คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2569
#731682
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง...ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง... ดังนี้ คำว่า กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดดังกล่าวนั้น หมายความรวมถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นด้วย ได้แก่ การลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ หากมีการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและมีผลที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับโทษน้อยลง ศาลมีอำนาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 2 ได้ภายในหลักเกณฑ์ของมาตรา 3 ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ดังนี้ เมื่อ ป.ยาเสพติด มาตรา 153 ยังคงบัญญัติเกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุม ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ แต่การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย การไม่กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลฎีกา จึงเห็นสมควรปรับบทกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ด้วย เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91, 100/2 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 32 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 320,000 บาท เพิ่มโทษคนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุกคนละ 48 ปี และปรับคนละ 900,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 480,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกคนละ 24 ปี และปรับคนละ 450,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 240,000 บาท รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 27 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 690,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งกำหนดโทษจำเลยทั้งสองใหม่เป็นว่า หลังวางโทษ เพิ่มโทษและลดโทษรวมทุกข้อหาแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 21 ปี 6 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 350,000 บาท นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองใหม่สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เพียงกรรมเดียว จำคุกคนละ 20 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุกคนละ 26 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุกคนละ 5 เดือน 10 วัน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 2 เดือน 20 วัน รวมจำคุกคนละ 13 ปี 6 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 400,000 บาท นอกจากที่กำหนดโทษใหม่ให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิมที่ถึงที่สุด

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า การปรับบทกำหนดโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวโดยลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และการเพิ่มโทษยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ปรับบทกำหนดโทษจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อตำรวจชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง...ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง... ดังนี้ คำว่า กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดดังกล่าวนั้น หมายความรวมถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นด้วย ซึ่งคดีนี้ได้แก่การลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ หากมีการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและมีผลที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับโทษน้อยลง ศาลก็มีอำนาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 2 ได้ภายในหลักเกณฑ์ของมาตรา 3 ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ดังนี้ เมื่อประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 153 ยังคงบัญญัติเกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุม ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ แต่การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย การไม่กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 จึงเป็นการหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ซึ่งกำลังรับโทษยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ แต่ไม่ได้ฎีกา เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกา สำนวนความจึงปรากฏแก่ศาลฎีกา และเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการไม่กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 จึงเป็นการหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรปรับบทกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทกำหนดโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ด้วย ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 15 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท เพิ่มโทษคนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกคนละ 20 ปี และปรับคนละ 800,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 10 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ป.ยาเสพติด ม. 153
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย ฉ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นางสาวพรรณธวัช มวญนรา
ศาลอุทธรณ์ — นายสมหวัง คล้ำชื่น
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
พัฒนไชย ยอดพยุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3538/2569
#730568
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 1,000 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ (4) จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้โดยเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นการไม่ชอบ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อมลงโทษในความผิดดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อ มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นต่อสู้ในคำให้การ ทำให้ศาลชั้นต้นมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จำเลยย่อมมีสิทธิยกเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 ริบขวานเหล็กของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบขวานเหล็กของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขวานเหล็กของจำเลยของกลางคดีนี้ซึ่งมีความยาวรวมด้าม 35 เซนติเมตร ฟันถูกผู้เสียหาย 1 ครั้ง คมขวานถูกขมับด้านซ้ายของผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดขอบไม่เรียบที่ขมับข้างซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บาดแผลถลอกที่เหนือใบหูซ้ายยาว 3 เซนติเมตร บาดแผลฟกซ้ำที่ท้ายทอยและบาดแผลถลอกที่ศอกข้างขวา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 1,000 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ (4) แต่จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้โดยเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนข้อนี้ จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีอาชีพรับเหมาก่อสร้างเล็ก ๆ น้อย ๆ วันเกิดเหตุจำเลยไปทวงเงินจากนางเดือนภริยาจำเลยตามที่นัดหมายไว้ โดยนำอุปกรณ์ เครื่องมือในการก่อสร้าง ได้แก่ สว่าน ลูกหมู และขวาน เก็บไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ ถือว่าจำเลยเก็บขวานไว้อย่างมิดชิด ไม่ได้เปิดเผย และมีเหตุอันสมควรในการนำขวานอันเป็นอุปกรณ์ในการทำงานก่อสร้างไปด้วย ขวานไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ จำเลยไม่มีความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เห็นว่า ลักษณะขวานของกลาง มีความยาวรวมด้าม 35 เซนติเมตร ความยาวของคมขวานประมาณ 2 นิ้วเศษ แม้จำเลยอ้างว่าขวานดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ในการทำงานก่อสร้างของจำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารมานำสืบสนับสนุน ประกอบกับขวานของกลางอยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ในสภาพพร้อมหยิบมาใช้ เชื่อได้ว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้เป็นอาวุธ จึงเป็นอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (5) เมื่อจำเลยใช้พาติดตัวไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ปัญหาดังกล่าว ผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยจะมาเอาเงิน 10,000 บาทจากนางเดือน นางเดือนแจ้งว่ายังไม่มีเงิน จำเลยยืนรออยู่ที่ประตูด้านนอกอะพาร์ตเมนต์ ผู้เสียหายแจ้งจำเลยให้กลับไปก่อน จะมานั่งตรงนี้ไม่ได้เนื่องจากผู้เสียหายต้องดูแลความปลอดภัย จากนั้นจำเลยพูดทางโทรศัพท์กับบุคคลอีกคนหนึ่ง บุคคลดังกล่าวด่าทอด้วยคำหยาบคาย และจำเลยบอกว่าจะพาพวกมากระทืบผู้เสียหาย แล้วจำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์ ทำท่าจะหยิบขวานจากใต้เบาะรถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายจึงถีบไปที่ด้านท้ายของรถจักรยานยนต์จนรถล้มลง หลังจากนั้นจำเลยจึงหยิบขวานที่อยู่ในเบาะรถจักรยานยนต์อีกครั้งหนึ่ง แล้วใช้มือจับขวานในลักษณะจามมาที่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้มือซ้ายกันขวานไว้ ทำให้ขวานถากศีรษะผู้เสียหายเป็นบาดแผลที่ศีรษะ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตรงกับที่ให้การในชั้นสอบสวนในสาระสำคัญ ทั้งยังสอดคล้องกับภาพที่บันทึกไว้ในกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งใกล้ที่เกิดเหตุ ซึ่งปรากฏเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายกับจำเลยมีปากเสียงกัน แล้วจำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์เพื่อหยิบสิ่งของบางอย่างผู้เสียหายจึงใช้เท้าถีบที่ท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์อีกครั้งในเวลาต่อเนื่องกัน แล้วหยิบขวานออกมาฟันไปที่ผู้เสียหาย คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าขณะจำเลยจะเดินกลับผู้เสียหายเดินตามมา จำเลยเปิดเบาะรถเพื่อจะหยิบบุหรี่แต่ผู้เสียหายถีบจำเลย จนรถจักรยานยนต์ล้มลงในลักษณะนอนขวาง ขวานไหลออกมาจากตัวรถ จำเลยหยิบขวานและแจ้งผู้เสียหายไม่ให้เข้ามา แต่ผู้เสียหายพุ่งเข้ามาหาจำเลย จำเลยจึงเงื้อขวานหลบออกมาในลักษณะชูขวานขึ้นเหนือศีรษะ ไม่มีเจตนาที่จะฟันผู้เสียหายนั้น เห็นได้ชัดว่าขัดแย้งกับภาพที่บันทึกไว้ในกล้องวงจรปิด ข้อนำสืบของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายแจ้งให้จำเลยออกไปจากอะพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุ จึงหยิบขวานจากใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของจำเลยออกมา ผู้เสียหายพุ่งไปหาจำเลยเพื่อยื้อแย่งขวานและใช้มือกันไม่ให้จำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหาย เมื่อพิจารณาภาพถ่ายขวานของกลาง เห็นได้ว่าขวานของกลางมีความยาวของคมขวานประมาณ 2 นิ้วเศษ เป็นขวานขนาดเล็กเฉพาะความยาวของขวานรวมทั้งด้ามมีความยาว 35 เซนติเมตร หรือ 14 นิ้ว และมีสภาพเก่า แม้จำเลยใช้ขวานเป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหาย แต่จำเลยกับผู้เสียหายไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน สาเหตุของการทำร้ายเป็นเพราะจำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายไม่ยอมให้จำเลยรอภริยาจำเลยที่หน้าอะพาร์ตเมนต์ ซึ่งมิใช่เรื่องร้ายแรง ประกอบกับผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดขอบไม่เรียบที่ขมับข้างซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บาดแผลถลอกที่เหนือใบหูซ้ายยาว 3 เซนติเมตร บาดแผลฟกซ้ำที่ท้ายทอยและบาดแผลถลอกที่ศอกข้างขวาบาดแผลของผู้เสียหายใช้เวลารักษาประมาณ 7 วัน ซึ่งไม่ถือว่าเป็นบาดแผลฉกรรจ์ แสดงว่าจำเลยมิได้ใช้ขวานฟันผู้เสียหายโดยแรง ดังนี้ จำเลยมีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ใช่เจตนาฆ่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาคดีอาญาเป็นการพิจารณาให้ได้ความจริงเพื่อพิพากษาลงโทษ หรือยกฟ้อง หรือวินิจฉัยว่ามีเหตุยกเว้นโทษ หรือลดหย่อนผ่อนโทษให้จำเลยหรือไม่ อย่างไร การพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ หากมีกรณีที่ศาลพิจารณาได้ความจริงในทางใด ศาลก็มีอำนาจยกบทกฎหมายที่ต้องด้วยกรณีนั้นขึ้นปรับแก่ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ หากศาลมิได้ยกข้อกฎหมายข้อใดขึ้นปรับแก่ข้อเท็จจริงเรื่องใดซึ่งจำเลยเห็นว่าควรที่ศาลสูงจะได้พิจารณาวินิจฉัยเพราะอาจจะเป็นคุณแก่ตน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ คดีนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นต่อสู้ในคำให้การที่ศาลบันทึกหรือที่จำเลยยื่น ทำให้ศาลชั้นต้นมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ต่อมาเมื่อการพิจารณาขึ้นสู่ศาลชั้นอุทธรณ์ จำเลยย่อมมีสิทธิยกเรื่องการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยได้ โดยเฉพาะเมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานจนสิ้นกระแสความแล้ว เพราะย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้จำเลยจึงไม่ชอบ และเมื่อจำเลยได้ฎีกาปัญหานี้มาด้วยแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่จำเลยทำร้ายผู้เสียหายเป็นการกระทำโดยป้องกันหรือบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายแจ้งให้จำเลยออกไปจากอะพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุ จำเลยเปิดเบาะรถจักรยานยนต์เพื่อหยิบขวานออกมา การที่ผู้เสียหายใช้เท้าถีบรถจักยานยนต์ของจำเลยเพื่อมิให้จำเลยหยิบขวานออกมา และการที่ผู้เสียหายพุ่งเข้าไปหาจำเลยโดยใช้แขนกันขวานไว้ ก็เพื่อมิให้จำเลยใช้ขวานฟันผู้เสียหายได้ถนัด การกระทำของผู้เสียหายไม่เป็นการข่มเหงรังแกจำเลย หรือมีเจตนาทำร้ายจำเลย ไม่เป็นการประทุษร้ายจำเลยอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการกระทำของผู้เสียหายไม่เป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอันจะทำให้จำเลยอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หรือบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 6 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 193 ทวิ ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายวาริท จิระภาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวเบญจวรรณ ตาลาวนิช
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
สุรพงษ์ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3479/2569
#730570
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็อาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้อย่างหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นเพื่อลงโทษจำเลยในเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรมได้ เช่น การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) และการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามกฎหมายก็ตาม แต่เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไปว่าต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวหรือไม่ หาใช่ต้องฟังเป็นยุติตามฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเสมอไปไม่ มิฉะนั้นจะทำให้กลายเป็นว่า เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยเป็นสำคัญ ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดอย่างแท้จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1, 29, 90, 104, 134, 145, 152, 162, 165 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4, 32, 33, 91, 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคสาม (2), 162 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 เพิ่มเฉพาะโทษปรับ เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,600,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 2 เดือน 20 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป คงจำคุก 25 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน รวมจำคุก 25 ปี 1 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จำคุก 35 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 46 ปี 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 23 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษปรับและโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 23 ปี 5 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คู่ความไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต้องกำหนดโทษจำเลยให้เบาลงตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็อาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้อย่างหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นเพื่อลงโทษจำเลยในเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรมได้ เช่น การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) และการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมี 1,893 เม็ด กับชนิดเกล็ดสีขาวอีก 7 ซอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้รวม 209.079 กรัม ซึ่งฟังเป็นยุติว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการจำหน่ายอย่างหนึ่งตามนิยามคำว่า "จำหน่าย" ในมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ดังนี้ โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีนได้เป็นของกลางเสียก่อน ย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายของเมทแอมเฟตามีนไปในกลุ่มผู้เสพและบุคคลทั่วไป ส่งผลกระทบต่อความเสียหายในสังคมส่วนรวม จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยว่า ก่อนหน้านี้จำเลยเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งจำหน่ายแก่บุคคลอื่นหลายครั้ง และปรากฏจากคำฟ้องว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาก่อน เป็นเหตุให้โจทก์ขอเพิ่มโทษในคดีนี้เพราะกระทำความผิดซ้ำ ส่อแสดงว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นประจำหรือทำเป็นปกติธุระ ตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้า ตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) อีกด้วย ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาทถึง 2,000,000 บาท ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่พอให้รับฟังว่าการกระทำของจำเลยมีความร้ายแรงถึงขนาดทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 บาทถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต แม้โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามกฎหมายก็ตาม แต่เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไปว่าต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวหรือไม่ หาใช่ว่าฟังเป็นยุติตามฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเสมอไปไม่ มิฉะนั้นจะทำให้กลายเป็นว่า เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นสำคัญ ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดอย่างแท้จริง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) โดยวางโทษจำคุก 35 ปี ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยเสียใหม่ให้ถูกต้องและแก้ไขโทษจำคุกให้เบาลง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1) (2) จำคุก 20 ปี และปรับ 1,200,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 26 ปี 8 เดือน และปรับ 1,600,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท รวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอีกกระทงหนึ่งแล้ว เป็นจำคุก 13 ปี 5 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ยาเสพติด ม. 145 วรรคสอง (2) ม. 145 วรรคสาม (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายอำนาจ ศรีอรุณราช
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชัย วงษาพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
องอาจ แน่นหนา
จักรพันธ์ สอนสุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3354/2569
#730559
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 14 นาฬิกา ก่อนวันที่ 29 กันยายน 2565 ที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จึงต้องมีคำพิพากษานับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง จึงไม่ชอบและเมื่อศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอนับโทษต่อหรือไม่ ซึ่งจากการไต่สวน จำเลยแถลงรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลฎีกาจึงนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 282, 286, 312 ตรี, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4, 26, 78 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5, 45, 47, 50, 90, 144, 146, 148/2 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 3 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 รวมเป็นเงิน 169,920 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 45 (1) (ที่ถูก มาตรา 45 (1) วรรคหนึ่ง), 47 วรรคหนึ่ง, 50 (3), 90 วรรคหนึ่ง, 144 (1) วรรคหนึ่ง, 146, 148/2 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดาเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี ฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการ ปรับ 400,000 บาท ฐานไม่แจ้งการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีต่อพนักงานตรวจแรงงาน ปรับ 5,000 บาท ฐานเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในระหว่างเวลา 22.00 ถึงเวลา 06.00 นาฬิกา ปรับ 5,000 บาท ฐานเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพฐานจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 415,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปี แต่ไม่เกินสองปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมคดีในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 3/2565 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 1 เดือน และปรับ 415,000 บาท เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 กันยายน 2565 ที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องตามคำร้องฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2565 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 3/2564 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม 1 /2565 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 14.00 นาฬิกา ก่อนวันที่ 29 กันยายน 2565 ที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขได้ จึงชอบที่ต้องมีคำพิพากษานับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 กันยายน 2565 ที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องตามคำร้องฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2565 จึงไม่ชอบและเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ และศาลชั้นต้นพิพากษาอย่างไร ซึ่งจากการไต่สวนของศาลชั้นต้น ปรากฏว่า จำเลยแถลงรับว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 3/ 2564 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและจากสำเนาคำพิพากษาคดีดังกล่าว ปรากฏว่า คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 ซึ่งพิพากษาให้รวมจำคุก 17 ปี 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีนี้ตามสำเนาคำพิพากษาและหมายจำคุกและกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 3/2564 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นาง ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายพงษธร เศรษฐถาวร
ศาลอุทธรณ์ — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชุมพล อรรถเสถียร
ชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
นิรันดร์ อนรรฆมณีกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3297/2569
#729507
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีน 10,167 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 197.361 กรัม ที่จำเลยที่ 1 กับพวก ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าหากจำเลยที่ 1 กับพวก ไม่ถูกเจ้าพนักงานจับกุมเสียก่อนจะทำให้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแพร่กระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมอื่นอีกหลายประเภท ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนในสังคม โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนท้าย แต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนต้น ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ถูกต้องและแก้ไขโทษจำคุกให้เบาลง และจำเลยที่ 2 แม้ไม่ได้ฎีกาแต่เมื่อเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42, 43, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อพนักงานฝ่ายปกครองซึ่งเป็นผู้จับกุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 ด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 6 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ส่วนฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ศาลลงโทษปรับจึงเพิ่มโทษไม่ได้ ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 51 เพิ่มโทษเฉพาะโทษปรับ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับจำเลยที่ 1จำนวน 1,600,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 8 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 25 ปี และปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 800,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 600,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 500 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 4 เดือน และปรับ 800,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง และให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ด้วย ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จำคุกคนละ 28 ปี และปรับคนละ 600,000 บาทลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 37 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 เดือน 10 วัน ลดโทษจำเลยทั้งสองกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี 8 เดือน และปรับ400,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 18 ปี 10 เดือน 20 วัน และปรับ 400,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ คู่ความไม่ฎีกา ความผิดทั้งสองฐานนี้เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 เบากว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีประมวลกฎหมายยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีโทษแตกต่างกัน จึงเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ดังนั้น ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 คดีนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1,000,000 บาทถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดได้บัญญัติบทความผิดและบทกำหนดโทษไว้ในมาตรา 90 และมาตรา 145 โดยมาตรา 145 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม กำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงหรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นสำคัญ แม้กฎหมายใหม่ไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการลงโทษดังเช่นกฎหมายเดิม แต่ปริมาณของยาเสพติดก็อาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้อย่างหนึ่งซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบในการปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ในเหตุฉกรรจ์ที่เป็นเชิงนามธรรมได้ เช่น การกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรก และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมี 10,167 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 197.361 กรัม ซึ่งฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามกฎหมายใหม่ ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า หากจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ถูกเจ้าพนักงานจับกุมเสียก่อน จะทำให้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแพร่กระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมอื่นอีกหลายประเภท ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนในสังคม ดังนี้ โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนท้าย ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต หาใช่เป็นเพียงการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง หรือการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างไม่ อย่างไรก็ตามจากพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 กับพวก ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนต้นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐด้วย และลงโทษจำเลยที่ 1 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 แล้ว ให้จำคุก 28 ปี ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ถูกต้อง และแก้ไขโทษจำคุกให้เบาลง ส่วนโทษปรับที่กำหนดมา 600,000 บาท ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษ นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน และเนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานนี้กับจำเลยที่ 1 กรณีจึงถือเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ตอนท้าย ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 12 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 16 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปีและปรับ 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 300,000 บาทสำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อรวมกับโทษฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อีกสองกระทงแล้ว เป็นจำคุก 8 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 400,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 215
ป.ยาเสพติด ม. 145 วรรคสาม (2)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นายกิตติกร รุจิรานุพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
องอาจ แน่นหนา
จักรพันธ์ สอนสุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3228/2569
#731679
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนการขายที่ดินรวม 4 แปลง และมีคำขอให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปมาด้วย ดังนี้เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน 2 แปลงตามฟ้อง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 และที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 ได้ เนื่องจากคดีขาดอายุความ แต่ที่ดินตามฟ้องอีก 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 และโฉนดที่ดินเลขที่ 13340 โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้เพียงกึ่งหนึ่ง คือส่วนซึ่งเป็นของ บ. มารดาโจทก์ ส่วนอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นของ ว. บิดาโจทก์นั้น ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการโอนได้ เนื่องจากถือว่า ว. ให้จำเลยโดยเสน่หา ซึ่งผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้จำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อยู่กึ่งหนึ่ง และมีสิทธิใช้ที่ดินทั้งสองแปลงได้ในฐานะเป็นเจ้าของรวมตามหลักกรรมสิทธิ์รวม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกคำขออื่นของโจทก์ ซึ่งมีผลเป็นการยกคำขอของโจทก์ที่ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไป จึงสอดคล้องกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองดังกล่าวเพียงกึ่งหนึ่งแล้ว กรณีมิใช่ศาลชั้นต้นกล่าวเพียงตอนท้ายของคำพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวของโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา และเมื่อปรากฏจากอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ว่า เนื่องจากที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรสระหว่าง ว. และ บ. การทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว จึงต้องเป็นการจัดการร่วมกันระหว่าง ว. และ บ. หรือโดยได้รับความยินยอมจาก บ. ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1476 และมาตรา 1480 การที่ ว. ทำนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลย โดยมิได้เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง ว. และ บ. หรือได้รับความยินยอมจาก บ. จึงมิชอบและต้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมดกลับคืนมาเป็นสินสมรสระหว่าง ว. และ บ. มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่งทั้งโจทก์ยังระบุไว้ในตอนท้ายของอุทธรณ์ว่า และเมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแล้ว โจทก์ก็ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทดังกล่าวต่อไป ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แสดงว่า โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 180 แล้ว กรณีมิใช่โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้และถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้อีกต่อไป ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ตามฟ้องให้แก่จำเลยตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ทั้งหมด มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อีกต่อไป ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปตามคำขอของโจทก์ด้วย จึงจะชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141, 142, และ 246 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินทั้งสี่แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ระหว่าง นายวีระชาติ กับจำเลยโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดินทั้งหมด ให้จำเลยคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งหมดแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ระหว่างนายวีระชาติ กับจำเลย ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 กึ่งหนึ่ง ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางบุญมี โดยให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงในโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของนางบุญมีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13–14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ระหว่างนายวีระชาติ กับจำเลย ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ทั้งหมด ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ใช้สิทธิฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระชาติ ผู้ตาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระชาติและนางบุญมี ขณะมีชีวิตนายวีระชาติและนางบุญมีร่วมกันประกอบกิจการเรือประมงทะเล และจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2526 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/11 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/12 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 นายวีระชาติทำนิติกรรมเป็นผู้ซื้อในระหว่างสมรสและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ วันที่ 9 มีนาคม 2549 นายวีระชาติทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/11 และที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/12 ให้จำเลย นอกจากนี้วันที่ 10 มีนาคม 2560 นายวีระชาติจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ให้แก่จำเลย วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 นายวีระชาติถึงแก่ความตาย และวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 นางบุญมีถึงแก่ความตาย ในระหว่างที่นายวีระชาติยังมีชีวิตอยู่ นายวีระชาติอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยด้วยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่ประมาณปี 2525 ถึงปี 2526 จนกระทั่งนายวีระชาติถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังรับฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่ได้เนื่องจากคดีขาดอายุความ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่มีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13 - 14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ด้วยนั้น ชอบหรือไม่ โดยข้อนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยให้เหตุผลในส่วนที่โจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารไว้โดยละเอียด คงกล่าวแต่เพียงในคำพิพากษาตอนท้ายว่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ซึ่งรวมถึงยกคำขอให้บังคับขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้องด้วย แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์อีกต่อไป คำขอของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอันยุตินั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนการขายที่ดินรวม 4 แปลง และมีคำขอให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปมาด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน 2 แปลงตามฟ้อง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 43058 และที่ดินโฉนดเลขที่ 43051 ได้ เนื่องจากคดีขาดอายุความ แต่ที่ดินตามฟ้องอีก 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม การโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้เพียงกึ่งหนึ่ง คือส่วนซึ่งเป็นของนางบุญมี มารดาโจทก์ ส่วนอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นของนายวีระชาติ บิดาโจทก์ นั้นไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการโอนได้เนื่องจากถือว่านายวีระชาติให้จำเลยโดยเสน่หา ซึ่งผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้จำเลยยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อยู่กึ่งหนึ่ง และมีสิทธิใช้ที่ดินทั้งสองแปลงได้ในฐานะเป็นเจ้าของรวมตามหลักกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นยกคำขออื่นของโจทก์ซึ่งมีผลเป็นการยกคำขอของโจทก์ที่ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไป จึงสอดคล้องกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินทั้งสองดังกล่าวเพียงกึ่งหนึ่งแล้ว กรณีมิใช่ศาลชั้นต้นกล่าวเพียงตอนท้ายของคำพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวของโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา และเมื่อปรากฏจากอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ว่า เนื่องจากที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินสมรสระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี การทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว จึงต้องเป็นการจัดการร่วมกันระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี หรือโดยได้รับความยินยอมจากนางบุญมี ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 และมาตรา 1480 การที่นายวีระชาติทำนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลยโดยมิได้เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี หรือได้รับความยินยอมจากนางบุญมี จึงมิชอบและต้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมดกลับคืนมาเป็นสินสมรสระหว่างนายวีระชาติและนางบุญมี มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนี่ง ทั้งโจทก์ยังระบุไว้ในตอนท้ายของอุทธรณ์ว่า และเมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแล้ว โจทก์ก็ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทดังกล่าวต่อไป ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาเต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แสดงว่า โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไว้โดยชัดแจ้ง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ 2553 มาตรา 180 แล้ว กรณีมิใช่โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้และถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้อีกต่อไป ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ตามฟ้องให้แก่จำเลยตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2560 ทั้งหมด มิใช่เพิกถอนเพียงกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทั้งสองแปลงนี้อีกต่อไป ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและเลิกเกี่ยวข้องอีกต่อไปตามคำขอของโจทก์ด้วย จึงจะชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141, 142 และ 246 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น คำขอนี้ของโจทก์จึงยุติ และยังคงยกคำขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของโจทก์มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 43052 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 81/13-14 และที่ดินโฉนดเลขที่ 13340 ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 141 ม. 142 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 246
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 180 ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ว. และนาง บ.
จำเลย — นางสาว ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี — นายโอภาส คุรุปราการกิจ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา
ชื่อองค์คณะ
อภิญญา ธัญญาวินิชกุล
อริยะ นาวินธรรม
ยุพา วงศ์ทองทิว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2984/2569
#732854
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 จึงเป็นทายาทโดยธรรม ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาโจทก์ตามมาตรา 1629 (1) ในขณะที่บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น บิดาโจทก์ยังเป็นคู่สมรสของ ส. ซึ่งต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสของบิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลยยังมีอยู่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของบิดาโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง จำเลยย่อมมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ ซึ่งจำเลยใช้สิทธิดังกล่าวในการยื่น คำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 จนศาลมีคำสั่งอนุญาต ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ ย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ในกองมรดกของบิดาโจทก์ลดลง เพราะจำเลยจะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 (1) อันเป็นผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในการรับมรดกของบิดาโจทก์นับแต่บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายอันเป็นระยะเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบกับการสมรสที่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1499 วรรคสอง เมื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในกองมรดกของบิดาโจทก์จากการมีจำเลยอยู่ในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของ บิดาโจทก์กับจำเลยที่ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 เป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1497

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. กับจำเลยตกเป็นโมฆะ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. กับนาง อ. จำเลย ตามทะเบียนการสมรสสำนักทะเบียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เลขทะเบียนที่ XXX/15022 ลงวันที่ 4 กันยายน 2529 เป็นโมฆะ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้แจ้งนายทะเบียนสำนักทะเบียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497/1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรของนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. กับนาง จ. ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก่อนที่บิดาโจทก์จะมาอยู่กินฉันสามีภริยากับมารดาโจทก์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2524 บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางสาวหรือนาง ส. โดยไม่มีบุตรด้วยกัน ครั้นวันที่ 4 กันยายน 2529 บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย โดยบิดาโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับนางสาวหรือนาง ส. วันที่ 22 มกราคม 2564 บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว เพราะบิดาโจทก์ให้โจทก์เรียกว่าบิดาและให้ใช้นามสกุล ระบุชื่อโจทก์ในทะเบียนบ้านว่าเป็นบุตร และให้การอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา วันที่ 31 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามคดีหมายเลขแดงที่ พE519/2565 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. บิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 จึงเป็นทายาทโดยธรรม ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาโจทก์ตามมาตรา 1629 (1) ในขณะที่บิดาโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น บิดาโจทก์ยังเป็นคู่สมรสของนางสาวหรือนาง ส. ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสของบิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ต้องถือว่าการสมรสระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลยยังมีอยู่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของบิดาโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคสอง จำเลยย่อมมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของบิดาโจทก์ ซึ่งจำเลยใช้สิทธิดังกล่าวในการยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 จนศาลมีคำสั่งอนุญาต ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยยังมีฐานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ ย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ในกองมรดกของบิดาโจทก์ลดลง เพราะจำเลยจะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 (1) อันเป็นผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในการรับมรดกของบิดาโจทก์นับแต่บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายอันเป็นระยะเวลาก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบกับการสมรสที่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1499 วรรคสอง เมื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในกองมรดกของบิดาโจทก์จากการมีจำเลยอยู่ในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสของบิดาโจทก์กับจำเลยที่ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 เป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1497 และกรณีไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ซึ่งเป็นบุตรไม่ได้มีส่วนร่วมในการสมรสซ้อนของบิดาโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนาย ก. หรือ ฐ. หรือ ป. บิดาโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1495 ม. 1497 ม. 1499 ม. 1627 ม. 1629 ม. 1635 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวจารุภา วจนกิจไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางเนตรดาว มโนธรรมกิจ
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
อริยะ นาวินธรรม
ยุพา วงศ์ทองทิว
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2490/2569
#730791
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา บ. ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับผู้เสียหายเป็นคู่สมรสกัน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 281 (1) อันจะเป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก็หาทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นความผิดอันยอมความได้ และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง โดยนางสาว บ. ผู้เสียหาย ไม่ได้เป็นคู่สมรสของจำเลย จึงมิใช่ความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 (1) แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ไม่ระงับไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ที่ใช้บังคับขณะจำเลยกระทำความผิดบัญญัติว่า "ความผิดตามมาตราดังต่อไปนี้ เป็นความผิดอันยอมความได้ (1) มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 278 วรรคสอง ซึ่งเป็นการกระทำระหว่างคู่สมรส ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล หรือไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย..." ดังนี้ ความผิดฐานกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง เฉพาะการกระทำระหว่างคู่สมรสเท่านั้นจึงจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 281 (1) เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 281 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 281 ความผิดตามมาตราดังต่อไปนี้ เป็นความผิดอันยอมความได้ (1) มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำระหว่างคู่สมรสถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล หรือไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย..." แต่บทบัญญัติที่แก้ไขดังกล่าว ยังคงบัญญัติให้ความผิดฐานกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง เฉพาะการกระทำระหว่างคู่สมรสเท่านั้นจึงจะเข้าหลักเกณฑ์เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้อง รับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเรานางสาว บ. ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกับผู้เสียหายเป็นคู่สมรสกัน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 281 (1) อันจะเป็นความผิดยอมความได้ แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก็หาทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นความผิดอันยอมความได้ และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคหนึ่ง ม. 281 (1)
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายธีรยุทธ เจริญผลอนันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเลิศบุญ เหลืองฐิติสกุล
ชื่อองค์คณะ
สรารักษ์ สุวรรณเสรี
เลิศพงศ์ อินทรหอม
จันทนา ปุญญาภิชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2412/2569
#731680
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 โพสต์ภาพเปลือยของจำเลยทั้งสองเผยแพร่ในบัญชีทวิตเตอร์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเปิดเป็น สาธารณะด้วยความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง ดังนั้น ทันทีที่มีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยการโพสต์ ภาพเปลือยของจำเลยทั้งสองดังกล่าวในบัญชีทวิตเตอร์ของจำเลยที่ 1 ที่เปิดเป็นสาธารณะ ย่อมเป็นการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกดังกล่าวอยู่ในตัว เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวในคราวเดียวกันต่อเนื่องกัน อีกทั้งการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกัน จึงเป็นความผิดเพียง บทเดียว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 388 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) (5)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 388 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี (ที่ถูก ฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ จำคุกคนละ 1 ปี) ฐานกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลโดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกายปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์

แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ 2 กระทง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน (ที่ถูก ฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ คงจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ คงจำคุกคนละ 6 เดือน) ฐานกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลโดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย คงปรับคนละ 500 บาท รวมจำคุกคนละ 12 เดือน และปรับคนละ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ และฐานร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ข้อเท็จจริงได้ความตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ชื่อ "Y / L XXX & XXX" จำเลยที่ 1 โพสต์ภาพเปลือยของจำเลยทั้งสองเผยแพร่ในบัญชีทวิตเตอร์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะด้วยความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง ดังนั้น ทันทีที่มีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยการโพสต์ภาพเปลือยของจำเลยทั้งสองดังกล่าวในบัญชีทวิตเตอร์ของจำเลยที่ 1 ที่เปิดเป็นสาธารณะ ย่อมเป็นการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกดังกล่าวอยู่ในตัว เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวในคราวเดียวกันต่อเนื่องกัน อีกทั้งการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกัน จึงเป็นความผิดเพียงบทเดียว ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) (5) ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวเป็นสองกรรมจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำภาพเปลือยเห็นเต้านมและอวัยวะเพศของจำเลยทั้งสองที่มีลักษณะอันลามกเข้าสู่บัญชีแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ที่เปิดเป็นสาธารณะประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ แสดงถึงเจตนาของจำเลยทั้งสองที่จะเผยแพร่ภาพเปลือยดังกล่าวแก่สาธารณชน เข้าข่ายการแสวงหาประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว หาใช่เจตนาถ่ายภาพเพื่อเก็บเอาไว้เป็นการส่วนตัวหรือเฉพาะกลุ่มดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมและมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง สมควรที่จะลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง แม้จำเลยทั้งสองจะมีภาระต้องดูแลครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ และฐานร่วมกันเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) (5) เพียงบทเดียวให้จำคุก 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษปรับฐานกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลโดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกายเป็นจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 วรรคหนึ่ง (4) ม. 14 วรรคหนึ่ง (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายปริญญา จารวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริชัย ศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
นนท์ ชัยปกรณ์
สุพจน์ ปุญญาภิชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758/2569
#727393
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในข้อที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงเป็นอันถึงที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนได้อีก และที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษด้วยก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิการยื่นฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้เช่นกัน ในส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้นจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาในส่วนความผิดฐานนี้ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และขอให้ลดโทษ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาทุกข้อจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 289, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายสำรวย บุตรของนางรัชณี ผู้ตาย และนางสาวภัสพร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนายสำรวยและนางสาวภัสพรว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิด จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง แต่ต่อมาโจทก์ร่วมทั้งสองขอถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน แต่ให้ยกคำขอของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน คู่ความไม่อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงแก้ไขเฉพาะในส่วนยกคำขอของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในข้อที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติมาตรา 245 วรรคสอง ดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนได้อีก และที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษด้วยก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการยื่นฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้เช่นกัน ในส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้นจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาในส่วนความผิดฐานนี้ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และขอให้ลดโทษ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยทุกข้อมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 245 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 255 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
โจทก์ร่วม — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นางสาวน้ำผึ้ง แสนทวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอธิคม จำปา
ชื่อองค์คณะ
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
กาญจนา ฤทธิทิศ
ประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2569
#726506
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเขียนฎีกาด้วยตนเอง ขอให้ศาลฎีกา วินิจฉัยในข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามอีกครั้งหนึ่งว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ แต่ตามฎีกาจำเลยดังกล่าวกลับมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนต่อพยานหลักฐานในส่วนใด และเมื่อได้พิจารณา ในเนื้อหาตามฎีกาจำเลยแล้วก็ไม่พอแสดงให้เห็นได้บ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยคดีหรือข้อเท็จจริงผิดพลาดอย่างไร หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามมากล่าวซ้ำ ถือเป็นฎีกา ที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ จำคุกกระทงละ 25 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 75 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเขียนฎีกาด้วยตนเองขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 และผู้เสียหายที่ 3 อีกครั้งหนึ่งว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ แต่ตามฎีกาจำเลยดังกล่าวกลับมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนต่อพยานหลักฐานในส่วนใด และเมื่อได้พิจารณาในเนื้อหาตามฎีกาจำเลยแล้วก็ไม่พอแสดงให้เห็นได้บ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยคดีหรือข้อเท็จจริงผิดพลาดอย่างไร หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามมากล่าวซ้ำ ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานดังกล่าว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ จำคุกกระทงละตลอดชีวิต เป็นการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งมีสถานเดียว และยังลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งเป็นการลดโทษขั้นสูงสุดตามกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยสถานเบากว่านี้ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวผึ้งขวัญ พึ่งพาญาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางสุรางค์รัตน์ โอฬารสกุล
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
ปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1716/2569
#730560
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และสิทธิของบุคคลในการใช้นามตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 เป็นสิทธิคนละประเภทกัน โจทก์ทราบความแตกต่างเป็นอย่างดี จึงบรรยายทั้งสิทธิในเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าในคำฟ้อง เมื่อคำว่า LION SAFETY และ LION SAFETY SHOES เป็นคำที่ประกอบอยู่ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และตามหนังสือแจ้งเตือนฯ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์บอกกล่าวจำเลยว่า จำเลยผลิต นำเข้าสินค้ารองเท้านิรภัยที่ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า LION SAFETY SHOES ของโจทก์และนำออกจำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กับให้จำเลยยุติการผลิต นำเข้า และนำออกจำหน่ายสินค้าที่ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า LION SAFETY SHOES ภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือ ซึ่งเป็นข้อความทำนองเดียวกับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์ระบุในคำขอท้ายฟ้องเพียงว่า ขอให้คำสั่งห้ามจำเลยใช้และนำออกจำหน่ายซึ่งสินค้ารองเท้านิรภัยที่ปรากฏเครื่องหมายการค้า LION SAFETY และ LION SAFETY SHOES ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์จะขอให้บังคับเฉพาะสิทธิในเครื่องหมายการค้า ไม่รวมถึงชื่อทางการค้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าสำหรับสินค้ารองเท้านิรภัยว่า LION หรือ LION SAFETY หรือ LION SAFETY SHOES จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 และมาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยใช้และนำออกจำหน่ายซึ่งสินค้ารองเท้านิรภัยที่ปรากฏเครื่องหมายการค้า LION SAFETY และ LION SAFETY SHOES กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นผลประโยชน์ทางการค้าแก่โจทก์ 4,233,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อทางการค้าสำหรับสินค้าประเภทรองเท้านิรภัยว่า LION หรือ LION SAFETY หรือ LION SAFETY SHOES กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้า ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ป้องกันภัยสำหรับคน ส่วนจำเลยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าเครื่องหนัง รองเท้า โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า รองเท้านิรภัย โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า SAFETY SHOES ทั้ง 2 แห่ง และคำว่า HIGH QUALITY โจทก์และจำเลยจำหน่ายสินค้ารองเท้านิรภัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าสำหรับสินค้ารองเท้านิรภัยว่า LION หรือ LION SAFETY หรือ LION SAFETY SHOES ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยกล่าวอ้างสิทธิในเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าของโจทก์ จำเลยให้การว่า สินค้ารองเท้านิรภัยของจำเลยแตกต่างจากสินค้าของโจทก์ทั้งในด้านการผลิตและด้านเครื่องหมายประกอบสินค้า ไม่ใช่ลักษณะเป็นอย่างเดียวกันหรือเหมือนคล้ายกับของจำเลยอันจะทำให้ประชาชนสับสนหลงผิดในการสั่งซื้อสินค้า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาท ข้อ 3 ว่า การกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการนำชื่อทางการค้าของโจทก์ไปใช้เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือไม่ เป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้องตามที่โจทก์บรรยายฟ้องและจำเลยให้การแล้ว อย่างไรก็ดี สิทธิในเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และสิทธิของบุคคลในการใช้นามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 เป็นสิทธิคนละประเภทกัน และโจทก์ทราบความแตกต่างเป็นอย่างดี จึงบรรยายทั้งสิทธิในเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าในคำฟ้อง เมื่อคำว่า LION SAFETY และ LION SAFETY SHOES เป็นคำที่ประกอบอยู่ในเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ และตามหนังสือแจ้งเตือนให้ยุติการผลิตและจำหน่ายสินค้าลอกเลียนแบบ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์บอกกล่าวจำเลยว่า จำเลยผลิต นำเข้าสินค้ารองเท้านิรภัยที่ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า LION SAFETY SHOES ของโจทก์และนำออกจำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กับให้จำเลยยุติการผลิต นำเข้า และนำออกจำหน่ายสินค้าที่ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า LION SAFETY SHOES ภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือ ซึ่งเป็นข้อความทำนองเดียวกับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์ระบุในคำขอท้ายฟ้องเพียงว่า ขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยใช้ และนำออกจำหน่ายซึ่งสินค้ารองเท้านิรภัยที่ปรากฏเครื่องหมายการค้า LION SAFETY และ LION SAFETY SHOES ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์จะขอให้บังคับเฉพาะสิทธิในเครื่องหมายการค้า ไม่รวมถึงชื่อทางการค้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าสำหรับสินค้ารองเท้านิรภัยว่า LION หรือ LION SAFETY หรือ LION SAFETY SHOES จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 และมาตรา 39 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนที่ห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อทางการค้าสำหรับสินค้าประเภทรองเท้านิรภัยว่า LION หรือ LION SAFETY หรือ LION SAFETY SHOES นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวกิติมา เสียงฉ่ำ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางสาวธิดา จรรยาทิพย์สกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรพล คงลาภ
ปรีชา เชิดชู
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2569
#734852
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 74 บัญญัติว่า "เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1)...... ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่า เป็นกรณีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลจะต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี ดังนั้นการจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตาม (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ย่อมชอบที่จะยกฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ซึ่งการพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของ ป.อ. มาตรา 74 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 58, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุไม่เกินสิบแปดปี พิเคราะห์รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรก การที่จำเลยถูกดำเนินคดีนี้คงพอให้รู้สำนึกในการกระทำความผิดและอยู่ในวิสัยพอที่จะแก้ไขได้ จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดีสักครั้งอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จึงให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่รับตัวจำเลยเพื่อไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 13 ปีเศษ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ต้องวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 เมื่อจำเลยไม่ต้องรับโทษแล้ว ศาลจะต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยเสมอไปหรือไม่ หรือศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 บัญญัติว่า "เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(1)................................................................................................... ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่า เป็นกรณีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลจะต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี ดังนั้นการจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตาม (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ย่อมชอบที่จะยกฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ซึ่งการพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยและพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74
ป.วิ.อ. ม. 185
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด
จำเลย — เด็กหญิง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย — นางสาวชุติพรรณ อธิเกียรติ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา
ชื่อองค์คณะ
กันยารัตน์ ดำรงรัตน์
อริยะ นาวินธรรม
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2569
#730566
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 74 บัญญัติว่า "เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1)...... ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่า เป็นกรณีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลจะต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี ดังนั้นการจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตาม (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ย่อมชอบที่จะยกฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ซึ่งการพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของ ป.อ. มาตรา 74 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 58, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุไม่เกินสิบแปดปี พิเคราะห์รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นครั้งแรก การที่จำเลยถูกดำเนินคดีนี้คงพอให้รู้สำนึกในการกระทำความผิดและอยู่ในวิสัยพอที่จะแก้ไขได้ จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดีสักครั้งอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จึงให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่รับตัวจำเลยเพื่อไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 13 ปีเศษ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ต้องวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 เมื่อจำเลยไม่ต้องรับโทษแล้ว ศาลจะต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยเสมอไปหรือไม่ หรือศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 บัญญัติว่า "เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(1)................................................................................................... ฯลฯ" จึงเห็นได้ว่า เป็นกรณีกฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลย มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดที่กำหนดให้ศาลจะต้องใช้วิธีการดังกล่าวแก่จำเลยในทุกกรณี ดังนั้นการจะนำวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา 74 มาใช้แก่จำเลยหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิเคราะห์จากความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ประกอบกับความจำเป็นที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก่จำเลย หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ศาลย่อมเลือกใช้วิธีการตาม (1) ถึง (3) ตามที่เห็นสมควร โดยจะไม่พิพากษายกฟ้อง แต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรจะใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยแล้ว ย่อมชอบที่จะยกฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ซึ่งการพิพากษายกฟ้องในกรณีนี้ ถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าจะมารับโทษทางอาญา หาได้ขัดกับเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 119 แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กแก่จำเลยและพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74
ป.วิ.อ. ม. 185
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด
จำเลย — เด็กหญิง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย — นางสาวชุติพรรณ อธิเกียรติ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา
ชื่อองค์คณะ
กันยารัตน์ ดำรงรัตน์
อริยะ นาวินธรรม
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1694/2569
#728869
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงเกี่ยวกับเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่ารักษาพยาบาลบุตรทั้งสองนั้น แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดหน้าที่ของบิดามารดาต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์เท่านั้น เมื่อการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องความตกลงของคู่สัญญาเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาโดยที่มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับว่าบิดามารดาจะให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วไม่ได้ ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อตกลงว่า "...ข้อ 2. จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง คนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษาตามที่ระบุในข้อ 3. ... ข้อ 3. จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าการศึกษา ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสองจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีหรือขั้นสูงสุดตามที่บุตรทั้งสองต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศตามความเป็นจริง ทั้งนี้จำเลยและบุตรทั้งสองต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน...ข้อ 4. จำเลยตกลงชำระค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจและดูแลสุขภาพ ของบุตรทั้งสองตามความเป็นจริง..." ข้อตกลงดังกล่าวถือว่าเป็นการยืดขยายหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตรออกไปหลังบุตรบรรลุนิติภาวะ อันเป็นความปรารถนาดีของจำเลยผู้เป็นบิดาที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนบุตรทั้งสองของตนเอง จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมใช้บังคับได้

หลังจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์ยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2563 อ้างว่าจำเลยไม่จ่ายเงินให้แก่บุตรทั้งสองตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ออกหมายเรียกจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษายอมความต่อไป อันเป็นการยื่นคำร้องขอบังคับคดีแก่จำเลยเพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ซึ่งจำเลยยื่นคำคัดค้าน ฉบับลงวันที่ 2 ธันวาคม 2563 ว่า จำเลยไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ยกคำร้อง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องรวม 3 ฉบับ คือ คำร้องฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 วันที่ 21 ธันวาคม 2564 และวันที่ 9 มิถุนายน 2566 สรุปใจความสำคัญได้ว่า จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษาและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้แก่โจทก์และบุตรทั้งสองเป็นจำนวนมาก ปัจจุบัน พ. จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศถึง 2 สาขา และได้ทำงานในบริษัทด้านวิชาชีพทางกฎหมาย อันเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและรายได้ที่แน่นอนแล้ว ส่วน ม. ก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ น่าจะประกอบอาชีพที่มีความมั่นคงและรายได้ที่แน่นอนเช่นเดียวกัน สำหรับจำเลยเกษียณอายุจากงานประจำแล้ว ไม่มีรายได้ที่แน่นอน ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยยุติการจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ และค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไป อันเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 โดยจำเลยขอยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับประเด็นตามคำร้องของโจทก์ว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จริงตามที่ปรากฏในสำนวนเกี่ยวกับคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "สำเนาให้โจทก์ รอไว้สั่งวันนัด" และคำร้องของจำเลย ฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "สำเนาให้โจทก์ สั่งในรายงาน" และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยดังกล่าว โดยสอบถามคู่ความและมีการกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องของจำเลยในวันที่ 28 และ 29 มีนาคม 2565 ไว้ด้วย ส่วนคำร้องของจำเลย ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน 2566 แม้จำเลยจะยื่นคำร้องมาในระหว่างการไต่สวนพยานจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รวม" เท่านั้น แต่เนื้อหาตามคำร้องของจำเลยมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 และวันที่ 21 ธันวาคม 2564 จึงเป็นคำร้องที่จำเลยยื่นเข้ามาในประเด็นเดิมที่เคยขอให้ศาลวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ถือว่าศาลชั้นต้นได้มีการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งโจทก์ก็ยื่นคำแก้ฎีกาทำนองเดียวกับฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับรวมไปกับการไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเฉพาะคำร้องของโจทก์เท่านั้น โดยไม่ได้มีคำสั่งคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ แต่ในส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ย้อนสำนวนไปโดยไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับประเด็นว่าจำเลยปฏิบัติผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนนี้เป็นการมิชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนของโจทก์และจำเลยรับกันว่า จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเป็นค่าการศึกษาทุกเทอม ค่าหอพัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องบินไปกลับ และค่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาทั้งหมดเพียงคนเดียว นอกจากนี้จำเลยยังชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองทุกเดือน เดือนละ 35,000 บาท อีกส่วนหนึ่งต่างหาก แสดงว่าจำเลยมีความรับผิดชอบปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. เป็นอย่างดีมาโดยตลอด ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาบุตรทั้งสอง เช่น ค่าทริปวันหยุดในการเดินทางไปเที่ยวดูเมืองต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายส่ง ม. เข้าหอพักที่มหาวิทยาลัย ค่าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน 2 เครื่อง เป็นต้น ซึ่งจำเลยคัดค้านว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสอง เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางไปท่องเที่ยวในวันหยุดของบุตรทั้งสองเอง มิใช่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้มีการทัศนศึกษา ส่วนค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน ก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการศึกษา ซึ่งจำเลยก็ได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตให้แก่บุตรทั้งสองใช้เป็นอุปกรณ์ในการศึกษาแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายในการที่โจทก์และ พ. เดินทางไปส่ง ม. เข้ามหาวิทยาลัย ได้ความจากทางไต่สวนว่าจำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวทั้งหมดเองโดยโจทก์ยอมรับว่าจำเลยเป็นคนออกเงินค่าใช้จ่ายเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสอง แม้จำเลยจะเคยชำระค่าใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าวมาก่อนก็เป็นเพียงการชำระตามความสมัครใจของจำเลยในฐานะบิดาเป็นครั้งคราวซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้มีข้อตกลงให้จำเลยต้องชำระค่าใช้จ่ายที่จำเลยเคยชำระโดยปริยาย ทั้งตามข้อตกลงดังกล่าว มีข้อความระบุไว้ด้วยว่า ทั้งนี้จำเลยและบุตรทั้งสองต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน โดยให้บุตรทั้งสองแจ้งรายละเอียดให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้จากทางไต่สวนปรากฏว่า ค่าใช้จ่ายส่วนนี้บุตรทั้งสองได้มีการใช้จ่ายไปโดยที่จำเลยกับบุตรทั้งสองยังไม่ได้มีการเห็นชอบร่วมกัน แม้โจทก์กล่าวอ้างว่า บุตรทั้งสองไม่สามารถขอความเห็นชอบในค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากจำเลยได้ เนื่องจากจำเลยทอดทิ้งบุตรทั้งสองและปกปิดที่อยู่ของจำเลยไม่ให้บุตรทั้งสองทราบและไม่ยอมรับโทรศัพท์นั้น แต่ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนกลับได้ความว่า โจทก์และบุตรทั้งสองยังคงติดต่อกับจำเลยทางแอปพลิเคชันไลน์ได้ เมื่อโจทก์และบุตรทั้งสองขอเบิกค่าใช้จ่ายที่โจทก์และบุตรทั้งสองอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ปรากฏว่าจำเลยเพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นกรณีที่ยังไม่มีการตกลงร่วมกัน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงตามในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4. ที่ระบุว่า จำเลยตกลงชำระค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจและดูแลสุขภาพของบุตรทั้งสองนั้น ข้อตกลงดังกล่าวมีเงื่อนไขว่า จำเลยตกลงชำระตามความเป็นจริงโดยจำเลยจะนำเงินเข้าบัญชีบุตรทั้งสองภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับต้นฉบับใบเสร็จรับเงินจากบุตรทั้งสอง อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาของคู่สัญญาว่าจำเลยจะชำระตามที่มีหลักฐานเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจริง ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2562 จำเลยไม่ชำระค่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ยี่ห้อยูเซอรีน ให้แก่ พ. ตามรายการค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระนั้น ตามทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏว่า พ. ได้ส่งใบเสร็จรับเงินเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่จำเลย แม้จำเลยจะเคยชำระค่าใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าวโดยที่ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ก็เป็นเพียงการชำระตามความสมัครใจของจำเลยในฐานะบิดาเป็นครั้งคราว โจทก์จะนำเหตุดังกล่าวมาอ้างเป็นข้อยกเว้นข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยต้องชำระโดยไม่มีหลักฐานหาได้ไม่ ทั้งตามทางไต่สวนของโจทก์ที่อ้างว่า พ. มีอาการเครียดจะมีอาการบวมและมีผื่นแดง แพทย์แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นประจำ แต่โจทก์มีเพียงใบรับรองแพทย์ ระบุว่า พ. มีอาการออกผื่นและอาการบวมเท่านั้น โดยไม่ปรากฏความเห็นของแพทย์ว่ามีความจำเป็นที่ พ. จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวประจำ จึงยังไม่ได้ความชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นค่าดูแลสุขภาพของบุตรอย่างแท้จริง และที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2563 จำเลยค้างชำระ ค่าเครื่องทำความสะอาดผิวหน้าของ ม. นั้น แม้โจทก์จะมีใบเสร็จในการชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็ตาม แต่ตามทางไต่สวนของโจทก์ ก็ได้ความเพียงว่าเครื่องดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการรักษาสิวและผิวหน้าซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อยาและพบแพทย์ผิวหนังเท่านั้น จึงยังไม่ได้ความชัดเจนว่าเป็นค่าดูแลสุขภาพของ ม. สำหรับที่โจทก์อ้างว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 จำเลยไม่ได้ชำระค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล น. เป็นเงิน 4,750 บาท ให้แก่ พ. นั้น โจทก์มีหลักฐานการแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่จำเลยพร้อมสำเนาใบเสร็จมาแสดง ส่วนจำเลยอ้างเพียงว่า ไม่เคยค้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว แต่จำเลยกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยจำไม่ได้ว่าชำระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้แก่ พ. แล้วหรือไม่ เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปแล้ว กรณีจึงฟังได้ว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาในส่วนนี้ นอกจากนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาตามคำร้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2564 และคำร้องขอนำส่งเอกสารเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 13 มิถุนายน 2566 นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำร้องของโจทก์ดังกล่าวซึ่งโจทก์ก็มิได้โต้แย้งเกี่ยวกับการที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ไว้เลย ต้องถือว่าโจทก์มิได้มีคำร้องขอให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายส่วนนี้

เมื่อพิจารณาคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยและคำสั่งเฉพาะแต่คำร้องขอของโจทก์เท่านั้น โดยศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยและมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับที่ขอให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณามิชอบ แต่เนื่องจากประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นตามคำร้องของโจทก์ ประกอบกับได้ความจากฎีกาของจำเลยและคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนพยานตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน เห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อผู้มีส่วนได้เสียแสดงว่าพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลจะสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้ ตามบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้นได้ 4 ประการ คือ เพิ่มขึ้น ลดลง ไม่ให้อีกต่อไป หรือเคยไม่ให้แต่กลับมาให้ใหม่ โดยขึ้นกับพฤติการณ์ รายได้ ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่ของทั้งสองฝ่าย และไม่ว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูจะได้กำหนดโดยคำพิพากษา ข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้เสมอ ดังนั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยจะกระทำขึ้นโดยชอบด้วยความสมัครใจของคู่กรณี หากต่อมาพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของจำเลยได้เปลี่ยนแปลงไป จำเลยก็ชอบที่จะร้องขอให้เปลี่ยนแปลงได้ แสดงว่าการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูมีลักษณะเป็นการชั่วคราวจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ หากมีข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายระบุไว้เกิดขึ้น ประกอบกับมาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ...ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีด้วย เช่นนี้ เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 1. มีข้อความว่า "จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นเงินเดือนละ 50,000 บาท ...จนกว่า ม. จบการศึกษาระดับปริญญาตรี" และข้อ 2. มีข้อความว่า "จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท...จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษาตามที่ระบุในข้อ 3. ..." และข้อ 3. มีข้อความว่า "จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าการศึกษา ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสองจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีหรือขั้นสูงสุดตามที่บุตรทั้งสองต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศตามความเป็นจริง..." เห็นได้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกำหนดให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูของบุตรทั้งสองมีสองกรณี กล่าวคือ กรณีแรกเมื่อบุตรทั้งสองศึกษาจบปริญญาตรี กรณีที่สองเมื่อบุตรทั้งสองศึกษาจบขั้นสูงสุด โดยใช้คำว่า "หรือ" ซึ่งหมายความถึงกรณีหนึ่งกรณีใดก็ได้ที่มาถึงก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4. และข้อ 5. ก็เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูบุตร ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2. และข้อ 3. ซึ่งต้องอยู่ในเงื่อนไขหลักเกณฑ์การหลุดพ้นความรับผิดเช่นเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น ได้ความจากคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับว่าจำเลยประสงค์จะยุติชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตั้งแต่จำเลยยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ถือว่าจำเลยมีความประสงค์จะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแตกต่างไปจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นประโยชน์แก่บุตรทั้งสองและโจทก์ย่อมกระทำได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า พ. บุตรคนที่ 1 มีอายุครบ 25 ปี ทั้งประกอบอาชีพการงานแล้ว จึงเห็นควรให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของ พ. ส่วน ม. บุตรคนที่ 2 ปรากฏว่าในวันที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับที่สาม ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ม. จบการศึกษาปริญญาตรีจึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งจำเลยมีสิทธิยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่นของ ม. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1. ระบุให้จำเลยรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์จนกว่า ม. จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะจำเลยยื่นคำร้องฉบับที่สาม ม. ก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว จึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยจึงหลุดพ้นความรับผิดไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายอื่นให้แก่โจทก์อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2559 ซึ่งมีข้อตกลง ดังนี้

ข้อ 1. จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ เป็นเงินเดือนละ 50,000 บาท โดยจำเลยจะนำเงินเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคาร ก. สาขาสำนักงานใหญ่ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 101-7-88xxxx ภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่านายมิกก์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี

ข้อ 2. จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 772/2555 ของศาลชั้นต้น จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษาตามที่ระบุในข้อ 3. โดยจำเลยจะโอนเงินเข้าบัญชีบุตรทั้งสองภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป

ข้อ 3. จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าการศึกษา ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสองจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีหรือขั้นสูงสุดตามที่บุตรทั้งสองต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศตามความเป็นจริง ทั้งนี้จำเลยและบุตรทั้งสองต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน โดยให้บุตรทั้งสองแจ้งรายละเอียดให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน

ข้อ 4. จำเลยตกลงชำระค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจและดูแลสุขภาพของนางสาวแพรวเพชร และนายมิกก์ ตามความเป็นจริงโดยจำเลยจะนำเงินเข้าบัญชี บุตรทั้งสองภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับต้นฉบับใบเสร็จรับเงินจากบุตรทั้งสอง

ข้อ 5. จำเลยตกลงชำระค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าเคเบิลทีวีของห้องชุดไทปิงตามความเป็นจริง

ข้อ 6. จำเลยตกลงนำรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ และเซฟฟิโร ออกขายเพื่อนำเงินมาซื้อรถใหม่ให้โจทก์ 1 คัน ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอินโนว่า ภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 และรถมือสองสภาพใหม่พร้อมใช้งาน 1 คัน ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2559 โดยจดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ โจทก์ตกลงเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าประกันรถยนต์ ค่าบำรุงรักษาและค่าซ่อมด้วยตนเอง

ข้อ 7. โจทก์และจำเลยตกลงมีอำนาจปกครองบุตรทั้งสองร่วมกัน โดยให้จำเลยมีสิทธิเยี่ยมเยียนบุตรทั้งสองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และมีสิทธิพาบุตรทั้งสองเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศได้ตามความเหมาะสม หากจำเลยไม่สามารถเยี่ยมเยียนบุตรทั้งสองได้ตามที่ระบุข้างต้นให้ระงับการชำระเงินตามสัญญาข้อ 1. ไว้จนกว่าจำเลยจะสามารถเยี่ยมเยียนบุตรทั้งสองได้ เว้นแต่เหตุดังกล่าวเกิดจากฝ่ายจำเลยหรือเหตุสุดวิสัย

ข้อ 8. ค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากที่ตกลงในสัญญาฉบับนี้ โจทก์ตกลงเป็นผู้รับผิดชอบด้วยตนเอง

ข้อ 9. ในกรณีที่โจทก์ไปใช้บริการห้องอาหารของ ร. (สปอร์ตคลับ) โจทก์ตกลงเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง หากมีการเรียกเก็บเงินดังกล่าวจากจำเลย โจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินจำนวนดังกล่าวออกจากเงินที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ตามข้อ 1. ได้

ข้อ 10. โจทก์และจำเลยตกลงตามข้อ 1. ถึง ข้อ 9. และทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อกันอีก รวมทั้งไม่ติดใจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือเงินจำนวนใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างกันอีกต่อไป

ข้อ 11. โจทก์และจำเลยตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้เป็นการแสดงเจตนาฝ่ายตน หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งบังคับคดีได้ทันที

ข้อ 12. ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลสั่งไม่คืนและค่าทนายความให้เป็นพับ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายเรียกจำเลยมาเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมต่อไป

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเมื่อบุตรแต่ละคนมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "สำเนาให้โจทก์ รอไว้สั่งวันนัด"

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาวแพรวเพชร ตั้งแต่นางสาวแพรวเพชรมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ หรือนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเป็นต้นไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง "สำเนาให้โจทก์ สั่งในรายงาน"

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2559 นับแต่วันที่ยื่นคำร้องฉบับนี้เป็นต้นไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รวม"

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 วันที่ 21 ธันวาคม 2564 และวันที่ 9 มิถุนายน 2566 แล้วมีคำสั่งใหม่ต่อไปตามรูปคดี ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับกับคืนค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแก่จำเลยและคืนค่าขึ้นศาลกับค่านำส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางสาวแพรวเพชร เกิดวันที่ 16 กันยายน 2540 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาประวัติศาสตร์และสาขาวิชาเยอรมันจากมหาวิทยาลัย ว. ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบอาชีพรับจ้างที่บริษัท ต. และนายมิกก์ เกิดวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาโฆษณาประชาสัมพันธ์จากมหาวิทยาลัย ค. ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์เคยฟ้องคดีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองจากจำเลยเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 772/2555 ของศาลชั้นต้น ในคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ เดือนละ 35,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554) เป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองบรรลุนิติภาวะ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์จากจำเลยเป็นคดีนี้ และเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2559 ข้อ 2. ข้อ 3. และข้อ 4. ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงเกี่ยวกับเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่ารักษาพยาบาลบุตรทั้งสองนั้น แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดหน้าที่ของบิดามารดาต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์เท่านั้น เมื่อการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องความตกลงของคู่สัญญาเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาโดยที่มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับว่าบิดามารดาจะให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วไม่ได้ ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อตกลงว่า "...ข้อ 2. จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง คนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 772/2555 ของศาลชั้นต้น จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษาตามที่ระบุในข้อ 3. ... ข้อ 3. จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าการศึกษา ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสองจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีหรือขั้นสูงสุดตามที่บุตรทั้งสองต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศตามความเป็นจริง ทั้งนี้จำเลยและบุตรทั้งสองต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน...ข้อ 4. จำเลยตกลงชำระค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจและดูแลสุขภาพ ของบุตรทั้งสองตามความเป็นจริง..." ข้อตกลงดังกล่าวถือว่าเป็นการยืดขยายหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตรออกไปหลังบุตรบรรลุนิติภาวะอันเป็นความปรารถนาดีของจำเลยผู้เป็นบิดาที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนบุตรทั้งสองของตนเอง จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมใช้บังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2559 ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 วันที่ 21 ธันวาคม 2564 และวันที่ 9 มิถุนายน 2566 แล้วมีคำสั่งใหม่ต่อไปตามรูปคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์ยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2563 อ้างว่าจำเลยไม่จ่ายเงินให้แก่บุตรทั้งสองตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความขอให้ออกหมายเรียกจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษายอมความต่อไป อันเป็นการยื่นคำร้องขอบังคับคดีแก่จำเลยเพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ซึ่งจำเลยยื่นคำคัดค้าน ฉบับลงวันที่ 2 ธันวาคม 2563 ว่า จำเลยไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ยกคำร้อง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องรวม 3 ฉบับ คือ คำร้อง ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 วันที่ 21 ธันวาคม 2564 และวันที่ 9 มิถุนายน 2566 สรุปใจความสำคัญได้ว่า จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษาและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้แก่โจทก์และบุตรทั้งสองเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันนางสาวแพรวเพชรจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศถึง 2 สาขา และได้ทำงานในบริษัทด้านวิชาชีพทางกฎหมาย อันเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและรายได้ที่แน่นอนแล้ว ส่วนนายมิกก์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ น่าจะประกอบอาชีพที่มีความมั่นคงและรายได้ที่แน่นอนเช่นเดียวกัน สำหรับจำเลยเกษียณอายุจากงานประจำแล้ว ไม่มีรายได้ที่แน่นอน ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยยุติการจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ และค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนับแต่วันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไป อันเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 โดยจำเลยขอยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับประเด็นตามคำร้องของโจทก์ว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนเกี่ยวกับคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "สำเนาให้โจทก์ รอไว้สั่งวันนัด" และคำร้องของจำเลย ฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "สำเนาให้โจทก์ สั่งในรายงาน" และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยดังกล่าว โดยสอบถามคู่ความและมีการกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องของจำเลยในวันที่ 28 และ 29 มีนาคม 2565 ไว้ด้วย ส่วนคำร้องของจำเลย ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน 2566 แม้จำเลยจะยื่นคำร้องมาในระหว่างการไต่สวนพยานจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รวม" เท่านั้น แต่เนื้อหาตามคำร้องของจำเลยมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 และวันที่ 21 ธันวาคม 2564 จึงเป็นคำร้องที่จำเลยยื่นเข้ามาในประเด็นเดิมที่เคยขอให้ศาลวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ถือว่าศาลชั้นต้นได้มีการไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งโจทก์ก็ยื่นคำแก้ฎีกาทำนองเดียวกับฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับรวมไปกับการไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเฉพาะคำร้องของโจทก์เท่านั้นโดยไม่ได้มีคำสั่งคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับใหม่ตามรูปคดีนั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดีในส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ย้อนสำนวนไปโดยไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับประเด็นว่าจำเลยปฏิบัติผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนนี้เป็นการมิชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 252 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยเพียงพอแก่การวินิจฉัยดังที่กล่าวมาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำร้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2. ที่ระบุว่า จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาทนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากทางไต่สวนของโจทก์และจำเลยรับกันว่า จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรทั้งสองทุกเดือนแต่เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศไม่คงที่ ทำให้บุตรทั้งสองได้รับเงินไม่ครบจำนวน 35,000 บาท ตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนที่ขาดให้แก่บุตรทั้งสองจนครบถ้วนแล้ว รวมทั้งเงินที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยค้างชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง 1 งวดด้วย ถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2. แล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. ที่ระบุว่า จำเลยตกลงจะเป็นผู้ชำระค่าการศึกษา ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสองจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีหรือขั้นสูงสุดตามที่บุตรทั้งสองต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศตามความเป็นจริงนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนของโจทก์และจำเลยรับกันว่า จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเป็นค่าการศึกษาทุกเทอม ค่าหอพัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องบินไปกลับ และค่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาทั้งหมดเพียงคนเดียว นอกจากนี้จำเลยยังชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองทุกเดือน เดือนละ 35,000 บาท อีกส่วนหนึ่งต่างหาก แสดงว่าจำเลยมีความรับผิดชอบปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. เป็นอย่างดีมาโดยตลอด ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาบุตรทั้งสอง เช่น ค่าทริปวันหยุดในการเดินทางไปเที่ยวดูเมืองต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายส่งนายมิกก์เข้าหอพักที่มหาวิทยาลัย ค่าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน 2 เครื่อง เป็นต้น ซึ่งจำเลยคัดค้านว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสอง เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางไปท่องเที่ยวในวันหยุดของบุตรทั้งสองเอง มิใช่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้มีการทัศนศึกษา ส่วนค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน ก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการศึกษา ซึ่งจำเลยก็ได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตให้แก่บุตรทั้งสองใช้เป็นอุปกรณ์ในการศึกษาแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายในการที่โจทก์และนางสาวแพรวเพชรเดินทางไปส่งนายมิกก์เข้ามหาวิทยาลัย ได้ความจากทางไต่สวนว่าจำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวทั้งหมดเองโดยโจทก์ยอมรับว่าจำเลยเป็นคนออกเงินค่าใช้จ่ายเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสอง แม้จำเลยจะเคยชำระค่าใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าวมาก่อนก็เป็นเพียงการชำระตามความสมัครใจของจำเลยในฐานะบิดาเป็นครั้งคราวซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้มีข้อตกลงให้จำเลยต้องชำระค่าใช้จ่ายที่จำเลยเคยชำระโดยปริยาย ทั้งตามข้อตกลงดังกล่าว มีข้อความระบุไว้ด้วยว่า ทั้งนี้จำเลยและบุตรทั้งสองต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน โดยให้บุตรทั้งสองแจ้งรายละเอียดให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้จากทางไต่สวนปรากฏว่า ค่าใช้จ่ายส่วนนี้บุตรทั้งสองได้มีการใช้จ่ายไปโดยที่จำเลยกับบุตรทั้งสองยังไม่ได้มีการเห็นชอบร่วมกัน แม้โจทก์กล่าวอ้างว่า บุตรทั้งสองไม่สามารถขอความเห็นชอบในค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากจำเลยได้ เนื่องจากจำเลยทอดทิ้งบุตรทั้งสองและปกปิดที่อยู่ของจำเลยไม่ให้บุตรทั้งสองทราบและไม่ยอมรับโทรศัพท์นั้น แต่ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนกลับได้ความว่า โจทก์และบุตรทั้งสองยังคงติดต่อกับจำเลยทางแอปพลิเคชันไลน์ได้ เมื่อโจทก์และบุตรทั้งสองขอเบิกค่าใช้จ่ายที่โจทก์และบุตรทั้งสองอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ปรากฏว่าจำเลยเพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นกรณีที่ยังไม่มีการตกลงร่วมกัน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงตามในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4. ที่ระบุว่า จำเลยตกลงชำระค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจและดูแลสุขภาพของบุตรทั้งสองนั้น ข้อตกลงดังกล่าวมีเงื่อนไขว่า จำเลยตกลงชำระตามความเป็นจริงโดยจำเลยจะนำเงินเข้าบัญชีบุตรทั้งสองภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับต้นฉบับใบเสร็จรับเงินจากบุตรทั้งสอง อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาของคู่สัญญาว่าจำเลยจะชำระตามที่มีหลักฐานเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจริง ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2562 จำเลยไม่ชำระค่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ยี่ห้อยูเซอรีน ให้แก่นางสาวแพรวเพชรตามรายการค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระนั้น ตามทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏว่านางสาวแพรวเพชรได้ส่งใบเสร็จรับเงินเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่จำเลย แม้จำเลยจะเคยชำระค่าใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าวโดยที่ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ก็เป็นเพียงการชำระตามความสมัครใจของจำเลยในฐานะบิดาเป็นครั้งคราว โจทก์จะนำเหตุดังกล่าวมาอ้างเป็นข้อยกเว้นข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยต้องชำระโดยไม่มีหลักฐาน หาได้ไม่ ทั้งตามทางไต่สวนของโจทก์ที่อ้างว่า นางสาวแพรวเพชรมีอาการเครียดจะมีอาการบวมและมีผื่นแดง แพทย์แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นประจำ แต่โจทก์มีเพียงใบรับรองแพทย์ ระบุว่านางสาวแพรวเพชรมีอาการออกผื่นและอาการบวมเท่านั้น โดยไม่ปรากฏความเห็นของแพทย์ว่ามีความจำเป็นที่นางสาวแพรวเพชรจะต้องใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวประจำ จึงยังไม่ได้ความชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นค่าดูแลสุขภาพของบุตรอย่างแท้จริง และที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2563 จำเลยค้างชำระ ค่าเครื่องทำความสะอาดผิวหน้าของนายมิกก์นั้น แม้โจทก์จะมีใบเสร็จในการชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็ตาม แต่ตามทางไต่สวนของโจทก์ได้ความเพียงว่าเครื่องดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการรักษาสิวและผิวหน้าซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อยาและพบแพทย์ผิวหนังเท่านั้น จึงยังไม่ได้ความชัดเจนว่าเป็นค่าดูแลสุขภาพของนายมิกก์ สำหรับที่โจทก์อ้างว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 จำเลยไม่ได้ชำระค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล น. เป็นเงิน 4,750 บาท ให้แก่นางสาวแพรวเพชรนั้น โจทก์มีหลักฐานการแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่จำเลยพร้อมสำเนาใบเสร็จมาแสดง ส่วนจำเลยอ้างเพียงว่า ไม่เคยค้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว แต่จำเลยกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยจำไม่ได้ว่าชำระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้แก่นางสาวแพรวเพชรแล้วหรือไม่ เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปแล้ว กรณีจึงฟังได้ว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาในส่วนนี้ นอกจากนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาตามคำร้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2564 และคำร้องขอนำส่งเอกสารเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 13 มิถุนายน 2566 นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำร้องของโจทก์ดังกล่าวซึ่งโจทก์ก็มิได้โต้แย้งเกี่ยวกับการที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ไว้เลย ต้องถือว่าโจทก์มิได้มีคำร้องขอให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ให้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 วันที่ 21 ธันวาคม 2564 และวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ทั้งสามฉบับว่า มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยและคำสั่งเฉพาะแต่คำร้องขอของโจทก์เท่านั้น โดยศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยและมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับที่ขอให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณามิชอบ แต่เนื่องจากประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นตามคำร้องของโจทก์ ประกอบกับได้ความจากฎีกาของจำเลยและคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนพยานตามคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งโจทก์และจำเลยประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยและมีคำสั่งโดยไม่ต้องการให้มีการย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งแต่อย่างใด เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อผู้มีส่วนได้เสียแสดงว่าพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลจะสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้ ตามบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้นได้ 4 ประการ คือ เพิ่มขึ้น ลดลง ไม่ให้อีกต่อไป หรือเคยไม่ให้แต่กลับมาให้ใหม่ โดยขึ้นกับพฤติการณ์ รายได้ ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่ของทั้งสองฝ่าย และไม่ว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูจะได้กำหนดโดยคำพิพากษา ข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้เสมอ ดังนั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยจะกระทำขึ้นโดยชอบด้วยความสมัครใจของคู่กรณี หากต่อมาพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของจำเลยได้เปลี่ยนแปลงไป จำเลยก็ชอบที่จะร้องขอให้เปลี่ยนแปลงได้ แสดงว่าการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูมีลักษณะเป็นการชั่วคราวจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ หากมีข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายระบุไว้เกิดขึ้น ประกอบกับมาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ...ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี ด้วยเช่นนี้ เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 1. มีข้อความว่า "จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นเงินเดือนละ 50,000 บาท ...จนกว่านายมิกก์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี" และข้อ 2. มีข้อความว่า "จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท...จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษาตามที่ระบุในข้อ 3. ..." และข้อ 3. มีข้อความว่า "จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าการศึกษา ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรทั้งสองจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีหรือขั้นสูงสุดตามที่บุตรทั้งสองต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศตามความเป็นจริง..." เห็นได้ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกำหนดให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูของบุตรทั้งสองมีสองกรณี กล่าวคือ กรณีแรกเมื่อบุตรทั้งสองศึกษาจบปริญญาตรี กรณีที่สองเมื่อบุตรทั้งสองศึกษาจบขั้นสูงสุด โดยใช้คำว่า "หรือ" ซึ่งหมายความถึงกรณีหนึ่งกรณีใดก็ได้ที่มาถึงก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4. และข้อ 5. ก็เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูบุตร ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2. และข้อ 3. ซึ่งต้องอยู่ในเงื่อนไขหลักเกณฑ์การหลุดพ้นความรับผิดเช่นเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น แต่อย่างไรก็ดี ได้ความจากคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับว่าจำเลยประสงค์จะยุติชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตั้งแต่จำเลยยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ถือว่าจำเลยมีความประสงค์จะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแตกต่างไปจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นประโยชน์แก่บุตรทั้งสองและโจทก์ย่อมกระทำได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นางสาวแพรวเพชร บุตรคนที่ 1 มีอายุครบ 25 ปี ทั้งประกอบอาชีพการงานแล้ว จึงเห็นควรให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของนางสาวแพรวเพชร ส่วนนายมิกก์ บุตรคนที่ 2 ปรากฏว่าในวันที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับที่สาม ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2566 นายมิกก์จบการศึกษาปริญญาตรีจึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งจำเลยมีสิทธิยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่นของนายมิกก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1. ระบุให้จำเลยรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์จนกว่านายมิกก์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะจำเลยยื่นคำร้องฉบับที่สาม นายมิกก์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว จึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยจึงหลุดพ้นความรับผิดไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายอื่นให้แก่โจทก์อีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนคำร้องของโจทก์ด้วย โดยให้บังคับคดีแก่จำเลยในส่วนของนางสาวแพรวเพชร บุตร ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเงิน 4,750 บาท และให้จำเลยยุติการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาเล่าเรียนบุตรทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความนับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2566 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1564 ม. 1598/38 ม. 1598/39
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ณ.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายปณัฐ สมบูรณสิน
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
ประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
อริยะ นาวินธรรม
ยุพา วงศ์ทองทิว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2569
#727216
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองสมัครใจทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้ อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ กับยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 688, 689, 690 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ก่อน พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ และเมื่อพิจารณาหนังสือยินยอมหักเงินได้ตามความในมาตรา 42/1 แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 ที่โจทก์ทั้งสองทำให้จำเลยไว้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2556 เช่นกัน ระบุว่า โจทก์ทั้งสองขอแสดงเจตนายินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลยให้แก่จำเลยตามที่จำเลยแจ้งไปจนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป ข้อความดังกล่าวมีความหมายที่แสดงถึงเจตนาของคู่สัญญาว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมให้จำเลยแจ้งให้หน่วยงานต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินที่ถึงกำหนดจ่ายให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลย อันเป็นการตกลงยินยอมตามบทบัญญัติในมาตรา 42/1 แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 โจทก์ทั้งสองย่อมต้องถูกผูกพันตามข้อตกลงในหนังสือยินยอมดังกล่าว จึงไม่อาจอ้างสิทธิเกี่ยงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อยกเว้นข้อผูกพันที่ได้ยินยอมไว้ได้ และ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แตกต่างจากบทบัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่) อันมีเจตนาบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้สามารถลุล่วงไปได้ มีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 686 (ใหม่) การที่จำเลยจะมีสิทธิแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่จึงต้องพิจารณาเงื่อนไขไปตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง ผู้กู้ที่โจทก์ทั้งสองค้ำประกันเริ่มผิดนัดครั้งแรกและมิได้ชำระหนี้แต่ละงวดจนครบตั้งแต่ก่อนปี 2560 และก่อนที่จำเลยจะเริ่มหักเงินเดือนจากโจทก์ทั้งสองในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองมีหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินโจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง แล้ว ประกอบกับมาตรา 42/1 มิได้บัญญัติว่าการแจ้งให้หักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นจำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ทั้งสองก่อน จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบก่อนที่จะแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงิน ดังนั้น จำเลยย่อมอาศัยข้อตกลงตามหนังสือยินยอมหักเงินได้แจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันตามการค้ำประกันได้ การหักเงินของจำเลยจึงเป็นการหักเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่ลาภมิควรได้ที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเรียกคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 132,881.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 118,278.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองรับราชการในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ (สพม.42) โจทก์ทั้งสองและนางสาววิลาวัณย์หรือศรัญญา เป็นสมาชิกของจำเลย เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 นางสาววิลาวัณย์หรือศรัญญาทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลย 2,100,000 บาท มีโจทก์ทั้งสองกับพวกรวมห้าคนเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยแจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ (สพม.42) ดำเนินการหักเงินของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันเพื่อชำระหนี้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2564 โดยจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบก่อน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า เงินของโจทก์ทั้งสองที่จำเลยแจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ (สพม.42) หักไว้นั้นเป็นลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองสมัครใจทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของนางสาววิลาวัณย์หรือศรัญญา โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ กับยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688, 689, 690 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ และเมื่อพิจารณาหนังสือยินยอมหักเงินได้ตามความในมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 ที่โจทก์ทั้งสองทำให้จำเลยไว้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2556 เช่นกัน ระบุว่า โจทก์ทั้งสองขอแสดงเจตนายินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายแก่โจทก์ทั้งสอง เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลยให้แก่จำเลยตามที่จำเลยแจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป ข้อความดังกล่าวมีความหมายที่แสดงถึงเจตนาของคู่สัญญาว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมให้จำเลยแจ้งให้หน่วยงานต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินที่ถึงกำหนดจ่ายให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อจำเลย อันเป็นการตกลงยินยอมตามบทบัญญัติในมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 โจทก์ทั้งสองย่อมต้องถูกผูกพันตามข้อตกลงในหนังสือยินยอมดังกล่าว จึงไม่อาจอ้างสิทธิเกี่ยงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อยกเว้นข้อผูกพันตามที่ได้ยินยอมไว้ได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า หลังจากผู้กู้ผิดนัดครั้งแรกจำเลยยอมให้ผู้กู้ผ่อนชำระมาโดยตลอดจึงไม่ถือว่าผู้กู้ผิดนัด ทั้งจำเลยไม่เคยมีหนังสือบอกกล่าวโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 จึงไม่มีสิทธิหักเงินโจทก์ทั้งสอง นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อสมาชิกได้ทำความยินยอมเป็นหนังสือไว้กับสหกรณ์ ให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐ หรือนายจ้างในสถานประกอบการ หรือหน่วยงานอื่นที่สมาชิกปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายแก่สมาชิกนั้น เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์ ให้แก่สหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป ให้หน่วยงานนั้นหักเงินดังกล่าวและส่งเงินที่หักไว้นั้นให้แก่สหกรณ์โดยพลัน" ซึ่งบัญญัติไว้แตกต่างจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 (ใหม่) อันมีเจตนาบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้สามารถลุล่วงไปได้ มีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 (ใหม่) การที่จำเลยจะมีสิทธิแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่จึงต้องพิจารณาเงื่อนไขไปตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้กู้ที่โจทก์ทั้งสองค้ำประกันเริ่มผิดนัดครั้งแรกและมิได้ชำระหนี้แต่ละงวดจนครบตั้งแต่ก่อนปี 2560 และก่อนที่จำเลยจะเริ่มหักเงินเดือนจากโจทก์ทั้งสองในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองมีหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการแจ้งต้นสังกัดให้หักเงินโจทก์ทั้งสองได้ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 วรรคหนึ่ง แล้ว ประกอบกับมาตรา 42/1 มิได้บัญญัติว่าการแจ้งให้หักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นจำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ทั้งสองก่อน จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบก่อนที่จะแจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงิน ดังนั้น จำเลยย่อมอาศัยข้อตกลงตามหนังสือยินยอมหักเงินได้แจ้งให้ต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองหักเงินของโจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันตามการค้ำประกันได้ การหักเงินของจำเลยจึงเป็นการหักเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่ลาภมิควรได้ที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเรียกคืนได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประเด็นอื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 686 ม. 688 ม. 689 ม. 690
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น. กับพวก
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ ครู น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นางอาลดา จรรยาทรัพย์กิจ บุรพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเอกชัย มณีรัตนโรจน์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ แน่นหนา
จักรพันธ์ สอนสุภาพ
วิไลวรรณ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672/2569
#726511
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน และนำเอาอาวุธปืนที่มีอนุภาพร้ายแรงติดตัวมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 จอดรถจักรยานยนต์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด กระสุนถูกผนังบ้านทะลุเข้าไปในตัวบ้านและอยู่ในระดับคอคน จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใดเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและได้นำบุตรชายไปฝากญาติไว้ ขณะเกิดเหตุจึงไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านกรณีจึงเป็นเรื่องบังเอิญ การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว และการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกับพวกมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการตระเตรียมจัดหารถจักรยานยนต์และอาวุธปืนเพื่อนำไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยมีการนัดให้จำเลยทั้งสองไปเอาอาวุธปืนยังสถานที่ซ่อนไว้เป็นขั้นเป็นตอน ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พนักงานสอบสวนมิได้สอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความต้องการทนายความหรือไม่ จึงมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นฎีกาได้ เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นมีระวางโทษสูงสุดเพียงจำคุกตลอดชีวิต และปรากฏตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาที่ 1 ว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบ และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่จำเลยที่ 1 ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ และไม่ประสงค์ให้ผู้อื่นใดร่วมฟังการสอบสวน แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 สละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีนี้มีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง พนักงานสอบสวนจึงทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22, 32, 33, 58, 80, 83, 91, 92, 94, 288, 289, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 761/2566 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 499/2565 ของศาลแขวงตรัง เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ บวกโทษ และนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบท มาตรา 80) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่สามารถเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ในฐานนี้ได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 9 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน บวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 499/2565 ของศาลแขวงตรัง เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 25 ปี 13 เดือน โดยให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 761/2566 และของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนและกระสุนปืนตามฟ้องที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวยิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของนางสาวณัฐพัชร์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายฉัตรชัย ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นสามีภริยากันกับบุตรชาย 1 คน หลายนัด แต่ในขณะนั้นผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางในสวนยางพาราซึ่งอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร และนำบุตรชายไปอยู่บ้านของมารดาผู้เสียหายที่ 1 กระสุนปืนถูกผนังข้างประตูหน้าบ้าน ทะลุผ่านเข้าไปถูกบริเวณประตูตู้เสื้อผ้าและผนังปูนภายในตัวบ้าน และยังถูกรถกระบะของผู้เสียหายทั้งสองที่จอดอยู่ข้างบ้านเกิดเหตุได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดปลอกกระสุนปืน 5 ปลอก และหมอนกระสุนปืน 1 อัน เป็นของกลาง สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ในส่วนของจำเลยที่ 1 และความผิดทั้งหมดของจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นจำคุก 3 เดือน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกา ขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านเกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่ผู้เสียหายทั้งสองพักอาศัยอยู่กับบุตรเป็นประจำ เพียงแต่ในขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและนำบุตรไปฝากไว้ที่บ้านมารดาของผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่มีผู้ใดถูกยิง และได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทปรีชาพยานโจทก์ว่า หลังจากพยานได้รับแจ้งเหตุดังกล่าวจากผู้เสียหายทั้งสองจึงได้สืบสวนทราบว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อเหตุในคดีนี้และได้เรียกตัวจำเลยทั้งสองซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดตรังมาสอบปากคำ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และได้นำจำเลยทั้งสองไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพพร้อมทั้งจัดทำรายงานสืบสวน ต่อมาว่าที่พันตำรวจตรีสุพจน์พงษ์ พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวน จำเลยทั้งสองก็ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองได้รับการว่าจ้างจากนายเชย โดยนายเชยตกลงให้ค่าจ้างแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท ซึ่งก่อนเกิดเหตุมีข้อความส่งมาทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ให้ไปยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยนายพีรพัฒน์หรือเคนได้มอบรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 ไว้ใช้ขับไปก่อเหตุ ส่วนอาวุธปืนให้ไปเอาที่จุดนัดพบ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายและถืออาวุธปืนเดินทางไปบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปทางบ้านที่เกิดเหตุ 5 นัด จากนั้นจำเลยทั้งสองก็ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังได้เขียนคำรับสารภาพด้วยลายมือของตนเองคนละฉบับแต่มีข้อความทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายไปเอาอาวุธปืนลูกซองที่นายพีรพัฒน์หรือเคนได้นำเอามาซ่อนไว้ที่ข้างเสาไฟฟ้าริมถนนหมู่บ้านไร่ออกเพื่อให้นำไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากที่ได้อาวุธปืนแล้วจำเลยที่ 1 ก็ขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงหน้าบ้านจำเลยที่ 1 หยุดรถแล้วจำเลยที่ 2 ก็ใช้อาวุธปืนลูกซองที่นำมายิงไปที่หน้าบ้านที่เกิดเหตุหลายนัด จากนั้นก็พากันนำอาวุธไปไว้ที่เสาไฟฟ้าดังเดิมเพื่อให้นายพีรพัฒน์หรือเคนเอาไปเก็บ แล้วจำเลยทั้งสองก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เมื่อพิจารณาลักษณะสภาพบ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวไม่มีรั้ว และมีรถกระบะจอดอยู่ข้างบ้านซึ่งอยู่ติดกับตัวบ้าน บ้านที่เกิดเหตุตั้งอยู่บนเนินดินสูงกว่าระดับถนนและล้อมรอบด้วยสวนยางพารา มีร่องรอยกระสุนปืนยิงทะลุเข้าไปในบ้านถูกตู้เสื้อผ้าไม้ 1 จุด รอยกระสุนปืนดังกล่าวอยู่ในระดับช่วงคอของผู้เสียหายที่ 1 และที่ขอบผนังปูนติดกับประตูบ้านอีก 1 จุด ส่วนที่บริเวณข้างนอกบ้านพบรอยกระสุนปืนที่รถกระบะและประตูด้านหน้าบ้าน ซึ่งก็สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 2 และร้อยตำรวจโทปรีชาที่เบิกความยืนยันว่า จากการตรวจสอบพบกระสุนปืนถูกประตูรถกระบะ 1 เม็ด แต่แฉลบเป็นรอยเสียหาย 3 รอย และถูกที่บริเวณประตูหน้าบ้านกระสุนปืนทะลุไปถูกประตูครัวด้านหลังและมีกระสุนปืนทะลุตู้เสื้อผ้า ร่องรอยกระสุนปืนที่พบภายในบ้านมีระดับความสูงช่วงบริเวณหน้าอกและคอ และมีปลอกกระสุนปืนลูกซองตกอยู่บริเวณถนนห่างจากหน้าบ้านประมาณ 10 ถึง 20 เมตร จำนวน 5 ปลอก คาดว่าน่าจะมีการยิงอย่างน้อย 5 นัด พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน และนำเอาอาวุธปืนติดตัวมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็จอดรถจักรยานยนต์จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุทันทีอย่างน้อย 5 นัด การที่จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนซึ่งโดยสภาพเป็นอาวุธปืนที่มีอนุภาพร้ายแรง ยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด กระสุนถูกผนังบ้านทะลุเข้าไปในตัวบ้านและยังถูกรถกระบะที่จอดอยู่ที่ข้างบ้านด้วยนั้น จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใดเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและได้นำบุตรชายไปฝากญาติไว้ขณะเกิดเหตุจึงไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านกรณีจึงเป็นเรื่องบังเอิญ กระสุนปืนที่จำเลยทั้งสองยิงเข้าไปในบริเวณบ้านสามารถทะลุผนังคอนกรีตเข้าไปในบ้านได้และอยู่ในระดับคอคน ย่อมสามารถทำอันตรายให้ถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว การที่จำเลยทั้งสองตระเตรียมอาวุธปืนเพื่อใช้ในการกระทำความผิดมาล่วงหน้าและขับรถจักรยานยนต์ตรงไปยังบ้านที่เกิดเหตุตามที่ได้รับคำสั่งมา ซึ่งเมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็จอดรถจักรยานยนต์ เพื่อให้จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนที่เตรียมมายิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุทันที แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้วางแผนติดตามดักรอผู้เสียหายทั้งสองก่อนกระทำการดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการตระเตรียมจัดหารถจักรยานยนต์และอาวุธปืนเพื่อนำไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยมีการนัดให้จำเลยที่ 1 กับพวกไปเอาอาวุธปืนยังสถานที่ซ่อนไว้เป็นขั้นเป็นตอน กรณีดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นพนักงานสอบสวนมิได้สอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความต้องการทนายความหรือไม่ กรณีจึงเป็นการที่พนักงานสอบสวนมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นฎีกาได้ เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) มีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว การพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต ดังนั้น ในส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นมีระวางโทษสูงสุดได้เพียงสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต เมื่อลดโทษประหารชีวิตลงหนึ่งในสาม จึงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ประกอบมาตรา 52 (1) ในกรณีดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ปรากฏตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาที่ 1 ว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบ และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่จำเลยที่ 1 ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ และไม่ประสงค์ให้ผู้อื่นใดร่วมฟังการสอบสวน แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 สละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีนี้มีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้จัดหาทนายความให้ตามคำให้การดังกล่าว จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต้องระวางโทษประหารชีวิต เมื่อเป็นการพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วน เท่ากับลดมาตราส่วนโทษลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) โทษที่จะลงคือ โทษจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งต้องเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ก่อน เมื่อคำนวณแล้วคงเหลือโทษจำคุก 25 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วลดโทษกึ่งหนึ่งคงเหลือจำคุก 25 ปี จึงเป็นการลงโทษที่ต่ำที่สุดแล้วไม่อาจลดโทษต่ำกว่านี้ได้อีก ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 134/1 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายปภณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
พนารัตน์ คิดจิตต์
ธารทิพย์ จงจักรพันธ์
วิภา ลีลาวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1511/2569
#729503
เปิดฉบับเต็ม

คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับผู้คัดค้านในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องชำระเงินจอง 100,000 บาท เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 และชำระเงินทำสัญญา 2,810,780 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 และผู้ร้องตกลงชำระราคาห้องชุดที่เหลือ 8,150,184 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน แล้วคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เงินจองคือเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้จะขาย ส่วนเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย เงินจองและเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงเป็นมัดจำ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้ตามมาตรา 378 (2) เห็นว่า ในส่วนที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกี่ยวกับเงินที่ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเงินจำนวน 2,810,780 บาท ว่ามอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นอนุญาโตตุลาการว่าชำระให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 อันเป็นวันภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องชำระเงิน 2,810,780 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ประกอบกับจำนวนเงินดังกล่าวเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายห้องชุดพิพาทแล้ว มีอัตราร้อยละที่สูงเกินสัดส่วนสำหรับเพื่อใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานเป็นมัดจำ เงิน 2,810,780 บาท จึงไม่ใช่มัดจำตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินส่วนนี้เป็นมัดจำและผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ย่อมเป็นการไม่ชอบ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระคืนเงิน 2,910,780 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ผู้คัดค้านได้รับชำระเงินในแต่ละจำนวนจากผู้ร้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 คิดเป็นดอกเบี้ย 656,818.13 บาท และนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนถึงวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ (วันที่ 25 มีนาคม 2565) คิดเป็นดอกเบี้ย 138,760.47 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,706,358.60 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจองซื้อห้องชุดในโครงการ ค. 1 ห้อง ห้องชุดเลขที่ E5602 ชั้นที่ 56 เนื้อที่ประมาณ 80 ตารางเมตร ในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องชำระเงินในวันจองซื้อ 100,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวกับผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องได้ชำระเงิน 2,810,780 บาท ภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย คือ วันที่ 10 เมษายน 2561 หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแล้ว ผู้ร้องประสบปัญหาทางด้านการเงิน ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถผ่อนชำระราคาห้องชุดต่อไปได้ ต่อมาผู้คัดค้านมีหนังสือฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 บอกกล่าวให้ผู้ร้องชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย บอกเลิกสัญญา และแจ้งริบเงินที่ผู้ร้องได้ชำระไปทั้งหมด เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาคำเสนอข้อพิพาทและคำคัดค้านแล้วชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินจอง 100,000 บาท และเงิน 2,810,780 บาท เป็นมัดจำ ผู้คัดค้านมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้นั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่พิพาทนำสืบได้ว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับผู้คัดค้านในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องได้ชำระเงินจอง 100,000 บาท เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 และชำระเงินทำสัญญา 2,810,780 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 และผู้ร้องตกลงชำระราคาห้องชุดที่เหลือ 8,150,184 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน โดยแบ่งชำระเป็นงวด จำนวน 8 งวด งวดละ 436,617 บาท รวมเป็นเงิน 3,492,936 บาท ส่วนที่เหลืออีก 4,657,248 บาท ตกลงชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ (วันที่ 31 มีนาคม 2565) แล้วคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยในประเด็นข้อที่ 2 ว่า เงินจองคือเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้จะขาย ส่วนเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย ดังนั้น เงินจองและเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นมัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้ตามมาตรา 378 (2) เห็นได้ว่า ในส่วนที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกี่ยวกับเงินที่ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งหมายถึงเงินจำนวน 2,810,780 บาท นั้น คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินดังกล่าวได้มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายจึงมีลักษณะเป็นมัดจำ ซึ่งคำวินิจฉัยชี้ขาดส่วนนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าวว่า เงิน 2,810,780 บาท ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 อันเป็นวันภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้จึงมิชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องชำระเงิน 2,810,780 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านภายหลังวันทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ประกอบกับเมื่อพิจารณาจำนวนเงินดังกล่าวเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายห้องชุดพิพาทแล้ว มีอัตราร้อยละที่สูงเกินสัดส่วนสำหรับเพื่อใช้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาในฐานเป็นมัดจำเงิน 2,810,780 บาท จึงไม่ใช่มัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 ดังนี้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า เงินส่วนนี้มีลักษณะเป็นมัดจำตามมาตรา 377 และผู้คัดค้านมีสิทธิริบได้ตามมาตรา 378 (2) แล้วมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องนั้น ย่อมเป็นการไม่ชอบ ด้วยเหตุผลทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้อง เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนที่ผู้ร้องขอให้พิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 2,910,780 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ อันเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 ซึ่งคดีมีประเด็นต้องพิจารณาเพียงว่า มีเหตุให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดหรือไม่เท่านั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องได้

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 21/2565 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 14/2566 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377 ม. 378
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 25 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย อ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววาสนา การะเกด
-
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
สัมพันธ์ บุนนาค
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1461/2569
#730567
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ไม่ได้มีบทบัญญัติวิธีการขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวง อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม มาใช้บังคับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์ การยื่นอุทธรณ์จึงต้องนำบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคหนึ่ง และมาตรา 198 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง มาใช้บังคับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ด้วยการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น และเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลชั้นต้น จึงมีอำนาจตรวจอุทธรณ์โจทก์ได้ การที่ผู้พิพากษานั้นตรวจอุทธรณ์โจทก์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 และข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แล้วสั่งให้โจทก์แก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และรับอุทธรณ์โจทก์ไว้ จึงเป็นกรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องตามเจตนารมณ์แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 แล้ว และถือเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาที่สั่งอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ อ้างเหตุว่า โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงมาพร้อมกับอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี (ที่ถูก พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและรับอุทธรณ์ของโจทก์ และสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ไม่ได้มีบทบัญญัติวิธีการขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวง อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม มาใช้บังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ด้วยการยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวงนั้นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ แต่เป็นเพียงนำมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้เท่านั้น ทั้งเหตุผลที่ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องดังกล่าวเพื่อให้ทราบถึงเจตนาของผู้อุทธรณ์ว่าประสงค์ให้ผู้พิพากษาคนใดพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อศาลที่รับคำร้องจะได้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์ เช่นนี้ การยื่นอุทธรณ์จึงต้องนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคหนึ่ง และมาตรา 198 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาใช้บังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ด้วยการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น และเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ คดีนี้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลชั้นต้น จึงมีอำนาจตรวจอุทธรณ์โจทก์ได้ และเมื่อผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วเห็นว่าอุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ (ที่ถูก พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22) และข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ ย่อมมีอำนาจสั่งให้โจทก์แก้ไขให้ถูกต้องได้ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย เมื่อต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงภายในระยะเวลาที่กำหนด และผู้พิพากษาดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว จึงถือเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาที่สั่งอนุญาต การที่ผู้พิพากษานั้นตรวจอุทธรณ์โจทก์แล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แล้วสั่งให้โจทก์แก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และรับอุทธรณ์โจทก์ไว้ จึงเป็นกรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและรับอุทธรณ์ของโจทก์ และสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น และเห็นเป็นการจำเป็นให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ เพื่อให้การวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์เป็นไปตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคหนึ่ง ม. 198 วรรคหนึ่ง ม. 198 วรรคสอง ม. 208 (2) ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ย.
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางสาวพัฒนารี ชาญกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
จุมพล กล้าประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2569
#727219
เปิดฉบับเต็ม

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.45/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในคดีนี้ และบังคับล่อลวงให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก แล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปผู้เสียหายในขณะเปลือยกายและไม่สวมใส่เสื้อผ้าหลายรูป จำเลยครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กของผู้เสียหายไว้ โดยเก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ต่อมาจำเลยส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวผ่านช่องทางโปรแกรมเมสเซนเจอร์หลายรูป ไปให้บุคคลอื่นหลายครั้ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหายโดยจำเลยข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายกลับไปคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิม หากผู้เสียหายไม่ยอมกลับไปคืนดี จำเลยจะนำภาพโป๊เปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยได้ถ่ายไว้และมีไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นไปเผยแพร่ประจานในเฟซบุ๊ก แม้โจทก์จะแยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นสองคดีเป็นความผิดคนละฐานความผิดและเกิดขึ้นต่างวันและเวลากัน แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองคดีเป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน และมูลเหตุคดีนี้มาจากการกระทำอันเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ในความผิดฐานส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิมตามที่จำเลยได้ข่มขู่ผู้เสียหายไว้ การกระทำของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน และเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาต่อเนื่องเชื่อมโยงกับในคดีก่อน ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว ดังนั้น เมื่อการกระทำตามฟ้องศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยซอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 309 และนับโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ว่า พนักงานสอบสวนและผู้เสียหายได้ใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยในเรื่องนี้เป็นคดีดังกล่าวแล้ว และได้บรรยายข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยอาศัยเหตุข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแก่จำเลยแล้ว หากแต่โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างความผิดต่อกฎหมายและบทมาตราที่จะขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 309 ซึ่งสามารถทำได้ในคราวที่ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีดังกล่าว และในชั้นสอบคำให้การจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์นำสืบก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ความผิดฐานพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดตามที่โจทก์กล่าวอ้างในสำนวนนี้ล้วนแต่มีเหตุอาศัยเจตนาเดียวกันของจำเลยที่ได้กระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว จึงต้องห้ามมิให้โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 เพราะหากจะให้โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยเข้ามาอีกย่อมจะทำให้จำเลยถูกดำเนินคดีในเรื่องเดียวกันสองครั้งอันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย และเป็นแนวทางให้เจ้าพนักงานของรัฐแยกดำเนินคดีกับจำเลยในเรื่องเดียวกันในแต่ละกระทงความผิดอันเป็นสร้างภาระการต่อสู้คดีให้แก่จำเลย จึงให้ยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามข่มขืนใจเป็นอันระงับไปหรือไม่ เห็นว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.45/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในคดีนี้ และบังคับล่อลวงให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก แล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปผู้เสียหายในขณะเปลือยกายและไม่สวมใส่เสื้อผ้าหลายรูป จำเลยครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กของผู้เสียหายไว้ โดยเก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ต่อมาจำเลยส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวผ่านช่องทางโปรแกรมเมสเซนเจอร์หลายรูป ไปให้บุคคลอื่นหลายครั้ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหาย โดยจำเลยข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายกลับไปคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิม หากผู้เสียหายไม่ยอมกลับไปคืนดี จำเลยจะนำภาพโป๊เปลือยของผู้เสียหายที่จำเลยได้ถ่ายไว้และมีไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น ไปเผยแพร่ประจานในเฟซบุ๊ก แม้โจทก์จะแยกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นสองคดีเป็นความผิดคนละฐานความผิดและเกิดขึ้นต่างวันและเวลากัน แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองคดีเป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกัน และมูลเหตุคดีนี้มาจากการกระทำอันเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ในความผิดฐานส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าว เพื่อมุ่งหมายให้ผู้เสียหายกลับมาคืนดีและคบหากับจำเลยในฐานะคนรักเหมือนเดิมตามที่จำเลยได้ข่มขู่ผู้เสียหายไว้และเมื่อจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับคดีแรกและจากการสอบสวนโจทก์ก็ต้องทราบพฤติการณ์ตั้งแต่นั้นแล้วถึงการกระทำความผิดดังกล่าวที่กระทำโดยเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน และเกี่ยวพันกันโดยมีเจตนาต่อเนื่องเชื่อมโยงกับในคดีก่อน ย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว ดังนั้น เมื่อการกระทำตามฟ้องศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพะเยา — นายวรเกียรติ นวลสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ ขันทอง
อริยะ นาวินธรรม
ชารียา หมวดคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา