คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5230/2545 ฉบับเต็ม

#99875
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5230/2545 นางวณี ชายะพงศ์ โจทก์ นายจุลพงษ์ รัตนมาศทิพย์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ, มาตรา 227 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์ว่า สัญญาซื้อขายหุ้นทำระหว่าง ว. กับจำเลยโดยโจทก์ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งโจทก์มิได้นำสืบตัวโจทก์ในชั้นไต่สวนและในชั้นพิจารณากับข้อเท็จจริงคงได้จากพยานหลักฐานว่า ว. ให้โจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีแทน โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบจึงไม่เป็นผู้เสียหาย แม้คำวินิจฉัยจะมิได้กล่าวไปถึงคำเบิกความของ ว. ที่ว่า ว. นำเช็คพิพาทไปแบ่งให้แก่โจทก์ เพราะเดิมโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามสัญญาซื้อขายหุ้นเอกสารหมาย จ. 2 จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าโจทก์มิได้เกี่ยวข้องกับสัญญาขายหุ้นทั้งโจทก์มิได้นำสืบตัวโจทก์ ดังนี้เท่ากับแสดงว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักคำเบิกความของ ว. ดังกล่าวแล้วว่าไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้นั่นเอง ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในคดีนี้จนครบถ้วนเท่ากับยังไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นโดยประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงไปตามคำเบิกความทั้งหมดของพยานโจทก์คือตัว ว. เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาที่โจทก์อ้างเป็นข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นผู้เสียหาย อันถือว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่มีปรากฏอยู่ในทางพิจารณายังไม่ครบถ้วน อันเป็นการไม่ปฏิบัติไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หากพิจารณาพยานหลักฐานทั้งปวงแล้ว จะพบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอแก่การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักให้ฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น" และมาตรา ๑๗๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ก่อนนำพยานเข้าสืบ โจทก์มีอำนาจเปิดคดีเพื่อให้ศาลทราบคดีโจทก์ คือแถลงถึงลักษณะของฟ้อง อีกทั้งพยานหลักฐานที่จะนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย เสร็จแล้วให้จำเลยนำพยานเข้าสืบ" แสดงว่าในคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องนำพยานเข้ามาสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยก่อน หากพยานหลักฐานของโจทก์นำมาสืบฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นก็ดี จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดก็ดี ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕ รวมทั้งในคดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ยังต้องมีหน้าที่นำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วย คดีนี้โจทก์นำนายวิชัย ชายะพงศ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เข้ามาเป็นพยานปากเดียวเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายเพราะจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่าเสียหายให้แก่นายวิชัยและนายวิชัยต้องนำไปแบ่งให้แก่โจทก์เพราะที่ดินตามสัญญาซื้อขายหุ้นเอกสารหมาย จ. ๒ เดิมโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ซึ่งนายวิชัยได้โทรศัพท์แจ้งให้โจทก์ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกับเรื่องค่าเสียหายดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำมาสืบว่า สัญญาซื้อขายหุ้นทำระหว่างนายวิชัยกับจำเลยโดยโจทก์ไม่เกี่ยวข้องทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบตัวโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและในชั้นพิจารณากับข้อเท็จจริงคงได้จากพยานหลักฐานดังกล่าวเพียงว่า นายวิชัยให้โจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีแทน โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบ จึงไม่เป็นผู้เสียหาย แม้คำวินิจฉัยดังกล่าวจะมิได้กล่าวไปถึงคำเบิกความของนายวิชัยที่ว่า ได้นำเช็คพิพาทไปแบ่งให้แก่โจทก์เพราะเดิมโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามสัญญาซื้อขายหุ้นเอกสารหมาย จ. ๒ จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตามแต่คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าโจทก์มิได้เกี่ยวข้องกับสัญญาขายหุ้นทั้งโจทก์มิได้นำสืบตัวโจทก์ ดังนี้เท่ากับแสดงว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักคำเบิกความของนายวิชัยดังกล่าวแล้วว่าไม่มีน้ำหนักรับฟังได้นั่นเอง กรณีมิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่มีปรากฏอยู่ในทางพิจารณาเพียงบางส่วนหรือไม่ครบถ้วน ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในคดีนี้จนครบถ้วนเท่ากับยังไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นโดยประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงไปตามคำเบิกความทั้งหมดของพยานโจทก์คือนายวิชัยเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาที่โจทก์อ้างเป็นข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหาย อันถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (สบโชค สุขารมณ์-ชูชาติ ศรีแสง-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช) ศาลแขวงธนบุรี - นางนฤมล สันติสวัสดิ์ ศาลอุทธรณ์ - นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
99875
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงธนบุรี",
        "judge": "นางนฤมล สันติสวัสดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082050394"
    }
}
date
2545
deka_no
5230/2545
deka_running_no
5230
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "ชูชาติ ศรีแสง",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 193 ทวิ",
            "ม. 227"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 22"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางวณี ชายะพงศ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจุลพงษ์ รัตนมาศทิพย์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่มีปรากฏอยู่ในทางพิจารณายังไม่ครบถ้วน อันเป็นการไม่ปฏิบัติไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หากพิจารณาพยานหลักฐานทั้งปวงแล้ว จะพบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอแก่การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักให้ฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น" และมาตรา ๑๗๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ก่อนนำพยานเข้าสืบ โจทก์มีอำนาจเปิดคดีเพื่อให้ศาลทราบคดีโจทก์ คือแถลงถึงลักษณะของฟ้อง อีกทั้งพยานหลักฐานที่จะนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย เสร็จแล้วให้จำเลยนำพยานเข้าสืบ" แสดงว่าในคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องนำพยานเข้ามาสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยก่อน หากพยานหลักฐานของโจทก์นำมาสืบฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นก็ดี จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดก็ดี ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕ รวมทั้งในคดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ยังต้องมีหน้าที่นำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วย คดีนี้โจทก์นำนายวิชัย ชายะพงศ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เข้ามาเป็นพยานปากเดียวเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายเพราะจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่าเสียหายให้แก่นายวิชัยและนายวิชัยต้องนำไปแบ่งให้แก่โจทก์เพราะที่ดินตามสัญญาซื้อขายหุ้นเอกสารหมาย จ. ๒ เดิมโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ซึ่งนายวิชัยได้โทรศัพท์แจ้งให้โจทก์ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกับเรื่องค่าเสียหายดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำมาสืบว่า สัญญาซื้อขายหุ้นทำระหว่างนายวิชัยกับจำเลยโดยโจทก์ไม่เกี่ยวข้องทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบตัวโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและในชั้นพิจารณากับข้อเท็จจริงคงได้จากพยานหลักฐานดังกล่าวเพียงว่า นายวิชัยให้โจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีแทน โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบ จึงไม่เป็นผู้เสียหาย แม้คำวินิจฉัยดังกล่าวจะมิได้กล่าวไปถึงคำเบิกความของนายวิชัยที่ว่า ได้นำเช็คพิพาทไปแบ่งให้แก่โจทก์เพราะเดิมโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามสัญญาซื้อขายหุ้นเอกสารหมาย จ. ๒ จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตามแต่คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าโจทก์มิได้เกี่ยวข้องกับสัญญาขายหุ้นทั้งโจทก์มิได้นำสืบตัวโจทก์ ดังนี้เท่ากับแสดงว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักคำเบิกความของนายวิชัยดังกล่าวแล้วว่าไม่มีน้ำหนักรับฟังได้นั่นเอง กรณีมิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่มีปรากฏอยู่ในทางพิจารณาเพียงบางส่วนหรือไม่ครบถ้วน ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในคดีนี้จนครบถ้วนเท่ากับยังไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นโดยประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงไปตามคำเบิกความทั้งหมดของพยานโจทก์คือนายวิชัยเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาที่โจทก์อ้างเป็นข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหาย อันถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000988.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545