คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3819/2545 ฉบับเต็ม

#99874
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3819/2545 นางสาวเมรี่ รัตนราชชาติกุล โจทก์ นายวรวิทย์ วิมลทรัพย์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 144, มาตรา 191, มาตรา 569 ในขณะที่มีการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างโจทก์กับผู้ขายที่ดิน ที่ดินยังอยู่ระหว่างการเช่า โดยผู้ขายที่ดินได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินให้ ธ. กับพวก มีกำหนดเวลา 20 ปี และมีข้อตกลงให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นของเจ้าของที่ดินเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ดังนั้น เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าตามที่ได้จดทะเบียนไว้ สิ่งปลูกสร้างในที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้รับโอน ธ. กับพวกย่อมหมดสิทธิตามสัญญาเช่าตึกแถวและไม่มีสิทธินำห้องในอาคารตึกแถวให้บุคคลใดเช่าช่วงได้ จำเลยจึงเป็นผู้เช่าช่วงย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้เช่าเดิม ไม่อาจยกการเช่าระหว่างจำเลยกับ ธ. และพวกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องพิพาท การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทต่อมา จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยโดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท การที่โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์มีผลเพียงโจทก์ไม่มีประเด็นที่จะฎีกาในชั้นฎีกาเท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๘๐ พร้อมอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ ในอาคารเลขที่ ๙๖ ให้จำเลยชำระเงิน ค่าเสียหายจำนวน ๘๘๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อห้อง นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบห้องเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์และไม่มีสิทธิใด ๆ ในอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ ตามฟ้อง เพราะโจทก์ซื้อเฉพาะที่ดินตามฟ้อง ส่วนอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ เป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่น จำเลยทำสัญญาเช่าห้องพิพาทเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ จากเจ้าของอาคารแฟลตดังกล่าว โดยเจ้าของตกลงให้จำเลยเช่าตลอดไป จนกว่าจะมี การรื้อถอน เหตุที่ทำสัญญากันไว้ ๑ ปี เพราะเจ้าของอาคารแฟลตไม่ต้องการเสียภาษีจากการจดทะเบียน หนังสือส่งมอบอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ ท้ายฟ้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเจ้าของอาคารแฟลตดังกล่าวไม่ได้ มอบอำนาจให้แก่ผู้ใดมีหนังสือส่งมอบอาคารแฟลตให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท การที่จำเลยครอบครองห้องพิพาทไม่ทำให้โจทก์เสียหายเพราะโจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในห้องพิพาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ อาคารเลขที่ ๙๖ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ต่อห้อง ตั้งแต่วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๓๗ ไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องของโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกและประการที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาทหรือไม่ และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาทชอบหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาทั้งสองประการไปพร้อมกัน เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามี น้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๘๐ โดยได้จดทะเบียนการโอนที่ดินพร้อมตึกแถวเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ซึ่งในขณะที่จดทะเบียนโอนที่ดิน ที่ดินยังอยู่ระหว่างการเช่า โดยผู้ขายที่ดินให้โจทก์ได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินให้นายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ มีกำหนดเวลา ๒๐ ปี และมีข้อตกลงให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นของเจ้าของที่ดินเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ดังนั้น เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าตามที่จดทะเบียนไว้ สิ่งปลูกสร้างในที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้รับโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ ประกอบมาตรา ๑๔๔ และ ๑๙๑ นอกจากนี้ได้ความจากโจทก์ว่าผู้เช่าที่ดินคือนายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ได้แสดงเจตนายืนยันว่าสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายที่ดินคือกองมรดกของหลวงโทณะวณิกพันธ์เจ้าของที่ดินเดิม มิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้เช่าที่ดิน ส่วนข้อความที่ปรากฏในสัญญาเช่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.๗ ที่ระบุว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าให้ผู้เช่ารื้อถอนสิ่งก่อสร้างในที่ดินก็ดี ข้อความในหนังสือเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามเอกสารหมาย ล.๑ ที่ว่า ซื้อเฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้างก็ดี ได้ความจากโจทก์ว่า เป็นเพียงเอกสารสำหรับใช้เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังต้องกันว่า อาคารตึกแถว (แฟลต) ที่ปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๘๐ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินที่นายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ทำกับกองมรดกหลวงโทณะวณิกพันธ์เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ หลักจากนั้นนายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ย่อมหมดสิทธิตามสัญญาเช่าตึกแถว (แฟลต) และไม่มีสิทธินำห้องในอาคารตึกแถว (แฟลต) ให้บุคคลใดเช่าช่วงได้ จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าช่วงย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้เช่าเดิม ไม่อาจยกการเช่าระหว่างจำเลยกับนายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ขึ้นเป็น ข้อต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องพิพาท การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทต่อมาจึงเป็นการละเมิด ต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย และไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายคือ การที่โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์มีผลต่อคดีในชั้นอุทธรณ์เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์มีผลเพียงโจทก์ไม่มีประเด็นที่จะฎีกาในชั้นฎีกาเท่านั้น ศาลอุทธรณ์คงพิจารณาประเด็นในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยและพิพากษาไปตามนั้น ฎีกาจำเลยทุกประการฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ (จิระวรรณ ศิริบุตร-วิรัช ลิ้มวิชัย-ทองหล่อ โฉมงาม) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายวัฒนา วิทยกุล ศาลอุทธรณ์ - นายวีระพล ตั้งสุวรรณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99874
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายวัฒนา วิทยกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวีระพล ตั้งสุวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082052406"
    }
}
date
2545
deka_no
3819/2545
deka_running_no
3819
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "จิระวรรณ ศิริบุตร",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "ทองหล่อ โฉมงาม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 144",
            "ม. 191",
            "ม. 569"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวเมรี่ รัตนราชชาติกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวรวิทย์ วิมลทรัพย์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๘๐ พร้อมอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ ในอาคารเลขที่ ๙๖ ให้จำเลยชำระเงิน ค่าเสียหายจำนวน ๘๘๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อห้อง นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบห้องเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์และไม่มีสิทธิใด ๆ ในอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ ตามฟ้อง เพราะโจทก์ซื้อเฉพาะที่ดินตามฟ้อง ส่วนอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ เป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่น จำเลยทำสัญญาเช่าห้องพิพาทเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ จากเจ้าของอาคารแฟลตดังกล่าว โดยเจ้าของตกลงให้จำเลยเช่าตลอดไป จนกว่าจะมี การรื้อถอน เหตุที่ทำสัญญากันไว้ ๑ ปี เพราะเจ้าของอาคารแฟลตไม่ต้องการเสียภาษีจากการจดทะเบียน หนังสือส่งมอบอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ ท้ายฟ้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเจ้าของอาคารแฟลตดังกล่าวไม่ได้ มอบอำนาจให้แก่ผู้ใดมีหนังสือส่งมอบอาคารแฟลตให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท การที่จำเลยครอบครองห้องพิพาทไม่ทำให้โจทก์เสียหายเพราะโจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในห้องพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ อาคารเลขที่ ๙๖ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ต่อห้อง ตั้งแต่วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๓๗ ไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องของโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกและประการที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาทหรือไม่ และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาทชอบหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาทั้งสองประการไปพร้อมกัน เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามี น้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๘๐ โดยได้จดทะเบียนการโอนที่ดินพร้อมตึกแถวเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ซึ่งในขณะที่จดทะเบียนโอนที่ดิน ที่ดินยังอยู่ระหว่างการเช่า โดยผู้ขายที่ดินให้โจทก์ได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินให้นายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ มีกำหนดเวลา ๒๐ ปี และมีข้อตกลงให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นของเจ้าของที่ดินเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ดังนั้น เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าตามที่จดทะเบียนไว้ สิ่งปลูกสร้างในที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้รับโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ ประกอบมาตรา ๑๔๔ และ ๑๙๑ นอกจากนี้ได้ความจากโจทก์ว่าผู้เช่าที่ดินคือนายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ได้แสดงเจตนายืนยันว่าสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายที่ดินคือกองมรดกของหลวงโทณะวณิกพันธ์เจ้าของที่ดินเดิม มิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้เช่าที่ดิน ส่วนข้อความที่ปรากฏในสัญญาเช่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.๗ ที่ระบุว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าให้ผู้เช่ารื้อถอนสิ่งก่อสร้างในที่ดินก็ดี ข้อความในหนังสือเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามเอกสารหมาย ล.๑ ที่ว่า ซื้อเฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้างก็ดี ได้ความจากโจทก์ว่า เป็นเพียงเอกสารสำหรับใช้เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังต้องกันว่า อาคารตึกแถว (แฟลต) ที่ปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๘๐ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินที่นายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ทำกับกองมรดกหลวงโทณะวณิกพันธ์เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ หลักจากนั้นนายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ย่อมหมดสิทธิตามสัญญาเช่าตึกแถว (แฟลต) และไม่มีสิทธินำห้องในอาคารตึกแถว (แฟลต) ให้บุคคลใดเช่าช่วงได้ จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าช่วงย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้เช่าเดิม ไม่อาจยกการเช่าระหว่างจำเลยกับนายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ขึ้นเป็น ข้อต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องพิพาท การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทต่อมาจึงเป็นการละเมิด ต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย และไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายคือ การที่โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์มีผลต่อคดีในชั้นอุทธรณ์เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์มีผลเพียงโจทก์ไม่มีประเด็นที่จะฎีกาในชั้นฎีกาเท่านั้น ศาลอุทธรณ์คงพิจารณาประเด็นในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยและพิพากษาไปตามนั้น ฎีกาจำเลยทุกประการฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001005.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545