คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลแม่ก๊า ผู้ถูกฟ้องคดี ว่าผู้ถูกฟ้องคดีให้ผู้รับจ้างนำรถแบคโฮขุดลอกลำเหมืองบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพียงด้านเดียวไม่ตรงตามแบบ ทำเป็นคันดินขนาดกว้างประมาณ ๓ เมตร สูงประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ทอดยาวตลอดแนวลำเหมืองและขุดลอกลำเหมืองหลายครั้งโดยไม่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีหายไปประมาณ ๑ งาน ๙๔ ๕/๑๐ ตารางวา ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรับคันดินตลอดแนวลำเหมืองให้ราบเรียบ และค้นหาหลักเขตที่ดินที่ถูกฝังกลบ กับให้ปรับคืนสภาพที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๑๓๘ หรือเลขที่ ๓๒๔๔๑ (เดิม) ให้มีสภาพเต็มเนื้อที่ดังเดิม หากไม่สามารถกระทำได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีได้รังวัดสอบเขตที่ดินมีโฉนดรวม ๓ แปลง เพื่อรวมโฉนดเป็นแปลงเดียวกัน และจดทะเบียนแบ่งหักเป็นลำเหมืองสาธารณประโยชน์ จำนวน ๑ งาน ๙๔ ๕/๑๐ ตารางวา ที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่ได้ขาดหาย แต่ได้เพิ่มมากกว่าเดิมอีก ๑ งาน ๙๕ ๗/๑๐ ตารางวา การขุดลอกลำเหมืองร้องวัวเฒ่าไม่ได้ขุดลอกหลายครั้ง เป็นการขุดลอกเฉพาะวัชพืชและดินเลนที่ตื้นเขินเท่านั้น ไม่ได้ขุดลอกเอาหน้าดินออก เป็นไปตามสภาพลำเหมืองสาธารณะ (ร้องวัวเฒ่า) และตามแบบที่กำหนดไว้ ก่อนขุดลอกได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบตลอด คดีขาดอายุความแล้ว แม้องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ก๊า ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยขุดลอกลำเหมืองบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพียงด้านเดียวไม่ตรงตามแบบ ทำเป็นคันดินขนาดกว้างประมาณ ๓ เมตร สูงประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ทอดยาวตลอดแนวลำเหมืองหลายครั้งโดยไม่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีหายไปประมาณ ๑ งาน ๙๔ ๕/๑๐ ตารางวา การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการขุดลอกลำเหมืองสาธารณประโยชน์โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ธนาคาร ก. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ที่ ๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๕ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๖ บริษัท ณ. ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ธนาคาร ก. ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหนี้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ตามคำพิพากษาศาลฎีกา คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีคำสั่งจังหวัดชลบุรีให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนจำนองห้องชุดจำนวน ๖๙๓ ห้องชุด ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาจดทะเบียนจำนองไว้กับผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ ขอให้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ดังนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีอำนาจหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ ในการเพิกถอนและแก้ไขหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด การเพิกถอนและแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับห้องชุด การเพิกถอนและแก้ไขการจดแจ้งรายการในสารบัญสำหรับจดทะเบียนที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีคำสั่งจังหวัดชลบุรีให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนจำนองห้องชุด โดยเห็นว่า การจดทะเบียนจำนองห้องชุดจำนวน ๖๙๓ ห้องชุด ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ กับผู้ฟ้องคดี กระทำไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ตามคำสั่งจังหวัด และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และกรณีมิใช่คดีพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบังคับคดีแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ ลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคำพิพากษา หรือคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับคดี ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๕ วรรคสอง บัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ป. เจ้ามรดก ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบทรัพย์มรดกพบว่าโฉนดที่ดินพิพาทมีรายการในสารบัญจดทะเบียนไม่ถูกต้อง เนื่องจากภายหลังแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้มีชื่อตามบันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๒ แล้ว ต่อมามีการจดทะเบียนให้แก่ผู้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดซึ่งเป็นแปลงคงเหลือและทำเป็นถนน ตามบันทึกข้อตกลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๓ อันเป็นการจดทะเบียนที่ไม่ถูกต้องตามเจตนาของเจ้ามรดก ซึ่งผู้มีชื่อทั้งสองคนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินไปครบถ้วนแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในส่วนของแปลงคงเหลือจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนนิติกรรมรายการในสารบัญจดทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือแจ้งว่าการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธ์รวมเป็นการจดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย และไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๓ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดพิพาทเป็นการจดทะเบียนไปตามเจตนาของเจ้ามรดกซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การแล้ว ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดพิพาทเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๓ โดยให้แก่ผู้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นแปลงคงเหลือร่วมกับเจ้ามรดกเป็นการจดทะเบียนโดยชอบด้วยเจตนาของเจ้ามรดก หรือไม่ โดยในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลต้องพิจารณาบันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ฉบับลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๒ และบันทึกการแก้ไขบันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ฉบับลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๓ ระหว่างเจ้ามรดกเจ้าของกรรมสิทธิ์ และผู้มีชื่อทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ว่าการจดทะเบียนของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ปรากฏในบันทึกข้อตกลงทั้งสองฉบับดังกล่าวหรือไม่ โดยมิได้มีปัญหาต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่ามีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายตามเจตนารมณ์ของเจ้าของที่ดินหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ ๑ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๔ สำนักงานที่ดินจังหวัด ที่ ๕ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นบุตรของนาย อ. (บิดา) ซึ่งเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองและได้รับการจัดสรรที่ดินให้ทำประโยชน์ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๑) เลขที่ ๗๘๑ เมื่อบิดาเสียชีวิต ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเรื่อยมา แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๓) เลขที่ ๑๑๒๐ ให้แก่นาง ม. (พี่สาวของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม) ซึ่งมิได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท อันเป็นการออกหลักฐาน น.ค. ๓ โดยผิดพลาดคลาดเคลื่อน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ได้ออกหลักฐานโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ โดยอาศัยหลักฐานตาม น.ค. ๓ ให้แก่นาง ม. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน น.ค. ๓ เลขที่ ๑๑๒๐ และเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การว่า กรณีเป็นการพิจารณาคัดเลือกทายาทโดยธรรมและมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีและพวกคัดค้านการออก น.ค. ๓ เลขที่ ๑๑๒๐ ให้แก่นาง ม. การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ ให้แก่นาง ม. จึงชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีว่า การที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออก น.ค. ๓ เลขที่ ๑๑๒๐ ให้แก่นาง ม. โดยเห็นว่า เป็นทายาทโดยธรรมและมีคุณสมบัติ ตามมาตรา ๒๒ , ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ ให้แก่นาง ม. โดยอาศัยหลักฐาน น.ค. ๓ ดังกล่าวเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่ขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของ น.ค. ๓ เลขที่ ๑๑๒๐ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง โดยศาลจำต้องพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือนาง ม. เป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลที่จะได้รับคัดเลือกให้เข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแทนสมาชิกนิคมสร้างตนเองผู้ตาย มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่เอกชน ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลบ้านปลวกแดง ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดระยอง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง เคลื่อนย้ายอาคารหรือให้ระงับการรื้อถอนอาคาร ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย กับให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารบ้านเลขที่ ๓๗๙ หมู่ที่ ๑ ตำบลปลวกแดง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีปลูกสร้างบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยก่อสร้างบนเขตทางสาธารณประโยชน์ และการกระทำนั้นไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคาร ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ (๑) (๒) และมาตรา ๔๒ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง โดยยืนยันว่าที่ดินที่ปลูกสร้างอาคารพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้รื้อถอนบ้านของผู้ฟ้องคดี และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับให้ระงับคำสั่งรื้อถอนอาคารพิพาทจนกว่ากรณีของนาย ผ. จะเสร็จสิ้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕ ยื่นฟ้อง พลทหาร บ. จำเลย ซึ่งเป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองพันเสนารักษ์ที่ ๘ กองพลทหารม้าที่ ๑ กองทัพบก ว่าได้กระทำความผิดอาญาฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายและเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘, ๑๑๐, ๑๑๕ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารหรือศาลยุติธรรม เห็นว่า หลักการพิจารณาเขตอำนาจของศาลทหารในเวลาปกติที่ยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิด ซึ่งหากปรากฏว่าจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ในขณะกระทำความผิดอาญาจะเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ นั้น เป็นหลักการพิจารณาเขตอำนาจศาลทหารในกรณีที่มีการฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาทั่วไป ที่มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้คดีอาญานั้น อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอื่นใดโดยเฉพาะ เมื่อปรากฏว่า ภายหลังจากพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ใช้บังคับ มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีอาญาและคดีแพ่งทั่วไป ได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาซึ่งมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ โดยมีบุคคลภายนอกที่มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเข้ามาร่วมพิจารณาและพิพากษาคดีด้วยตามเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยมาตรา ๗ บัญญัติว่า "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังต่อไปนี้ (๑) คดีอาญาเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร" อันเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีประเภทหนึ่งประเภทใดไว้โดยเฉพาะ และเป็นบทบัญญัติที่ตัดอำนาจศาลอื่นไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งแม้จะเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิด แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าโดยมีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายและเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘, ๑๑๐, ๑๑๕ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๗ บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไป ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไป ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม