คดีที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมของจำเลยออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยให้การว่า จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ โดยโจทก์รับรู้และทราบมาโดยตลอด ทั้งจำเลยได้ชำระค่าเช่าพาดสายสื่อสารเป็นรายปีให้แก่โจทก์และโจทก์รับชำระค่าเช่าดังกล่าวแล้ว จึงถือว่าโจทก์ให้ความยินยอมในการที่จำเลยพาดสายสื่อสารในเส้นทางดังกล่าวโดยปริยาย จำเลยไม่สามารถรื้อถอนสายสื่อสารตามเส้นทางในคำฟ้องได้เนื่องจากจะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การคิดค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดี สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไป ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๓๓ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดเนื้อที่ขาดหายไป ๑ งาน ๘๐ ตารางวา และในการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๐๖๔ ของผู้มีชื่อก็มีการรังวัดทับที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง อันเป็นการรังวัดที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ เป็นเหตุให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีสูญหายไปทั้งแปลง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๐๖๔ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนต่าง ๆ ให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อน และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่ไปตามกระบวนการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๐๖๔ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๓๓ ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๐๖๔ ของผู้มีชื่อ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ต้องสูญเสียที่ดินพิพาท ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๓๓ ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๐๖๔ ของผู้มีชื่อ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายอำเภอ ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ที่ ๒ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค ที่ ๓ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวง ที่ ๔ กรมการปกครอง ที่ ๕ กรมเจ้าท่า ที่ ๖ กรมทางหลวง ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๙๐๑ และเลขที่ ๗๙๐๒ ได้ยื่นคำขอสอบเขตที่ดินทั้งสองแปลง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินอ้างว่า แนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันตกรุกล้ำลำรางสาธารณะ ด้านทิศตะวันออกรุกล้ำปากคลอง และด้านทิศใต้รุกล้ำถนน อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ เพิกถอนคำคัดค้าน และออกค่าใช้จ่ายในการรังวัด และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ให้การทำนองเดียวกันว่า ลำรางสาธารณะดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การไม่ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำลำรางสาธารณประโยชน์ ลำคลองและทางหลวง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายอันจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชน ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) เนื้อที่ประมาณ ๒๘ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีออก น.ส. ๓ ก. เนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา ให้แก่ผู้มีชื่อทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยผู้มีชื่อไม่ใช่เจ้าของและไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ที่พิพาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า น.ส. ๓ ก. พิพาทออกโดยอาศัยหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ซึ่งมีชื่อนายซ. เป็นผู้แจ้งการครอบครอง จึงถือว่าผู้มีชื่อเป็นผู้ครอบครองต่อเนื่องตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาก่อนพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินประกาศใช้บังคับ และพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มิได้ถือเป็นการยกเลิกสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใด การออก น.ส. ๓ ก. ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมาย จึงไม่มีกรณีที่จะต้องเพิกถอนหรือแก้ไข เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ที่ออกทับซ้อนกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ โดยอ้างว่า การออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้มีชื่อนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรือเป็นที่ดินของผู้มีชื่อ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. มาด้วยก็ตาม ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรือเป็นที่ดินของผู้มีชื่อ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมเจ้าท่า ที่ ๑ อธิบดีกรมเจ้าท่า ที่ ๒ นาย ก. ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเกาะสมุย ที่ ๓ นาย ว. ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ ๔ ที่ ๔ จำเลย ว่า จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนการถมดินและเขื่อนกันเซาะที่สร้างในที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๕๗ เนื่องจากโจทก์ถมดินสร้างเขื่อนกันเซาะรุกล้ำที่ดินสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ ๗,๕๖๓ ตารางวา โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่ง จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าบางส่วนของที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๕๗ ที่ถูกน้ำกัดเซาะ เนื้อที่ประมาณ ๗,๕๖๓ ตารางวา เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กับให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเพียง ๒ ไร่ ส่วนที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน คำสั่งชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโจทก์ตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนการถมดินและเขื่อนกันเซาะของจำเลยที่ ๓ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยขอให้ศาลพิพากษาว่าส่วนที่ถูกน้ำกัดเซาะ เนื้อที่ประมาณ ๗,๕๖๓ ตารางวา เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ ๑ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความ มุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้โจทก์จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของโจทก์หรือที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่นาย บ. โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมเจ้าท่า ที่ ๑ เทศบาลเมืองชลบุรี ที่ ๒ จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๒ เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๖ ตารางวา ได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองไม่รับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัด ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๒ และมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินของโจทก์ตามแนวเขตที่นำชี้มีสภาพเป็นแนวชายฝั่งทะเลอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินและไม่รับรองแนวเขตที่ดินโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ว่าจำเลยทั้งสองจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ดูแลรักษาแหล่งน้ำสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ส่วนจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ แต่การที่จำเลยทั้งสองไม่รับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดของโจทก์เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินของรัฐ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายอันจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินและไม่รับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๖๒๒ ของโจทก์ แต่มีสภาพเป็นแนวชายฝั่งทะเลอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา ราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการนำรถบรรทุกขยะของผู้ถูกฟ้องคดีนำขยะเข้ามาเททิ้งในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้มีการขุดหลุมทิ้งขยะในพื้นดินพิพาทเป็นบริเวณกว้างประมาณ ๕ ไร่เศษ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นแต่เพียงหน้าที่ที่ต้องทำในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ตามมาตรา ๖๗ (๒) ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ในเรื่องการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล เมื่อการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีตามคำฟ้องมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์กับพวกรวม ๔ คน เป็นเอกชน ยื่นฟ้องนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธ. จำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ซึ่งเป็นกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธ. และกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๑๑ ผู้อำนวยเขตสะพานสูง จำเลยที่ ๑๒ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ ๑๓ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ระงับ หยุด ยกเลิกการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ให้รื้อถอน ทำลาย ย้ายป้อมยามและไม้กั้นทางเข้าออกและห้ามก่อสร้าง ตั้ง วางเครื่องกีดขวางหรืออาคารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ บนทางสาธารณะถนนซอยรามคำแหง ๑๕๐ และที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรได้อุทิศให้เป็นสาธารณประโยชน์ กับให้แสดงรายการงบดุล บัญชีรายรับรายจ่ายที่อ้างต่อนายทะเบียนตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบัน และให้จำเลยที่ ๑๑ และที่ ๑๒ เข้ารื้อถอนป้อมยามและไม้กั้นทางเข้าออกจากถนนซอยรามคำแหง ๑๕๐ กับให้จำเลยที่ ๑๓ โดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางชันหรือพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ตามกฎหมาย
สำหรับคำฟ้องในส่วนที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ นั้น เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๑๑ ถึงที่ ๑๓ ไม่โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีในส่วนของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ ๑๓ ศาลแพ่งมีนบุรีและศาลปกครองกลางมีความเห็นพ้องกันว่า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม จึงไม่มีปัญหาการขัดกันระหว่างอำนาจศาลที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาด ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ ๑๑ และที่ ๑๒ ว่า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
เมื่อพิจารณาคำฟ้องในส่วนกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๑๑ และผู้อำนวยการเขตสะพานสูง จำเลยที่ ๑๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้ว โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑๑ และที่ ๑๒ ปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ใช้ถนนสาธารณะในซอยรามคำแหง ๑๕๐ แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ จำเลยที่ ๑๑ โดยจำเลยที่ ๑๒ มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ได้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ รื้อถอนไม้กั้นรถยนต์ที่ขวางทางเข้าออกซึ่งรุกล้ำถนนสาธารณประโยชน์ในซอยรามคำแหง ๑๕๐ และแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๑ แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ เพิกเฉย จำเลยที่ ๑๒ กลับไม่ดำเนินการใด ๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ และมาตรา ๑๒๒ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๖๙ และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ มาตรา ๑๐๘ และมาตรา ๑๐๘ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อ ๑๑ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๑๑ และที่ ๑๒ เข้าดำเนินการรื้อถอนป้อมยามและไม้กั้นรถยนต์ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑๑ และที่ ๑๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ ๑๑ และที่ ๑๒ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปัตตานี ที่ ๑ อธิบดีกรมบังคับคดี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. ๒๙๘๒/๒๕๖๒ ของศาลจังหวัดปัตตานี โดยเมื่อผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อายัดเงินปันผลสหกรณ์ออมทรัพย์ครูปัตตานี จำกัด ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหน้าที่อำนวยความสะดวก ให้บริการแก่ประชาชนด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสาร และแนะนำผู้ฟ้องคดีให้ทราบถึงเอกสารที่จำเป็นต้องนำมายื่นพร้อมกับคำร้อง แต่กลับไม่กระทำตามหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ประวิงเวลา ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายต่อสิทธิที่จะได้รับบริการอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยไม่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้เกิดประสิทธิภาพ จึงต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีในเรื่อง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรม ซึ่งมาตรา ๒๘๕ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ บัญญัติว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญา ในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายในการที่ให้มีศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือนก็เพื่อให้บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีในอำนาจของศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาและส่งเสริมอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหาร อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด และเป็นการยกเว้นอำนาจศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องโดยมุ่งหมายที่จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๑ ในข้อหาบุกรุก ลักทรัพย์ และจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่เมื่อกองบัญชาการกองทัพไทย จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ที่ศาลทหารจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการที่จำเลยที่ ๒ อนุมัติคำสั่งให้โจทก์ที่ ๒ ออกจากราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลเพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการของโจทก์ที่ ๒ และให้ชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากต้องออกจากราชการ เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๓ ทั้งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ในความผิดข้อหาให้การอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน โดยมีข้อเท็จจริงว่าขณะที่จำเลยที่ ๒ ให้การเป็นพยาน จำเลยที่ ๒ เกษียณอายุราชการแล้ว ดังนั้น จำเลยที่ ๒ จึงมิใช่บุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารในขณะกระทำผิด คดีนี้จึงเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ตามมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางหรือศาลยุติธรรมอื่นก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมต่อไป
คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรโดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร นั้น ก่อความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมาย ออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม