คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 20/2554
#502930
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๐/๒๕๕๔

วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑ วัดวรโพธิ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๔๑/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๙๘ ผู้ฟ้องคดีแจ้งการครอบครองที่ดิน ตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ ๖๑ ไร่ ๓ งาน ๙๒ ตารางวา ต่อมาในปี ๒๕๑๐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๐๒๑ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๑๕.๔ ตารางวา ให้แก่กระทรวงการคลังทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้านทิศตะวันตก โดยอ้างว่าออกตามพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินและที่วัดร้างภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้กระทรวงการคลัง พุทธศักราช ๒๔๘๑ ปัจจุบันที่ดินดังกล่าวเป็นที่ตั้งของโรงเรียนประตูชัย เมื่อต้นปี ๒๕๑๗ ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒ ที่ได้แจ้งการครอบครองไว้ แต่เจ้าอาวาสในขณะนั้นให้ถ้อยคำเรื่องที่ข้างเคียงต่อช่างแผนที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ตรงตามที่เป็นจริง เป็นเหตุให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีเหลือเนื้อที่เพียง ๒๐ ไร่ ๑ งาน ๖๕.๗ ตารางวา น้อยกว่าที่แจ้งการครอบครอง ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอให้ตรวจสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แจ้งว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๐๐๒๑ เนื้อที่ประมาณ ๒๐ ไร่ ๑๕.๔ ตารางวา ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นที่ดินของโรงเรียนประตูชัยได้มาตามพระราชบัญญัติ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินและที่วัดร้างภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้กระทรวงการคลัง พุทธศักราช ๒๔๘๑ ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๐๒๑ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยราชการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ นั้น จะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๐๒๑ ให้แก่กระทรวงการคลัง เป็นการออกโดยอาศัยพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติและที่วัดร้างภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นวัดร้าง เป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๐๒๑ เนื้อที่ประมาณ ๒๐ ไร่ ๑๕.๔ ตารางวา ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและที่วัดร้างภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๔,๕๐๐ ไร่ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ได้มาโดยพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและที่วัดร้างภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้กระทรวงการคลัง พุทธศักราช ๒๔๘๑ ที่ดินแปลงพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินก่อนพุทธศักราช ๒๔๘๑ การรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีการรับรองแนวเขตถูกต้อง ไม่ได้ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า มูลคดีเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๐๒๑ เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๑๕.๔ ตารางวา เป็นการออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒ เนื้อที่ ๖๑ ไร่ ๓ งาน ๙๒ ตารางวา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ อ้างว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๐๐๒๑ เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ก่อน แล้วโอนมาเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและที่วัดร้างภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้กระทรวงการคลัง พุทธศักราช ๒๔๘๑ มิใช่การออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๐๐๒๑ อยู่ในความครอบครองของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง สำหรับคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๐๒๑ เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๑๕.๔ ตารางวา ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒ เนื้อที่ ๖๑ ไร่ ๓ งาน ๙๒ ตารางวา ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้กำหนดให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลางให้กระทำได้ ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ เว้นแต่เป็นกรณีการโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลางให้แก่หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เมื่อมหาเถรสมาคมไม่ขัดข้องและได้รับค่าผาติกรรมจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานนั้นแล้ว ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา และห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แล้วแต่กรณี ดังนั้น การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงต้องกระทำโดยการออกพระราชกฤษฎีกาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๐๒๑ ดังกล่าว โดยอาศัยพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและที่วัดร้างภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้กระทรวงการคลัง พุทธศักราช ๒๔๘๑ ทั้ง ๆ ที่ผู้ฟ้องคดีมิใช่วัดร้างจึงเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการออกคำสั่งดังกล่าว เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ตามมาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินที่มีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ กล่าวอ้างในคำร้องขอให้มีการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล นั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ตามความในหมวด ๒ ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ และเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะนำมาประกอบการวินิจฉัยว่าการออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทดังกล่าว จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาที่จะกำหนดลักษณะของคดีว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ศาลปกครองจึงอาจนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ความในมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ดังนั้น เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบกับมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ ๖๑ ไร่ ๓ งาน ๙๒ ตารางวา ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๐๒๑ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๑๕.๔ ตารางวา ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแปลงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เพื่อให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๐๒๑ เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่เดิม และได้โอนมาเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่วัดร้างภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้กระทรวงการคลัง พุทธศักราช ๒๔๘๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ได้ออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ไม่เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๐๒๑ ตามที่ผู้ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ ๑๐๐๒๑ เป็นที่ดินที่อยู่ในการครอบครองของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสำคัญ ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๒ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ ๖๑ ไร่ ๓ งาน ๙๒ ตารางวา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๐๒๑ เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๑๕.๔ ตารางวา ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแปลงดังกล่าว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยราชการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ จะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา การออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติและที่วัดร้างภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นวัดร้าง จึงเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๐๒๑ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและที่วัดร้างภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๔,๕๐๐ ไร่ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ได้มาโดยพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและที่วัดร้างภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้กระทรวงการคลัง พุทธศักราช ๒๔๘๑ ที่ดินแปลงพิพาท จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินก่อนพุทธศักราช ๒๔๘๑ การรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีการรับรองแนวเขตถูกต้อง ไม่ได้ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างวัดวรโพธิ์ ผู้ฟ้องคดี กระทรวงการคลัง ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — วัดวรโพธิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 19/2554
#502164
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๙/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางนิม๊ะ กาเซ็ง ที่ ๑ นายอนุวัฒน์ กาเซ็ง ที่ ๒ นางสาววนิดา กาเซ็ง ที่ ๓ นางสาววราภรณ์ กาเซ็ง ที่ ๔ โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหม ที่ ๑ กองทัพบก ที่ ๒ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘๔/๒๕๕๒ ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายยะผา กาเซ็ง ผู้ตาย โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๑ กับนายยะผา เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑ พันตำรวจเอก ทนงศักดิ์ วังสุภา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรรือเสาะสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชา กับพันตรี วิชา ภู่ทอง ผู้รักษาการแทนผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ ๓๙ นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านของนายยะผาและโจทก์ทั้งสี่ และทำการจับกุมนายยะผา นายอามิง กาเซ็ง และนายอนันต์ กาเซ็ง โดยไม่แสดงหมายค้น หมายจับ และไม่แจ้งข้อกล่าวหา แล้วควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวไปที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส จากนั้นพันตำรวจเอก สมพงษ์ ชิงดวง และพันตำรวจเอก ทนงศักดิ์ กับพวก ได้ร่วมกันแถลงข่าวด้วยข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงว่า นายยะผา นายอนันต์ และนายอามิง เป็นแกนนำผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าและหมิ่นประมาทนายยะผา นายอนันต์ และนายอามิง และทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงถูกชาวบ้านที่เคยให้ความเคารพนับถือนายยะผาในฐานะโต๊ะอิหม่ามดูหมิ่นและเกลียดชัง เมื่อแถลงข่าวเสร็จก็ได้นำตัวนายยะผา นายอนันต์ นายอามิง และบุคคลอื่นที่ถูกควบคุมตัวพร้อมกันมอบให้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ ๓๙ ต่อมาวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๑ ระหว่างที่นายยะผาถูกควบคุมตัวอยู่บนรถบรรทุกหกล้อซึ่งใช้สำหรับควบคุมตัวผู้ต้องหาของสถานีตำรวจภูธรรือเสาะจอดอยู่ภายในฐานปฏิบัติการของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ ๓๙ พันตรี วิชา ร้อยเอก ศิริเขตต์ วานิชบำรุง จ่าสิบเอก เริงณรงค์ บัวงาม สิบเอก ณรงค์ฤทธิ์ หาญเวช สิบเอก บัณฑิต ถิ่นสุข กับเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ ๓๙ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันนำตัวนายยะผาออกไปจากสถานที่ควบคุมแล้วร่วมกันทำร้ายร่างกายนายยะผา เพื่อบังคับให้รับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับการก่อการร้ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนนายยะผาได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วนำกลับไปควบคุมตัวในรถหกล้อโดยไม่นำไปรักษาพยาบาล เป็นเหตุให้นายยะผาถึงแก่ความตายภายในรถหกล้อคันดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๑ การกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจซึ่งอยู่ในความควบคุมกำกับดูแลของจำเลยทั้งสาม เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันลงประกาศขอโทษนายยะผาและครอบครัวโจทก์ทั้งสี่ทางหนังสือพิมพ์ เป็นเวลาติดต่อกันเจ็ดวัน กับให้ส่งหนังสือขอโทษของจำเลยทั้งสามไปตามหน่วยงานทหารและตำรวจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกหน่วยด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างตามฟ้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกและการตรวจค้นกระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก มาตรา ๘ ซึ่งบทบัญญัติมาตรา ๑๖ กำหนดว่า ความเสียหายซึ่งอาจบังเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด จากการดำเนินการตามมาตรา ๘ บุคคลใดๆ จะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ การจับกุมและควบคุมตัวนายยะผาและบุคคลอื่นๆ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก มาตรา ๑๕ ทวิ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยทั้งสามมิได้มีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก. นราธิวาส ๓๙ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. รือเสาะ ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ กอ.รมน. ภาค ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมิได้ปฏิบัติราชการให้แก่จำเลยทั้งสาม อีกทั้งจากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนของ ฉก. นราธิวาส ได้ความว่า เจ้าหน้าที่ทหารภายใต้บังคับบัญชา กอ.รมน. ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการซักถามผู้ถูกควบคุมตัว (นายยะผา) และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามนโยบายผู้บังคับบัญชาว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัว ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ทหารดังกล่าวทำร้ายร่างกายนายยะผาจนเป็นเหตุให้นายยะผาถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำส่วนตัว ไม่ใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ที่หน่วยงานของรัฐจะต้องรับผิดในการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๖ อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ ๓ ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารและมิได้มีอำนาจบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ประกอบกับศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ๑๙/๒๕๕๑ ว่า ผู้ตายถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกายในระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหาร จำเลยที่ ๓ จึงไม่ใช่หน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่อันเนื่องมาจากการตายของนายยะผา นอกจากนี้ การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแถลงข่าวประชาสัมพันธ์มิได้กระทำไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้งหรือจงใจให้บุคคลใดเสื่อมเสียต่อเสรีภาพและชื่อเสียง ไม่เป็นการหมิ่นประมาททางแพ่ง จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยทั้งสี่ ประกอบกับคดีในส่วนนี้ขาดอายุความ โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้รับความเสียหายตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสี่เรียกร้อง ทั้งค่าเสียหายที่เรียกร้องสูงเกินความเสียหายที่แท้จริง คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มิใช่กรณีที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเหตุละเมิดที่เกิดขึ้นก็ไม่อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ อันจะทำให้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกและประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๑/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่และให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ อันเป็นกฎหมายเฉพาะและเป็นอำนาจของฝ่ายทหารที่กำหนดให้ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน อีกทั้งเหตุละเมิดตามฟ้องก็เกิดขึ้นก่อนขั้นตอนการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดังนั้นกรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบกับศาลแพ่ง (คดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘/๒๕๕๒) และศาลปกครองสงขลาได้มีความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าเรื่องที่มีข้อเท็จจริงเช่นคดีนี้ให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง มิใช่ศาลแพ่ง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดจำเลยทั้งสาม ซึ่งการกระทำดังกล่าวแม้เริ่มจากการจับกุมและควบคุมตัวผู้ตาย อันอาจเป็นปัญหาว่าเป็นการใช้อำนาจในทางทางปกครองหรือไม่ แต่การนำตัวผู้ตายไปแถลงข่าวและทำร้ายผู้ตายตามคำฟ้อง ก็มิใช่ขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ และมิใช่การกระทำละเมิดโดยอาศัยอำนาจอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกและประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ อันเป็นกฎหมายเฉพาะและเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่กำหนดให้ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน เพราะกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดให้อำนาจหน้าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐให้ทำการแถลงข่าวเรื่องการควบคุมตัวผู้ต้องหาหรือทำต่อผู้ต้องหาด้วยวิธีรุนแรงเพื่อให้การรับสารภาพ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้วศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น คดีนี้เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของจำเลยทั้งสามเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของรัฐ เป็นการใช้อำนาจทางปกครองและเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนด การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง อนึ่ง ศาลแพ่งเคยมีความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ความเห็นที่ ๑๐/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ในคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘/๒๕๕๒ และ ๑๐๙/๒๕๕๒ ที่โจทก์ฟ้องกองทัพบกและกระทรวงกลาโหมให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายกรณีละเมิดอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกทำนองเดียวกับคดีนี้ว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยกล่าวอ้างว่า เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดจำเลยที่ ๓ เข้าตรวจค้นและจับกุมนายยะผา กาเซ็ง กับพวก โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และร่วมกันแถลงข่าวด้วยข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงว่า นายยะผากับพวกเป็นแกนนำผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับกรณีเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันทำร้ายร่างกายนายยะผา เพื่อบังคับให้รับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับการก่อการร้ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเหตุให้นายยะผาถึงแก่ความตาย ทำให้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นภริยาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายยะผาได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันลงประกาศขอโทษนายยะผาและครอบครัวโจทก์ทั้งสี่ทางหนังสือพิมพ์ กับให้ส่งหนังสือขอโทษของจำเลยทั้งสามไปตามหน่วยงานทหารและตำรวจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกหน่วยด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม เห็นว่า แม้ข้อพิพาทในคดีนี้มูลคดีเกิดขึ้นจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎอัยการศึก และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ อันเป็นกฎหมายเฉพาะและเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่กำหนดให้ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน แต่โดยที่อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวในการตรวจค้นและจับกุมนายยะผาเป็นการใช้อำนาจในลักษณะเดียวกันกับการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามฟ้องที่นำตัวนายยะผาไปแถลงข่าวและทำร้ายนายยะผาจนถึงแก่ความตาย ก็มิใช่ขั้นตอนที่กฎอัยการศึกและประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ กำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางนิม๊ะ กาเซ็ง ที่ ๑ นายอนุวัฒน์ กาเซ็ง ที่ ๒ นางสาววนิดา กาเซ็ง ที่ ๓ นางสาววราภรณ์ กาเซ็ง ที่ ๔ โจทก์ กระทรวงกลาโหม ที่ ๑ กองทัพบก ที่ ๒ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิม๊ะ กาเซ็ง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — กระทรวงกลาโหม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 18/2554
#513874
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๘/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดสมุทรสาคร

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสมุทรสาครโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒ บริษัทบ้านโป่งผลิตภัณฑ์คอนกรีต จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องเทศบาลนครสมุทรสาคร จำเลย ต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๐๐/๒๕๕๒ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ จำเลยว่าจ้างให้โจทก์ปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนเศรษฐกิจ ๑ ช่วงที่ ๒ จากเขตเทศบาลถึงถนนพระรามที่ ๒ ในวงเงิน ๖,๓๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการปรับปรุงทางเท้า ระบบไฟฟ้าแสงสว่างบนทางเท้า เกาะกลางถนน และระบบไฟฟ้าแสงสว่างเกาะกลางถนน ชำระค่าจ้างจำนวน ๓ งวด โจทก์มอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน ๓๑๕,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันในการปฏิบัติตามสัญญา เมื่อโจทก์เริ่มก่อสร้างตามสัญญา ประชาชนผู้ครอบครองอาคารบริเวณพื้นที่ก่อสร้างบางส่วนไม่ยอมให้โจทก์ก่อสร้าง โจทก์แจ้งให้จำเลยแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาจำเลยแจ้งให้โจทก์เข้าทำสัญญาต่อท้ายสัญญาจ้างฉบับเดิมจำนวน ๒ ฉบับ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมและตัดลดเนื้องานก่อสร้างบางส่วน โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ ๒ และแจ้งให้จำเลยตรวจรับมอบงานพร้อมทั้งขอรับเงินค่าจ้าง และแจ้งถึงอุปสรรคที่ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ ตลอดจนขอขยายเวลาทำงาน แต่จำเลยเพิกเฉยและบอกเลิกสัญญากับโจทก์พร้อมเรียกเงินค่าปรับ โจทก์แจ้งให้จำเลยคืนเงินค่าปรับและชำระเงินค่างานที่ได้ทำในงวดที่ ๑ และที่ ๓ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่างานจำนวน ๒,๔๙๑,๗๓๗.๖๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้ชำระค่าปรับจำนวน ๙๔๑,๐๑๒.๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๘๖๒,๘๑๙.๘๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) คืนแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสมุทรสาครพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองได้ว่าจ้างโจทก์ปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนเศรษฐกิจ ๑ ช่วงที่ ๒ หลังจากทำสัญญาจ้างแล้วโจทก์ได้ดำเนินการตามสัญญาจ้างได้บางส่วน เนื่องจากประชาชนบางส่วนไม่ยอมให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้าง ขณะเดียวกันโจทก์ก็ขอขยายระยะเวลาทำงานออกไป นอกจากนี้จำเลยได้แก้ไขสัญญาโดยเปลี่ยนแปลงแบบแปลนและตัดเนื้องานลง งานก่อสร้างของโจทก์มีอุปสรรค จึงไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามสัญญาได้ เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามเงินค่าจ้างแต่จำเลยเพิกเฉยไม่จ่ายให้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงต้องนำคดีมาฟ้อง กรณีดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างโจทก์กับจำเลยตามสัญญาจ้างปรับปรุงภูมิทัศน์ การจ่ายค่าจ้างขึ้นอยู่กับความสำเร็จของงาน อุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินงานโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบ แต่เมื่อโจทก์ทำงานไปได้แล้วบางส่วนจำเลยจะต้องจ่ายค่างวด แต่จำเลยไม่จ่าย กรณีเป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์และจำเลยจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๗ ไม่ปรากฏว่าเป็นการว่าจ้างให้โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาว่าด้วยการบริการสาธารณะ แต่สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายมีสถานะเท่าเทียมกัน ศาลจึงจำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์หรือจำเลยต่างฝ่ายต่างผิดสัญญาต่อกันหรือไม่ เพียงใด และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคู่สัญญาฝ่ายใด อย่างไร และค่าเสียหายมีจำนวนเท่าใด สัญญาจ้างทำของดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองแต่อย่างใด กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและ

บำรุงทางบกและทางน้ำ รวมทั้งการจัดการให้มีและบำรุงการไฟฟ้า หรือแสงสว่าง ตามมาตรา ๕๖ ประกอบกับมาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนเศรษฐกิจ ๑ ช่วงที่ ๒ จากเขตเทศบาลถึงถนนพระรามที่ ๒ โดยการก่อสร้างปรับปรุงทางเท้าสองข้างทาง ปรับปรุงระบบไฟฟ้าแสงสว่างบนทางเท้าและเกาะกลางถนน รวมถึงปรับปรุงเกาะกลางถนน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๗๔/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมีหน้าที่ปรับปรุง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาถนนและทางเท้า รวมถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าสาธารณะ ทำสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยในมาตรา ๕๖ ประกอบกับมาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งแม้ว่าสัญญาจ้างปรับปรุงภูมิทัศน์ฯ จะมีลักษณะ บางประการทำนองเดียวกันกับสัญญาจ้างทำของตามมาตรา ๕๘๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่หากสัญญาจ้างทำของดังกล่าวมีลักษณะของสัญญาเข้าองค์ประกอบของสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้ว สัญญาดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ในเมื่อสัญญาพิพาทในคดีนี้มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์ของสัญญาเพื่อจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดครบองค์ประกอบของสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อมีมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ในระหว่างการก่อสร้างตามสัญญา ปรากฏว่าประชาชนบางส่วนไม่ยอมให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้าง นอกจากนี้จำเลยได้แก้ไขสัญญาโดยเปลี่ยนแปลงแบบแปลนและตัดลดเนื้องานลง อีกทั้งเมื่องานบางส่วนแล้วเสร็จโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยตรวจรับมอบงานและขอรับเงินค่าจ้างในงานงวดที่ ๒ พร้อมทั้งแจ้งถึงอุปสรรคในการปฏิบัติงาน รวมทั้งขอขยายเวลาการทำงานออกไป แต่จำเลยเพิกเฉยและบอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์ พร้อมเรียกเงินค่าปรับจำนวน ๒๙๓,๐๓๓.๑๖ บาท โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงยื่นฟ้องต่อศาลขอให้จำเลยชำระเงินค่างานและเงินค่าปรับพร้อมส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารคืนแก่โจทก์ตามสัญญา กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างโจทก์กับจำเลยตามสัญญาจ้างปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนเศรษฐกิจ ๑ ช่วงที่ ๒ จากเขตเทศบาลถึงถนนพระรามที่ ๒ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้กรณีดังกล่าวคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดีที่มีข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันนี้ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดที่ ๒๔/๒๕๔๕ ว่าการดำเนินการของเทศบาลนครเชียงใหม่ตามโครงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมริมฝั่งแม่น้ำปิงด้านตะวันออกด้วยการถมที่ดิน ตอกเสาเข็มสร้างเขื่อนและสร้างทางเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นสถานที่เดินออกกำลังกายและพักผ่อน ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการจัดระบบบริการสาธารณะ และต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดที่ ๑๓/๒๕๔๙ ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาที่มีคู่สัญญาและวัตถุประสงค์ของสัญญาเช่นเดียวกันกับข้อพิพาทในคดีนี้ว่า สัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงผิวจราจร ก่อสร้างคันหินทางเท้า วางท่อระบายน้ำ พร้อมบ่อพักและขยายสะพานข้ามคลองห้วยยอดของเทศบาลตำบลห้วยยอด เป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนโดยตรงอันเป็นบริการสาธารณะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง การโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่างานอันได้กระทำไปกับให้คืนค่าปรับพร้อมหนังสือค้ำประกันตามสัญญาจ้างให้ปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนเศรษฐกิจ ๑ ช่วงที่ ๒ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อจำเลยมีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ รวมทั้งการจัดให้มีและบำรุงการไฟฟ้า หรือแสงสว่าง ตามมาตรา ๕๖ ประกอบกับมาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ การที่จำเลยตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนเศรษฐกิจ ๑ ช่วงที่ ๒ จากเขตเทศบาลถึงถนนพระรามที่ ๒ โดยการก่อสร้างปรับปรุงทางเท้าสองข้างทาง ปรับปรุงระบบไฟฟ้าแสงสว่างบนทางเท้าและเกาะกลางถนน รวมถึงปรับปรุงเกาะกลางถนน จึงเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค อันเป็นบริการสาธารณะของจำเลย สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทบ้านโป่งผลิตภัณฑ์คอนกรีต จำกัด โจทก์ เทศบาลนครสมุทรสาคร จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบ้านโป่งผลิตภัณฑ์คอนกรีต จำกัด
จำเลย — เทศบาลนครสมุทรสาคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 17/2554
#506436
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๗/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเกาะสมุย

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเกาะสมุยส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ นางสาววเยาว์ บ้วนวงค์ หรือบ้วนวงษ์ โจทก์ ยื่นฟ้องนางสาวขนิษฐา เรืองศรี ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ ๓ นายพิชัย จันทร์ศรี ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๖/๒๕๕๒ ความว่า จำเลยที่ ๒ เป็นกรมสังกัดกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย จำเลยที่ ๔ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๓ เมื่อประมาณปี ๒๔๙๖ นางเขียน บ้วนวงค์ มารดาโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน หมู่ที่ ๔ ตำบลลิปะน้อย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ประมาณ ๓ งาน ๖๕ ตารางวา เมื่อนางเขียนถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวได้ออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๐๘ หมู่ที่ ๔ ตำบลลิปะน้อย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ประมาณ ๓ งาน ๖๕ ตารางวา ให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทของนางเขียน โดยญาติของนางเขียนตกลงร่วมกันดูแลให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ เมื่อปี ๒๕๕๑ จำเลยที่ ๑ ยื่น คำขอต่อจำเลยที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๑ ครอบครองที่ดินดังกล่าวติดต่อกันเป็นระยะเวลาเกินกว่า ๑ ปี ขอให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินเป็นจำเลยที่ ๑ โจทก์ยื่นคำคัดค้านต่อจำเลยที่ ๓ ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๑ หลอกลวงโจทก์ว่าต้องใช้ทางผ่านที่ดินดังกล่าวไปยังที่ดินแปลงอื่นขอให้โจทก์ถอนคำคัดค้าน โจทก์หลงเชื่อจึงลงลายมือชื่อในคำขอถอนคำคัดค้านดังกล่าว จำเลยที่ ๔ จึงจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินเป็นจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจขณะวิกลจริต ผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยแทนโจทก์ โจทก์ไม่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเวลาสิบกว่าปีโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นการได้มาด้วยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิครอบครองเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายโดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือ น.ส. ๓ ฉบับเจ้าของที่ดิน จำเลยที่ ๑ ไม่เคยฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ด้วยความเท็จ โจทก์สละการครอบครองที่ดินพิพาทมานานหลายสิบปี และโจทก์ถอนคำคัดค้านด้วยความสมัครใจ โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า การจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองที่ดินพิพาทให้กับจำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบคำสั่งและประมวลกฎหมายที่ดินโดยชอบแล้ว มิได้กระทำอันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเกาะสมุยพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว แล้วจึงจะพิจารณาว่าคำสั่งให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินเป็นจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีคำพิพากษาว่าจะให้เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าวหรือไม่ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ว่าด้วยทรัพย์สิน ประกอบกับประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง สำหรับคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินเป็นจำเลยที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ไม่มีคำสั่งเพิกถอนรายการจดทะเบียนดังกล่าวโดยที่การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และการมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ดำเนินการผิดพลาดคลาดเคลื่อน หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองอย่างหนึ่ง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเป็นคดีปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง(๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้ว่าคดีนี้จะมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ว่าด้วยทรัพย์สิน ประกอบประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะ ศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ว่าด้วยทรัพย์สิน และประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลยุติธรรมจึงย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า มารดาโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน หมู่ที่ ๔ ตำบลลิปะน้อย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ประมาณ ๓ งาน ๖๕ ตารางวา เมื่อมารดาโจทก์ถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวได้ออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๐๘ ให้แก่โจทก์ในฐานะทายาท จำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอต่อจำเลยที่ ๓ ให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ อ้างว่า ครอบครองที่ดินดังกล่าวติดต่อกันเป็นระยะเวลาเกินกว่า ๑ ปี โจทก์ยื่นคำคัดค้านแต่ถูกจำเลยที่ ๑ หลอกลวงให้ถอนคำคัดค้าน ทำให้จำเลยที่ ๔ จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินเป็นจำเลยที่ ๑ ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเวลาสิบกว่าปีโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อันเป็นการได้มาด้วยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิครอบครองเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายโดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือ น.ส. ๓ ฉบับเจ้าของที่ดิน จำเลยที่ ๑ ไม่เคยฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ด้วยความเท็จ โจทก์สละการครอบครองที่ดินพิพาทมานานหลายสิบปี โจทก์ถอนคำคัดค้านด้วยความสมัครใจจึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า การจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองที่ดินพิพาทให้กับจำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบคำสั่งและประมวลกฎหมายที่ดินโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัย ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาววเยาว์ บ้วนวงค์ หรือบ้วนวงษ์ โจทก์ นางสาวขนิษฐา เรืองศรี ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ ๓ นายพิชัย จันทร์ศรี ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววเยาว์ บ้วนวงค์ หรือบ้วนวงษ์
จำเลย — นางสาวขนิษฐา เรืองศรี ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 16/2554
#502950
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๖/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำพูน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๑ นายยุทธนา หวังอุดมชัย ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘/๒๕๕๒ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๒ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด แต่เมื่อปี ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๒ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวว่า บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ได้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนสวนป่าในท้องที่หมู่ที่ ๓ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ซึ่งป่าไม้จังหวัดลำพูนแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่ของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ มีพื้นที่ตามโฉนดที่ดินจริง หากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ป่าไม้จังหวัดลำพูนก็น่าจะคัดค้านหรือมีคำสั่งอื่นใดที่จะไม่ให้บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินไว้ก่อน อีกทั้งที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๒ ได้มีการออกเป็นโฉนดที่ดินตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๘ โดยถูกต้องมีผู้ปกครองท้องที่และเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาร่วมระวังชี้แนวเขตแล้ว ที่ดินดังกล่าวและที่ดินบริเวณใกล้เคียงมีสภาพเป็นพื้นที่ราบโล่งเตียน ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด แต่รองอธิบดีกรมที่ดินซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่า ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการออกโฉนดที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการขึ้นทะเบียนสวนป่าเป็นไปตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกสวนป่าเพื่อการค้าในที่ดินของรัฐและเอกชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นมิได้มีบทบัญญัติรองรับและคุ้มครองป่าไม้หวงห้ามที่ได้จากการปลูกสวนป่า จึงให้มีกฎหมายว่าด้วยสวนป่าดังกล่าว การรับขึ้นทะเบียนที่ดินของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ เป็นสวนป่ามิได้เป็นการแสดงว่าที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และไม่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ต่อมารองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้นและยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยเนื่องจากที่ดินดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวร และก่อนมีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้มีการขออนุญาตขึ้นทะเบียนสวนป่าต่อป่าไม้จังหวัดลำพูน โดยมีเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสภาพพื้นที่ดังกล่าวและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูนได้ทำการเดินสำรวจและรังวัดทำการชี้แนวเขตโดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายส่วนร่วมทำการตรวจสอบ ซึ่งการจะออกโฉนดที่ดินต้องทำการตรวจสอบเสียก่อนว่าท้องที่ใดต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน ดังนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในการตรวจสอบรังวัดออกโฉนดที่ดิน ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๒ ให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ในเขตป่าไม้ถาวร เป็นการกระทำโดยประมาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหายโดยตรงจากการถูกเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๒ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี ๖๐๐,๐๐๐ บาท

ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจัดทำคำให้การ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือให้ชดใช้ค่าเสียหายได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติดังกล่าว และโดยที่การสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดำเนินการโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคล คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องรวม ๒ ข้อหา ดังนี้

