คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758/2569
#727393
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในข้อที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงเป็นอันถึงที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนได้อีก และที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษด้วยก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิการยื่นฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้เช่นกัน ในส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้นจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาในส่วนความผิดฐานนี้ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และขอให้ลดโทษ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาทุกข้อจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 289, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายสำรวย บุตรของนางรัชณี ผู้ตาย และนางสาวภัสพร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนายสำรวยและนางสาวภัสพรว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิด จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง แต่ต่อมาโจทก์ร่วมทั้งสองขอถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน แต่ให้ยกคำขอของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน คู่ความไม่อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงแก้ไขเฉพาะในส่วนยกคำขอของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในข้อที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติมาตรา 245 วรรคสอง ดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนได้อีก และที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษด้วยก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการยื่นฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้เช่นกัน ในส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้นจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาในส่วนความผิดฐานนี้ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และขอให้ลดโทษ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยทุกข้อมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 245 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 255 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
โจทก์ร่วม — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นางสาวน้ำผึ้ง แสนทวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอธิคม จำปา
ชื่อองค์คณะ
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
กาญจนา ฤทธิทิศ
ประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2569
#726506
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเขียนฎีกาด้วยตนเอง ขอให้ศาลฎีกา วินิจฉัยในข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามอีกครั้งหนึ่งว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ แต่ตามฎีกาจำเลยดังกล่าวกลับมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนต่อพยานหลักฐานในส่วนใด และเมื่อได้พิจารณา ในเนื้อหาตามฎีกาจำเลยแล้วก็ไม่พอแสดงให้เห็นได้บ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยคดีหรือข้อเท็จจริงผิดพลาดอย่างไร หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามมากล่าวซ้ำ ถือเป็นฎีกา ที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ จำคุกกระทงละ 25 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 75 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเขียนฎีกาด้วยตนเองขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 และผู้เสียหายที่ 3 อีกครั้งหนึ่งว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ แต่ตามฎีกาจำเลยดังกล่าวกลับมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนต่อพยานหลักฐานในส่วนใด และเมื่อได้พิจารณาในเนื้อหาตามฎีกาจำเลยแล้วก็ไม่พอแสดงให้เห็นได้บ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยคดีหรือข้อเท็จจริงผิดพลาดอย่างไร หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามมากล่าวซ้ำ ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานดังกล่าว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ จำคุกกระทงละตลอดชีวิต เป็นการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งมีสถานเดียว และยังลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งเป็นการลดโทษขั้นสูงสุดตามกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยสถานเบากว่านี้ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวผึ้งขวัญ พึ่งพาญาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางสุรางค์รัตน์ โอฬารสกุล
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
ปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2569
#727216
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองสมัครใจทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้ อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ กับยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 688, 689, 690 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ก่อน พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ และเมื่อพิจารณาหนังสือยินยอมหักเงินได้ตามความในมาตรา 42/1 แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 ที่โจทก์ทั้งสองทำให้จำเลยไว้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2556 เช่นกัน ระบุว่า โจทก์ทั้งสองขอแสดงเจตนายินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลยให้แก่จำเลยตามที่จำเลยแจ้งไปจนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป ข้อความดังกล่าวมีความหมายที่แสดงถึงเจตนาของคู่สัญญาว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมให้จำเลยแจ้งให้หน่วยงานต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินที่ถึงกำหนดจ่ายให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลย อันเป็นการตกลงยินยอมตามบทบัญญัติในมาตรา 42/1 แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 โจทก์ทั้งสองย่อมต้องถูกผูกพันตามข้อตกลงในหนังสือยินยอมดังกล่าว จึงไม่อาจอ้างสิทธิเกี่ยงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อยกเว้นข้อผูกพันที่ได้ยินยอมไว้ได้ และ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แตกต่างจากบทบัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่) อันมีเจตนาบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้สามารถลุล่วงไปได้ มีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่) การที่จำเลยจะมีสิทธิแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่จึงต้องพิจารณาเงื่อนไขไปตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง ผู้กู้ที่โจทก์ทั้งสองค้ำประกันเริ่มผิดนัดครั้งแรกและมิได้ชำระหนี้แต่ละงวดจนครบตั้งแต่ก่อนปี 2560 และก่อนที่จำเลยจะเริ่มหักเงินเดือนจากโจทก์ทั้งสองในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองมีหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินโจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง แล้ว ประกอบกับมาตรา 42/1 มิได้บัญญัติว่าการแจ้งให้หักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นจำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ทั้งสองก่อน จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบก่อนที่จะแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงิน ดังนั้น จำเลยย่อมอาศัยข้อตกลงตามหนังสือยินยอมหักเงินได้แจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันตามการค้ำประกันได้ การหักเงินของจำเลยจึงเป็นการหักเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่ลาภมิควรได้ที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเรียกคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 132,881.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 118,278.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองรับราชการในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ (สพม.42) โจทก์ทั้งสองและนางสาววิลาวัณย์หรือศรัญญา เป็นสมาชิกของจำเลย เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 นางสาววิลาวัณย์หรือศรัญญาทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลย 2,100,000 บาท มีโจทก์ทั้งสองกับพวกรวมห้าคนเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยแจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ (สพม.42) ดำเนินการหักเงินของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันเพื่อชำระหนี้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2564 โดยจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบก่อน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า เงินของโจทก์ทั้งสองที่จำเลยแจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ (สพม.42) หักไว้นั้นเป็นลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองสมัครใจทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของนางสาววิลาวัณย์หรือศรัญญา โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ กับยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688, 689, 690 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ และเมื่อพิจารณาหนังสือยินยอมหักเงินได้ตามความในมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 ที่โจทก์ทั้งสองทำให้จำเลยไว้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2556 เช่นกัน ระบุว่า โจทก์ทั้งสองขอแสดงเจตนายินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายแก่โจทก์ทั้งสอง เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลยให้แก่จำเลยตามที่จำเลยแจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป ข้อความดังกล่าวมีความหมายที่แสดงถึงเจตนาของคู่สัญญาว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมให้จำเลยแจ้งให้หน่วยงานต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินที่ถึงกำหนดจ่ายให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลย อันเป็นการตกลงยินยอมตามบทบัญญัติในมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 โจทก์ทั้งสองย่อมต้องถูกผูกพันตามข้อตกลงในหนังสือยินยอมดังกล่าว จึงไม่อาจอ้างสิทธิเกี่ยงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อยกเว้นข้อผูกพันตามที่ได้ยินยอมไว้ได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า หลังจากผู้กู้ผิดนัดครั้งแรกจำเลยยอมให้ผู้กู้ผ่อนชำระมาโดยตลอดจึงไม่ถือว่าผู้กู้ผิดนัด ทั้งจำเลยไม่เคยมีหนังสือบอกกล่าวโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 จึงไม่มีสิทธิหักเงินโจทก์ทั้งสอง นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อสมาชิกได้ทำความยินยอมเป็นหนังสือไว้กับสหกรณ์ ให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐ หรือนายจ้างในสถานประกอบการ หรือหน่วยงานอื่นที่สมาชิกปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายแก่สมาชิกนั้น เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์ ให้แก่สหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป ให้หน่วยงานนั้นหักเงินดังกล่าวและส่งเงินที่หักไว้นั้นให้แก่สหกรณ์โดยพลัน" ซึ่งบัญญัติไว้แตกต่างจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 (ใหม่) อันมีเจตนาบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้สามารถลุล่วงไปได้ มีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 (ใหม่) การที่จำเลยจะมีสิทธิแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่จึงต้องพิจารณาเงื่อนไขไปตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้กู้ที่โจทก์ทั้งสองค้ำประกันเริ่มผิดนัดครั้งแรกและมิได้ชำระหนี้แต่ละงวดจนครบตั้งแต่ก่อนปี 2560 และก่อนที่จำเลยจะเริ่มหักเงินเดือนจากโจทก์ทั้งสองในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองมีหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินโจทก์ทั้งสองได้ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง แล้ว ประกอบกับมาตรา 42/1 มิได้บัญญัติว่าการแจ้งให้หักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นจำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ทั้งสองก่อน จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบก่อนที่จะแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงิน ดังนั้น จำเลยย่อมอาศัยข้อตกลงตามหนังสือยินยอมหักเงินได้แจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันตามการค้ำประกันได้ การหักเงินของจำเลยจึงเป็นการหักเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่ลาภมิควรได้ที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเรียกคืนได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประเด็นอื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 686 ม. 688 ม. 689 ม. 690
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น. กับพวก
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ ครู น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นางอาลดา จรรยาทรัพย์กิจ บุรพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเอกชัย มณีรัตนโรจน์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ แน่นหนา
จักรพันธ์ สอนสุภาพ
วิไลวรรณ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672/2569
#726511
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน และนำเอาอาวุธปืนที่มีอนุภาพร้ายแรงติดตัวมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 จอดรถจักรยานยนต์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด กระสุนถูกผนังบ้านทะลุเข้าไปในตัวบ้านและอยู่ในระดับคอคน จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใดเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและได้นำบุตรชายไปฝากญาติไว้ ขณะเกิดเหตุจึงไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านกรณีจึงเป็นเรื่องบังเอิญ การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว และการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกับพวกมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการตระเตรียมจัดหารถจักรยานยนต์และอาวุธปืนเพื่อนำไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยมีการนัดให้จำเลยทั้งสองไปเอาอาวุธปืนยังสถานที่ซ่อนไว้เป็นขั้นเป็นตอน ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พนักงานสอบสวนมิได้สอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความต้องการทนายความหรือไม่ จึงมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นฎีกาได้ เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นมีระวางโทษสูงสุดเพียงจำคุกตลอดชีวิต และปรากฏตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาที่ 1 ว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบ และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่จำเลยที่ 1 ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ และไม่ประสงค์ให้ผู้อื่นใดร่วมฟังการสอบสวน แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 สละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีนี้มีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง พนักงานสอบสวนจึงทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22, 32, 33, 58, 80, 83, 91, 92, 94, 288, 289, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 761/2566 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 499/2565 ของศาลแขวงตรัง เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ บวกโทษ และนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบท มาตรา 80) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่สามารถเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ในฐานนี้ได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 9 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน บวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 499/2565 ของศาลแขวงตรัง เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 25 ปี 13 เดือน โดยให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 761/2566 และของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนและกระสุนปืนตามฟ้องที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวยิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของนางสาวณัฐพัชร์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายฉัตรชัย ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นสามีภริยากันกับบุตรชาย 1 คน หลายนัด แต่ในขณะนั้นผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางในสวนยางพาราซึ่งอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร และนำบุตรชายไปอยู่บ้านของมารดาผู้เสียหายที่ 1 กระสุนปืนถูกผนังข้างประตูหน้าบ้าน ทะลุผ่านเข้าไปถูกบริเวณประตูตู้เสื้อผ้าและผนังปูนภายในตัวบ้าน และยังถูกรถกระบะของผู้เสียหายทั้งสองที่จอดอยู่ข้างบ้านเกิดเหตุได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดปลอกกระสุนปืน 5 ปลอก และหมอนกระสุนปืน 1 อัน เป็นของกลาง สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ในส่วนของจำเลยที่ 1 และความผิดทั้งหมดของจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นจำคุก 3 เดือน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกา ขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านเกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่ผู้เสียหายทั้งสองพักอาศัยอยู่กับบุตรเป็นประจำ เพียงแต่ในขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและนำบุตรไปฝากไว้ที่บ้านมารดาของผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่มีผู้ใดถูกยิง และได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทปรีชาพยานโจทก์ว่า หลังจากพยานได้รับแจ้งเหตุดังกล่าวจากผู้เสียหายทั้งสองจึงได้สืบสวนทราบว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อเหตุในคดีนี้และได้เรียกตัวจำเลยทั้งสองซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดตรังมาสอบปากคำ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และได้นำจำเลยทั้งสองไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพพร้อมทั้งจัดทำรายงานสืบสวน ต่อมาว่าที่พันตำรวจตรีสุพจน์พงษ์ พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวน จำเลยทั้งสองก็ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองได้รับการว่าจ้างจากนายเชย โดยนายเชยตกลงให้ค่าจ้างแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท ซึ่งก่อนเกิดเหตุมีข้อความส่งมาทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ให้ไปยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยนายพีรพัฒน์หรือเคนได้มอบรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 ไว้ใช้ขับไปก่อเหตุ ส่วนอาวุธปืนให้ไปเอาที่จุดนัดพบ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายและถืออาวุธปืนเดินทางไปบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปทางบ้านที่เกิดเหตุ 5 นัด จากนั้นจำเลยทั้งสองก็ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังได้เขียนคำรับสารภาพด้วยลายมือของตนเองคนละฉบับแต่มีข้อความทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายไปเอาอาวุธปืนลูกซองที่นายพีรพัฒน์หรือเคนได้นำเอามาซ่อนไว้ที่ข้างเสาไฟฟ้าริมถนนหมู่บ้านไร่ออกเพื่อให้นำไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากที่ได้อาวุธปืนแล้วจำเลยที่ 1 ก็ขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงหน้าบ้านจำเลยที่ 1 หยุดรถแล้วจำเลยที่ 2 ก็ใช้อาวุธปืนลูกซองที่นำมายิงไปที่หน้าบ้านที่เกิดเหตุหลายนัด จากนั้นก็พากันนำอาวุธไปไว้ที่เสาไฟฟ้าดังเดิมเพื่อให้นายพีรพัฒน์หรือเคนเอาไปเก็บ แล้วจำเลยทั้งสองก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เมื่อพิจารณาลักษณะสภาพบ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวไม่มีรั้ว และมีรถกระบะจอดอยู่ข้างบ้านซึ่งอยู่ติดกับตัวบ้าน บ้านที่เกิดเหตุตั้งอยู่บนเนินดินสูงกว่าระดับถนนและล้อมรอบด้วยสวนยางพารา มีร่องรอยกระสุนปืนยิงทะลุเข้าไปในบ้านถูกตู้เสื้อผ้าไม้ 1 จุด รอยกระสุนปืนดังกล่าวอยู่ในระดับช่วงคอของผู้เสียหายที่ 1 และที่ขอบผนังปูนติดกับประตูบ้านอีก 1 จุด ส่วนที่บริเวณข้างนอกบ้านพบรอยกระสุนปืนที่รถกระบะและประตูด้านหน้าบ้าน ซึ่งก็สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 2 และร้อยตำรวจโทปรีชาที่เบิกความยืนยันว่า จากการตรวจสอบพบกระสุนปืนถูกประตูรถกระบะ 1 เม็ด แต่แฉลบเป็นรอยเสียหาย 3 รอย และถูกที่บริเวณประตูหน้าบ้านกระสุนปืนทะลุไปถูกประตูครัวด้านหลังและมีกระสุนปืนทะลุตู้เสื้อผ้า ร่องรอยกระสุนปืนที่พบภายในบ้านมีระดับความสูงช่วงบริเวณหน้าอกและคอ และมีปลอกกระสุนปืนลูกซองตกอยู่บริเวณถนนห่างจากหน้าบ้านประมาณ 10 ถึง 20 เมตร จำนวน 5 ปลอก คาดว่าน่าจะมีการยิงอย่างน้อย 5 นัด พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน และนำเอาอาวุธปืนติดตัวมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็จอดรถจักรยานยนต์จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุทันทีอย่างน้อย 5 นัด การที่จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนซึ่งโดยสภาพเป็นอาวุธปืนที่มีอนุภาพร้ายแรง ยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด กระสุนถูกผนังบ้านทะลุเข้าไปในตัวบ้านและยังถูกรถกระบะที่จอดอยู่ที่ข้างบ้านด้วยนั้น จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใดเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและได้นำบุตรชายไปฝากญาติไว้ขณะเกิดเหตุจึงไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านกรณีจึงเป็นเรื่องบังเอิญ กระสุนปืนที่จำเลยทั้งสองยิงเข้าไปในบริเวณบ้านสามารถทะลุผนังคอนกรีตเข้าไปในบ้านได้และอยู่ในระดับคอคน ย่อมสามารถทำอันตรายให้ถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว การที่จำเลยทั้งสองตระเตรียมอาวุธปืนเพื่อใช้ในการกระทำความผิดมาล่วงหน้าและขับรถจักรยานยนต์ตรงไปยังบ้านที่เกิดเหตุตามที่ได้รับคำสั่งมา ซึ่งเมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็จอดรถจักรยานยนต์ เพื่อให้จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนที่เตรียมมายิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุทันที แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้วางแผนติดตามดักรอผู้เสียหายทั้งสองก่อนกระทำการดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการตระเตรียมจัดหารถจักรยานยนต์และอาวุธปืนเพื่อนำไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยมีการนัดให้จำเลยที่ 1 กับพวกไปเอาอาวุธปืนยังสถานที่ซ่อนไว้เป็นขั้นเป็นตอน กรณีดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นพนักงานสอบสวนมิได้สอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความต้องการทนายความหรือไม่ กรณีจึงเป็นการที่พนักงานสอบสวนมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นฎีกาได้ เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) มีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว การพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต ดังนั้น ในส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นมีระวางโทษสูงสุดได้เพียงสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต เมื่อลดโทษประหารชีวิตลงหนึ่งในสาม จึงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ประกอบมาตรา 52 (1) ในกรณีดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ปรากฏตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาที่ 1 ว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบ และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่จำเลยที่ 1 ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ และไม่ประสงค์ให้ผู้อื่นใดร่วมฟังการสอบสวน แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 สละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีนี้มีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้จัดหาทนายความให้ตามคำให้การดังกล่าว จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต้องระวางโทษประหารชีวิต เมื่อเป็นการพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วน เท่ากับลดมาตราส่วนโทษลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) โทษที่จะลงคือ โทษจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งต้องเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ก่อน เมื่อคำนวณแล้วคงเหลือโทษจำคุก 25 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วลดโทษกึ่งหนึ่งคงเหลือจำคุก 25 ปี จึงเป็นการลงโทษที่ต่ำที่สุดแล้วไม่อาจลดโทษต่ำกว่านี้ได้อีก ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 134/1 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายปภณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
พนารัตน์ คิดจิตต์
ธารทิพย์ จงจักรพันธ์
วิภา ลีลาวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2569
#727219
เปิดฉบับเต็ม

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.45/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในคดีนี้ และบังคับล่อลวงให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก แล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปผู้เสียหายในขณะเปลือยกายและไม่สวมใส่เสื้อผ้าหลายรูป จำเลยครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กของผู้เสียหายไว้ โดยเก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ต่อมาจำเลยส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวผ่านช่องทางโปรแกรมเมสเซนเจอร์หลายรูป ไปให้บุคคลอื่นหลายครั้ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหายโดยจำเลยข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายกลับไปคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิม หากผู้เสียหายไม่ยอมกลับไปคืนดี จำเลยจะนำภาพโป๊เปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยได้ถ่ายไว้และมีไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นไปเผยแพร่ประจานในเฟซบุ๊ก แม้โจทก์จะแยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นสองคดีเป็นความผิดคนละฐานความผิดและเกิดขึ้นต่างวันและเวลากัน แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองคดีเป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน และมูลเหตุคดีนี้มาจากการกระทำอันเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ในความผิดฐานส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิมตามที่จำเลยได้ข่มขู่ผู้เสียหายไว้ การกระทำของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน และเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาต่อเนื่องเชื่อมโยงกับในคดีก่อน ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว ดังนั้น เมื่อการกระทำตามฟ้องศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยซอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 309 และนับโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ว่า พนักงานสอบสวนและผู้เสียหายได้ใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยในเรื่องนี้เป็นคดีดังกล่าวแล้ว และได้บรรยายข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยอาศัยเหตุข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแก่จำเลยแล้ว หากแต่โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างความผิดต่อกฎหมายและบทมาตราที่จะขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 309 ซึ่งสามารถทำได้ในคราวที่ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีดังกล่าว และในชั้นสอบคำให้การจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นำสืบก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดตามที่โจทก์กล่าวอ้างในสำนวนนี้ล้วนแต่มีเหตุอาศัยเจตนาเดียวกันของจำเลยที่ได้กระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว จึงต้องห้ามมิให้โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 เพราะหากจะให้โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยเข้ามาอีกย่อมจะทำให้จำเลยถูกดำเนินคดีในเรื่องเดียวกันสองครั้งอันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย และเป็นแนวทางให้เจ้าพนักงานของรัฐแยกดำเนินคดีกับจำเลยในเรื่องเดียวกันในแต่ละกระทงความผิดอันเป็นสร้างภาระการต่อสู้คดีให้แก่จำเลย จึงให้ยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามข่มขืนใจเป็นอันระงับไปหรือไม่ เห็นว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.45/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในคดีนี้ และบังคับล่อลวงให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก แล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปผู้เสียหายในขณะเปลือยกายและไม่สวมใส่เสื้อผ้าหลายรูป จำเลยครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กของผู้เสียหายไว้ โดยเก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ต่อมาจำเลยส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวผ่านช่องทางโปรแกรมเมสเซนเจอร์หลายรูป ไปให้บุคคลอื่นหลายครั้ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหาย โดยจำเลยข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายกลับไปคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิม หากผู้เสียหายไม่ยอมกลับไปคืนดี จำเลยจะนำภาพโป๊เปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยได้ถ่ายไว้และมีไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ไปเผยแพร่ประจานในเฟซบุ๊ก แม้โจทก์จะแยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นสองคดีเป็นความผิดคนละฐานความผิดและเกิดขึ้นต่างวันและเวลากัน แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองคดีเป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน และมูลเหตุคดีนี้มาจากการกระทำอันเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ในความผิดฐานส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิมตามที่จำเลยได้ข่มขู่ผู้เสียหายไว้และเมื่อจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับคดีแรกและจากการสอบสวนโจทก์ก็ต้องทราบพฤติการณ์ตั้งแต่นั้นแล้วถึงการกระทำความผิดดังกล่าวที่กระทำโดยเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน และเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาต่อเนื่องเชื่อมโยงกับในคดีก่อน ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว ดังนั้น เมื่อการกระทำตามฟ้องศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพะเยา — นายวรเกียรติ นวลสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ ขันทอง
อริยะ นาวินธรรม
ชารียา หมวดคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2569
#729800
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว จ. ผู้จัดการมรดกของนาย ร. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นราคาที่ดินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระให้นาย ร. เป็นเงิน 5,000,000 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 เมื่อจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารแล้วจำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารเท็จดังกล่าวจึงลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน กับให้จำเลยชำระเงิน 5,000,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม), 268 วรรคแรก ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานรวม 2 กระทง กับฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 (เดิม) มีโทษเท่ากัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 กับให้จำเลยชำระเงิน 4,800,000 บาท ให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นได้ว่า นางสาว จ. ผู้ร้อง กับนาย ร. ผู้เสียหาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างประเภทอาคารพาณิชย์ จากนาย ร. ผู้เสียหาย ในราคา 6,000,000 บาท ในวันทำสัญญาจำเลยชำระเงินมัดจำ 200,000 บาท และวันที่ 4 มิถุนายน 2556 ชำระอีก 300,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 และ 29 ธันวาคม 2557 ผู้ร้องได้รับชำระเงินค่าที่ดินตามสัญญาจำนวน 100,000 บาท และ 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มีการออกโฉนดที่ดินเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2557 จำเลยแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอก ช. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย ว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ของจำเลยสูญหายไป ร้อยตำรวจเอก ช. มอบหมายให้ร้อยตำรวจตรี ส. ตำแหน่งเสมียนประจำวัน บันทึกข้อความลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย วันเดียวกันจำเลยนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย โดยให้ถ้อยคำต่อนางสาว ส. และนางสาว น. เจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อบันทึกในคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดิน ประเภทออกใบแทน (กรณีสูญหาย) คำขอใบแทนโฉนดที่ดินกรณีสูญหาย บันทึกถ้อยคำผู้ขอเรื่องออกใบแทน และประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 มีการออกใบแทนโฉนดที่ดิน และเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยโอนขายให้แก่นางสาว ร. ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2559 ผู้เสียหายทราบเรื่องดังกล่าวจากการไปตรวจสอบโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย จึงแจ้งความให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีกับจำเลย เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการของผู้ตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โจทก์มีผู้ร้องเบิกความได้ความว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ที่บ้านของผู้ร้อง จำเลยมากับน้องของสามีชื่อ ก. ส่วนผู้ร้องอยู่กับผู้ตายและนาย ว. สามีผู้ร้อง ผู้ร้องรู้เห็นและลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา จำเลยตกลงวางเงินมัดจำ 200,000 บาท และในวันที่ 4 มิถุนายน 2556 อีก 300,000 บาท ให้ออกโฉนดที่ดินอาคารพาณิชย์เป็นชื่อจำเลย เพื่อความสะดวกในการนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อจำเลย โดยผู้ตายเก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ ต่อมาผู้ร้องทราบจากผู้ตายว่า โฉนดที่ดินถูกเปลี่ยนมือเป็นชื่อของคนอื่นแล้ว โดยจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหาย แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดิน และพันตำรวจโท ย. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย เบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 พันตำรวจตรี ช. แจ้งพยานว่าจำเลยมาพบพันตำรวจตรี ช. เพื่อขอลงรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายแล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน และในวันเดียวกันผู้ตายได้นำต้นฉบับโฉนดที่ดินมาแสดงต่อพยาน พยานจึงสอบคำให้การทั้งสองคนไว้โดยพันตำรวจตรี ช. เป็นผู้กล่าวหาที่ 1 จากนั้นพยานมีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย และสอบคำให้การนาย ธ. ผู้รับมอบอำนาจหัวหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย เป็นผู้กล่าวหาที่ 2 พยานออกหมายเรียกจำเลยแต่จำเลยไม่มา จึงขอออกหมายจับ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ตามหมายจับ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้ร้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ตายได้ความตรงกันว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ จำเลยกับผู้ตายตกลงให้ออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารพาณิชย์เป็นชื่อของจำเลย เพื่อนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน และต่อมามีการออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารพาณิชย์ที่ตกลงจะซื้อขายเป็นโฉนดเลขที่ 49754 โดยผู้ตายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ และได้นำไปแสดงต่อพันตำรวจโท ย. จำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือตั้งแต่ปลายปี 2558 ซึ่งโจทก์มีพันตำรวจโท ย. มาเบิกความรับรองการสอบคำให้การผู้ตาย และผู้ตายได้นำโฉนดที่ดินมามอบให้พยานไว้ดำเนินคดี พันตำรวจโท ย. เป็นเจ้าพนักงาน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ย่อมจะต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามหน้าที่ ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลย ทั้งคำเบิกความและคำให้การดังกล่าวสอดคล้องกับสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยกับผู้ตายตกลงจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ซึ่งปลูกสร้างในโฉนดที่ดินเลขที่ 7521 โดยมีข้อตกลงในเรื่องที่จำเลยชำระเงินมัดจำบางส่วน และส่วนที่เหลือไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน น่าเชื่อว่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารพาณิชย์ตามที่ตกลงจะซื้อขายเป็นส่วนหนึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ 7521 ซึ่งเป็นที่ดินของโครงการที่ยังไม่มีการแบ่งแยก ต่อมาได้มีการแบ่งแยกที่ดินของอาคารพาณิชย์ที่ตกลงจะซื้อขายเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 และหลังจากทำสัญญาจะซื้อขายผู้ตายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ไว้ ดังนั้นแม้ไม่ปรากฏหลักฐานในการรับโฉนดที่ดิน หรือสัญญาจะซื้อขายทำที่บ้านของผู้ร้องและไม่ปรากฏข้อตกลงเรื่องการออกโฉนดเป็นชื่อจำเลยแล้วให้ผู้ตายเก็บรักษาไว้ ก็ไม่เป็นพิรุธทำให้ไม่น่าเชื่อถือหรือสงสัยว่ามีการทำสัญญาจะซื้อขายโดยมีข้อตกลงดังกล่าวกันไว้หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ได้ความว่า จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนาย อ. ตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2560 ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทราบจากนาย อ. ว่าโฉนดที่ดินที่ขอออกใบแทนโฉนดเป็นโฉนดที่ดินที่ตกลงจะซื้อขายกัน ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายเป็นผู้จะซื้อและจะต้องนำเอาโฉนดที่ดินไปเป็นหลักประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาชำระราคาส่วนที่เหลือ ประกอบกับตามคำให้การของผู้ตายได้ความว่าหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระราคาส่วนที่เหลือ ผู้ตายทวงถามแต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ซึ่งคดีนี้เหตุเกิดเมื่อปี 2557 จำเลยกับนาย อ. ยังอยู่กินฉันสามีภริยากัน และเมื่อได้รับใบแทนโฉนดแล้วจำเลยก็นำไปจดทะเบียนจำนอง และไถ่ถอนจำนองแล้วโอนขาย แม้นางสาว จ. กับนาย ว. ไม่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน และนาย ว. ไม่ได้มาเบิกความต่อศาล ก็เป็นเรื่องดุลพินิจในการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน และในชั้นพิจารณานางสาว จ. มาเบิกความเป็นพยานแล้ว ไม่ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักลดน้อยลงไปและเป็นพิรุธหรือน่าสงสัย ดังนั้น พฤติการณ์เชื่อได้ว่าขณะที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายแล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน จำเลยทราบว่ายังไม่มีการชำระราคาที่ดินครบถ้วนให้แก่ผู้ตาย และโฉนดที่ดินอยู่ที่ผู้ตาย จำเลยจึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดหาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่ ที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานที่ได้ความว่า หลังจากทำสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขอกู้เงินจากธนาคารในวงเงิน 6,000,000 บาท แต่ไม่ผ่านเนื่องจากราคาซื้อขายอาคารพาณิชย์หลังอื่นมีราคาเพียง 3,600,000 ถึง 3,800,000 บาท เท่านั้น ก่อนเกิดเหตุ นาย อ. บอกว่าชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้วแต่โฉนดที่ดินสูญหาย และนาย อ. พาจำเลยไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงรายเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ก็มีแต่คำเบิกความของจำเลยประกอบภาพถ่ายอาคารพาณิชย์ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน และเพิ่งยกขึ้นมาอ้างในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีโดยมีวัตถุประสงค์นำไปใช้หรืออ้างเป็นพยานหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ซึ่งเอกสารที่เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินบันทึกไว้เป็นเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สำนักงานและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ผู้อื่นหรือประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ผู้ร้องมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กรณีที่ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ในโฉนดที่ดินต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้ เมื่อตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ตายได้ความว่าจำเลยยังคงค้างชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามสัญญาจะซื้อขายเป็นเงิน 4,800,000 บาท ส่วนจำเลยมีแต่คำเบิกความของจำเลยว่าราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์มีราคาไม่ถึง 6,000,000 บาท ตามที่ตกลงกันตามสัญญาจะซื้อขาย แต่ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ 4,800,000 บาท เหมาะสมแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางโทษจำเลยจำคุก 6 เดือน ก่อนลดโทษ ทั้งยังลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นับว่าเหมาะสมแก่สภาพความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว และการที่จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจกับเจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการและใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดนั้น ทำให้จำเลยได้รับใบแทนโฉนดที่ดิน แล้วนำไปโอนขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่บุคคลอื่น โดยยังไม่มีการชำระราคา 4,800,000 บาท ให้แก่ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้รู้สึกถึงความผิดและบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตน เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด แม้จะเป็นการลงโทษจำคุกในระยะสั้น ก็ทำให้จำเลยหลาบจำและเป็นการปรามผู้อื่นมิให้กระทำผิดเช่นเดียวกับจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในส่วนคดีอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา ผู้ร้องจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่ง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 267 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงราย
ผู้ร้อง — นางสาว จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร.
จำเลย — นางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงราย — นายเกริก ตรีนุชกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุระ อนันต์สุขเสรี
ชื่อองค์คณะ
ระบิล จันทรภิรมย์
สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
มาลี เตชะจันตะ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2569
#727222
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวจิรา ผู้จัดการมรดกของนายเจริญ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นราคาที่ดินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระให้นายเจริญเป็นเงิน 5,000,000 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 เมื่อจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารแล้วจำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารเท็จดังกล่าวจึงลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน กับให้จำเลยชำระเงิน 5,000,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม), 268 วรรคแรก ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานรวม 2 กระทง กับฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 (เดิม) มีโทษเท่ากัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 กับให้จำเลยชำระเงิน 4,800,000 บาท ให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นได้ว่า นางสาวจิรา ผู้ร้อง กับนายเจริญ ผู้เสียหาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างประเภทอาคารพาณิชย์ จากนายเจริญ ผู้เสียหาย ในราคา 6,000,000 บาท ในวันทำสัญญาจำเลยชำระเงินมัดจำ 200,000 บาท และวันที่ 4 มิถุนายน 2556 ชำระอีก 300,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 และ 29 ธันวาคม 2557 ผู้ร้องได้รับชำระเงินค่าที่ดินตามสัญญาจำนวน 100,000 บาท และ 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มีการออกโฉนดที่ดินเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2557 จำเลยแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกชนาวิญ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย ว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ของจำเลยสูญหายไป ร้อยตำรวจเอกชนาวิญมอบหมายให้ร้อยตำรวจตรีสมศักดิ์ ตำแหน่งเสมียนประจำวัน บันทึกข้อความลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย วันเดียวกันจำเลยนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย โดยให้ถ้อยคำต่อนางสาวสายสุนีย์ และนางสาวกนกกาญจน์ เจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อบันทึกในคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดิน ประเภทออกใบแทน (กรณีสูญหาย) คำขอใบแทนโฉนดที่ดินกรณีสูญหาย บันทึกถ้อยคำผู้ขอเรื่องออกใบแทน และประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 มีการออกใบแทนโฉนดที่ดิน และเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยโอนขายให้แก่นางสาวรัชฎาภรณ์ ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2559 ผู้เสียหายทราบเรื่องดังกล่าวจากการไปตรวจสอบโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย จึงแจ้งความให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีกับจำเลย เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการของผู้ตาย ตามเอกสารท้ายคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2565 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โจทก์มีผู้ร้องเบิกความได้ความว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ที่บ้านของผู้ร้อง จำเลยมากับน้องของสามีชื่อกิ๊ก ส่วนผู้ร้องอยู่กับผู้ตายและนายวัฒนา สามีผู้ร้อง ผู้ร้องรู้เห็นและลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา จำเลยตกลงวางเงินมัดจำ 200,000 บาท และในวันที่ 4 มิถุนายน 2556 อีก 300,000 บาท ให้ออกโฉนดที่ดินอาคารพาณิชย์เป็นชื่อจำเลย เพื่อความสะดวกในการนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อจำเลย โดยผู้ตายเก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ ต่อมาผู้ร้องทราบจากผู้ตายว่า โฉนดที่ดินถูกเปลี่ยนมือเป็นชื่อของคนอื่นแล้ว โดยจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหาย แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดิน และพันตำรวจโทวิชัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย เบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 พันตำรวจตรีชนาวิญ แจ้งพยานว่าจำเลยมาพบพันตำรวจชนาวิญเพื่อขอลงรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายแล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน และในวันเดียวกันผู้ตายได้นำต้นฉบับโฉนดที่ดินมาแสดงต่อพยาน พยานจึงสอบคำให้การทั้งสองคนไว้โดยพันตำรวจตรีชนาวิญ เป็นผู้กล่าวหาที่ 1 จากนั้นพยานมีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย และสอบคำให้การนายธนดล ผู้รับมอบอำนาจหัวหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย เป็นผู้กล่าวหาที่ 2 พยานออกหมายเรียกจำเลยแต่จำเลยไม่มา จึงขอออกหมายจับ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ตามหมายจับ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้ร้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ตายได้ความตรงกันว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ จำเลยกับผู้ตายตกลงให้ออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารพาณิชย์เป็นชื่อของจำเลย เพื่อนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน และต่อมามีการออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารพาณิชย์ที่ตกลงจะซื้อขายเป็นโฉนดเลขที่ 49754 โดยผู้ตายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ และได้นำไปแสดงต่อพันตำรวจโทวิชัย จำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือตั้งแต่ปลายปี 2558 ซึ่งโจทก์มีพันตำรวจโทวิชัยมาเบิกความรับรองการสอบคำให้การผู้ตาย และผู้ตายได้นำโฉนดที่ดินมามอบให้พยานไว้ดำเนินคดี พันตำรวจโทวิชัยเป็นเจ้าพนักงาน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ย่อมจะต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามหน้าที่ ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลย ทั้งคำเบิกความและคำให้การดังกล่าวสอดคล้องกับสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยกับผู้ตายตกลงจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ซึ่งปลูกสร้างในโฉนดที่ดินเลขที่ 7521 โดยมีข้อตกลงในเรื่องที่จำเลยชำระเงินมัดจำบางส่วน และส่วนที่เหลือไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน น่าเชื่อว่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารพาณิชย์ตามที่ตกลงจะซื้อขายเป็นส่วนหนึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ 7521 ซึ่งเป็นที่ดินของโครงการที่ยังไม่มีการแบ่งแยก ต่อมาได้มีการแบ่งแยกที่ดินของอาคารพาณิชย์ที่ตกลงจะซื้อขายเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 และหลังจากทำสัญญาจะซื้อขายผู้ตายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ไว้ ดังนั้นแม้ไม่ปรากฏหลักฐานในการรับโฉนดที่ดิน หรือสัญญาจะซื้อขายทำที่บ้านของผู้ร้องและไม่ปรากฏข้อตกลงเรื่องการออกโฉนดเป็นชื่อจำเลยแล้วให้ผู้ตายเก็บรักษาไว้ ก็ไม่เป็นพิรุธทำให้ไม่น่าเชื่อถือหรือสงสัยว่ามีการทำสัญญาจะซื้อขายโดยมีข้อตกลงดังกล่าวกันไว้หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ได้ความว่า จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายอิทธิพัทธ์ ตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2560 ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทราบจากนายอิทธิพัทธ์ว่าโฉนดที่ดินที่ขอออกใบแทนโฉนดเป็นโฉนดที่ดินที่ตกลงจะซื้อขายกัน ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายเป็นผู้จะซื้อและจะต้องนำเอาโฉนดที่ดินไปเป็นหลักประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาชำระราคาส่วนที่เหลือ ประกอบกับตามคำให้การของผู้ตายได้ความว่าหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระราคาส่วนที่เหลือ ผู้ตายทวงถามแต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ซึ่งคดีนี้เหตุเกิดเมื่อปี 2557 จำเลยกับนายอิทธิพัทธ์ยังอยู่กินฉันสามีภริยากัน และเมื่อได้รับใบแทนโฉนดแล้วจำเลยก็นำไปจดทะเบียนจำนอง และไถ่ถอนจำนองแล้วโอนขาย แม้นางสาวจิรากับนายวัฒนาไม่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน และนายวัฒนาไม่ได้มาเบิกความต่อศาล ก็เป็นเรื่องดุลพินิจในการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน และในชั้นพิจารณานางสาวจิรามาเบิกความเป็นพยานแล้ว ไม่ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักลดน้อยลงไปและเป็นพิรุธหรือน่าสงสัย ดังนั้น พฤติการณ์เชื่อได้ว่าขณะที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายแล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน จำเลยทราบว่ายังไม่มีการชำระราคาที่ดินครบถ้วนให้แก่ผู้ตาย และโฉนดที่ดินอยู่ที่ผู้ตาย จำเลยจึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดหาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่ ที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานที่ได้ความว่า หลังจากทำสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขอกู้เงินจากธนาคารในวงเงิน 6,000,000 บาท แต่ไม่ผ่านเนื่องจากราคาซื้อขายอาคารพาณิชย์หลังอื่นมีราคาเพียง 3,600,000 ถึง 3,800,000 บาท เท่านั้น ก่อนเกิดเหตุ นายอิทธิพัทธ์บอกว่าชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้วแต่โฉนดที่ดินสูญหาย และนายอิทธิพัทธ์พาจำเลยไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงรายเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ก็มีแต่คำเบิกความของจำเลยประกอบภาพถ่ายอาคารพาณิชย์ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน และเพิ่งยกขึ้นมาอ้างในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีโดยมีวัตถุประสงค์นำไปใช้หรืออ้างเป็นพยานหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ซึ่งเอกสารที่เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินบันทึกไว้เป็นเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สำนักงานและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ผู้อื่นหรือประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ผู้ร้องมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กรณีที่ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ในโฉนดที่ดินต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้ เมื่อตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ตายได้ความว่าจำเลยยังคงค้างชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามสัญญาจะซื้อขายเป็นเงิน 4,800,000 บาท ส่วนจำเลยมีแต่คำเบิกความของจำเลยว่าราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์มีราคาไม่ถึง 6,000,000 บาท ตามที่ตกลงกันตามสัญญาจะซื้อขาย แต่ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ 4,800,000 บาท เหมาะสมแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางโทษจำเลยจำคุก 6 เดือน ก่อนลดโทษ ทั้งยังลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นับว่าเหมาะสมแก่สภาพความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว และการที่จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจกับเจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการและใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดนั้น ทำให้จำเลยได้รับใบแทนโฉนดที่ดิน แล้วนำไปโอนขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่บุคคลอื่น โดยยังไม่มีการชำระราคา 4,800,000 บาท ให้แก่ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้รู้สึกถึงความผิดและบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตน เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด แม้จะเป็นการลงโทษจำคุกในระยะสั้น ก็ทำให้จำเลยหลาบจำและเป็นการปรามผู้อื่นมิให้กระทำผิดเช่นเดียวกับจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในส่วนคดีอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา ผู้ร้องจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่ง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 267 (เดิม) ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงราย
ผู้ร้อง — นางสาว จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร.
จำเลย — นางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงราย — นายเกริก ตรีนุชกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุระ อนันต์สุขเสรี
ชื่อองค์คณะ
ระบิล จันทรภิรมย์
สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
มาลี เตชะจันตะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 737/2569
#725658
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิเคราะห์ฎีกาของโจทก์แล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และไม่อนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 และมาตรา 221 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 คดีโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 264, 268 และ 341 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 6,130.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิเคราะห์ฎีกาของโจทก์แล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และไม่อนุญาตให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 และมาตรา 221 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 คดีโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220 ม. 221
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายนครรินทร์ ปกรณ์วณิชชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย
ชื่อองค์คณะ
เผด็จ ชมพานิชย์
ยุพา วงศ์ทองทิว
อนุรักษ์ บุญนิธี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2569
#727221
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่า การนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมาฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิจารณาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติว่า "เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมแก่เด็กหรือเยาวชนนั้นไม่ว่าในทางใด ๆ เว้นแต่เป็นการใช้ประกอบดุลพินิจของศาลเพื่อกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน หากมีการฝ่าฝืนให้ศาลสั่งระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือเพิกถอนการกระทำนั้น..." จะเห็นได้ว่าเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนโดยห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้ไม่ใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนที่จะต้องนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่ใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนมาใช้บังคับ ทั้งการที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษไว้หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไปก็มีบทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา 56 ให้ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงอายุประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา... ของจำเลยได้ ดังนั้น ศาลจึงนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยซึ่งเป็นประวัติและความประพฤติที่ผ่านมาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจในการที่จะรอหรือไม่รอการลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจ จึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 8,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ส่วนคำขอให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายแถลงว่าได้รับเงินคืนจากจำเลยเรียบร้อยแล้ว จึงให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายสรุปความได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 จำเลยบรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้เงินคืนจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหาย ประกอบอาชีพโดยสุจริต และตั้งใจแก้ไขพฤติกรรมจะไม่กระทำความผิดซ้ำอีก ขอให้รอการลงโทษจำคุก และฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิด โจทก์ไม่นำสืบว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไร นั้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดและต้องนำสืบว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไรหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์บรรยายมีรายละเอียดว่า จำเลยโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยสร้างบัญชีในโปรแกรมเฟซบุ๊กแล้วประกาศโฆษณาโดยโพสต์ข้อความในช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส ในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าไปอ่านดูได้ เสนอขายเครื่องเล่นเกมพร้อมลงรูปถ่ายของเครื่องเล่นเกม ส่งข้อความดังกล่าวเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยเป็นการโฆษณาให้แก่บุคคลทั่วไปที่อ่านเฟซบุ๊กดังกล่าวหลงเชื่อข้อความที่ปรากฏอันเป็นความเท็จว่า จำเลยมีเครื่องเล่นเกมเครื่องดังกล่าวอยู่จริง ความจริงแล้วจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขายให้แก่ประชาชนบุคคลทั่วไปแต่อย่างใด จากการหลอกลวงของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงติดต่อซื้อเครื่องเล่นเกมดังกล่าวจากจำเลย และโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลยจำนวน 8,500 บาท ทำให้จำเลยได้เงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายตามที่หลอกลวงไปเป็นประโยชน์ของจำเลยหรือบุคคลอื่นโดยทุจริต อันเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 เป็นฟ้องที่บรรยายครบองค์ประกอบของกฎหมายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว และความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีซึ่งมิใช่คดีที่มีข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงพิพากษาโดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมาฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิจารณาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติว่า "เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมแก่เด็กหรือเยาวชนนั้นไม่ว่าในทางใด ๆ เว้นแต่เป็นการใช้ประกอบดุลพินิจของศาลเพื่อกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน หากมีการฝ่าฝืนให้ศาลสั่งระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือเพิกถอนการกระทำนั้น…" จะเห็นได้ว่าเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนโดยห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้ไม่ใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนที่จะต้องนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่ใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนมาใช้บังคับ ทั้งการที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษไว้หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไป ก็มีบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา…ของจำเลยได้ ดังนั้น ศาลจึงนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยซึ่งเป็นประวัติและความประพฤติที่ผ่านมาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจในการที่จะรอหรือไม่รอการลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลยพินิจ จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดโดยโพสต์ข้อความในช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าไปอ่านดูได้ เป็นการหลอกลวงขายเครื่องเล่นเกมแก่บุคคลได้โดยทั่วไป หากมีบุคคลหลงเชื่อและสั่งซื้อเครื่องเล่นเกมจากจำเลยเป็นจำนวนมาก ก็อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่า นอกจากผู้เสียหายแล้วยังมีบุคคลอื่นหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลยอีกหรือไม่ ผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้ชำระค่าเครื่องเล่นเกม 8,500 บาท จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท สูงกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับกว่าสองเท่า เป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายในจำนวนที่สูงพอสมควรแล้ว แม้จำเลยเคยมีประวัติการกระทำความผิดหลายครั้ง แต่ก็เป็นการกระทำความผิดติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ในขณะที่เป็นเยาวชน หลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดใดอีก จนกระทั่งมากระทำความผิดในครั้งนี้ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างจากการกระทำความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดติดนิสัยนั้นยังไม่ถนัดนัก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว นับว่ามีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้จำเลยหวนไปกระทำความผิดอีก กับให้มีบุคคลที่คอยสอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนจำเลยตามสมควร จึงให้กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในระยะเวลาที่คุมประพฤติ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 343 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (1)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายยิ่งยศ สินะสนธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางอัจฉรา สุระคำแหง
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2569
#724864
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยลักบัตร KDEBIT ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย เป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ส่วนที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายนั้น เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง แต่การที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายย่อมทำให้ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดเกลื่อนกลืนอยู่กับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดแล้ว หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดอีกกรรมหนึ่งไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 269/5, 269/6, 269/7, 334, 335 (1) และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx ราคา 500 บาท และคืนเงิน 25,000บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 335 (1) วรรคแรก, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดและฐานลักทรัพย์ (เงินสด) ในเวลากลางคืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 15 เดือน กับให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx หรือใช้ราคาแทน 500 บาท และใช้เงิน 25,000 บาท คืนแก่ผู้เสียหาย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นางระวิวรรณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 335 (1) วรรคแรก, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำขอให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx หรือใช้ราคาแทน 500 บาท และใช้เงิน 25,000 บาท คืนแก่ผู้เสียหายเสีย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักบัตร KDEBIT หมายเลขบัตร 4162 0262 5272 xxxx ที่ธนาคาร ก. ออกให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วจำเลยใช้บัตรดังกล่าวทำรายการเบิกถอนเงินสด 25,000 บาท ที่ตู้เอทีเอ็ม จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย การที่จำเลยลักเอาบัตร KDEBIT หมายเลขบัตร 4162 0262 5272 xxxx ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองแล้ว แม้จำเลยจะมีเจตนาที่จะนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์นั้นไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย แต่ก็เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งที่สามารถแยกออกจากกันได้ การที่จำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายไปจึงเป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ส่วนที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายนั้น เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งของจำเลยแยกต่างหากจากการลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง แต่การที่จำเลยนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย ย่อมทำให้ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดเกลื่อนกลืนอยู่กับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดแล้ว หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดอีกกรรมหนึ่งดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 91 ฐานลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดและฐานลักทรัพย์ (เงินสด) ในเวลากลางคืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 9 เดือน และปรับ 2,500 บาท รวมจำคุก 15 เดือน และปรับ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 1 (14)(ก) ม. 90 ม. 91 ม. 188 ม. 269/5 ม. 269/6 ม. 269/7 ม. 334 ม. 335 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายพรเทพ พิศาลเมธี
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ ชูกิจทรัพย์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
จักรพันธ์ สอนสุภาพ
องอาจ แน่นหนา
วิไลวรรณ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 630/2569
#727214
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกบังคับใช้ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหกและวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวยังคงบัญญัติว่า การใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา อีกทั้งโทษตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งใช้บัญญัติในขณะจำเลยกระทำความผิด และโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขบทนิยามใหม่) มีระวางโทษจำคุกและโทษปรับเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการถอดกางเกงชั้นในของผู้เสียหายที่ 1 ออกแล้วใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวจริง แต่ไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งความผิดฐานนี้มีระวางหนักกว่าโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 และการกระทำความผิดสองฐานนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกันจึงต้องลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) และลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้ฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

ระหว่างพิจารณา นางสาว ร. ผู้เสียหายที่ 3 ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ญ. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย ด. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นโจทก์ร่วมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283 ทวิ และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ร่วมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317) โดยเรียกนางสาว ร. ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนาย ด. ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในส่วนแพ่งว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 16 ปี กับให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ที่ถูก ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองขอด้วย) ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอายุ 7 ปีเศษ เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนใกล้บ้านจำเลย กลับมาจากการทัศนศึกษา และยืนรอโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาที่หน้าบ้านจำเลย ก่อนที่โจทก์ร่วมทั้งสองจะมารับผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้าน จำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และหลังจากโจทก์ร่วมที่ 1 กลับถึงบ้าน โจทก์ร่วมที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ผลการตรวจพบบาดแผลถลอกบริเวณส่วนล่างของอวัยวะสืบพันธุ์ด้านนอก ขนาดกว้าง 0.5 เซนติเมตร ยาว 0.5 เซนติเมตร ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิ (แอซิดฟอสฟาเตส) จากของเหลวในช่องคลอด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิด และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมทั้งสอง และร้อยตำรวจเอก พ. เป็นพยาน โดยผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ขณะผู้เสียหายที่ 1 รออยู่ที่หน้าบ้านจำเลย จำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปภายในบ้านแล้วจำเลยจับและใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้องครัว จำเลยถอดกางเกงของผู้เสียหายที่ 1 และของจำเลยออก แล้วจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ร้องว่าเจ็บ ๆ จำเลยให้เงินผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 10 บาท และบอกว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใคร โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า เมื่อกลับถึงบ้านผู้เสียหายที่ 1 มีอาการเงียบซึมไม่พูดกับใคร โจทก์ร่วมที่ 1 สอบถามว่าเป็นอะไร แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตอบ โจทก์ร่วมที่ 1 สอบถามประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง ผู้เสียหายที่ 1 จึงยอมบอกว่าจำเลยใช้มือจับที่อวัยวะเพศ และนำอวัยวะเพศของจำเลยไปใส่ที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าถูกจำเลยทำ โจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเดินออกหน้าบ้าน ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 พูดคุยต่อกับผู้เสียหายที่ 1 และร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนเบิกความว่า วันที่ 7 ธันวาคม 2565 พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุคดีนี้ และส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย และวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ผู้เสียหายที่ 1 ให้การเป็นพยานตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์การกระทำผิดของจำเลยเพียงปากเดียว จึงเป็นพยานเดี่ยวที่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง แต่ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 กล่าวถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลย สอดคล้องกับที่ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาฟังเมื่อกลับไปถึงบ้านในวันเกิดเหตุ และเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไปให้การชั้นสอบสวนในวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นวันหลังเกิดเหตุประมาณ 8 วัน ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงให้การเช่นเดียวกับที่ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้โจทก์ร่วมที่ 1 ฟัง ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุเพียง 7 ปีเศษ ย่อมไม่รู้เรื่องราวในทางเพศระหว่างหญิงกับชาย หากผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ประสบเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำกับผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ ก็ยากที่ผู้เสียหายที่ 1 จะจินตนาการเรื่องดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในชั้นพิจารณาขึ้นเอง ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ความด้วยว่า เดิมผู้เสียหายที่ 1 เป็นคนร่าเริง ขี้เล่น และพูดเก่ง แต่หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีอาการซึม เหม่อลอย และพูดคนเดียว โจทก์ร่วมที่ 1 จึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปพบแพทย์ด้วยว่าอาการเหม่อลอยดังกล่าว ตลอดจนอาการกรีดร้องเมื่อถูกขัดใจ เอามือปิดหูไปนั่งมุมห้อง แยกตัวไม่เล่นกับเพื่อน ไม่เข้าใกล้เพื่อนผู้ชาย และกลางคืนนอนสะดุ้งต้องเรียกให้แม่ไปนอนใกล้ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ส่อแสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 ประสบเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำกับผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ จนทำให้ผู้เสียหายที่ 1 มีอาการเครียด คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ให้การว่า จำเลยชักอวัยวะเพศเข้าออกจนสำเร็จความใคร่หลั่งน้ำอสุจิในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 แต่ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิจากของเหลวในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 นั้น ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 7 ปีเศษ อยู่ในวัยไร้เดียงสาในเรื่องเพศสัมพันธ์ การที่จำเลยดันอวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และชักอวัยวะเพศของจำเลยเข้าออก ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การในตอนแรกตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกเจ็บจนร้องว่าเจ็บ ๆ ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การและเบิกความไว้ และอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าใจว่าอวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 สุดอวัยวะเพศของจำเลย จนจำเลยสำเร็จความใคร่และหลั่งน้ำอสุจิในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การตอบคำถามพนักงานสอบสวนในตอนถัดมา ดังนั้น แม้ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ที่ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิจากของเหลวในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่อาจถือว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว เป็นพิรุธถึงขนาดที่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ว่าจำเลยใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 และใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 นั้น มีน้ำหนักลดน้อยลง ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองมารับผู้เสียหายที่ 1 เด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยทำ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่นำเด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. มาเบิกความให้ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิด นั้น ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวได้ความเพียงว่าเด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยกระทำ ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าเด็กทั้งสองคนนั้นเห็นจำเลยกระทำความผิดแต่อย่างใด การที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่นำเด็กทั้งสองคนดังกล่าวมาเบิกความ จึงไม่เป็นข้อพิรุธดังที่จำเลยฎีกากล่าวอ้าง ที่จำเลยฎีกาว่า ประตูเข้าบ้านจำเลยกับประตูห้องครัวเปิดโล่งไม่มีบานประตู และในเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง บริเวณหน้าบ้านจำเลยมีคนพลุกพล่าน และสามารถมองเข้าไปในบ้านได้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะกระทำความผิดตามฟ้อง นั้น ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนประกอบบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและภาพถ่ายประกอบคดี ปรากฏว่าบ้านของจำเลยอยู่ห่างจากทางสาธารณะพอสมควร ประตูเข้าบ้านจำเลยและห้องครัวมีเพียงวงกบ แต่ไม่มีบานประตู วงกบประตูเข้าบ้านจำเลยก็ไม่ได้กว้างมากนัก ประตูห้องครัวก็ไม่ได้อยู่ตรงกับประตูเข้าบ้าน ไม่เชื่อว่าคนที่เดินผ่านไปมาบนทางสาธารณะบริเวณหน้าบ้านจำเลยสามารถมองเห็นภายในบ้านและห้องครัวได้ จึงเป็นไปได้ที่จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องภายในบ้านและห้องครัวดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อยู่กับผู้เสียหายเท่านั้น แต่มีนาง ว. และเด็กหญิง ก. อยู่ด้วย นั้น แม้ตามคำเบิกความของจำเลยที่อ้างทำนองว่าเมื่อผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปบ้านจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 ก็ขอเงินจากจำเลย และขณะนั้นเด็กหญิง ก. ลูกจำเลยนอนเล่นอยู่กับจำเลย และตามคำเบิกความของนาง ว. ภริยาจำเลยอ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 ขอเงินจากนาง ว. และจำเลย นาง ว. บอกว่าไม่มี ส่วนจำเลยไปหยิบเงินให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นทำนองว่านาง ว. ก็อยู่ด้วยในขณะจำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 แต่ตามคำเบิกความของนาง ว. อ้างว่าจำเลยไปหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อที่แขวนไว้ที่เสากลางบ้านให้ผู้เสียหายที่ 1 ส่วนตามคำเบิกความของเด็กหญิง ก. ที่ตอบคำถามติงทนายจำเลยกลับอ้างว่าจำเลยไปหยิบเงินที่หน้าประตูบ้าน แม้เด็กหญิง ก. จะเบิกความตอบคำถามติงต่อไปว่าเด็กหญิง ก. ไม่เห็นตอนที่จำเลยไปหยิบเงิน โดยเด็กหญิง ก. คงเห็นตอนที่จำเลยยื่นเงินให้ผู้เสียหายที่ 1 ก็ขัดแย้งกับที่เด็กหญิง ก. เบิกความตอบคำซักถามทนายจำเลยในตอนต้นที่ว่าเด็กหญิง ก. ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 เมื่อเด็กหญิง ก. เบิกความขัดแย้งกันเอง และยังแตกต่างจากคำเบิกความของนาง ว. คำเบิกความของเด็กหญิง ก. และคำเบิกความของนาง ว. จึงมีน้ำหนักน้อย รับฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุมีนาง ว. และเด็กหญิง ก. อยู่กับจำเลยและผู้เสียหายที่ 1 ด้วย ที่จำเลยฎีกาว่ามารดาโจทก์ร่วมที่ 2 และน้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงเตรียมการให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้การปรักปรำจำเลย นั้น แม้ตามคำเบิกความของจำเลยอ้างว่าบุตรของจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของนาง ม. มารดาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปขับชนรถบรรทุกพ่วงแล้วไม่ชดใช้ค่าเสียหาย ทำให้มารดาโจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเคืองจำเลย และจำเลยไม่ให้เงินค่าเวนคืนที่ดินแก่นางสาว บ. น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 เพื่อนำไปลงทุน ทำให้น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่พอใจจำเลย แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ของจำเลยปรากฏว่าเหตุที่รถจักรยานยนต์ของมารดาโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหายเกิดเมื่อประมาณ 5 ปีเศษที่แล้ว และการที่จำเลยไม่ให้เงินค่าเวนคืนที่ดินแก่น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 นำไปลงทุน ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทกร่วมทั้งสองของจำเลยก็ปรากฏว่าจำเลยคิดหรือเข้าใจเองว่าน้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเคืองจำเลย อีกทั้งโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เชื่อว่าเหตุดังกล่าวทำให้มีการเตรียมการให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้การปรักปรำจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง และผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกบังคับใช้ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหกและวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวยังคงบัญญัติว่า การใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา อีกทั้งโทษตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งใช้บัญญัติในขณะจำเลยกระทำความผิด และโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขบทนิยามใหม่) มีระวางโทษจำคุกและโทษปรับเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการถอดกางเกงชั้นในของผู้เสียหายที่ 1 ออก แล้วใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวจริง แต่ไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งความผิดฐานนี้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาทหรือจำคุกตลอดชีวิต หนักกว่าโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีแปดเดือนถึงสิบสามปีสี่เดือน และปรับตั้งแต่เก้าหมื่นสามพันสามร้อยสามสิบสามบาทสามสิบสามสตางค์ ถึงสองแสนหกหมื่นหกพันหกร้อยหกสิบหกบาทหกสิบหกสตางค์ หรือจำคุก 33 ปี 4 เดือน และการกระทำความผิดสองฐานนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกันจึงต้องลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) และลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้ฎีกา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) อีกบทหนึ่ง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว เป็นจำคุก 16 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง ม. 277 วรรคสอง ม. 279 วรรคห้า (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — นางสาว ร. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ญ. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายเจนณรงค์ อุปเถย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 625/2569
#724786
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการมอบอำนาจให้ขายที่ดินมรดกระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเพิกถอนสัญญาขายที่ดิน และรายการจดทะเบียนขายที่ดินมรดกดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสาม เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 ส่วนจำเลยที่ 2 ดำเนินการตามหนังสือมอบอำนาจ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถือว่าเป็นการฟ้องในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีด้วย แม้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวหามีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 3 ต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการมอบอำนาจให้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7658 ในส่วนที่เป็นมรดกของนายสำรวย ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2559 เพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินและรายการจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวในส่วนที่เป็นมรดกของนายสำรวย ระหว่างจำเลยทั้งสาม ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2559 และรายการจดทะเบียนวันที่ 9 กันยายน 2559

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และนายสำรวย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2530 มีบุตรด้วยกัน 7 คน รวมโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 จำเลยที่ 1 และนายสำรวยซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7658 โดยระบุชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวในโฉนดที่ดิน นายสำรวยถึงแก่ความตายวันที่ 10 มิถุนายน 2559 ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาท จากนั้นวันที่ 9 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติว่า ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้... เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ทั้งสามเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจให้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ดำเนินการตามหนังสือมอบอำนาจแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการฟ้องในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีด้วย แต่ที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 3 ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการฟ้องบุพการี และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น หามีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 3 ต่อไปได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า นายสำรวยยินยอมให้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียวเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นเพียงตัวแทนการถือครองที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสของนายสมรวยนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 1336 ม. 1562
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก. กับพวก
จำเลย — นาง น. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายชุมพล จันทศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
มีชัย เตชาชาญ
จงศักดิ์ ผดุงทรัพย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2569
#726509
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16 แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดจริงและให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพียงแต่แก้โดยปรับบทตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 กรณีจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ในส่วนความผิดและโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยจะเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) หรือไม่ เห็นว่า การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตาม มาตรา 145 วรรคสาม (2) แห่ง ป.ยาเสพติด เป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ซึ่งกฎหมายให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยจากพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่อง ๆ ไป ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกไปประเทศอิสราเอล เป็นชนิดผลึกสีขาว 60 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2,762.668 กรัม โดยมีชายคนหนึ่งว่าจ้างให้จำเลยนำยาเสพติดของกลางไปส่งที่ประเทศอิสราเอล แต่ขณะจำเลยนั่งรอขึ้นเครื่องบินอยู่ที่ห้องโถงผู้โดยสารขาออกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นกระเป๋าเดินทางและพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่จึงยึดเป็นของกลาง ตามพฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ชัดว่า หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยและยึดยาเสพติดของกลางได้เสียก่อน ยาเสพติดดังกล่าวซึ่งมีจำนวนมากย่อมถูกนำเข้าไปยังประเทศอิสราเอลเพื่อแพร่กระจายไปยังผู้เสพต่อไป และโดยเหตุที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (United Nations Convention against Transnational Organized Crime – UNTOC) ซึ่งจัดให้การค้ายาเสพติดเป็นหนึ่งในอาชญากรรมข้ามชาติร้ายแรง เมื่อประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามได้แต่ยังไม่อยู่ในระดับเป็นที่น่าพอใจ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก และอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐอยู่ในตัว ดังนั้น แม้จุดหมายปลายทาง ของการส่งออกยาเสพติดคือประเทศอิสราเอลโดยจำเลยไม่มีเจตนาที่จะให้เกิดการแพร่กระจายของยาเสพติดในประเทศไทย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 90 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ประกอบมาตรา 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐเพียงบทเดียว ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยว่ากระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) จึงต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษที่เบากว่านั้น เห็นว่า การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรมซึ่งกฎหมายให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยจากพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกเป็นชนิดผลึกสีขาว 60 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2,762.668 กรัม ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า มีชายคนหนึ่งติดต่อกับจำเลยทางเฟซบุ๊กและว่าจ้างให้จำเลยนำยาเสพติดของกลางไปส่งที่ประเทศอิสราเอล โดยจะให้ค่าจ้างเป็นเงิน 500,000 บาท ซึ่งจ่ายเป็นเงินสดแล้ว 100,000 บาท แต่ขณะจำเลยนั่งรอขึ้นเครื่องบินอยู่ที่ห้องโถงผู้โดยสารขาออกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สนามบินสุวรรณภูมิ) ก็ถูกเจ้าพนักงานตรวจค้นกระเป๋าเดินทางและพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในกระป๋องข้าวโอ๊ตรวม 4 กระป๋อง จึงยึดเป็นของกลางและจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาเป็นคดีนี้ ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยก็ยังคงให้การรับสารภาพ ดังนี้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ชัดว่า หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยและยึดยาเสพติดของกลางได้เสียก่อน ยาเสพติดดังกล่าวซึ่งมีจำนวนมากย่อมถูกนำเข้าไปยังประเทศอิสราเอลเพื่อแพร่กระจายไปยังผู้เสพต่อไป และโดยเหตุที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (United Nations Convention against Transnational Organized Crime – UNTOC) ซึ่งจัดให้การค้ายาเสพติดเป็นหนึ่งในอาชญากรรมข้ามชาติร้ายแรง โดยกำหนดมาตรการสำคัญในการปราบปรามยาเสพติดให้ประเทศภาคีต้องบัญญัติกฎหมายภายในให้การผลิต การลำเลียง การจำหน่าย หรือการฟอกเงินจากยาเสพติด เป็นความผิดทางอาญา เมื่อประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามได้ยังไม่อยู่ในระดับเป็นที่น่าพอใจ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก และอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งส่งผลกระทบ

ต่อความมั่นคงของรัฐอยู่ในตัว ดังนั้น แม้จุดหมายปลายทางของการส่งออกยาเสพติดคือประเทศอิสราเอล โดยจำเลยไม่มีเจตนาจะให้เกิดการแพร่กระจายของยาเสพติดในประเทศไทย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยเหตุฉกรรจ์เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) แล้ว หากปรับบทลงโทษได้เพียงมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา จะทำให้ความผิดฐานจำหน่าย (มีไว้เพื่อจำหน่าย) และพยายามส่งออกยาเสพติดรายใหญ่สามารถลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิดได้สูงสุดเพียงไม่เกิน 15 ปี เท่านั้น ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย ไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่พิพากษาแก้เฉพาะการปรับบทกฎหมายโดยไม่ได้แก้ไขโทษให้เบาลงด้วย เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด..." ซึ่งมีความหมายว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาล กรณีมีการแก้ไขกฎหมายเป็นเหตุให้กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่มีโทษแตกต่างกัน ให้ศาลลงโทษจำเลยตามกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยเท่านั้น หาใช่ว่าจะต้องลงโทษจำเลยขั้นต่ำสุดเสมอไปไม่ แต่การลงโทษหนักเบาขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ โดยต้องลงโทษไม่หนักกว่าระวางโทษขั้นสูงของกฎหมายฉบับที่เป็นคุณแก่จำเลย เมื่อคดีนี้ตามกฎหมายเดิมคือพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม และกฎหมายใหม่คือประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) มีระวางโทษสูงสุดให้ประหารชีวิตเช่นเดียวกัน การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) และพิพากษายืนให้วางโทษประหารชีวิตจำเลยก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อมาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จำเลยไม่อุทธรณ์แสดงว่าพอใจในคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16 แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดจริงโดยให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนความผิดและโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ป.ยาเสพติด ม. 145 วรรคสาม ม. 152 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 65 ม. 66 ม. 100/1 ม. 102
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเอกพงษ์ ช้อนสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเจษฎา สรณวิช
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
องอาจ แน่นหนา
จักรพันธ์ สอนสุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 521/2569
#726502
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิจำนองนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 จะเกิดขึ้นเฉพาะต่อเมื่อผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และตามมาตรา 714 การตราไว้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยต้องบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ และมาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็คือเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในทางทรัพย์สินตามหลักนิติรัฐในระบอบเสรีประชาธิปไตย ให้บุคคลในภาคเอกชนที่ยอมมอบเงินของตนให้แก่ผู้อื่นกู้ยืมไปใช้ประโยชน์มั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับเงินกู้ยืมพร้อมผลประโยชน์กลับคืนเพราะมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ มีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ตราไว้เป็นหลักประกันนั้นดีกว่าเจ้าหนี้อื่นและดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 722 และมาตรา 730 ส่วนผู้กู้ยืมก็ได้เงินไปหมุนเวียนในทางเศรษฐกิจ อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในทางทรัพย์สินและเกิดหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น นอกจากนี้สิทธิจำนองย่อมไม่ตกไปจากการโอนทรัพย์ที่จำนอง และแม้หนี้ที่จำนองเป็นประกันขาดอายุความไปแล้ว ตามมาตรา 745 ก็ยังให้บังคับจำนองได้ การเพิกถอนความสมบูรณ์ของนิติกรรมการจำนองจึงคงทำได้เพียงตามบทบัญญัติว่าด้วยความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรม หรือหากผู้จำนองไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนอง การจำนองย่อมไม่สมบูรณ์มาแต่แรกตามมาตรา 705

เมื่อการจำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของบุคคลในภาคเอกชน ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 37 บัญญัติรับรองสิทธิไว้ว่า การจำกัดสิทธิในทางทรัพย์สินต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น แม้แต่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ก็ยังต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของด้วย ดังนั้น รัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมไม่อาจกระทำการใดให้มีผลกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจอย่างชัดเจนได้ เมื่อตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 กองทุนเกิดขึ้นโดยมาตรา 34 และมาตรา 35 ที่บัญญัติว่ากองทุนประกอบด้วย (1) ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน... (2) ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ (3) ทรัพย์สินที่ได้รับจากรัฐบาล และ (4) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) และ (3) มาตรา 36 กองทุนให้เป็นของสำนักงาน ป.ป.ส. โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และมาตรา 37 การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบ แม้ พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดย พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 แต่ ป.ยาเสพติด มาตรา 88 ยังคงบัญญัติถึงสินทรัพย์ของกองทุนไว้ว่า "กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) เงินและทรัพย์สินที่โอนมาจากกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ...(5) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) (3) และ (4)" และวรรคสองบัญญัติว่า "เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่ง ไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" มาตรา 89 "ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการดำเนินการของกองทุน...(2) การจัดหาผลประโยชน์ การจัดการ และการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน (3) การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุน (4) ค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนอื่นใดซึ่งจำเป็นต้องจ่ายแก่หน่วยงาน บุคคลภายนอก..." แสดงว่า ทรัพย์สินของกองทุนอาจงอกเงยหรือลดทอนลงได้ โดยการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ กองทุนจึงย่อมมีทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อผู้ที่กองทุนมีนิติสัมพันธ์ด้วยและต่อผู้อื่นที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่กองทุนได้รับมาได้ ดังนั้น เงินและทรัพย์สินของกองทุนที่ได้รับมาโดยกฎหมาย หากยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายใด ๆ กองทุนก็ยังมีหน้าที่ความรับผิดตามกฎหมายนั้น ๆ ต่อไป การที่มาตรา 31 บัญญัติให้ทรัพย์สิน "ตกเป็นของกองทุน" ไม่ได้บัญญัติว่า "ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" จึงย่อมต่างจากให้ "ตกเป็นของแผ่นดิน" และแม้กระทั่งทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะคืนให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริงที่ปรากฏในภายหลังไม่ได้ เมื่อสิทธิของผู้รับจำนอง มีกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน และไม่มีกฎหมายใดออกมาในลักษณะจำกัดสิทธิดังกล่าว จึงไม่อาจตีความไปในทางจำกัดสิทธิได้ การที่มาตรา 1307 บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่" มิได้หมายความว่ารัฐไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระผูกพันใด ๆ ในทรัพย์สินนั้น ๆ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองคดีนี้ แม้คดีที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ริบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุนได้ถึงที่สุดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,298,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 742,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 ตำบลสามเสนนอก อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโอนมาตามคำสั่งศาลออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 742,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 742,000 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 742,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 สิงหาคม 2564) ต้องไม่เกิน 556,500 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมกัญชา 600 ซอง กัญชาแห้ง 35 ซอง กัญชาอัดแท่ง 1 แท่ง ก้านกัญชา 2 ถุง และยางกัญชา 1 ก้อน กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานผลิตกัญชา วันที่ 16 สิงหาคม 2556 โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ระบุว่าเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน 742,000 บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 6 เดือน วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้ตรวจสอบทรัพย์สินและมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ชั่วคราว 11 รายการ ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีมติให้อายัดทรัพย์สิน รวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 107 วันที่ 25 มีนาคม 2558 ศาลอาญามีคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 107 ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 29 และ 31 คดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีหนังสือถึงโจทก์ขอดำเนินการให้ที่ดินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 โจทก์มอบอำนาจให้นายวัชระ ทนายความจัดทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยทั้งสองได้รับแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนองตามสิทธิจำนองที่การจำนองนั้นได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ สิทธิจำนองของผู้รับจำนองนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 กำหนดว่า จะเกิดขึ้นเฉพาะต่อเมื่อผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และตามมาตรา 714 การตราไว้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยต้องบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ ผลของการตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งดังกล่าวนั้น มาตรา 702 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่" สิทธิจำนองจึงเป็นทรัพยสิทธิ แม้มีการโอนทรัพย์จำนองไปยังบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของเดิม ทรัพยสิทธิของผู้รับจำนองก็ยังติดไปกับตัวทรัพย์ ผู้รับจำนองตามไปบังคับจำนองเอากับผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ไม่ว่าทรัพย์จำนองจะถูกโอนไปกี่ทอดก็ตาม และมาตรา 715 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (1) ดอกเบี้ย..." วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็คือเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในทางทรัพย์สินตามหลักนิติรัฐในระบอบเสรีประชาธิปไตย ให้บุคคลในภาคเอกชนที่ยอมมอบเงินของตนให้แก่ผู้อื่นกู้ยืมไปใช้ประโยชน์มั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับเงินกู้ยืมพร้อมผลประโยชน์กลับคืนเพราะมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ โดยมีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ตราไว้เป็นหลักประกันนั้นดีกว่าเจ้าหนี้อื่นและยังมีสิทธิดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 722 ที่บัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินได้จำนองแล้ว และภายหลังที่จดทะเบียนจำนองมีจดทะเบียนภาระจำยอมหรือทรัพยสิทธิอย่างอื่น โดยผู้รับจำนองมิได้ยินยอมด้วยไซร้ ท่านว่าสิทธิจำนองย่อมเป็นใหญ่กว่าภาระจำยอมหรือทรัพยสิทธิอย่างอื่นนั้น หากว่าเป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของผู้รับจำนองในเวลาบังคับจำนอง ก็ให้ลบสิทธิที่กล่าวหลังนั้นเสียจากทะเบียน" และมาตรา 730 ที่บัญญัติว่า "เมื่อทรัพย์สินอันหนึ่งอันเดียวได้จำนองแก่ผู้รับจำนองหลายคนด้วยกัน ท่านให้ถือลำดับผู้รับจำนองเรียงตามวันและเวลาจดทะเบียน และผู้รับจำนองคนก่อนจักได้รับใช้หนี้ก่อนผู้รับจำนองคนหลัง" ส่วนผู้กู้ยืมก็ได้เงินไปหมุนเวียนในทางเศรษฐกิจ อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในทางทรัพย์สินและเกิดหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น นอกจากสิทธิจำนองย่อมไม่ตกไปจากการโอนทรัพย์ที่จำนองไปแล้ว แม้หนี้ที่จำนองเป็นประกันขาดอายุความไปแล้ว ตามมาตรา 745 ก็ยังให้บังคับจำนองได้ การเพิกถอนความสมบูรณ์ของนิติกรรมการจำนองจึงคงทำได้เพียงตามบทบัญญัติว่าด้วยความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรรม เช่น หากเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการกู้ยืมและจำนองกันจริง ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง หรือหากผู้จำนองไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนอง การจำนองย่อมไม่สมบูรณ์มาแต่แรกตามมาตรา 705 และเมื่อการจำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของบุคคลในภาคเอกชน โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 37 ก็บัญญัติรับรองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลไว้ว่า การจำกัดสิทธิในทางทรัพย์สินต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น แม้แต่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ก็ยังต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของด้วย ดังนั้น รัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมไม่อาจกระทำการใดให้มีผลกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจอย่างชัดเจนได้ เมื่อพิเคราะห์ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 แล้ว กองทุนเกิดขึ้นโดยมาตรา 34 และมาตรา 35 บัญญัติว่า กองทุนตามมาตรา 34 ประกอบด้วยทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน... (2) ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ (3) ทรัพย์สินที่ได้รับจากรัฐบาล (4) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) และ (3) มาตรา 36 กองทุนตามมาตรา 35 ให้เป็นของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และมาตรา 37 การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง แม้พระราชบัญญัติดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยมาตรา 4 (17) และ (18) ของพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 88 ยังคงบัญญัติถึงสินทรัพย์ของกองทุนไว้ว่า "กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) เงินและทรัพย์สินที่โอนมาจากกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 (2) ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 81 มาตรา 82 มาตรา 86 และมาตรา 186 … (5) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) (3) และ (4)" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่ง ไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" มาตรา 89 บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส.วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการดำเนินการของกองทุนในเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้ (1)... (2) การจัดหาผลประโยชน์ การจัดการ และการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน (3) การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุน (4) ค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนอื่นใดซึ่งจำเป็นต้องจ่ายแก่หน่วยงาน บุคคลภายนอก… เพื่อให้การดำเนินงานตามประมวลกฎหมายนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้นให้จ่ายจากกองทุน..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า ทรัพย์สินของกองทุนอาจงอกเงยหรือลดทอนลงได้ โดยการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุน กองทุนจึงย่อมมีทั้งสิทธิ หน้าที่และความรับผิดต่อผู้ที่กองทุนมีนิติสัมพันธ์ด้วยและต่อผู้อื่นที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่กองทุนได้รับมาได้ ดังนั้น เงินและทรัพย์สินของกองทุนที่กองทุนได้รับมาโดยกฎหมาย หากยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายใด ๆ กองทุนก็ยังมีหน้าที่ความรับผิดตามกฎหมายนั้น ๆ ต่อไป การที่พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 31 บัญญัติให้ทรัพย์สิน "ตกเป็นของกองทุน" ไม่ได้บัญญัติว่า "ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" จึงย่อมต่างจากให้ "ตกเป็นของแผ่นดิน" แม้กระทั่งทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้วดังเช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะคืนให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริงที่ปรากฏในภายหลังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ทั้งนี้เพราะรัฐยังมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 37 ในการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล การจำกัดสิทธิดังกล่าว มาตรา 37 วรรคสอง บัญญัติว่าต้อง "ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ" เท่านั้น เมื่อสิทธิของผู้รับจำนอง มีกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน และไม่มีกฎหมายใดออกมาในลักษณะจำกัดสิทธิดังกล่าว จึงไม่อาจตีความไปในทางจำกัดสิทธิได้ การที่มาตรา 1307 บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดินไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่" มิได้หมายความว่ารัฐไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระผูกพันใด ๆ ในทรัพย์สิน เพราะยังมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ มีอำนาจ หน้าที่ รวมทั้งความรับผิดชอบตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติหน้าที่คืนทรัพย์สินของรัฐให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลอาญามีคำสั่งให้ริบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุน คดีถึงที่สุดแล้ว ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินแล้ว นับแต่วันที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ริบ มิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ทั้งทรัพย์สินของแผ่นดินย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีให้ตกเป็นของกองทุนหรือไม่ เห็นว่า แม้ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 ในความผิดฐานผลิตกัญชา แล้วอีกประมาณ 6 เดือน ต่อมา คือ วันที่ 16 สิงหาคม 2556 โจทก์เพิ่งจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน แต่โจทก์ก็มีพยานหลักฐานแสดงว่าโจทก์ประกอบธุรกิจปล่อยเงินให้กู้ยืมเป็นปกติมาก่อน สำหรับการให้กู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 1 นั้น มีนายหน้าชื่อนายธนาศักดิ์ เป็นผู้แนะนำจำเลยที่ 1 ให้มากู้ยืมเงินโจทก์ โดยมีตัวโจทก์กับนายธนาศักดิ์ซึ่งเป็นนายหน้ามาเบิกความยืนยัน มีรายละเอียดที่สอดคล้องกันโดยโจทก์เบิกความว่า นายหน้าส่งข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินมาให้โจทก์ดูผ่านทางแอพพลิเคชันไลน์ นายหน้าชื่อ นายพันวา และนายธนศักดิ์ โจทก์เข้าไปตรวจสถานที่ ประเมินราคา เปรียบเทียบกับราคาที่จำเลยที่ 1 ต้องการแล้วปรากฏว่าราคาซื้อขายที่ดินพิพาทน่าจะ 3,000,000 บาท ขึ้นไป เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงยอมปล่อยกู้ โดยมีนายธนศักดิ์ มาเบิกความเป็นพยานโจทก์สอดคล้องต้องกัน กับมีสำเนารายการเดินบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ว่า มีการถอนเงิน 600,000 บาท จากบัญชีดังกล่าวซึ่งเป็นบัญชีของสามีโจทก์ในวันที่ 16 สิงหาคม 2556 เวลา 14.31 นาฬิกา อันเป็นวันที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ ณ สำนักงานที่ดินที่อยู่ใกล้กับธนาคาร เมื่อพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีนายชญทัธ นิติกรปฏิบัติการ กองกฎหมาย นายเสริมชัย นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ เบิกความประกอบเอกสาร แล้วให้เหตุผลของความเชื่อว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมกู้ยืมเงินและจำนองโดยมีเจตนาลวงสรุปว่า เพราะจำนองที่ดินกันหลังจำเลยที่ 1 ถูกจับ โจทก์ไม่ได้ทำการตรวจที่มาที่ไปถึงสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องจำนอง ไม่ตรวจสอบสภาพที่ตั้ง ทำเลที่ดินก่อน ประกอบกับจำเลยที่ 1 เคยให้ถ้อยคำว่ามีทรัพย์สินจำนวนมากจึงไม่น่ามีเหตุต้องจำนองที่ดิน ทั้งโจทก์ยังมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปทำสัญญา แหล่งที่มาของเงินที่นำมาให้กู้ก็ไม่มี ไม่มีหลักฐานการส่งมอบเงินแก่จำเลยที่ 1 และยังปล่อยเวลาให้เนิ่นนานจึงฟ้องคดี เหตุผลของพยานจำเลยที่ 2 ดังกล่าวนั้น ล้วนเป็นการคาดเดาเอาเอง การจำนองที่ดินหลังจากจำเลยที่ 1 ถูกจับก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าจำเลยที่ 1 จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อการต่อสู้คดี การที่จำเลยที่ 1 เคยอ้างว่ามีทรัพย์สินจำนวนมากก็คงเป็นเพียงข้ออ้างจะมีเหตุผลใดก็ไม่ชัดเจน ในข้อที่ว่าไม่ได้ไปตรวจสอบทรัพย์สินก่อน ก็เป็นการยันกันไปมาเพราะต่างกันกับที่โจทก์เบิกความ การมอบอำนาจให้ไปทำนิติกรรมนั้นไม่ได้มีกฎหมายห้ามและเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติ แหล่งที่มาของเงินโจทก์ก็มีหลักฐานการเบิกเงินจากบัญชีในวันเดียวกันและในจำนวนที่ใกล้เคียงกันกับที่ระบุในสัญญา ส่วนการที่ไม่ได้ฟ้องคดี โจทก์ก็เบิกความยืนยันว่าเพราะต้องให้การดำเนินการของจำเลยที่ 2 มีความชัดเจนก่อน ซึ่งก็เพิ่งมีความชัดเจนก่อนโจทก์ฟ้องไม่นาน ดังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า วันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพิ่งมีหนังสือถึงโจทก์ ขอดำเนินการให้ที่ดินตกเป็นของกองทุน และวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 โจทก์มอบอำนาจให้นายวัชระ ทนายความจัดทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่กองทุน พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวกับข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" ประกอบกับจำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าโจทก์รับจำนองโดยมีการแสดงเจตนาลวง จำเลยที่ 2 ย่อมมีภาระการพิสูจน์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 เชื่อได้ว่าการทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ที่ดินพิพาทที่พนักงานเจ้าหน้าที่ยึดดำเนินคดีตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 วรรคสอง สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม คดีนี้โจทก์อ้างในฟ้องว่าเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ไป 742,000 บาท โดยโจทก์มีหลักฐานที่ชัดเจนถึงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาให้กู้ยืมเงินว่ามาจากเงินฝากในธนาคาร แต่ตามหลักฐานดังกล่าวเงินที่ถอนออกมาในวันที่ 16 สิงหาคม 2556 มีเพียง 600,000 บาท สำหรับเงินส่วนที่เกินกว่า 600,000 บาท ดังกล่าว แม้โจทก์อ้างว่าส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ในวันปล่อยกู้เช่นกันนั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริงเพราะตามรายการบัญชีนั้น ในวันที่ 16 สิงหาคม 2556 ยังมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีอีก 257,169.15 บาท ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงไม่ถอนมาให้ครบ 742,000 บาท ทั้งโจทก์ยังเบิกความยอมรับว่า "ในส่วนของดอกเบี้ยตามสัญญาจำนอง คดีนี้ ข้าฯ ได้หักดอกเบี้ยออกมาเรียบร้อยแล้ว" อันส่อแสดงว่าไม่ได้จ่ายเงินไปครบถ้วน 742,000 บาท จริง เชื่อว่าจ่ายไป 600,000 บาท ที่เหลืออีก 142,000 บาท เป็นดอกเบี้ย และยังคิดดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญาอีกร้อยละ 15 ต่อปี เชื่อว่าโดยรวมแล้วโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่กฎหมายกำหนดให้โจทก์พึงเรียกได้ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เฉพาะดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราตามกฎหมาย คือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง กล่าวคือร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน คือ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 705 ม. 714 ม. 715 ม. 722 ม. 730 ม. 745 ม. 1307
ป.ยาเสพติด ม. 88 ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสิรพัชร์ สินมา
ศาลอุทธรณ์ — นายพลีส เทอดไทย
ชื่อองค์คณะ
นวรัตน์ กลิ่นรัตน์
บุญศริรัตน์ ศิริชัย
พฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 506/2569
#724416
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ฟ้องคดีการกระทำของจำเลยเป็นความผิด ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. ฉบับที่ 27 พ.ศ. 2562) แต่ในขณะกระทำความผิดการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (18) ของมาตรา 1 ตาม ป.อ. แล้วให้ใช้ความต่อไปนี้แทน (18) "กระทำชำเรา" หมายความว่ากระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนักหรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำ หรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิก ป.อ. มาตรา 279 วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ด ดังนั้นบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิใช่กรณีที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากการกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำแล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นฐานกระทำชำเราอีกเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ ในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และมาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงต้องปรับบทความผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 3 เมื่อความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้กับฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีระวางโทษเท่ากับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. 277 วรรคสาม (เดิม) ที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ทั้งในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 ถึง 1.6 นั้น พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 มาตรา 5 ให้ยกเลิกวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของ ป.อ. มาตรา 278 ซึ่งจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติให้การกระทำโดยใช้อวัยวะอื่นของจำเลยหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ มิใช่กรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำกลับไปเป็นฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งมีระหว่างโทษเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 จำเลยยังคงมีความผิดและให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 276, 278, 279, 285 ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1, 29, 104, 162 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 929/2566 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 285, 278 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 285, 279 วรรคห้า โดยให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 285 (เดิม) ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน และฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ จำคุก 12 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยสำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ และฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน คงจำคุก 6 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยล่วงการล้ำ คงจำคุก 9 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ คงจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี รวมทุกกระทงเป็นจำคุก 39 ปี 1 เดือน บวกโทษจำคุก 5 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 929/2566 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 39 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในชั้นนี้ว่า นางสาว ป. ผู้เสียหาย เกิดวันที่ 13 มิถุนายน 2549 เป็นบุตรของจำเลยกับนาง ณ. ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับจำเลยและเด็กหญิง ต. น้องสาวผู้เสียหายที่บ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นของนาย ม. ตาผู้เสียหาย เป็นบ้าน 2 ชั้น หลังเกิดเหตุแพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหาย พบบาดแผลฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารี ไม่พบอสุจิ ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุครั้งสุดท้ายผู้เสียหายอายุ 17 ปี เศษ อยู่ในวัยเริ่มเป็นสาวเต็มตัว ย่อมรู้ว่าการถูกกระทำอนาจารและถูกข่มขืนกระทำชำเราเป็นเรื่องที่น่าอับอายที่ทำให้ตนเองต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง มีมลทินติดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียหายถูกกระทำจากจำเลยซึ่งป็นพ่อของตัวเอง เป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ตนเองและวงศ์ตระกูล เป็นที่ติฉินนินทาของชาวบ้านในละแวกที่เกิดเหตุ เป็นการประจานตนเองต่อสังคม หากผู้เสียหายมิได้ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศดังที่เบิกความ ไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะกล้าเบิกความเช่นนั้น ผู้เสียหายยังเบิกความสอดคล้องกับที่ให้การในชั้นสอบสวนในสาระสำคัญ ตามบันทึกคำให้การ ส่วนที่ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ต. น้องสาวของผู้เสียหายนอนรวมอยู่กับผู้เสียหายด้วย และขณะเกิดเหตุครั้งสุดท้ายนาง ณ. มารดาก็นอนรวมอยู่ด้วยนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนเด็กหญิง ต. และนาง ณ. นอนหลับแล้ว เมื่อผู้เสียหายขัดขืนจำเลยก็ข่มขู่ไม่ให้ส่งเสียงดัง บางครั้งจำเลยบีบแขนผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ขัดขืน นาง ณ. ก็เบิกความยืนยันว่านาง ณ. ไปทำงานตัดอ้อยทุกวัน เมื่อกลับบ้าน จะเหนื่อยและเพลีย จะหลับโดยไม่รู้ตัว ดังนี้ การที่เด็กหญิง ต. และนาง ณ. ไม่รู้ว่าจำเลยล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายจึงเกิดจากเด็กหญิง ต. และนาง ณ. นอนหลับไม่รู้สึกตัวและผู้เสียหายไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือเนื่องจากกลัวจำเลย ส่วนที่ผู้เสียหายโทรศัพท์ขอให้นาง ณ. กลับมาอยู่กับผู้เสียหาย แต่ไม่ได้บอกเรื่องที่จำเลยล่วงละเมิดทางเพศแก่นาง ณ. เมื่อนาง ณ. กลับมาอยู่บ้าน ผู้เสียหายก็ไม่ได้เล่าเรื่องให้นาง ณ.ฟังทันทีนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายอาจกลัวจำเลยดังที่เบิกความ ซึ่งสอดคล้องกับที่นาง ณ. เบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายไม่เล่าให้ฟังเพราะผู้เสียหายกลัวและไม่มีหลักฐาน อย่างไรก็ดีผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามติงของโจทก์ว่าเมื่อนาง ณ. กลับมาอยู่บ้าน แต่ไม่ได้เล่าเรื่องให้นาง ณ. ฟังเนื่องจากจำเลยถูกจับกุม โดยจำเลยน่าจะถูกจำคุกเป็นเวลานาน แต่ปรากฏว่าไม่นานจำเลยได้พ้นโทษและกลับมากระทำต่อผู้เสียหายอีก แสดงว่าผู้เสียหายพยายามอดทนที่จะไม่เปิดเผยเรื่องแก่นาง ณ. เมื่อจำเลยถูกจำคุกจึงไม่ได้บอกนาง ณ. จนกระทั่งจำเลยพ้นโทษและผู้เสียหายทนไม่ได้จึงบอกแก่นาง ณ. พฤติการณ์ผู้เสียหายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดปกติ นอกจากนี้แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหาย ผลปรากฎว่าพบบาดแผลฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารีหนึ่งตำแหน่ง บริเวณด้านซ้าย หมายความว่าตรวจพบหลักฐานอาจมีการล่วงล้ำของอวัยวะเพศชายหรือวัตถุอื่นทางช่องคลอด ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ หลักฐานดังกล่าวสอดรับกับคำเบิกความของผู้เสียหาย ประกอบกับชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับว่ากระทำจริงตามที่ถูกกล่าวหา เพียงแต่จำเลยขอไม่ให้การในรายละเอียดเนื่องจากสำนึกผิดและไม่อยากพูดถึงการกระทำดังกล่าวเนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่สมควร ไม่กล้าพูดถึง แต่เมื่อพนักงานสอบสวนถามถึงเรื่องที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายเมื่อเดือนมีนาคม 2562 และเรื่องที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยตอบว่าได้กระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจริง ตามบันทึกคำให้การ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้และฎีกาว่าผู้เสียหายเบิกความปรักปรำจำเลยเนื่องจากมีสาเหตุจากการที่จำเลยดุด่าว่ากล่าวตักเตือนและห้ามปรามผู้เสียหายที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับเพื่อนชายและมิให้ผู้เสียหายคบหากับเพื่อนชายก่อนวัยอันควร และจำเลยขว้างทำลายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย นอกจากนี้นาง ณ. คบหากับชายอื่น จึงขอหย่ากับจำเลย แต่จำเลยไม่ยินยอม คำเบิกความของผู้เสียหายจึงเกิดจากการจูงใจของนาง ณ.นั้น เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยดุด่าว่ากล่าวตักเตือนและห้ามปรามผู้เสียหายดังกล่าวไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดผู้เสียหายคิดกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยซึ่งเป็นบิดาให้ได้รับโทษอาญาที่รุนแรง ส่วนนาง ณ. ก็เบิกความตอบคำถามติงของโจทก์ยืนยันว่า นาง ณ. คบหากับบุคคลอื่นภายหลังจากที่ทราบว่าจำเลยล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะเบิกความปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นความจริง เมื่อพิจารณาบันทึกภาพเคลื่อนไหวการสอบคำให้การผู้เสียหายในชั้นสอบสวนแล้ว พบว่าผู้เสียหายถูกแยกสอบสวนในห้องหนึ่งซึ่งมีนาง ณ. และนักสังคมสงเคราะห์อยู่ด้วย ส่วนพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการอยู่อีกห้อง พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนผ่านนักสังคมสงเคราะห์โดยใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกัน ผู้เสียหายให้การด้วยตนเอง ไม่มีบุคคลใดเสี้ยมสอน ข้ออ้างของจำเลยข้อนี้ไม่น่ารับฟัง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ ตามมาตรา 279 วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 แต่ในขณะกระทำความผิด การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น บทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติม ยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่มิใช่กรณีที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนฐานความผิดจากการกระทำชำเราเป็นฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ แล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นฐานกระทำชำเราอีกเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และมาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงต้องปรับบทความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 เมื่อความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ กับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีระวางโทษเท่ากับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ทั้งในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 ถึง 1.6 นั้น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 มาตรา 5 ให้ยกเลิกวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของมาตรา 278 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติให้การกระทำโดยใช้อวัยวะอื่นของจำเลยหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ มิใช่กรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เช่นกัน เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนฐานความผิดจากฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำ กลับไปเป็นฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 จำเลยยังคงมีความผิดและให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.1 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้) ประกอบมาตรา 285 โดยกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.3 ถึง ข้อ 1.6 จำเลยมึความผิดตามมาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 285 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (18) (เดิม) ม. 1 18 (แก้ไขใหม่) ม. 2 ม. 3 ม. 276 ม. 278 (เดิม) ม. 279 (เดิม) ม. 285
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายเสนีย์ ประพันธ์วิทยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสุวิมล ศรีสงวน สุพรรณพงษ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 455/2569
#727213
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย เป็นการกระทำที่เป็นความผิดสำเร็จแล้ว การที่ต่อมาจำเลยผู้ขับรถหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที เป็นการกระทำหลังเกิดเหตุรถกระบะของจำเลยชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนาของจำเลยแยกต่างหากจากการกระทำโดยประมาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง จึงเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง ส่วน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง เป็นเพียงบทบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษจำเลยในความผิดนั้นก่อนแล้วจึงเพิ่มโทษ ซึ่งต่างจากมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ที่มีระวางโทษกำหนดไว้แล้ว เพื่อให้เปรียบเทียบได้ว่ากฎหมายบทใดที่มีโทษหนักที่สุด ในกรณีที่การกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อมาตรา 160 วรรคสอง ไม่ได้กำหนดระวางโทษไว้ และไม่มีเงื่อนไขหรือองค์ประกอบความผิดในลักษณะของบทหนักหรือบทฉกรรจ์ของมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ไว้ในตัว ทั้งมิได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าเมื่อเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดนั้นตามความในวรรคสองแล้วจะลงโทษได้แต่กระทงเดียวและห้ามไม่ให้ลงโทษตามวรรคหนึ่งอีก อันเป็นบทยกเว้นตาม ป.อ. มาตรา 91 ดังนั้น มาตรา 160 วรรคสอง เป็นเพียงบทบัญญัติลักษณะว่าด้วยการเพิ่มโทษในการกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทตาม ป.อ. มาตรา 291 หรือมาตรา 300 ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ทำให้การกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกันต้องกลับเป็นความผิดกรรมเดียวด้วยผลจากการเพิ่มโทษตามมาตรา 160 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าความผิดฐานกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที เป็นความผิดกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 จึงไม่ชอบ และแม้ว่าโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 มาด้วยแล้ว ศาลจึงเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายณัฐพงษ์กิตติ์ ผู้สืบสันดานของนายประสิทธิ์ ผู้เสียหาย ซึ่งได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียง จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 24,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลย ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับความผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นความผิดทางพินัยและเป็นกรรมเดียวกับฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ความผิดทางพินัยเป็นอันยุติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 16 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เป็นจำคุก 1 ปี 15 เดือน และปรับ 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 13 เดือน 15 วัน และปรับ 15,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยขับรถกระบะไปในทางที่เกิดเหตุโดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ของนายประสิทธิ์ ผู้เสียหาย ได้รับความเสียหายและเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ภายหลังจากที่จำเลยขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่นแล้ว จำเลยหลบหนีไปโดยไม่หยุดรถ และไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวต่อตำรวจ ณ สถานที่เกิดเหตุ และไม่แจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 78, 157, 160, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300 จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย เป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย เป็นการกระทำที่เป็นความผิดสำเร็จแล้ว การที่ต่อมาจำเลยผู้ขับรถหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที เป็นการกระทำหลังเกิดเหตุรถกระบะของจำเลยชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนาของจำเลยแยกต่างหากจากการกระทำโดยประมาท ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง จึงเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง ส่วนที่พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษผู้ขับขี่ในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 291 หรือมาตรา 300 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หากปรากฏว่าผู้ขับขี่ไม่ให้การช่วยเหลือตามสมควรหรือไม่แสดงตัวต่อตำรวจ ณ สถานที่เกิดเหตุตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ให้ศาลพิพากษาเพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดนั้น" เป็นเพียงบทบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษจำเลยในความผิดนั้นก่อนแล้วจึงเพิ่มโทษ ซึ่งต่างจากมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ที่มีระวางโทษกำหนดไว้แล้ว เพื่อให้เปรียบเทียบได้ว่ากฎหมายบทใดที่มีโทษหนักที่สุด ในกรณีที่การกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อมาตรา 160 วรรคสอง ไม่ได้กำหนดระวางโทษไว้ และไม่มีเงื่อนไขหรือองค์ประกอบความผิดในลักษณะของบทหนักหรือบทฉกรรจ์ของมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ไว้ในตัว ทั้งมิได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าเมื่อเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดนั้นตามความในวรรคสองแล้วจะลงโทษได้แต่กระทงเดียวและห้ามไม่ให้ลงโทษตามวรรคหนึ่งอีก อันเป็นบทยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ดังนั้น มาตรา 160 วรรคสอง เป็นเพียงบทบัญญัติลักษณะว่าด้วยการเพิ่มโทษในการกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 หรือมาตรา 300 ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ทำให้การกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกันต้องกลับเป็นความผิดกรรมเดียวด้วยผลจากการเพิ่มโทษตามมาตรา 160 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าความผิดฐานกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที เป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงไม่ชอบ และแม้ว่าโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 มาด้วยแล้ว ศาลจึงเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง เป็นจำคุก 1 ปี 15 เดือน และปรับ 30,000 บาท ฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร และแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว รวมทุกกระทงคงจำคุก 14 เดือน 15 วัน และปรับ 17,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 300
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 78 ม. 157 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
โจทก์ร่วม — นาย ป. โดยนาย ณ. ผู้เข้าดำเนินคดีแทน
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายธนายุต ศิวายพราหมณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนวพงษ์ บุญสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
จักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
อารีย์พร วงศ์จันทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 284/2569
#727211
เปิดฉบับเต็ม

การที่ อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของตนในฐานะทายาทโดยธรรมของ พ. น่าเชื่อว่า อ. มีเจตนาแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นของตน หลังจากนั้น อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โดยเสน่หาแก่ ส. โดยมีเจตนาให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของ ส. จึงเป็นเหตุให้จำเลยเป็นโจทก์ฟ้อง อ. และ ส. เป็นจำเลยในคดีอาญา ต่อมาระหว่างพิจารณา จำเลยกับ อ. และ ส. ตกลงกันได้ ส. ยินยอมจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย โดยไม่ปรากฏว่า อ. และ ส. ขอให้ศาลชั้นต้นบันทึกว่า การที่ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น เพื่อให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคน เป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจว่า การที่ อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ อ. จัดการมรดกของ พ. เสร็จสิ้นแล้ว การที่ อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ ส. เป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกแล้ว และการที่ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยเป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกแล้วเช่นกัน เมื่อจำเลยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตน จำเลยน่าจะมีสิทธิแบ่งแยกที่ดินแล้วขายที่ดินที่แบ่งแยกได้ จึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลยจงใจยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น จำเลยจึงไม่ต้องถูกกำจัดไม่ให้ได้มรดกของนาย พ.

การที่ อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแล้วโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งปันมรดกตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยสุจริต ถือไม่ได้ว่า อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว การที่ อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ ส. แล้ว ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ก็ต้องถือว่า อ. ส. และจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นทั้งหมด แม้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทเป็นโฉนดแล้วขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอก เงินที่ได้จากการขายคงเป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยครอบครองไว้แทนทายาทโดยธรรมของ พ. ทั้งหมด

การที่โจทก์และทายาทโดยธรรมคนอื่นของ พ. ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของ พ. และคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดินกลับคืนสู่กองมรดกของ พ. เป็นความประสงค์ของโจทก์ทั้งหมดที่จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ พ. ถือได้ว่า โจทก์เรียกร้องขอให้แบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างรวมเงินที่ได้จากการขายที่ดินยังเป็นทรัพย์มรดกของ พ. ที่ยังไม่ได้จัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือว่ายังอยู่ในระหว่างจัดการมรดกของผู้จัดการมรดก โจทก์ทั้งหมดย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้ แม้จะล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อ พ. ผู้เป็นเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของ พ. ผู้เป็นเจ้ามรดก

การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับคืนสู่กองมรดกย่อมมีความหมายว่าขอให้บังคับจำเลยโอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทกับคืนสู่กองมรดกด้วย ทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงเป็นราคาประเมินที่ดินพิพาทรวมสิ่งปลูกสร้างด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งกำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดกของนายเพิ่ม เจ้ามรดก และให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 กลับคืนสู่กองมรดก หากไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยนำเงิน 3,000,000 บาท ที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 คืนแก่กองมรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทต่อไป

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้กำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดกของนายเพิ่ม ในฐานะทายาทโดยธรรม ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยคืนเงิน 3,000,000 บาท ที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 9,860 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า นายเพิ่ม เจ้ามรดกอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสินหรือสินธ์ มีบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม 7 คน คือ ดาบตำรวจกวี นางวิลัย จ่าสิบเอกภูธนานนท์หรือสมศักดิ์ นายวุฒิ นางสาวอนงค์ นายบัญชา และจำเลย แต่นางวิลัย นายวุฒิ และนายบัญชาถึงแก่ความตายไปก่อนนายเพิ่ม โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกภูธนานนท์กับนางสุพัตรา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ โจทก์ นางสาวธัญลักษณ์ และนางสาวพลอยนภัส นางปราณี เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจกวี นายภูดิศ นายอัครเดช นางสาวสุทิศา นางสาวสุธาสินี นางสาวนฤมล และนางสาวสาวิตรี เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจกวี นายเพิ่มศักดิ์ และนางสาวสุกัญญา เป็นผู้สับสันดานของนางวิลัย นายวีรศักดิ์ และนางสาวเสาวลักษณ์ เป็นผู้สืบสันดานของนายวุฒิ คดีนี้นางสุพัตรา นางสาวธัญลักษณ์ นางสาวพลอยนภัส นางปราณี นายภูดิศ นายอัครเดช นางสาวสุทิศา นางสาวสุธาสินี นางสาวนฤมล นางสาวสาวิตรี นายเพิ่มศักดิ์ นางสาวสุกัญญา และนายวีรศักดิ์ต่างมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2536 นายเพิ่มถึงแก่ความตาย นายเพิ่มมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 เนื้อที่ 81 510 ตารางวา และที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 เนื้อที่ 2 งาน 19 910 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2537 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม วันที่ 17 มีนาคม 2538 นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงไว้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม วันที่ 9 กรกฎาคม 2558 นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มขายที่ดินทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 ให้แก่นางราณี แล้วนำเงินที่ได้แบ่งปันให้แก่นายวีรศักดิ์และนางสาวเสาวลักษณ์ วันที่ 27 กรกฎาคม 2558 นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 52 เป็นของตนเอง ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2558 นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์โดยเสน่หา ครั้นวันที่ 14 มิถุนายน 2559 จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์เป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดเกี่ยวกับเอกสารเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1949/2559 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว นางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ยินยอมจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2561 นางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยโดยเสน่หา วันที่ 14 มีนาคม 2562 จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นถนนคลองเรียน 1 ซึ่งเป็นถนนสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 3 ตารางวา และเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 เนื้อที่ 76 110 ตารางวา ส่วนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินแปลงคง คงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 40 410 ตารางวา วันที่ 22 เมษายน 2562 จำเลยขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ให้แก่นางพจนีย์ และนายศุภกิตติ์ ในราคา 3,000,000 บาท ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเงินที่ได้จากการขายที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่ม เจ้ามรดกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่นายเพิ่มถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 มีชื่อนายเพิ่มเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่ม แม้จำเลยพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทและอ้างว่านายเพิ่มยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว แต่เมื่อไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มเช่นเดิม เมื่อนายเพิ่มถึงแก่ความตายแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์ เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม นางสาวอนงค์มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนายเพิ่มนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทายาทคนใดยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น" โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานแล้วยังมีนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า ขณะนายเพิ่มยังมีชีวิตอยู่ได้แบ่งที่ดินให้แก่บุตรรวมทั้งจำเลยแล้ว คงมีแต่นางสาวอนงค์ที่ยังไม่ได้รับการแบ่งที่ดินจากนายเพิ่ม เดิมนายเพิ่ม นางสิน นางสาวอนงค์ นางสาวเสาวลักษณ์ นายวีรศักดิ์ และจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 40 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท เมื่อนายเพิ่มและนางสินถึงแก่ความตาย นางสาวอนงค์ นางสาวเสาวลักษณ์ นายวีรศักดิ์ และจำเลยก็ยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว การที่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มให้แก่ตนเองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มเป็นการให้นางสาวอนงค์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม ต่อมานางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โดยเสน่หาแก่นางสาวเสาวลักษณ์บุตรนายวุฒิ ซึ่งเป็นฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่ม ก็เป็นการให้นางสาวเสาวลักษณ์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่มเช่นเดียวกัน แม้ต่อมานางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โดยเสน่หาแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่ม ก็ยังเป็นการให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม การที่จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นถนนคลองเรียน 1 ซึ่งเป็นถนนสาธารณประโยชน์ และเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 แล้วจำเลยขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ให้แก่นางพจนีย์ และนายศุภกิตติ์ ในราคา 3,000,000 บาท เป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มมีที่ดินเพียงสองแปลง คือ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 และที่ดินพิพาท เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2537 แล้ว ครั้นวันที่ 17 มีนาคม 2538 นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงไว้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม แต่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มยังไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากนางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินทรัพย์มรดกทั้งสองแปลงไว้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มแล้วกว่า 20 ปี นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 ให้แก่นางราณี แล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งปันให้แก่นายวีรศักดิ์และนางสาวเสาวลักษณ์บุตรนายวุฒิโดยไม่ได้แบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นของนายเพิ่ม แสดงว่านางสาวอนงค์ได้เริ่มจัดการมรดกของนายเพิ่มแล้ว ส่วนที่นางสาวอนงค์อ้างว่า นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัวก็เพื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม โดยอ้างว่าต้องการให้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นศูนย์รวมของทายาทโดยธรรมนั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่ขัดต่อเหตุผล เพราะนางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ย่อมเป็นการถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนอยู่แล้ว ไม่จำต้องจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว เพื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่มอีก ประกอบกับนางสาวอนงค์อ้างว่าขณะนายเพิ่มยังมีชีวิต ตนเองไม่เคยได้รับโอนที่ดินแปลงอื่นจากนายเพิ่มมาก่อน ดังนั้น การที่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของตนเองนั้น น่าเชื่อว่านางสาวอนงค์มีเจตนาแบ่งปันทรัพย์มรดกด้วยการโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตนเองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม แล้วยังได้ความว่าภายหลังจากนางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตนเองไม่ถึง 3 เดือน ครั้นวันที่ 8 ตุลาคม 2558 นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์โดยกล่าวอ้างว่านางสาวอนงค์ป่วยเป็นโรคความดัน แต่ไม่ปรากฏว่านางสาวอนงค์ป่วยเจ็บถึงขนาดที่ไม่สามารถดำรงชีวิตตามปกติแต่อย่างใด และหากนางสาวอนงค์เจ็บป่วยหนักก็ยังมีทางเลือกที่จะเรียกประชุมทายาทโดยธรรมและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม เพื่อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือจดทะเบียนใส่ชื่อทายาทโดยธรรมและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทได้ แต่นางสาวอนงค์หาได้ดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ อีกทั้งตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญามีข้อเท็จจริงว่า ในวันที่นางสาวอนงค์ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ เพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์นั้น นางสาวอนงค์แจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะขอรับมรดกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง น่าเชื่อว่า นางสาวอนงค์ยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โดยเสน่หาแก่นางสาวเสาวลักษณ์โดยมีเจตนาให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของนางสาวเสาวลักษณ์เช่นเดียวกัน ไม่น่าเชื่อว่านางสาวอนงค์เจตนาให้นางสาวเสาวลักษณ์ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนดังข้อกล่าวอ้างของโจทก์ นางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์แต่อย่างใด จึงเป็นเหตุให้จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์เป็นจำเลยในคดีอาญาฐานความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ต่อมาระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว จำเลยกับนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ตกลงกันได้ เพื่อที่นางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์จะไม่ต้องถูกดำเนินคดีอาญาต่อไป นางสาวเสาวลักษณ์จึงยินยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย โดยไม่ปรากฏว่านางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ขอให้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาหรือจัดทำบันทึกข้อตกลงต่างหากว่า การที่นางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยนั้นเพื่อให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคน พฤติการณ์ที่ได้วินิจฉัยมานั้นเป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจว่า การที่นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่นางสาวอนงค์จัดการมรดกของนายเพิ่มเสร็จสิ้นแล้ว การที่นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่นางสาวเสาวลักษณ์เป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มแล้วให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของนางสาวเสาวลักษณ์ และการที่นางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โดยเสน่หาแก่จำเลยเป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มแล้วให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของจำเลยเช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของจำเลยแล้ว จำเลยน่าจะมีสิทธิแบ่งแยกที่ดินแล้วขายที่ดินที่แบ่งแยกได้ การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลยจงใจยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 จำเลยจึงไม่ต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกของนายเพิ่ม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่มมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกประการหนึ่งว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี" และมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" อายุความฟ้องคดีมรดกตามมาตรา 1754 เป็นกรณีทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทรู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ทั้งนี้มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หากเป็นกรณีที่ทรัพย์มรดกนั้นยังไม่ได้แบ่งปัน และทายาทผู้นั้นครอบครองทรัพย์มรดกอยู่หรือมีทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทน ย่อมสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง โดยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่า แม้ทายาทไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกด้วยตนเอง แต่มีทายาทอื่นครอบครองแทน ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกจะต้องฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองแทนภายใน 1 ปี ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์ ให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม ย่อมถือว่านางสาวอนงค์ครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นด้วย และเป็นตัวแทนของบรรดาทายาทโดยธรรมเหล่านั้นในการแบ่งปันมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 การที่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มแล้วโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว จึงมิใช่เป็นการแบ่งปันมรดกตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยสุจริต ถือไม่ได้ว่านางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว การที่นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์ ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายวุฒิ ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม แล้วนางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม ก็ต้องถือว่า นางสาวอนงค์ นางสาวเสาวลักษณ์ และจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดด้วย แม้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 แล้วขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางพจนีย์ และนายศุภกิตติ์ ในราคา 3,000,000 บาท เงินที่ได้จากการขายดังกล่าว ก็ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มที่จำเลยครอบครองไว้แทนทายาทโดยธรรมคนอื่นและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดด้วยเช่นเดียวกัน แม้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่มแล้ว แต่การที่โจทก์ นางสาวธัญลักษณ์ นางสาวพลอยนภัส บุตรชอบด้วยกฎหมายในฐานะทายาทโดยธรรมของจ่าสิบเอกภูธนานนท์ และนางสุพัตรา คู่สมรสของจ่าสิบเอกภูธนานนท์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่ม นายภูดิศ นายอัครเดช นางสาวสุทิศา นางสาวสุธาสินี นางสาวนฤมล และนางสาวสาวิตรี บุตรชอบด้วยกฎหมายในฐานะทายาทโดยธรรมของดาบตำรวจกวี และนางปราณี คู่สมรสของดาบตำรวจกวีซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่ม นายเพิ่มศักดิ์ และนางสาวสุกัญญา ผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่นางวิลัย ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่ม และนายวีรศักดิ์ผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่นายวุฒิ ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่ม ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม และคืนเงิน 3,000,000 บาท ที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มนั้น เป็นความประสงค์ของโจทก์ทั้งหมดที่จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายเพิ่ม ถือได้ว่าโจทก์ทั้งหมดเรียกร้องขอให้แบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ยังเป็นทรัพย์มรดกนายเพิ่มที่ยังมิได้จัดสรรแบ่งปันแก่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือว่ายังอยู่ในระหว่างการจัดการทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดก โจทก์ทั้งหมดย่อมมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1784 แม้จะล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อนายเพิ่มผู้เป็นเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายเพิ่มผู้เป็นเจ้ามรดกตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจดทะเบียนโอนบ้านเลขที่ 40 หมู่ที่ 4 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม พร้อมกับที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 บัญญัติว่า "จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาอันพิพาทกันในคดีนั้น ให้คำนวณดังนี้ (1) จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้นให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์..." แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม เพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคน ไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างด้วย แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาทและคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินพิพาท อีกทั้งยังได้ความต่อไปว่า นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์ แล้วนางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดก ย่อมมีความหมายว่าขอให้บังคับจำเลยโอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกด้วย เมื่อหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน ระบุว่าราคาประเมินที่ดินพิพาทเป็นเงิน 3,510,000 บาท และราคาประเมินสิ่งปลูกสร้างหลังจากหักค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 493,200 บาท รวมเป็นเงิน 4,003,200 บาท ซึ่งโจทก์ระบุว่าเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีนี้แล้วโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ดังกล่าวมาเป็นเงิน 140,060 บาท จึงถูกต้องครบถ้วนแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทมีเฉพาะราคาประเมินที่ดินพิพาทไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง แล้วพิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่ชำระตามทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 9,860 บาทให้แก่โจทก์นั้นจึงไม่ถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขโฉนดที่ดินพิพาทจากเดิมที่ระบุว่าอยู่ในตำบลคอหงษ์เป็นตำบลหาดใหญ่ แสดงว่า ทางราชการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองท้องที่จากตำบลคอหงษ์หรือคอหงส์เป็นตำบลหาดใหญ่แล้ว อีกทั้งสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน ซึ่งเป็นสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 40 ที่โจทก์ยืนยันว่าบ้านหลังดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท มีเลขรหัสประจำบ้าน คือ 9098 – 012xxx - x ส่วนบ้านเลขที่ 52 นั้น ตามสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านท้ายหนังสือมอบอำนาจของนายวีรศักดิ์ แผ่นสุดท้ายที่มีชื่อนายวีรศักดิ์ เป็นผู้อาศัย กับสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรจากฐานข้อมูลการทะเบียน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้อาศัย ก็มีเลขรหัสประจำบ้าน คือ 9098 – 012xxx – x เช่นเดียวกับเลขรหัสประจำบ้านเลขที่ 40 แสดงว่า เมื่อทางราชการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองท้องที่จากตำบลคอหงส์เป็นตำบลหาดใหญ่ จึงเปลี่ยนเลขที่บ้านและหมู่บ้านจากบ้านเลขที่ 40 เป็นบ้านเลขที่ 52 เมื่อสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทไม่ใช่บ้านเลขที่ 40 จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนบ้านเลขที่ 40 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มพร้อมกับที่ดินพิพาทได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้โอนสิ่งปลูกสร้างกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มด้วย แต่เมื่อเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและทางพิจารณาของคู่ความมีข้อเท็จจริงว่า บ้านเลขที่ 52 ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทและส่วนควบของที่ดินพิพาท เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทในชั้นบังคับคดี จึงเห็นสมควรพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านหลังดังกล่าวกลับคืนสู่กองมรดกด้วย

