คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 68/2563
#644849
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยศธวิชัย กิมกูล
จำเลย — บริษัทธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 68/2563
#645433
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทยที่ ๑ เทศบาลตำบลผาอินทร์แปลง ที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่าซึ่งตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยผู้ฟ้องคดีดำเนินการแจ้งสิทธิการทำประโยชน์แล้ว แต่ยังไม่ได้เอกสารสิทธิ ต่อมาเจ้าหน้าที่ในสังกัดหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จงใจบุกรุกเข้ารื้อถอนรั้วกั้นแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี และรื้อถอนทำลายต้นไม้บริเวณคันคูดินในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยมิได้รับอนุญาตและมิได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี รวมทั้งสั่งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าเกี่ยวข้องหรือปิดกั้นที่ดินบริเวณดังกล่าวอันเป็นการกระทำละเมิด ต่อมาศาลปกครองอุดรธานีมีคำสั่งเรียกกรมการปกครองและนายอำเภอเอราวัณ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เข้ามาเป็นคู่กรณี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ตามลำดับ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จงใจบุกรุกเข้ารื้อถอนรั้วกั้นแนวเขตที่ดิน และรื้อถอนทำลายต้นไม้ที่ปลูกอยู่บริเวณคันคูดินในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยมิได้รับอนุญาตและมิได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดมาด้วยก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดีอันแสดงถึงความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นทางสาธารณะ จึงจะวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับการกระทำละเมิดระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเลย
ผู้ฟ้องคดี — นางสุดที เป้งไชยโม
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทยที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 66 -ที่ 67/2563
#643747
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศศิสุภา ไพฑูรย์
จำเลย — นางสาว เนตรนภา สุขวัฒก์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 67/2563
#644498
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด
จำเลย — นางสาวสุภา จันทร์เพ็ญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 67/2563
#645389
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องคดีโดยตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องว่ากรมที่ดินกับพวกออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองกับให้ออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๘๖ ให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่ก็เป็นไปเพื่อให้มีหลักฐานที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่าโจทก์เป็นเจ้าของเนื้อที่ดินดังกล่าว โดยโจทก์มิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงประการอื่น แสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้ประสงค์จะให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าว ความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ ส่วนคำขออื่น ๆ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทนั้นว่าเป็นที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางสังเวียน นุขุนทด
คู่กรณี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 66/2563
#644497
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชุติมณน์ บุญชูวงศ์
จำเลย — บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 66/2563
#664312
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวนิชาภา จันทร์ช่วง
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาท่ายาง ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2563
#643559
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน

1,464,215.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ

7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน

1,060,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 เมษายน 2559)

เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ

ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อปี 2557

จำเลยมีโครงการจะจัดงานประชุมสัมมนาวิชาการและนิทรรศการเทคโนโลยีดิจิทัล THAIBEX

2014 (Thailand

Broadcasting Exhibition) ระหว่างวันที่ 8 ถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2557 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค

เมืองทองธานี โดยมอบหมายให้โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการในวงเงิน 15,000,000

บาท มีนายณภัทร

รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการโครงการพิเศษและเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ดำเนินการตามกระบวนการจัดหาต่อไป

แต่ระหว่างที่มีการเจรจาปรับลดค่าจ้างและรูปแบบการจัดงานโดยจำเลยยังไม่ได้สนองรับราคาที่โจทก์เสนอและทำสัญญาจ้างกัน

ได้เกิดวิกฤติการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง

เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลบนท้องถนน วันที่ 31 มีนาคม 2557 นายเอนก

กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของจำเลยจึงมีคำสั่งให้เลื่อนการจัดงานออกไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

และต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 นายเอนกได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการจัดงาน

หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าเตรียมการจัดงานเบื้องต้น ค่าบริการขายพื้นที่

ค่าจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ และค่าจัดงาน THAIBEX Launch แต่จำเลยไม่ยอมชำระ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า

ฟ้องโจทก์ในส่วนของค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า

เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2557 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ดำเนินการจัดงานประชุมสัมมนาวิชาการและนิทรรศการเทคโนโลยีดิจิทัล

THAIBEX 2014

(Thailand Broadcasting Exhibition) ระหว่างวันที่

8 ถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2557 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

โจทก์ได้ดำเนินการจัดเตรียมงานดังกล่าวไปแล้วบางส่วน มียอดค่าใช้จ่าย 1,880,193.30

บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ยอมรับและตกลงลดยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวลงเหลือ 1,464,215.97 บาท แต่จำเลยไม่ยอมชำระ ดังนี้

คำฟ้องดังกล่าวโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ

ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าจ้างแก่โจทก์แล้ว

ส่วนโจทก์ได้เตรียมงานไปแล้วอย่างไร มีค่าใช้จ่ายในการเตรียมงานเป็นค่าอะไรบ้าง

กี่รายการและรายการละเท่าใด

เป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ในส่วนของค่าเสียหายจึงไม่เคลือบคลุม

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในส่วนนี้มานั้นชอบแล้ว คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า

จำเลยต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการเตรียมการจัดงานสัมมนาวิชาการและนิทรรศการเทคโนโลยีดิจิทัล

THAIBEX 2014

แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า

ในข้อนี้โจทก์มีนายวรวุธ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนางสาวมลฤดี พนักงานของโจทก์

เป็นพยานเบิกความได้สอดคล้องต้องกันว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการจัดงานสัมมนาวิชาการและนิทรรศการเทคโนโลยีดิจิทัล

THAIBEX 2014

ระหว่างวันที่ 8 ถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2557 โจทก์และจำเลยได้ประชุมและตกลงเกี่ยวกับเนื้อหา

และรายละเอียดการจ้างแล้วโดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์จัดงานเป็นเงิน

14,990,324.43 บาท ระหว่างรอลงนามในสัญญา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2557

โจทก์ดำเนินการเตรียมการจัดงานในเบื้องต้นเพื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์การจัดงาน

มีค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 1,880,193.30 บาท

ต่อมาจำเลยให้เลื่อนการจัดงานและมีคำสั่งให้ยกเลิกการจัดงานดังกล่าว โจทก์มีหนังสือแจ้งยอดค่าใช้จ่ายในการเตรียมการจัดงานเบื้องต้นแก่จำเลยพร้อมสรุปค่าใช้จ่ายให้ทราบแล้ว

แต่จำเลยไม่ชำระเงินแก่โจทก์

โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระ ต่อมาจำเลยขอเจรจาปรับลดยอดค่าใช้จ่าย โจทก์ยอมปรับลดให้คงเหลือ

1,464,215.97 บาท แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมชำระ ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความยืนยันตรงกันว่า

ในการเจรจาว่าจ้างมีนายณภัทร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของจำเลยในขณะนั้น

และได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการโครงการพิเศษของการจัดงานดังกล่าว ได้เข้าร่วมประชุมกับฝ่ายโจทก์

และรับทราบถึงการดำเนินการจัดงานเบื้องต้นของโจทก์มาตลอด

ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน อีกทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2556

จำเลยก็เคยจ้างโจทก์ให้จัดงานในลักษณะเดียวกันมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมการจัดงานเบื้องต้นเช่นเดียวกัน ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า

หลังจากโจทก์มีหนังสือทวงถามค่าใช้จ่ายในการเตรียมการจัดงานเบื้องต้นไปยังจำเลย

จำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าโจทก์ยังไม่ได้เริ่มงาน

เพียงแต่โต้แย้งเรื่องจำนวนค่าจ้างเท่านั้น ความข้อนี้แสดงให้เห็นว่า

โจทก์ได้เข้าเริ่มทำงานเบื้องต้นตามความจำเป็นของลักษณะงานสัมมนาและนิทรรศการตามฟ้องไปบางส่วน

ตามที่ได้รับการอนุมัติจากจำเลยแล้วจริง

ซึ่งการงานที่โจทก์ได้กระทำไปนั้นเป็นประโยชน์แก่จำเลยโดยตรง ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจึงต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการเตรียมการจัดงานเบื้องต้นแก่โจทก์

แม้ในที่สุดจำเลยจะมีคำสั่งยกเลิกการจัดงานดังกล่าว

โดยยังมิได้ลงนามในสัญญาจ้างต่อกัน ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดชำระค่าจ้างในการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วบางส่วน

เนื่องจากกรณีตามฟ้องเป็นเรื่องการจ้างทำของ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือต้องทำเป็นหนังสือสัญญาต่อกัน

ก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ การชุมนุมทางการเมืองดังกล่าว

ยังถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 อันจะเป็นผลทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219

วรรคสอง และมาตรา 372 วรรคหนึ่ง

อีกทั้งไม่ใช่เป็นการจัดการงานนอกสั่งที่ไม่สมประโยชน์ของจำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในคำแก้ฎีกา

พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้ดำเนินการเตรียมการจัดงานเบื้องต้นให้จำเลยไปแล้วบางส่วนจริง

จำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจึงต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่โจทก์

สำหรับจำนวนค่าใช้จ่ายในการเตรียมการจัดงาน ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจปรับลดลงบางส่วนโดยกำหนดให้เป็นเงิน

1,060,000 บาท ตามการงานที่โจทก์ได้กระทำไป

โดยจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งจำนวนค่าใช้จ่ายดังกล่าว

คงโต้แย้งเพียงว่าสัญญาจ้างทำของยังไม่เกิดขึ้นเท่านั้น

จำนวนค่าใช้จ่ายที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาจึงเหมาะสมแล้ว

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า

ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 219 วรรคสอง ม. 372 วรรคหนึ่ง ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวอัจฉภาพร สมบูรณ์พงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมาลี เตชะจัณตะ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 65/2563
#681950
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภิญญดา นามตาแสง
จำเลย — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 65/2563
#645381
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องผู้อำนวยการเขตสายไหม ที่ ๑ กรุงเทพมหานคร ที่ ๒ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๓ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๔ จำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนาง น. ตามคำสั่งศาล นาง น. มีทรัพย์มรดกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมีโฉนดรวม ๒ แปลง กับเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลง "หนองตามิ่งสาธารณประโยชน์" โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินพิพาท โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๔ เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ ๔ เพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้นาง น. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง น. อ้างว่านาง น. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงออกทับที่ดินพิพาท อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของนาง น. หรือเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของนาง น. การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทนาง น. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายจำลอง เจตนะจิตร
จำเลย — ผู้อำนวยการเขตสายไหม ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 64/2563
#645414
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีบางส่วนจนไม่สามารถทำนาหรือทำการเกษตรด้านอื่น ๆ ได้ ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิการครอบครองในที่ดินและขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าทดแทนความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งมีสภาพเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินดังกล่าวขึ้นสู้ต่อรัฐได้ เมื่อกรมที่ดินไม่เพิกถอนสภาพทำเลเลี้ยงสัตว์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โครงการชลประทานนครพนมได้ตรวจพื้นที่แล้วพบว่า ที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองตั้งอยู่นอกเขตบริเวณที่น้ำในอ่างเก็บน้ำท่วมถึง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงจึงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไม่เป็นการกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นายวันดี โกพล
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 63/2563
#645413
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีบางส่วนจนไม่สามารถทำนาหรือทำการเกษตรด้านอื่น ๆ ได้ ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิการครอบครองในที่ดินและขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าทดแทนความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งมีสภาพเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินดังกล่าวขึ้นสู้ต่อรัฐได้ เมื่อกรมที่ดินไม่เพิกถอนสภาพทำเลเลี้ยงสัตว์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โครงการชลประทานนครพนมได้ตรวจพื้นที่แล้วพบว่า ที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองตั้งอยู่นอกเขตบริเวณที่น้ำในอ่างเก็บน้ำท่วมถึง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงจึงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไม่เป็นการกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นายเฟือง ศรีชื่น
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 62/2563
#644310
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย วิโรจน์ ทองอยู่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 62/2563
#645412
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีบางส่วนจนไม่สามารถทำนาหรือทำการเกษตรด้านอื่น ๆ ได้ ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิการครอบครองในที่ดินและขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าทดแทนความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งมีสภาพเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินดังกล่าวขึ้นสู้ต่อรัฐได้ เมื่อกรมที่ดินไม่เพิกถอนสภาพทำเลเลี้ยงสัตว์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โครงการชลประทานนครพนมได้ตรวจพื้นที่แล้วพบว่า ที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองตั้งอยู่นอกเขตบริเวณที่น้ำในอ่างเก็บน้ำท่วมถึง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงจึงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไม่เป็นการกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นางสมดี ทะใบยา
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
แหล่งที่มา
ส่ำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2563
#645411
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีบางส่วนจนไม่สามารถทำนาหรือทำการเกษตรด้านอื่น ๆ ได้ ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิการครอบครองในที่ดินและขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าทดแทนความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งมีสภาพเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินดังกล่าวขึ้นสู้ต่อรัฐได้ เมื่อกรมที่ดินไม่เพิกถอนสภาพทำเลเลี้ยงสัตว์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โครงการชลประทานนครพนมได้ตรวจพื้นที่แล้วพบว่า ที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองตั้งอยู่นอกเขตบริเวณที่น้ำในอ่างเก็บน้ำท่วมถึง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหลวงจึงเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไม่เป็นการกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นางนุ่ม ไตรจักร์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 60/2563
#645010
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส. ได้ขอออกโฉนดที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๖๖ มีชื่อนาย ส. เป็นผู้แจ้งการครอบครอง แต่โจทก์ตรวจสอบพบว่า นาย ท. บิดาของจำเลยที่ ๒ ได้นำ ส.ค.๑ เลขที่ ๖๖ ไปขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๖๖ และแบ่งแยกออกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ และ น.ส. ๓ ก.) และโฉนดที่ดิน การที่นายอำเภอเมืองศรีสะเกษ โดยจำเลยที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้กับบิดาของจำเลยที่ ๒ เป็นการออกโดยคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ และ น.ส. ๓ ก.) และโฉนดที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินที่โจทก์จะนำรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินคนละแปลงและคนละตำแหน่งกับที่ดินที่โจทก์ฟ้องและไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๖๖ หรือไม่ ส่วนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๙ ให้การทำนองเดียวกันว่า ได้ที่ดินพิพาทมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ และ น.ส. ๓ ก.) พิพาท แต่ก็กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิในที่ดินทับกับที่ดินของนาย ส. ดังนี้ เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่นาย ส. มีสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๖๖ หรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๙ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินที่พิพาท ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของนาย ส. หรือของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๙ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นางบุญมี สนิท ในฐานะผู้จัดการมรดก
ของนายสิงห์ ศิลาวงค์ (เจ้ามรดก)
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 60/2563
#682024
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นางบุญมี สนิท ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 59/2563
#645306
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกัน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่มารดาจำเลยที่ ๑ นำที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ข.) ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ ๒ ได้ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่มารดาจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนออกเอกสารสิทธิในที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยที่ ๑ และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยที่ ๑ และบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท กับให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ให้การโดยสรุปว่า จำเลยที่ ๑ กับมารดา ได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นไปโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องว่าการออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่มารดาจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่โจทก์บรรยายฟ้องอ้างเหตุแห่งการขอเพิกถอนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ มารดาจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้อาศัยสิทธิทำกินในที่ดินของโจทก์ และมีคำขอให้จำเลยที่ ๑ และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นของมารดาจำเลยที่ ๑ โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดิน เนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๑ และเป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญยิ่งกว่าการขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง แม้โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินรวมอยู่ด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์หรือของมารดาจำเลยที่ ๑ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นายสุบรรณ นรสาร
จำเลย — นางสาวตุ้มแก้ว ชะบา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 57 -ที่ 58/2563
#643880
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาย ศัตรา ดวงใหญ่ กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 58/2563
#644602
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นางสาววริยา รัตนพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา