คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 58/2563
#645380
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินหัวหน้าส่วนแยก น. ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๐๒ ซึ่งได้นำหลักฐานไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๕๒๖ แต่มีการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่เต็มจำนวนเนื้อที่ตามที่มีการครอบครองทำประโยชน์และปรากฏทางสาธารณประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงเก็บโฉนดที่ดินไว้โดยไม่ได้ตรวจสอบและได้นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจำนองไว้กับธนาคารโดยไม่ทราบถึงความผิดพลาด เมื่อบุตรของผู้ฟ้องคดีไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเพิ่มเติม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดโดยอ้างว่าการรังวัดชอบแล้ว เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาและมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งแจ้งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า บริเวณที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นทางสาธารณประโยชน์ ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน หลักฐาน ส.ค ๑ เลขที่ ๑๐๒ ได้มีการนำไปออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๕๒๕ และ ๙๕๒๖ เต็มพื้นที่แล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจนำหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๐๒ มายื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเพิ่มเติมได้อีก คำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งแจ้งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินจากหลักฐาน ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุดรธานี
ผู้ฟ้องคดี — นายทอง ทะสา
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินหัวหน้าส่วนแยกโนนสะอาด ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 57/2563
#644836
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดวันเวลา หัวหิน เขาเต่า
จำเลย — นายศุภชาติ พินิจสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 56/2563
#644481
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพัทธวรรณ อนุชน
จำเลย — นายสมศักดิ์ อ้วนเพ็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 56/2563
#645009
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีบางส่วนจนไม่สามารถทำนาหรือทำการเกษตรด้านอื่น ๆ ได้ ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิการครอบครองในที่ดินและขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าทดแทนความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งมีสภาพเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินดังกล่าวขึ้นสู้ต่อรัฐได้ เมื่อกรมที่ดินไม่เพิกถอนสภาพทำเลเลี้ยงสัตว์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โครงการชลประทานนครพนมได้ตรวจพื้นที่แล้วพบว่า ที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองตั้งอยู่นอกเขตบริเวณที่น้ำในอ่างเก็บน้ำท่วมถึง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงจึงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไม่เป็นการกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นางสุรินทร์ อ่อนตา
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2563
#682023
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นางสุรินทร์ อ่อนตา
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2563
#645008
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีบางส่วนจนไม่สามารถทำนาหรือทำการเกษตรด้านอื่น ๆ ได้ ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิการครอบครองในที่ดินและขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าทดแทนความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งมีสภาพเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินดังกล่าวขึ้นสู้ต่อรัฐได้ เมื่อกรมที่ดินไม่เพิกถอนสภาพทำเลเลี้ยงสัตว์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โครงการชลประทานนครพนมได้ตรวจพื้นที่แล้วพบว่า ที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองตั้งอยู่นอกเขตบริเวณที่น้ำในอ่างเก็บน้ำท่วมถึง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงจึงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไม่เป็นการกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นายทองมี อ้วนจี
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2563
#682022
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นายทองมี อ้วนจี
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2563
#645007
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีบางส่วนจนไม่สามารถทำนาหรือทำการเกษตรด้านอื่น ๆ ได้ ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิการครอบครองในที่ดินและขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าทดแทนความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งมีสภาพเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินดังกล่าวขึ้นสู้ต่อรัฐได้ เมื่อกรมที่ดินไม่เพิกถอนสภาพทำเลเลี้ยงสัตว์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โครงการชลประทานนครพนมได้ตรวจพื้นที่แล้วพบว่า ที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองตั้งอยู่นอกเขตบริเวณที่น้ำในอ่างเก็บน้ำท่วมถึง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงจึงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไม่เป็นการกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นายดาวเทียม อุสาหะ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2563
#682021
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นายดาวเทียม อุสาหะ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 53/2563
#645006
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีบางส่วนจนไม่สามารถทำนาหรือทำการเกษตรด้านอื่น ๆ ได้ ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิการครอบครองในที่ดินและขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าทดแทนความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งมีสภาพเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินดังกล่าวขึ้นสู้ต่อรัฐได้ เมื่อกรมที่ดินไม่เพิกถอนสภาพทำเลเลี้ยงสัตว์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โครงการชลประทานนครพนมได้ตรวจพื้นที่แล้วพบว่า ที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองตั้งอยู่นอกเขตบริเวณที่น้ำในอ่างเก็บน้ำท่วมถึง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงจึงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไม่เป็นการกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นายเชย แสงอ่อน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 53/2563
#682020
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นายเชย แสงอ่อน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 52/2563
#645005
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีบางส่วนจนไม่สามารถทำนาหรือทำการเกษตรด้านอื่น ๆ ได้ ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิการครอบครองในที่ดินและขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าทดแทนความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งมีสภาพเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินดังกล่าวขึ้นสู้ต่อรัฐได้ เมื่อกรมที่ดินไม่เพิกถอนสภาพทำเลเลี้ยงสัตว์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โครงการชลประทานนครพนมได้ตรวจพื้นที่แล้วพบว่า ที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองตั้งอยู่นอกเขตบริเวณที่น้ำในอ่างเก็บน้ำท่วมถึง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงจึงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไม่เป็นการกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นายบัวศร เขียนเสือ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 52/2563
#682019
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นายบัวศร เขียนเสือ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2563
#644066
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อเล็กซี่ ธุนทิน
จำเลย — บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 51/2563
#645004
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โจทก์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดคืนเงินช่วยเหลือตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ เงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยสืบเนื่องมาจากการที่ศึกษาธิการจังหวัดชัยภูมิมีคำสั่งลงโทษทางวินัยไล่จำเลยออกจากราชการ เพราะกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญ ตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

อย่างไรก็ตาม คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร นั้น ก่อความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินช่วยเหลือตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ เงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดชัยภูมิ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำเลย — นายธีระศักดิ์ หมอนทอง
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 51/2563
#682018
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดชัยภูมิ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำเลย — นายธีระศักดิ์ หมอนทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50/2563
#640837
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพนักงานอัยการ ผ่านการว่าความมาเป็นจำนวนมาก ย่อมคุ้นเคยกับการซักถามพยานในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี ข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการถอดเทปสนทนาระหว่างจำเลยกับ ภ. ว่า ภ. พยายามขอร้องให้จำเลยช่วยเหลือ อ. เพื่อมิให้ถูกดำเนินคดี ซึ่งจำเลยก็มิได้ปฏิเสธ เพียงแต่รอให้ ภ. เสนอจำนวนเงิน และเมื่อ ภ. ซักถาม จำเลยยังพูดอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินคดีแก่ อ. เพื่อโน้มน้าวให้ ภ. เห็นว่าข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรมีอัตราโทษสูง ส่อแสดงว่าจำเลยตอบคำถามของ ภ. ด้วยความสมัครใจ แม้การแอบบันทึกภาพและเสียงการสนทนาระหว่างจำเลยกับ ภ. ตามแผ่นซีดีหมาย วจ.1 และ วจ.2 จะเป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 ก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 บัญญัติให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าการรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา ดังนั้น แม้แผ่นซีดีหมาย วจ.1 และ วจ.2 รวมทั้งบันทึกการถอดเทปสนทนาดังกล่าวจะได้มาโดยมิชอบ ศาลก็นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

แม้ขณะเกิดเหตุ ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 จะยังไม่ประกาศใช้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับทันทีนับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 กรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ศาลมีอำนาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 201

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), 201 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นพนักงานอัยการเรียก รับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 201 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด ตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรม สำนักงานอัยการเขต 3 (ปัจจุบันสำนักงานอัยการภาค 3) ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการ รักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์ มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานคดีในฐานะหัวหน้าพนักงานอัยการในท้องที่จังหวัดสุรินทร์ ดำเนินคดีและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลชั้นต้น รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องในฐานะพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานสถานีตำรวจภูธรปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกันจับกุมนายอาทิตย์ พร้อมแจ้งข้อหานำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปราสาท ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวนายอาทิตย์ไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้อง จำเลยเป็นเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวในชั้นการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ วันที่ 2, 4 และ 14 ธันวาคม 2550 จำเลยเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์ บิดานายอาทิตย์ ผู้ต้องหา แพทย์หญิงภาวนา ภริยานายอภิศักดิ์เป็นผู้บันทึกภาพและเสียงการสนทนาของจำเลยตามแผ่นซีดีหมาย วจ.1 และ วจ.2 กับเป็นผู้ถอดเทปการสนทนาดังกล่าว เสียงผู้ชายที่พูดในแผ่นซีดีหมาย วจ.1 แผ่นที่ 1, 2, 6, 8 และแผ่นที่ 10 (วจ.2 แผ่นที่ 1) เป็นเสียงของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ไม่มีหน้าที่ต้องเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์ บิดานายอาทิตย์ผู้ต้องหาเพื่ออธิบายข้อกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินคดีให้ผู้ต้องหาและญาติผู้ต้องหาทราบ อีกทั้งการที่จำเลยเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์ที่จังหวัดบุรีรัมย์ถึง 3 ครั้ง ขณะที่จำเลยรับราชการอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ โดยนำสำนวนการสอบสวนและหนังสือที่จะแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมไปแสดงแก่ฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาด้วยนั้น นับเป็นข้อพิรุธผิดปกติวิสัยของพนักงานอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จะไม่กระทำเช่นนั้น แต่กลับส่อพฤติกรรมให้เชื่อว่าไปติดต่อให้ฝ่ายผู้ต้องหาวิ่งเต้นล้มคดีกับจำเลยเสียมากกว่า ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยเป็นเจ้าของสำนวนยังไม่ได้มีความเห็นทางคดีว่าจะสั่งคดีประการใด แพทย์หญิงภาวนาจึงวางแผนให้จำเลยถูกย้ายเพื่อไม่ให้จำเลยมีอำนาจในการสั่งคดีของนายอาทิตย์ โดยทำการบันทึกภาพและเสียงของจำเลย นั้น ปรากฏตามบันทึกถอดเทปการสนทนาว่าแพทย์หญิงภาวนาพยายามขอร้องให้จำเลยช่วยเหลือนายอาทิตย์เนื่องจากนายอาทิตย์ไม่ได้นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งจำเลยก็มิได้ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือเพียงแต่รอให้ทางฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาเสนอจำนวนเงินเท่านั้น เช่นนี้ ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่แพทย์หญิงภาวนาจะวางแผนกลั่นแกล้งจำเลยให้ถูกย้ายจากตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์เพราะบุคคลที่จะเสียประโยชน์ทางคดี เป็นนายอาทิตย์ผู้ต้องหาเอง

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า การบันทึกภาพและเสียงการสนทนา เป็นการหลอกลวงให้จำเลยตอบคำถาม ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ไม่อาจรับฟังพยานหลักฐานแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงการสนทนา ตลอดจนบันทึกถอดเทปการสนทนามาลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานอัยการผ่านการว่าความในคดีต่าง ๆ เป็นจำนวนมากกว่าจะได้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์ จำเลยย่อมคุ้นเคยกับการซักถามพยานในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี กอปรกับตามบันทึกถอดเทปการสนทนา แพทย์หญิงภาวนาก็ใช้คำถามในลักษณะปกติไม่อาจอยู่ในวิสัยที่จะหลอกลวงจำเลยที่มากประสบการณ์ในทางคดีได้ ตรงกันข้ามจำเลยกลับพูดอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อพยายามโน้มน้าวให้เห็นว่าข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษถึงประหารชีวิต และการให้จำเลยสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ในข้อหาดังกล่าวเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปเสี่ยงในการต่อสู้คดีชั้นศาล ส่อแสดงว่าจำเลยตอบคำถามของแพทย์หญิงภาวนาด้วยความสมัครใจ แม้การแอบบันทึกภาพและเสียงการสนทนาระหว่างจำเลยกับฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาตามแผ่นซีดีหมาย วจ.1 และ วจ.2 เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าการรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา ดังนั้น แผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงการสนทนาตามหมาย วจ.1 และ วจ.2 รวมทั้งบันทึกการถอดเทปดังกล่าวแม้จะได้มาไม่ชอบ แต่เมื่อศาลนำมาฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา ศาลจึงนำพยานหลักฐานข้างต้นมารับฟังได้ หาเป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญตามที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 หลังเกิดเหตุคดีนี้ จึงนำมาใช้แก่จำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับทันทีนับตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 กรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ศาลจึงมีอำนาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปอีกว่า แผ่นซีดีหมาย วจ.1 และ วจ.2 มีการตัดต่อ เติมแต่งขึ้นใหม่ เป็นบทสนทนาที่ไม่ครบถ้วนถูกต้องนั้น ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของว่าที่ร้อยตำรวจเอกธัญญสิทธิ์ เจ้าพนักงานกลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง พยานจำเลยเบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า แผ่นซีดีหมาย วจ.1 แผ่นที่ 1, ที่ 2, ที่ 4, ที่ 6 และแผ่นที่ 10 ไม่พบการตัดต่อ พยานปากนี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ไปตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ไม่มีข้อน่าระแวงว่าจะเบิกความหรือจัดทำรายงานการตรวจพิสูจน์ให้ผิดไปจากความเป็นจริง คำเบิกความของพยานจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง เมื่อพิจารณาเนื้อหาจากบันทึกการถอดเทป ได้ความว่า จำเลยแจ้งให้ฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาทราบว่าค่าใช้จ่ายในการสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเงิน 9,000,000 บาท โดยจำเลยจะทำการตกแต่งสำนวนการสอบสวนใหม่ด้วยวิธีสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงที่จำเลยต้องการ พร้อมกับจำเลยจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อจำเลยจะสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ในข้อหาดังกล่าว อันเป็นการที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่ของจำเลย ทั้งยังเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานอัยการสูงสุดและนายอาทิตย์ กับเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นอัยการจังหวัดสุรินทร์ พึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตให้สมกับที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นทนายความของแผ่นดิน แต่จำเลยกลับอาศัยตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นข้อเท็จจริงตามบันทึกการถอดเทปสนทนาเชื่อได้ว่า จำเลยมิได้กระทำการเช่นนี้เป็นครั้งแรก เนื่องจากจำเลยยกตัวอย่างคดีอื่นที่จำเลยเคยสั่งไม่ฟ้องมาแล้วโดยฝ่ายผู้ต้องหาจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน จึงสมควรลงโทษเพื่อมิให้เจ้าพนักงานอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี นั้น เหมาะสมแล้ว และเมื่อจำเลยต้องโทษจำคุกเกินกว่าห้าปี กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — ร้อยตำรวจเอก ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายวชิรา วราวรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวจรัสศรี จริยากูล
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สมพงษ์ เหมวิมล
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50/2563
#656691
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 157, 201

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), 201 (เดิม)

การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นพนักงานอัยการเรียก รับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 201 (เดิม)

ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด

ตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรม สำนักงานอัยการเขต 3 (ปัจจุบันสำนักงานอัยการภาค 3) ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการ

รักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์

มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานคดีในฐานะหัวหน้าพนักงานอัยการในท้องที่จังหวัดสุรินทร์

ดำเนินคดีและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลชั้นต้น

รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องในฐานะพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 เมื่อวันที่ 5

กันยายน 2550

เจ้าพนักงานสถานีตำรวจภูธรปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกันจับกุมนายอาทิตย์ พร้อมแจ้งข้อหานำยาเสพติดให้โทษในประเภท

1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

กับเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาวันที่ 27

พฤศจิกายน 2550 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปราสาท ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวนายอาทิตย์ไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์

โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้อง

จำเลยเป็นเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวในชั้นการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ วันที่ 2, 4 และ 14 ธันวาคม 2550

จำเลยเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์ บิดานายอาทิตย์ ผู้ต้องหา แพทย์หญิงภาวนา

ภริยานายอภิศักดิ์เป็นผู้บันทึกภาพและเสียงการสนทนาของจำเลยตามแผ่นซีดีหมาย วจ.1

และ วจ.2 กับเป็นผู้ถอดเทปการสนทนาดังกล่าว เสียงผู้ชายที่พูดในแผ่นซีดีหมาย วจ.1

แผ่นที่ 1, 2, 6, 8

และแผ่นที่ 10

(วจ.2 แผ่นที่ 1) เป็นเสียงของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า

จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า

จำเลยเป็นพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ไม่มีหน้าที่ต้องเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์

บิดานายอาทิตย์ผู้ต้องหาเพื่ออธิบายข้อกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินคดีให้ผู้ต้องหาและญาติผู้ต้องหาทราบ

อีกทั้งการที่จำเลยเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์ที่จังหวัดบุรีรัมย์ถึง 3

ครั้ง ขณะที่จำเลยรับราชการอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์

โดยนำสำนวนการสอบสวนและหนังสือที่จะแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมไปแสดงแก่ฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาด้วยนั้น

นับเป็นข้อพิรุธผิดปกติวิสัยของพนักงานอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

จะไม่กระทำเช่นนั้น แต่กลับส่อพฤติกรรมให้เชื่อว่าไปติดต่อให้ฝ่ายผู้ต้องหาวิ่งเต้นล้มคดีกับจำเลยเสียมากกว่า

ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า

จำเลยเป็นเจ้าของสำนวนยังไม่ได้มีความเห็นทางคดีว่าจะสั่งคดีประการใด

แพทย์หญิงภาวนาจึงวางแผนให้จำเลยถูกย้ายเพื่อไม่ให้จำเลยมีอำนาจในการสั่งคดีของนายอาทิตย์

โดยทำการบันทึกภาพและเสียงของจำเลย นั้น ปรากฏตามบันทึกถอดเทปการสนทนาว่าแพทย์หญิงภาวนาพยายามขอร้องให้จำเลยช่วยเหลือนายอาทิตย์เนื่องจากนายอาทิตย์ไม่ได้นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร

ซึ่งจำเลยก็มิได้ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือเพียงแต่รอให้ทางฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาเสนอจำนวนเงินเท่านั้น เช่นนี้

ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่แพทย์หญิงภาวนาจะวางแผนกลั่นแกล้งจำเลยให้ถูกย้ายจากตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์เพราะบุคคลที่จะเสียประโยชน์ทางคดี

เป็นนายอาทิตย์ผู้ต้องหาเอง

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า

การบันทึกภาพและเสียงการสนทนา เป็นการหลอกลวงให้จำเลยตอบคำถาม

ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ไม่อาจรับฟังพยานหลักฐานแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงการสนทนา

ตลอดจนบันทึกถอดเทปการสนทนามาลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า

จำเลยเป็นพนักงานอัยการผ่านการว่าความในคดีต่าง ๆ

เป็นจำนวนมากกว่าจะได้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์

จำเลยย่อมคุ้นเคยกับการซักถามพยานในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี กอปรกับตามบันทึกถอดเทปการสนทนา

แพทย์หญิงภาวนาก็ใช้คำถามในลักษณะปกติไม่อาจอยู่ในวิสัยที่จะหลอกลวงจำเลยที่มากประสบการณ์ในทางคดีได้

ตรงกันข้ามจำเลยกลับพูดอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อพยายามโน้มน้าวให้เห็นว่าข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษถึงประหารชีวิต

และการให้จำเลยสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ในข้อหาดังกล่าวเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปเสี่ยงในการต่อสู้คดีชั้นศาล

ส่อแสดงว่าจำเลยตอบคำถามของแพทย์หญิงภาวนาด้วยความสมัครใจ

แม้การแอบบันทึกภาพและเสียงการสนทนาระหว่างจำเลยกับฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาตามแผ่นซีดีหมาย

วจ.1 และ วจ.2 เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 วรรคหนึ่ง

บัญญัติให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าการรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา

ดังนั้น แผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงการสนทนาตามหมาย วจ.1 และ วจ.2 รวมทั้งบันทึกการถอดเทปดังกล่าวแม้จะได้มาไม่ชอบ

แต่เมื่อศาลนำมาฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา

ศาลจึงนำพยานหลักฐานข้างต้นมารับฟังได้ หาเป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญตามที่จำเลยกล่าวอ้างไม่

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551

หลังเกิดเหตุคดีนี้ จึงนำมาใช้แก่จำเลยไม่ได้นั้น

เห็นว่า

บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับทันทีนับตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ

คือวันที่ 8

กุมภาพันธ์ 2551

กรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ศาลจึงมีอำนาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 226/1

มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปอีกว่า

แผ่นซีดีหมาย วจ.1 และ วจ.2 มีการตัดต่อ เติมแต่งขึ้นใหม่ เป็นบทสนทนาที่ไม่ครบถ้วนถูกต้องนั้น

ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของว่าที่ร้อยตำรวจเอกธัญญสิทธิ์ เจ้าพนักงานกลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์

กองพิสูจน์หลักฐานกลาง พยานจำเลยเบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า

แผ่นซีดีหมาย วจ.1 แผ่นที่ 1, ที่

2, ที่ 4,

ที่ 6 และแผ่นที่ 10 ไม่พบการตัดต่อ พยานปากนี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ไปตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา

ไม่มีข้อน่าระแวงว่าจะเบิกความหรือจัดทำรายงานการตรวจพิสูจน์ให้ผิดไปจากความเป็นจริง

คำเบิกความของพยานจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง เมื่อพิจารณาเนื้อหาจากบันทึกการถอดเทป ได้ความว่า จำเลยแจ้งให้ฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาทราบว่าค่าใช้จ่ายในการสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเงิน

9,000,000 บาท โดยจำเลยจะทำการตกแต่งสำนวนการสอบสวนใหม่ด้วยวิธีสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงที่จำเลยต้องการ พร้อมกับจำเลยจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อจำเลยจะสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ในข้อหาดังกล่าว

อันเป็นการที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่ของจำเลย

ทั้งยังเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานอัยการสูงสุดและนายอาทิตย์

กับเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3

พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า

มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยหรือไม่

เห็นว่า จำเลยเป็นอัยการจังหวัดสุรินทร์ พึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตให้สมกับที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นทนายความของแผ่นดิน

แต่จำเลยกลับอาศัยตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ซึ่งมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม

พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นข้อเท็จจริงตามบันทึกการถอดเทปสนทนาเชื่อได้ว่า จำเลยมิได้กระทำการเช่นนี้เป็นครั้งแรก

เนื่องจากจำเลยยกตัวอย่างคดีอื่นที่จำเลยเคยสั่งไม่ฟ้องมาแล้วโดยฝ่ายผู้ต้องหาจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน

จึงสมควรลงโทษเพื่อมิให้เจ้าพนักงานอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี นั้น เหมาะสมแล้ว และเมื่อจำเลยต้องโทษจำคุกเกินกว่าห้าปี

กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 56

ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 226/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — ร้อยตำรวจเอก ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายวชิรา วราวรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวจรัสศรี จริยากูล
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สมพงษ์ เหมวิมล
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 50/2563
#681951
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด
จำเลย — บริษัทถาวงศ์ (2011) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 50/2563
#645003
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ เทศบาลนครระยอง ยื่นฟ้องอดีตข้าราชการในสังกัดให้คืนเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจำปีที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิในขณะรับราชการในสังกัดของโจทก์พร้อมดอกเบี้ย สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์จ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจำปีให้แก่จำเลย แล้วต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิได้เงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจำปีดังกล่าว จำเลยจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ เห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร นั้น ก่อความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจำปีที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — เทศบาลนครระยอง
จำเลย — นางสาวอาภารัตน์ จันทมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