อนึ่ง เมื่อนางสาวอนงค์ในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่มและนางสาวเสาวลักษณ์ผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่นายวุฒิทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่มไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ประกอบกับที่ดินพิพาทคงเหลือเนื้อที่เพียง 1 งาน 40 410 ตารางวา แล้วยังมีสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยพักอาศัยอยู่ด้วย การพิพากษาให้จำเลยคืนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม เพื่อให้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นไปตามความประสงค์ของทายาทโดยธรรมและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมทุกคนน่าจะเหมาะสมและเป็นธรรมกว่าการพิพากษากำหนดส่วนแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งหมด ส่วนเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินพิพาทยังเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่ม ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ที่นางสาวอนงค์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายเพิ่มมีทายาทโดยธรรม 7 คน คือ ดาบตำรวจกวี นางวิลัย จ่าสิบเอกภูธนานนท์หรือสมศักดิ์ นายวุฒิ นางสาวอนงค์ นายบัญชา และจำเลย แต่นางวิลัย นายวุฒิและนายบัญชาถึงแก่ความตายไปก่อนนายเพิ่ม โดยนางวิลัยและนายวุฒิมีผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ แต่ตามบัญชีเครือญาติ ไม่ปรากฏว่านายบัญชามีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกแทนที่ ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มย่อมตกทอดแก่ดาบตำรวจกวี จ่าสิบเอกภูธนานนท์ นางสาวอนงค์ และจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่นางวิลัยและนายวุฒิ หลังจากนายเพิ่มถึงแก่ความตายแล้ว ต่อมาดาบตำรวจกวีและจ่าสิบเอกภูธนานนท์ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มที่ตกทอดแก่ดาบตำรวจกวีและจ่าสิบเอกภูธนานนท์ย่อมตกทอดต่อไปแก่ทายาทโดยธรรมของดาบตำรวจกวีและจ่าสิบเอกภูธนานนท์ตามลำดับ ดังนั้น จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่มย่อมมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งจากเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ด้วย จึงสมควรให้จำเลยคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดินเพื่อกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มเพียง 5 ใน 6 ส่วน ของจำนวนเงิน 3,000,000 บาท เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่ม เจ้ามรดก ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 52 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยส่งมอบเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 เพียง 5 ใน 6 ส่วน จำนวน 2,500,000 บาท กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มด้วย และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะส่วนที่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 9,860 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1605 วรรคหนึ่ง ม. 1719 ม. 1754 วรรคหนึ่ง ม. 1784
ป.วิ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวพชรกาญจน์ เกษมชัยนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเอนกชัย อารยะญาณ
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2569
#725657
เปิดฉบับเต็ม

การร้องทุกข์นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เป็นแต่ต้องได้ความว่าเป็นการแสดงเจตนาให้ดำเนินคดีอาญา คดีนี้โจทก์เป็นผู้ร่วมเล่นแชร์เป็นเงินจำนวนมากในวงแชร์ที่จำเลยที่ 1 เท้าแชร์เพิ่งประกาศล้มวงแชร์ โดยยังไม่ได้รับเงินคืนจากจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มาแจ้งความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความว่า "...โจทก์กับพวก (ระบุชื่อ) ได้พากันมาสถานีตำรวจแจ้งว่า ผู้แจ้งทั้งหมดได้ร่วมเล่นแชร์ออนไลน์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเท้าแชร์ โจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2,061,190 บาท (และพวกโจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 ตามจำนวนที่ระบุ) ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564... ทราบว่าเท้าแชร์ไม่สามารถจ่ายเงินได้ จนมาถึงวันนี้... ไม่สามารถจ่ายคืนได้ เป็นเหตุให้พวกผู้แจ้งได้รับความเสียหาย จึงพากันมาพบพนักงานสอบสวนมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย... ร้อยตำรวจเอก ล. รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรขุนทะเล ได้รับแจ้งรับคำร้องทุกข์ไว้แล้วจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป..." แสดงให้เห็นแล้วว่า โจทก์ซึ่งยืนยันว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 โดยกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่ามีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง จำนวนความเสียหายของโจทก์ และการที่ระบุว่า "...พวกผู้แจ้งได้รับความเสียหาย จึงพากันมาพบพนักงานสอบสวนมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย..." แสดงว่าโจทก์มีความประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ให้ได้รับโทษตามกฎหมาย ทั้งพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งก็รับว่าจะไปดำเนินการต่อไป จึงเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 341 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 1,599,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูกต้องประกอบด้วยมาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 40 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 40 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,496,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่พระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นเท้าแชร์ เปิดเล่นแชร์ผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก ชื่อกลุ่ม "ช." ลักษณะเป็นกลุ่มปิด มีสมาชิก 120 คน สมาชิกในกลุ่มสามารถจองวงเล่นแชร์ได้คนละหลายมือและคนละหลายวง แต่ละวงแชร์มีสมาชิกเล่นไม่เกินวงละ 10 คน สมาชิกมือต้นจะได้รับเงินก่อนแต่ต้องเป็นผู้เสียดอกเบี้ย ส่วนสมาชิกมือท้ายจะได้รับเงินช้าแต่จะได้ดอกเบี้ยจากสมาชิกมือต้นด้วย โจทก์เป็นสมาชิกกลุ่ม "ช." เมื่อระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2564 ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2564 โจทก์เข้าร่วมเล่นแชร์กับสมาชิกกลุ่ม "ช." รวม 40 วง เป็นแชร์รายวัน 39 วง และแชร์ราย 15 วัน 1 วง รวมเงินที่โจทก์ลงในวงแชร์ทั้งสิ้น 1,599,930 บาท ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ประกาศแจ้งเลิกบ้านแชร์ (ล้มวงแชร์) ทั้ง 40 วง ให้เหตุผลตามประกาศว่า เนื่องจากลูกแชร์มือบนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องไม่สามารถส่งเงินค่าแชร์ให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกแชร์มือบนไม่ได้จึงไม่มีเงินส่งค่าแชร์ให้แก่ลูกแชร์มือล่าง ซึ่งขณะจำเลยที่ 1 ประกาศล้มวงแชร์นั้น โจทก์ยังไม่ถึงมือที่จะได้รับเงินแชร์ทั้ง 40 วง โจทก์ทวงถามเงินจากจำเลยที่ 1 แล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระคืนให้ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 โจทก์กับพวกไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรขุนทะเล สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับรับฟ้อง คดีในส่วนจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกมีว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นคำร้องทุกข์ดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การร้องทุกข์นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เป็นแต่ต้องได้ความว่าเป็นการแสดงเจตนาแจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาเท่านั้น คดีนี้โจทก์เป็นผู้ร่วมเล่นแชร์เป็นเงินจำนวนมากในวงแชร์ที่จำเลยที่ 1 เท้าแชร์เพิ่งประกาศล้มวงไป ทั้งยังไม่ได้รับเงินคืนจากจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มาแจ้งความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ซึ่งมีข้อความว่า "...โจทก์กับพวก (ระบุชื่อ) ได้พากันมาสถานีตำรวจแจ้งว่า ผู้แจ้งทั้งหมดได้ร่วมเล่นแชร์ออนไลน์กับนางสาวณัชฐินันท์ (จำเลยที่ 1) ซึ่งเป็นเท้าแชร์ โจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2,061,190 บาท (และพวกโจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 ตามจำนวนที่ระบุ) ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ทราบว่าเท้าแชร์ไม่สามารถจ่ายเงินได้แล้ว จนมาถึงวันนี้ (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564) ไม่สามารถจ่ายคืนได้แล้วเป็นเหตุให้พวกผู้แจ้งได้รับความเสียหาย จึงพากันมาพบพนักงานสอบสวน มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย... ร้อยตำรวจเอกเลิศ รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรขุนทะเล ได้รับแจ้งรับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป..." เห็นว่า ข้อความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวแสดงให้เห็นแล้วว่า โจทก์ซึ่งยืนยันว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่ามีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง จำนวนความเสียหายของโจทก์ และการที่ระบุว่า "...พวกผู้แจ้งได้รับความเสียหาย จึงพากันมาพบพนักงานสอบสวน มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย..." แสดงว่าโจทก์มีความประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ให้ได้รับโทษตามกฎหมาย ทั้งพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งก็รับว่าจะไปดำเนินการต่อไป จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 โดยในการร้องทุกข์โจทก์ไม่จำต้องระบุอ้างฐานความผิดมาด้วย เพราะรูปคดีจะเป็นความผิดฐานใดย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งแล้วแต่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่จะวินิจฉัย เมื่อโจทก์ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยที่ 1 ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การแจ้งความของโจทก์เป็นเพียงการแจ้งว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินค่าแชร์ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง โดยไม่ได้กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดอาญาอย่างไร ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะคดีขาดอายุความอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาประการต่อไปขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ทั้งคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เพียงกระทงละ 1 เดือน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจมีผลเป็นการจำกัดสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของคู่ความ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 123 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นางสาว ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายอุเทน ยืนยัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — วิโรจน์ ตั้งสุภากิจ
ชื่อองค์คณะ
อาทิตย์ ออกเวหา
สุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
เพ็ญจันทร์ ไหลศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2569
#727753
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.อ. มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับก็ได้ แต่ในส่วนของโทษปรับรายวันนั้น เนื่องจากเป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด โทษปรับรายวันภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ไว้ 2 ปี จึงมีผลเพียงการรอการลงโทษปรับจำเลยในส่วนโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา เมื่อได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยยังไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดอยู่ โจทก์สามารถยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีในส่วนของโทษปรับรายวันหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยนำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118, 118 ทวิ, 297 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับตามพื้นที่ของอาคารที่ล่วงล้ำเป็นเงิน 100,100 บาท และปรับรายวันตารางเมตรละ 10 บาท รวมวันละ 1,001 บาท รวม 84 วัน เป็นเงิน 84,084 บาท และปรับรายวัน วันละ 1,001 บาท นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าหรือเจ้าพนักงานที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากแม่น้ำ จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน 15 วัน และปรับ 50,550 บาท และปรับรายวันตารางเมตรละ 5 บาท รวมวันละ 500.50 บาท รวม 84 วัน เป็นเงิน 42,042 บาท และปรับรายวัน วันละ 500.50 บาท นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า โทษจำคุกและปรับให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และคดีถึงที่สุดแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาปรับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ ศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกและโทษปรับ จึงไม่มีเหตุให้ออกหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหมายบังคับคดีในส่วนโทษปรับรายวันตลอดระยะเวลาที่จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำแม่น้ำแควใหญ่ตามคำร้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับได้ แต่ในส่วนของโทษปรับรายวันนั้น เนื่องจากเป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยคดีนี้ไว้ 2 ปี จึงมีผลเพียงการรอการลงโทษปรับจำเลยในส่วนโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน 15 วัน และปรับ 50,550 บาท กับให้ปรับรายวันวันละ 500.50 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกไปจากลำน้ำอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดอยู่ โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีในส่วนของโทษปรับรายวันหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยนำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวสิทธิดา จิตทักษะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวมรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
นพเรศ พันธุ์นรา
ชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 170/2569
#727195
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปล มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลมายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่มอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาแต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ และยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายวิทยา ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 มีทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการตามบัญชีทรัพย์มรดก สำหรับปัญหาว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง เป็นโมฆะหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพินัยกรรมดังกล่าวทำขึ้นขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 และมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.2 มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 โดยในช่องที่ 34 และ 35 ของเอกสารดังกล่าวระบุว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าสาวการสมรสครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงด้วยการหย่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 ซึ่งตรงกับที่ผู้คัดค้านเบิกความตอบถามติงว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับนายพีระศักดิ์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2519 แต่การสมรสดังกล่าวสิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.5 มายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาตามเอกสารหมาย ค.2 เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้าง จึงรับฟังได้ว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านไม่ใส่ใจดูแลผู้ตายที่ป่วยหนักและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก และผู้ตายมีเจตนาจะยกทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลอื่น จึงไม่สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องเบิกความเป็นพยานว่า ผู้ร้องเป็นผู้นำผู้ตายเข้ารับการรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาล และเป็นผู้ออกเงินค่ารักษาพยาบาล ผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมดูอาการของผู้ตาย และผู้คัดค้านไม่ได้เดินทางไปร่วมประกอบพิธีศพของผู้ตาย แต่กลับได้ความตามคำเบิกความของผู้ร้องตอบถามค้านว่า ผู้ร้องรู้จักกับผู้คัดค้านมาประมาณ 10 ปี ผู้ตายกับผู้ร้องอยู่ที่กรุงเทพมหานครประมาณ 6 เดือน แล้วย้ายไปอยู่ที่อำเภอแม่สอด 1 เดือน ก่อนเสียชีวิต ก่อนหน้านั้นผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ผู้ร้องไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของผู้คัดค้านว่า หลังจากผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 ทั้งสองพักอาศัยร่วมกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยานับแต่สมรสจนถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นเวลากว่า 33 ปี อีกทั้งผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชันไลน์ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 4 ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่งอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกา แต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) โดยข้อความสนทนาในเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่ผู้ตายพักอาศัยอยู่กับผู้ร้อง ผู้คัดค้านสนทนากับผู้ร้องผ่านแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับอาการป่วยรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ของผู้ตายเป็นประจำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านยังใส่ใจและเป็นห่วงผู้ตาย แต่อาจเพราะอาการป่วยของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายมีอารมณ์ฉุนเฉียวจนผู้คัดค้านไม่สามารถดูแลผู้ตายด้วยตนเองได้ ดังปรากฏจากข้อความสนทนาในวันที่ 17 เมษายน 2566 ที่ผู้คัดค้านแสดงความเสียใจที่ต้องให้ผู้ร้องเป็นผู้ดูแลผู้ตาย แต่กลับเป็นผู้ร้องที่ไม่แจ้งเรื่องผู้ตายทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้มีชื่อตามพินัยกรรมซึ่งรวมถึงผู้ร้อง ไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไม่ได้ไปร่วมพิธีศพของผู้ตาย และไม่แจ้งถึงการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกโดยตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ พฤติการณ์ของผู้คัดค้านจึงไม่ถึงกับไม่มีคุณสมบัติหรือขาดความเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย เมื่อการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายมีเหตุขัดข้อง และผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองศาลมีคำสั่งยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น ฎีกาข้ออื่น ๆ ของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางสาวเรวดี ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิทยา ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1459 ม. 1718
ป.วิ.พ. ม. 87 (2)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 20 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย อ.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายทรงศักดิ์ สุยะลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุรพล ศุขอัจจะสกุล
ชื่อองค์คณะ
กรกันยา สุวรรณพานิช
ตุล เมฆยงค์
สุรพล คงลาภ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด