ป.อ. มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง...ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง... ดังนี้ คำว่า กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดดังกล่าวนั้น หมายความรวมถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นด้วย ได้แก่ การลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ หากมีการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและมีผลที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับโทษน้อยลง ศาลมีอำนาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 2 ได้ภายในหลักเกณฑ์ของมาตรา 3 ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ดังนี้ เมื่อ ป.ยาเสพติด มาตรา 153 ยังคงบัญญัติเกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุม ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ แต่การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย การไม่กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลฎีกา จึงเห็นสมควรปรับบทกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ด้วย เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 1,000 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ (4) จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้โดยเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นการไม่ชอบ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อมลงโทษในความผิดดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อ มาตรา 192 วรรคหนึ่ง
แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นต่อสู้ในคำให้การ ทำให้ศาลชั้นต้นมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จำเลยย่อมมีสิทธิยกเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ
ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็อาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้อย่างหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นเพื่อลงโทษจำเลยในเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรมได้ เช่น การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) และการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามกฎหมายก็ตาม แต่เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไปว่าต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวหรือไม่ หาใช่ต้องฟังเป็นยุติตามฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเสมอไปไม่ มิฉะนั้นจะทำให้กลายเป็นว่า เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยเป็นสำคัญ ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดอย่างแท้จริง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 14 นาฬิกา ก่อนวันที่ 29 กันยายน 2565 ที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จึงต้องมีคำพิพากษานับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง จึงไม่ชอบและเมื่อศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอนับโทษต่อหรือไม่ ซึ่งจากการไต่สวน จำเลยแถลงรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลฎีกาจึงนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าวได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเมทแอมเฟตามีน 10,167 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 197.361 กรัม ที่จำเลยที่ 1 กับพวก ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าหากจำเลยที่ 1 กับพวก ไม่ถูกเจ้าพนักงานจับกุมเสียก่อนจะทำให้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแพร่กระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมอื่นอีกหลายประเภท ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนในสังคม โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนท้าย แต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนต้น ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ถูกต้องและแก้ไขโทษจำคุกให้เบาลง และจำเลยที่ 2 แม้ไม่ได้ฎีกาแต่เมื่อเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนการขายที่ดินรวม 4 แปลง และมีคำขอให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปมาด้วย ดังนี้เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน 2 แปลงตามฟ้อง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 และที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 ได้ เนื่องจากคดีขาดอายุความ แต่ที่ดินตามฟ้องอีก 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 และโฉนดที่ดินเลขที่ 13340 โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้เพียงกึ่งหนึ่ง คือส่วนซึ่งเป็นของ บ. มารดาโจทก์ ส่วนอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นของ ว. บิดาโจทก์นั้น ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการโอนได้ เนื่องจากถือว่า ว. ให้จำเลยโดยเสน่หา ซึ่งผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้จำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อยู่กึ่งหนึ่ง และมีสิทธิใช้ที่ดินทั้งสองแปลงได้ในฐานะเป็นเจ้าของรวมตามหลักกรรมสิทธิ์รวม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกคำขออื่นของโจทก์ ซึ่งมีผลเป็นการยกคำขอของโจทก์ที่ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไป จึงสอดคล้องกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองดังกล่าวเพียงกึ่งหนึ่งแล้ว กรณีมิใช่ศาลชั้นต้นกล่าวเพียงตอนท้ายของคำพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวของโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา และเมื่อปรากฏจากอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ว่า เนื่องจากที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรสระหว่าง ว. และ บ. การทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว จึงต้องเป็นการจัดการร่วมกันระหว่าง ว. และ บ. หรือโดยได้รับความยินยอมจาก บ. ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1476 และมาตรา 1480 การที่ ว. ทำนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลย โดยมิได้เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง ว. และ บ. หรือได้รับความยินยอมจาก บ. จึงมิชอบและต้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมดกลับคืนมาเป็นสินสมรสระหว่าง ว. และ บ. มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่งทั้งโจทก์ยังระบุไว้ในตอนท้ายของอุทธรณ์ว่า และเมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแล้ว โจทก์ก็ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทดังกล่าวต่อไป ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แสดงว่า โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 180 แล้ว กรณีมิใช่โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้และถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้อีกต่อไป ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ตามฟ้องให้แก่จำเลยตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ทั้งหมด มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อีกต่อไป ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปตามคำขอของโจทก์ด้วย จึงจะชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141, 142, และ 246 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 จึงเป็นทายาทโดยธรรม ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาโจทก์ตามมาตรา 1629 (1) ในขณะที่บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น บิดาโจทก์ยังเป็นคู่สมรสของ ส. ซึ่งต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสของบิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลยยังมีอยู่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของบิดาโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง จำเลยย่อมมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ ซึ่งจำเลยใช้สิทธิดังกล่าวในการยื่น คำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 จนศาลมีคำสั่งอนุญาต ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ ย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ในกองมรดกของบิดาโจทก์ลดลง เพราะจำเลยจะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 (1) อันเป็นผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในการรับมรดกของบิดาโจทก์นับแต่บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายอันเป็นระยะเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบกับการสมรสที่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1499 วรรคสอง เมื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในกองมรดกของบิดาโจทก์จากการมีจำเลยอยู่ในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของ บิดาโจทก์กับจำเลยที่ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 เป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1497
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา บ. ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับผู้เสียหายเป็นคู่สมรสกัน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 281 (1) อันจะเป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก็หาทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นความผิดอันยอมความได้ และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยที่ 1 โพสต์ภาพเปลือยของจำเลยทั้งสองเผยแพร่ในบัญชีทวิตเตอร์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเปิดเป็น สาธารณะด้วยความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง ดังนั้น ทันทีที่มีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยการโพสต์ ภาพเปลือยของจำเลยทั้งสองดังกล่าวในบัญชีทวิตเตอร์ของจำเลยที่ 1 ที่เปิดเป็นสาธารณะ ย่อมเป็นการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกดังกล่าวอยู่ในตัว เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวในคราวเดียวกันต่อเนื่องกัน อีกทั้งการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกัน จึงเป็นความผิดเพียง บทเดียว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) (5)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในข้อที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงเป็นอันถึงที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนได้อีก และที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษด้วยก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิการยื่นฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้เช่นกัน ในส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้นจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาในส่วนความผิดฐานนี้ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และขอให้ลดโทษ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาทุกข้อจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเขียนฎีกาด้วยตนเอง ขอให้ศาลฎีกา วินิจฉัยในข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามอีกครั้งหนึ่งว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ แต่ตามฎีกาจำเลยดังกล่าวกลับมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนต่อพยานหลักฐานในส่วนใด และเมื่อได้พิจารณา ในเนื้อหาตามฎีกาจำเลยแล้วก็ไม่พอแสดงให้เห็นได้บ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยคดีหรือข้อเท็จจริงผิดพลาดอย่างไร หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามมากล่าวซ้ำ ถือเป็นฎีกา ที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมสิทธิในเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และสิทธิของบุคคลในการใช้นามตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 เป็นสิทธิคนละประเภทกัน โจทก์ทราบความแตกต่างเป็นอย่างดี จึงบรรยายทั้งสิทธิในเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าในคำฟ้อง เมื่อคำว่า LION SAFETY และ LION SAFETY SHOES เป็นคำที่ประกอบอยู่ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และตามหนังสือแจ้งเตือนฯ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์บอกกล่าวจำเลยว่า จำเลยผลิต นำเข้าสินค้ารองเท้านิรภัยที่ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า LION SAFETY SHOES ของโจทก์และนำออกจำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กับให้จำเลยยุติการผลิต นำเข้า และนำออกจำหน่ายสินค้าที่ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า LION SAFETY SHOES ภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือ ซึ่งเป็นข้อความทำนองเดียวกับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์ระบุในคำขอท้ายฟ้องเพียงว่า ขอให้คำสั่งห้ามจำเลยใช้และนำออกจำหน่ายซึ่งสินค้ารองเท้านิรภัยที่ปรากฏเครื่องหมายการค้า LION SAFETY และ LION SAFETY SHOES ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์จะขอให้บังคับเฉพาะสิทธิในเครื่องหมายการค้า ไม่รวมถึงชื่อทางการค้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าสำหรับสินค้ารองเท้านิรภัยว่า LION หรือ LION SAFETY หรือ LION SAFETY SHOES จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 และมาตรา 39
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมป.อ. มาตรา 74 บัญญัติว่า "เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1)...... ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่า เป็นกรณีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลจะต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี ดังนั้นการจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตาม (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ย่อมชอบที่จะยกฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ซึ่งการพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของ ป.อ. มาตรา 74 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แต่อย่างใดไม่
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมป.อ. มาตรา 74 บัญญัติว่า "เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1)...... ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่า เป็นกรณีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลจะต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี ดังนั้นการจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตาม (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ย่อมชอบที่จะยกฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ซึ่งการพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของ ป.อ. มาตรา 74 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แต่อย่างใดไม่
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงเกี่ยวกับเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่ารักษาพยาบาลบุตรทั้งสองนั้น แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดหน้าที่ของบิดามารดาต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์เท่านั้น เมื่อการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องความตกลงของคู่สัญญาเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาโดยที่มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับว่าบิดามารดาจะให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วไม่ได้ ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อตกลงว่า "...ข้อ 2. จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง คนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษาตามที่ระบุในข้อ 3. ... ข้อ 3. จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าการศึกษา ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสองจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีหรือขั้นสูงสุดตามที่บุตรทั้งสองต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศตามความเป็นจริง ทั้งนี้จำเลยและบุตรทั้งสองต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน...ข้อ 4. จำเลยตกลงชำระค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจและดูแลสุขภาพ ของบุตรทั้งสองตามความเป็นจริง..." ข้อตกลงดังกล่าวถือว่าเป็นการยืดขยายหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตรออกไปหลังบุตรบรรลุนิติภาวะ อันเป็นความปรารถนาดีของจำเลยผู้เป็นบิดาที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนบุตรทั้งสองของตนเอง จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมใช้บังคับได้
หลังจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์ยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2563 อ้างว่าจำเลยไม่จ่ายเงินให้แก่บุตรทั้งสองตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ออกหมายเรียกจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษายอมความต่อไป อันเป็นการยื่นคำร้องขอบังคับคดีแก่จำเลยเพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ซึ่งจำเลยยื่นคำคัดค้าน ฉบับลงวันที่ 2 ธันวาคม 2563 ว่า จำเลยไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ยกคำร้อง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องรวม 3 ฉบับ คือ คำร้องฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 วันที่ 21 ธันวาคม 2564 และวันที่ 9 มิถุนายน 2566 สรุปใจความสำคัญได้ว่า จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษาและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้แก่โจทก์และบุตรทั้งสองเป็นจำนวนมาก ปัจจุบัน พ. จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศถึง 2 สาขา และได้ทำงานในบริษัทด้านวิชาชีพทางกฎหมาย อันเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและรายได้ที่แน่นอนแล้ว ส่วน ม. ก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ น่าจะประกอบอาชีพที่มีความมั่นคงและรายได้ที่แน่นอนเช่นเดียวกัน สำหรับจำเลยเกษียณอายุจากงานประจำแล้ว ไม่มีรายได้ที่แน่นอน ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยยุติการจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ และค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไป อันเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 โดยจำเลยขอยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับประเด็นตามคำร้องของโจทก์ว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จริงตามที่ปรากฏในสำนวนเกี่ยวกับคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "สำเนาให้โจทก์ รอไว้สั่งวันนัด" และคำร้องของจำเลย ฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "สำเนาให้โจทก์ สั่งในรายงาน" และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยดังกล่าว โดยสอบถามคู่ความและมีการกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องของจำเลยในวันที่ 28 และ 29 มีนาคม 2565 ไว้ด้วย ส่วนคำร้องของจำเลย ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน 2566 แม้จำเลยจะยื่นคำร้องมาในระหว่างการไต่สวนพยานจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รวม" เท่านั้น แต่เนื้อหาตามคำร้องของจำเลยมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 และวันที่ 21 ธันวาคม 2564 จึงเป็นคำร้องที่จำเลยยื่นเข้ามาในประเด็นเดิมที่เคยขอให้ศาลวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ถือว่าศาลชั้นต้นได้มีการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งโจทก์ก็ยื่นคำแก้ฎีกาทำนองเดียวกับฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับรวมไปกับการไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเฉพาะคำร้องของโจทก์เท่านั้น โดยไม่ได้มีคำสั่งคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ แต่ในส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ย้อนสำนวนไปโดยไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับประเด็นว่าจำเลยปฏิบัติผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนนี้เป็นการมิชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6
ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนของโจทก์และจำเลยรับกันว่า จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเป็นค่าการศึกษาทุกเทอม ค่าหอพัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องบินไปกลับ และค่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาทั้งหมดเพียงคนเดียว นอกจากนี้จำเลยยังชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองทุกเดือน เดือนละ 35,000 บาท อีกส่วนหนึ่งต่างหาก แสดงว่าจำเลยมีความรับผิดชอบปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. เป็นอย่างดีมาโดยตลอด ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาบุตรทั้งสอง เช่น ค่าทริปวันหยุดในการเดินทางไปเที่ยวดูเมืองต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายส่ง ม. เข้าหอพักที่มหาวิทยาลัย ค่าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน 2 เครื่อง เป็นต้น ซึ่งจำเลยคัดค้านว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสอง เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางไปท่องเที่ยวในวันหยุดของบุตรทั้งสองเอง มิใช่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้มีการทัศนศึกษา ส่วนค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน ก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการศึกษา ซึ่งจำเลยก็ได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตให้แก่บุตรทั้งสองใช้เป็นอุปกรณ์ในการศึกษาแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายในการที่โจทก์และ พ. เดินทางไปส่ง ม. เข้ามหาวิทยาลัย ได้ความจากทางไต่สวนว่าจำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวทั้งหมดเองโดยโจทก์ยอมรับว่าจำเลยเป็นคนออกเงินค่าใช้จ่ายเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสอง แม้จำเลยจะเคยชำระค่าใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าวมาก่อนก็เป็นเพียงการชำระตามความสมัครใจของจำเลยในฐานะบิดาเป็นครั้งคราวซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้มีข้อตกลงให้จำเลยต้องชำระค่าใช้จ่ายที่จำเลยเคยชำระโดยปริยาย ทั้งตามข้อตกลงดังกล่าว มีข้อความระบุไว้ด้วยว่า ทั้งนี้จำเลยและบุตรทั้งสองต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน โดยให้บุตรทั้งสองแจ้งรายละเอียดให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้จากทางไต่สวนปรากฏว่า ค่าใช้จ่ายส่วนนี้บุตรทั้งสองได้มีการใช้จ่ายไปโดยที่จำเลยกับบุตรทั้งสองยังไม่ได้มีการเห็นชอบร่วมกัน แม้โจทก์กล่าวอ้างว่า บุตรทั้งสองไม่สามารถขอความเห็นชอบในค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากจำเลยได้ เนื่องจากจำเลยทอดทิ้งบุตรทั้งสองและปกปิดที่อยู่ของจำเลยไม่ให้บุตรทั้งสองทราบและไม่ยอมรับโทรศัพท์นั้น แต่ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนกลับได้ความว่า โจทก์และบุตรทั้งสองยังคงติดต่อกับจำเลยทางแอปพลิเคชันไลน์ได้ เมื่อโจทก์และบุตรทั้งสองขอเบิกค่าใช้จ่ายที่โจทก์และบุตรทั้งสองอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ปรากฏว่าจำเลยเพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นกรณีที่ยังไม่มีการตกลงร่วมกัน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงตามในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4. ที่ระบุว่า จำเลยตกลงชำระค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจและดูแลสุขภาพของบุตรทั้งสองนั้น ข้อตกลงดังกล่าวมีเงื่อนไขว่า จำเลยตกลงชำระตามความเป็นจริงโดยจำเลยจะนำเงินเข้าบัญชีบุตรทั้งสองภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับต้นฉบับใบเสร็จรับเงินจากบุตรทั้งสอง อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาของคู่สัญญาว่าจำเลยจะชำระตามที่มีหลักฐานเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจริง ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2562 จำเลยไม่ชำระค่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ยี่ห้อยูเซอรีน ให้แก่ พ. ตามรายการค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระนั้น ตามทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏว่า พ. ได้ส่งใบเสร็จรับเงินเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่จำเลย แม้จำเลยจะเคยชำระค่าใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าวโดยที่ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ก็เป็นเพียงการชำระตามความสมัครใจของจำเลยในฐานะบิดาเป็นครั้งคราว โจทก์จะนำเหตุดังกล่าวมาอ้างเป็นข้อยกเว้นข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยต้องชำระโดยไม่มีหลักฐานหาได้ไม่ ทั้งตามทางไต่สวนของโจทก์ที่อ้างว่า พ. มีอาการเครียดจะมีอาการบวมและมีผื่นแดง แพทย์แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นประจำ แต่โจทก์มีเพียงใบรับรองแพทย์ ระบุว่า พ. มีอาการออกผื่นและอาการบวมเท่านั้น โดยไม่ปรากฏความเห็นของแพทย์ว่ามีความจำเป็นที่ พ. จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวประจำ จึงยังไม่ได้ความชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นค่าดูแลสุขภาพของบุตรอย่างแท้จริง และที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2563 จำเลยค้างชำระ ค่าเครื่องทำความสะอาดผิวหน้าของ ม. นั้น แม้โจทก์จะมีใบเสร็จในการชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็ตาม แต่ตามทางไต่สวนของโจทก์ ก็ได้ความเพียงว่าเครื่องดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการรักษาสิวและผิวหน้าซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อยาและพบแพทย์ผิวหนังเท่านั้น จึงยังไม่ได้ความชัดเจนว่าเป็นค่าดูแลสุขภาพของ ม. สำหรับที่โจทก์อ้างว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 จำเลยไม่ได้ชำระค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล น. เป็นเงิน 4,750 บาท ให้แก่ พ. นั้น โจทก์มีหลักฐานการแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่จำเลยพร้อมสำเนาใบเสร็จมาแสดง ส่วนจำเลยอ้างเพียงว่า ไม่เคยค้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว แต่จำเลยกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยจำไม่ได้ว่าชำระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้แก่ พ. แล้วหรือไม่ เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปแล้ว กรณีจึงฟังได้ว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาในส่วนนี้ นอกจากนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาตามคำร้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2564 และคำร้องขอนำส่งเอกสารเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 13 มิถุนายน 2566 นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำร้องของโจทก์ดังกล่าวซึ่งโจทก์ก็มิได้โต้แย้งเกี่ยวกับการที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ไว้เลย ต้องถือว่าโจทก์มิได้มีคำร้องขอให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายส่วนนี้
เมื่อพิจารณาคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยและคำสั่งเฉพาะแต่คำร้องขอของโจทก์เท่านั้น โดยศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยและมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับที่ขอให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณามิชอบ แต่เนื่องจากประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นตามคำร้องของโจทก์ ประกอบกับได้ความจากฎีกาของจำเลยและคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนพยานตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน เห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อผู้มีส่วนได้เสียแสดงว่าพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลจะสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้ ตามบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้นได้ 4 ประการ คือ เพิ่มขึ้น ลดลง ไม่ให้อีกต่อไป หรือเคยไม่ให้แต่กลับมาให้ใหม่ โดยขึ้นกับพฤติการณ์ รายได้ ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่ของทั้งสองฝ่าย และไม่ว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูจะได้กำหนดโดยคำพิพากษา ข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้เสมอ ดังนั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยจะกระทำขึ้นโดยชอบด้วยความสมัครใจของคู่กรณี หากต่อมาพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของจำเลยได้เปลี่ยนแปลงไป จำเลยก็ชอบที่จะร้องขอให้เปลี่ยนแปลงได้ แสดงว่าการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูมีลักษณะเป็นการชั่วคราวจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ หากมีข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายระบุไว้เกิดขึ้น ประกอบกับมาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ...ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีด้วย เช่นนี้ เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 1. มีข้อความว่า "จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นเงินเดือนละ 50,000 บาท ...จนกว่า ม. จบการศึกษาระดับปริญญาตรี" และข้อ 2. มีข้อความว่า "จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท...จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษาตามที่ระบุในข้อ 3. ..." และข้อ 3. มีข้อความว่า "จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าการศึกษา ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสองจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีหรือขั้นสูงสุดตามที่บุตรทั้งสองต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศตามความเป็นจริง..." เห็นได้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกำหนดให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูของบุตรทั้งสองมีสองกรณี กล่าวคือ กรณีแรกเมื่อบุตรทั้งสองศึกษาจบปริญญาตรี กรณีที่สองเมื่อบุตรทั้งสองศึกษาจบขั้นสูงสุด โดยใช้คำว่า "หรือ" ซึ่งหมายความถึงกรณีหนึ่งกรณีใดก็ได้ที่มาถึงก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4. และข้อ 5. ก็เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูบุตร ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2. และข้อ 3. ซึ่งต้องอยู่ในเงื่อนไขหลักเกณฑ์การหลุดพ้นความรับผิดเช่นเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น ได้ความจากคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับว่าจำเลยประสงค์จะยุติชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตั้งแต่จำเลยยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ถือว่าจำเลยมีความประสงค์จะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแตกต่างไปจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นประโยชน์แก่บุตรทั้งสองและโจทก์ย่อมกระทำได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า พ. บุตรคนที่ 1 มีอายุครบ 25 ปี ทั้งประกอบอาชีพการงานแล้ว จึงเห็นควรให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของ พ. ส่วน ม. บุตรคนที่ 2 ปรากฏว่าในวันที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับที่สาม ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ม. จบการศึกษาปริญญาตรีจึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งจำเลยมีสิทธิยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่นของ ม. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1. ระบุให้จำเลยรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์จนกว่า ม. จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะจำเลยยื่นคำร้องฉบับที่สาม ม. ก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว จึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยจึงหลุดพ้นความรับผิดไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายอื่นให้แก่โจทก์อีกต่อไป
โจทก์ทั้งสองสมัครใจทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้ อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ กับยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 688, 689, 690 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ก่อน พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ และเมื่อพิจารณาหนังสือยินยอมหักเงินได้ตามความในมาตรา 42/1 แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 ที่โจทก์ทั้งสองทำให้จำเลยไว้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2556 เช่นกัน ระบุว่า โจทก์ทั้งสองขอแสดงเจตนายินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลยให้แก่จำเลยตามที่จำเลยแจ้งไปจนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป ข้อความดังกล่าวมีความหมายที่แสดงถึงเจตนาของคู่สัญญาว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมให้จำเลยแจ้งให้หน่วยงานต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินที่ถึงกำหนดจ่ายให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลย อันเป็นการตกลงยินยอมตามบทบัญญัติในมาตรา 42/1 แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 โจทก์ทั้งสองย่อมต้องถูกผูกพันตามข้อตกลงในหนังสือยินยอมดังกล่าว จึงไม่อาจอ้างสิทธิเกี่ยงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อยกเว้นข้อผูกพันที่ได้ยินยอมไว้ได้ และ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แตกต่างจากบทบัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่) อันมีเจตนาบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้สามารถลุล่วงไปได้ มีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่) การที่จำเลยจะมีสิทธิแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่จึงต้องพิจารณาเงื่อนไขไปตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง ผู้กู้ที่โจทก์ทั้งสองค้ำประกันเริ่มผิดนัดครั้งแรกและมิได้ชำระหนี้แต่ละงวดจนครบตั้งแต่ก่อนปี 2560 และก่อนที่จำเลยจะเริ่มหักเงินเดือนจากโจทก์ทั้งสองในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองมีหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินโจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง แล้ว ประกอบกับมาตรา 42/1 มิได้บัญญัติว่าการแจ้งให้หักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นจำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ทั้งสองก่อน จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบก่อนที่จะแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงิน ดังนั้น จำเลยย่อมอาศัยข้อตกลงตามหนังสือยินยอมหักเงินได้แจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันตามการค้ำประกันได้ การหักเงินของจำเลยจึงเป็นการหักเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่ลาภมิควรได้ที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเรียกคืนได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน และนำเอาอาวุธปืนที่มีอนุภาพร้ายแรงติดตัวมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 จอดรถจักรยานยนต์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด กระสุนถูกผนังบ้านทะลุเข้าไปในตัวบ้านและอยู่ในระดับคอคน จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใดเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและได้นำบุตรชายไปฝากญาติไว้ ขณะเกิดเหตุจึงไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านกรณีจึงเป็นเรื่องบังเอิญ การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว และการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกับพวกมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการตระเตรียมจัดหารถจักรยานยนต์และอาวุธปืนเพื่อนำไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยมีการนัดให้จำเลยทั้งสองไปเอาอาวุธปืนยังสถานที่ซ่อนไว้เป็นขั้นเป็นตอน ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80
จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พนักงานสอบสวนมิได้สอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความต้องการทนายความหรือไม่ จึงมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นฎีกาได้ เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นมีระวางโทษสูงสุดเพียงจำคุกตลอดชีวิต และปรากฏตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาที่ 1 ว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบ และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่จำเลยที่ 1 ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ และไม่ประสงค์ให้ผู้อื่นใดร่วมฟังการสอบสวน แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 สละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีนี้มีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง พนักงานสอบสวนจึงทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับผู้คัดค้านในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องชำระเงินจอง 100,000 บาท เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 และชำระเงินทำสัญญา 2,810,780 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 และผู้ร้องตกลงชำระราคาห้องชุดที่เหลือ 8,150,184 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน แล้วคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เงินจองคือเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้จะขาย ส่วนเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย เงินจองและเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงเป็นมัดจำ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้ตามมาตรา 378 (2) เห็นว่า ในส่วนที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกี่ยวกับเงินที่ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเงินจำนวน 2,810,780 บาท ว่ามอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นอนุญาโตตุลาการว่าชำระให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 อันเป็นวันภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องชำระเงิน 2,810,780 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ประกอบกับจำนวนเงินดังกล่าวเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายห้องชุดพิพาทแล้ว มีอัตราร้อยละที่สูงเกินสัดส่วนสำหรับเพื่อใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานเป็นมัดจำ เงิน 2,810,780 บาท จึงไม่ใช่มัดจำตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินส่วนนี้เป็นมัดจำและผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ย่อมเป็นการไม่ชอบ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ไม่ได้มีบทบัญญัติวิธีการขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวง อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม มาใช้บังคับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์ การยื่นอุทธรณ์จึงต้องนำบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคหนึ่ง และมาตรา 198 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง มาใช้บังคับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ด้วยการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น และเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลชั้นต้น จึงมีอำนาจตรวจอุทธรณ์โจทก์ได้ การที่ผู้พิพากษานั้นตรวจอุทธรณ์โจทก์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 และข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แล้วสั่งให้โจทก์แก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และรับอุทธรณ์โจทก์ไว้ จึงเป็นกรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องตามเจตนารมณ์แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 แล้ว และถือเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาที่สั่งอนุญาต
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.45/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในคดีนี้ และบังคับล่อลวงให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก แล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปผู้เสียหายในขณะเปลือยกายและไม่สวมใส่เสื้อผ้าหลายรูป จำเลยครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กของผู้เสียหายไว้ โดยเก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ต่อมาจำเลยส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวผ่านช่องทางโปรแกรมเมสเซนเจอร์หลายรูป ไปให้บุคคลอื่นหลายครั้ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหายโดยจำเลยข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายกลับไปคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิม หากผู้เสียหายไม่ยอมกลับไปคืนดี จำเลยจะนำภาพโป๊เปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยได้ถ่ายไว้และมีไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นไปเผยแพร่ประจานในเฟซบุ๊ก แม้โจทก์จะแยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นสองคดีเป็นความผิดคนละฐานความผิดและเกิดขึ้นต่างวันและเวลากัน แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองคดีเป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน และมูลเหตุคดีนี้มาจากการกระทำอันเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ในความผิดฐานส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิมตามที่จำเลยได้ข่มขู่ผู้เสียหายไว้ การกระทำของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน และเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาต่อเนื่องเชื่อมโยงกับในคดีก่อน ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว ดังนั้น เมื่อการกระทำตามฟ้องศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยซอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม