก์รับมอบสินค้าคืนแต่โจทก์เพิกเฉยทำให้จำเลยเสียหาย รวมค่าเสียหาย ๒๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๐ จนถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย ๙,๗๕๐ บาท รวมเป็นเงิน ๒๖๙,๗๕๐ บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๖๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าโกดังสินค้าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะรับสินค้าคืนไปจากจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าตรงตามตัวอย่างที่ตกลงซื้อขายกัน และได้วางบิลเรียกเก็บเงินแล้ว จำเลยได้นัดชำระเงินโดยไม่ทักท้วงว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่องภายในเวลาอันควร จึงไม่อาจอ้างเหตุความชำรุดบกพร่องมาปฏิเสธไม่ชำระค่าสินค้าให้โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน ๑๒๗,๙๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับกับให้โจทก์รับมอบสินค้าคืนจากจำเลย และให้ชำระเงินแก่จำเลยตามฟ้องแย้งจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งบางส่วน ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยต่างชนะคดีตามฟ้องและฟ้องแย้งบางส่วน เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ชนะคดีเต็มตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ยังคงวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ลดค่าเสียหายในส่วนนี้ โดยให้โจทก์ชำระเท่ากับจำนวนค่าสินค้าที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์คือ ๑๒๗,๙๒๔ บาท ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในส่วนค่าเสียหายจึงไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมา ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษา ทั้งผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ กรณีมีเหตุสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ ประกอบมาตรา ๒๔๓ (๑)

อนึ่งคดีของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งในส่วนค่าเสียหายดังกล่าว จึงเป็นการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาขอให้ชนะคดีตามฟ้องแย้ง ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงเป็นเงินจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวถึงวันฟ้อง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ ๖๕๒,๙๙๙.๑๖ บาท ซึ่งเกินกว่าที่จะต้องเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาแก่จำเลย.

นายสมยศ เข็มทอง ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001043.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545