ข้อหาที่หนึ่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๒ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ข้อหาที่สอง เมื่อผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่พิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาทั้งสองข้อหาตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้างในคำร้องขอให้มีการวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๒ หรือเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือไม่ นั้น เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นหนึ่งในเนื้อหาของคดีที่จะนำมาประกอบการพิจารณาว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่เท่านั้น แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีนี้ทั้งสองข้อหา หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีทั้งสองข้อหาได้ นอกจากนี้ความในมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อีกทั้ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพียงแต่มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือแสดงสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดลำพูนพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๒ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากออกในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ แม้คำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นคำสั่งโดยไม่ชอบและขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นคดีที่มีข้อพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินออกโดยถูกต้อง ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด อันเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องโต้แย้งกันอยู่ คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งต้องพิจารณาเสียตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้กรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายก็เนื่องมาจากกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ได้กระทำการโดยประมาทในการออกโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินและทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการกระทำของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง เป็นการละเมิดหรือไม่และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เพียงใดนั้น เป็นประเด็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคำขอในประเด็นแรก ซึ่งศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ อันเป็นประเด็นหลักในคดี จึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๒ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๒ ของผู้ฟ้องคดี โดยให้เหตุผลว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๒ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายยุทธนา หวังอุดมชัย ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายยุทธนา หวังอุดมชัย
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2554
#502780
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๕/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำพูน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๒ นางสาวธนาภร โยธาพิทักษ์หรือเตชะกิตติคุณ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒/๒๕๕๒ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๓ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด ในปี ๒๕๓๙ แต่เมื่อปี ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๓ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวว่า บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ได้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนสวนป่าในท้องที่หมู่ที่ ๓ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ซึ่งป่าไม้จังหวัดลำพูนแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่ของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ มีพื้นที่ตามโฉนดที่ดินจริง หากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ป่าไม้จังหวัดลำพูนก็น่าจะคัดค้านหรือมีคำสั่งอื่นใดที่จะไม่ให้บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินไว้ก่อน อีกทั้งที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๓ ได้มีการออกเป็นโฉนดที่ดินตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๘ โดยถูกต้องมีผู้ปกครองท้องที่และเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาร่วมระวังชี้แนวเขตแล้ว ที่ดินดังกล่าวและที่ดินบริเวณใกล้เคียงมีสภาพเป็นพื้นที่ราบโล่งเตียน ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด แต่รองอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่า ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการออกโฉนดที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการขึ้นทะเบียนสวนป่าเป็นไปตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกสวนป่าเพื่อการค้าในที่ดินของรัฐและเอกชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นมิได้มีบทบัญญัติรองรับและคุ้มครองป่าไม้หวงห้ามที่ได้จากการปลูกสวนป่า จึงให้มีกฎหมายว่าด้วยสวนป่าดังกล่าว การรับขึ้นทะเบียนที่ดินของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ เป็นสวนป่ามิได้เป็นการแสดงว่าที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และไม่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ต่อมารองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้นและยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยเนื่องจากที่ดินดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวร และก่อนมีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้มีการขออนุญาตขึ้นทะเบียนสวนป่าต่อป่าไม้จังหวัดลำพูน โดยมีเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสภาพพื้นที่ดังกล่าวและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูนได้ทำการเดินสำรวจและรังวัดทำการชี้แนวเขตโดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายส่วนร่วมทำการตรวจสอบ ซึ่งการจะออกโฉนดที่ดินต้องทำการตรวจสอบเสียก่อนว่าท้องที่ใดต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน ดังนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในการตรวจสอบรังวัดออกโฉนดที่ดิน ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๓ ให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ในเขตป่าไม้ถาวร เป็นการกระทำโดยประมาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหายโดยตรงจากการถูกเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๓ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท

ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจัดทำคำให้การ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือให้ชดใช้ค่าเสียหายได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติดังกล่าว และโดยที่การสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดำเนินการโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคล คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องรวม ๒ ข้อหา ดังนี้

ข้อหาที่หนึ่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ข้อหาที่สอง เมื่อผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่พิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาทั้งสองข้อหาตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้างในคำร้องขอให้มีการวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๓ หรือเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือไม่ นั้น เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นหนึ่งในเนื้อหาของคดีที่จะนำมาประกอบการพิจารณาว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่เท่านั้น แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีนี้ทั้งสองข้อหา หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีทั้งสองข้อหาได้ นอกจากนี้ความในมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อีกทั้ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพียงแต่มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือแสดงสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดลำพูนพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๓ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากออกในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ แม้คำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นคำสั่งโดยไม่ชอบและขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นคดีที่มีข้อพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินออกโดยถูกต้อง ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด อันเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องโต้แย้งกันอยู่ คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งต้องพิจารณาเสียตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้กรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายก็เนื่องมาจากกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ได้กระทำการโดยประมาทในการออกโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินและทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการกระทำของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง เป็นการละเมิดหรือไม่และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เพียงใดนั้น เป็นประเด็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคำขอในประเด็นแรก ซึ่งศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ อันเป็นประเด็นหลักในคดี จึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๓ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๓ ของผู้ฟ้องคดี โดยให้เหตุผลว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๘๘๓ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวธนาภร โยธาพิทักษ์หรือเตชะกิตติคุณ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวธนาภร โยธาพิทักษ์หรือเตชะกิตติคุณ
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2554
#502755
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำพูน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ นางนัยนา โคมสวัสดิ์หรือโคมสวัสดิชัย ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๘/๒๕๕๑ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๒ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด แต่เมื่อปี ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๒ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวว่า บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ได้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนสวนป่าในท้องที่หมู่ที่ ๓ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ซึ่งป่าไม้จังหวัดลำพูนแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่ของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ มีพื้นที่ตามโฉนดที่ดินจริง หากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ป่าไม้จังหวัดลำพูนก็น่าจะคัดค้านหรือมีคำสั่งอื่นใดที่จะไม่ให้บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินไว้ก่อน อีกทั้งที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๒ ได้มีการออกเป็นโฉนดที่ดินตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๘ โดยถูกต้องมีผู้ปกครองท้องที่และเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาร่วมระวังชี้แนวเขตแล้ว ที่ดินดังกล่าวและที่ดินบริเวณใกล้เคียงมีสภาพเป็นพื้นที่ราบโล่งเตียน ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด แต่รองอธิบดีกรมที่ดินซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่า ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการออกโฉนดที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการขึ้นทะเบียนสวนป่าเป็นไปตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกสวนป่าเพื่อการค้าในที่ดินของรัฐและเอกชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นมิได้มีบทบัญญัติรองรับและคุ้มครองป่าไม้หวงห้ามที่ได้จากการปลูกสวนป่า จึงให้มีกฎหมายว่าด้วยสวนป่าดังกล่าว การรับขึ้นทะเบียนที่ดินของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ เป็นสวนป่ามิได้เป็นการแสดงว่าที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และไม่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ต่อมารองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้นและยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยเนื่องจากที่ดินดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวร และก่อนมีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้มีการขออนุญาตขึ้นทะเบียนสวนป่าต่อป่าไม้จังหวัดลำพูน โดยมีเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสภาพพื้นที่ดังกล่าวและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูนได้ทำการเดินสำรวจและรังวัดทำการชี้แนวเขตโดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายส่วนร่วมทำการตรวจสอบ ซึ่งการจะออกโฉนดที่ดินต้องทำการตรวจสอบเสียก่อนว่าท้องที่ใดต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน ดังนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในการตรวจสอบรังวัดออกโฉนดที่ดิน ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๒ ให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ในเขตป่าไม้ถาวร เป็นการกระทำโดยประมาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหายโดยตรงจากการถูกเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๒ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี ๙๐๐,๐๐๐ บาท

ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจัดทำคำให้การ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือให้ชดใช้ค่าเสียหายได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติดังกล่าว และโดยที่การสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดำเนินการโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคล คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องรวม ๒ ข้อหา ดังนี้

ข้อหาที่หนึ่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๒ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ข้อหาที่สอง เมื่อผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่พิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาทั้งสองข้อหาตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้างในคำร้องขอให้มีการวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๒ หรือเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือไม่ นั้น เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นหนึ่งในเนื้อหาของคดีที่จะนำมาประกอบการพิจารณาว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่เท่านั้น แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีนี้ ทั้งสองข้อหา หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีทั้งสองข้อหาได้ นอกจากนี้ความในมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อีกทั้ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพียงแต่มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือแสดงสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดลำพูนพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๒ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากออกในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ แม้คำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นคำสั่งโดยไม่ชอบและขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นคดีที่มีข้อพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินออกโดยถูกต้อง ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด อันเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องโต้แย้งกันอยู่ คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งต้องพิจารณาเสียตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้กรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายก็เนื่องมาจากกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ได้กระทำการโดยประมาทในการออกโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินและทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการกระทำของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง เป็นการละเมิดหรือไม่และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เพียงใดนั้น เป็นประเด็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคำขอในประเด็นแรก ซึ่งศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ อันเป็นประเด็นหลักในคดี จึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๒ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๒ ของผู้ฟ้องคดี โดยให้เหตุผลว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๒ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางนัยนา โคมสวัสดิ์หรือโคมสวัสดิชัย ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางนัยนา โคมสวัสดิ์หรือโคมสวัสดิชัย
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2554
#502754
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำพูน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ นางสมใจ ชลวัฒนสกุล หรือเจริญสันติธรรม ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๕/๒๕๕๑ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๔ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด ในปี ๒๕๓๙ แต่เมื่อปี ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๔ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวว่า บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ได้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนสวนป่าในท้องที่หมู่ที่ ๓ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ซึ่งป่าไม้จังหวัดลำพูนแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่ของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ มีพื้นที่ตามโฉนดที่ดินจริง หากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ป่าไม้จังหวัดลำพูนก็น่าจะคัดค้านหรือมีคำสั่งอื่นใดที่จะไม่ให้บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินไว้ก่อน อีกทั้งที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๔ ได้มีการออกเป็นโฉนดที่ดินตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๘ โดยถูกต้องมีผู้ปกครองท้องที่และเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาร่วมระวังชี้แนวเขตแล้ว ที่ดินดังกล่าวและที่ดินบริเวณใกล้เคียงมีสภาพเป็นพื้นที่ราบโล่งเตียน ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด แต่รองอธิบดีกรมที่ดินซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่า ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการออกโฉนดที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการขึ้นทะเบียนสวนป่าเป็นไปตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกสวนป่าเพื่อการค้าในที่ดินของรัฐและเอกชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นมิได้มีบทบัญญัติรองรับและคุ้มครองป่าไม้หวงห้ามที่ได้จากการปลูกสวนป่า จึงให้มีกฎหมายว่าด้วยสวนป่าดังกล่าว การรับขึ้นทะเบียนที่ดินของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ เป็นสวนป่ามิได้เป็นการแสดงว่าที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และไม่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ต่อมารองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้นและยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยเนื่องจากที่ดินดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวร และก่อนมีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้มีการขออนุญาตขึ้นทะเบียนสวนป่าต่อป่าไม้จังหวัดลำพูน โดยมีเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสภาพพื้นที่ดังกล่าวและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูนได้ทำการเดินสำรวจและรังวัดทำการชี้แนวเขตโดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายส่วนร่วมทำการตรวจสอบ ซึ่งการจะออกโฉนดที่ดินต้องทำการตรวจสอบเสียก่อนว่าท้องที่ใดต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน ดังนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในการตรวจสอบรังวัดออกโฉนดที่ดิน ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๔ ให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ในเขตป่าไม้ถาวร เป็นการกระทำโดยประมาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหายโดยตรงจากการถูกเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๔ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี ๕๐๐,๐๐๐ บาท

ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจัดทำคำให้การ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือให้ชดใช้ค่าเสียหายได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติดังกล่าว และโดยที่การสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดำเนินการโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคล คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องรวม ๒ ข้อหา ดังนี้

ข้อหาที่หนึ่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๔ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ข้อหาที่สอง เมื่อผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่พิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาทั้งสองข้อหาตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้างในคำร้องขอให้มีการวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๔ หรือเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือไม่ นั้น เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นหนึ่งในเนื้อหาของคดีที่จะนำมาประกอบการพิจารณาว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่เท่านั้น แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีนี้ทั้งสองข้อหา หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีทั้งสองข้อหาได้ นอกจากนี้ความในมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อีกทั้ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพียงแต่มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือแสดงสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดลำพูนพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๔ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากออกในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ แม้คำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นคำสั่งโดยไม่ชอบและขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นคดีที่มีข้อพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินออกโดยถูกต้อง ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด อันเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องโต้แย้งกันอยู่ คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งต้องพิจารณาเสียตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้กรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายก็เนื่องมาจากกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ได้กระทำการโดยประมาทในการออกโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินและทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการกระทำของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง เป็นการละเมิดหรือไม่และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เพียงใดนั้น เป็นประเด็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคำขอในประเด็นแรก ซึ่งศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ อันเป็นประเด็นหลักในคดี จึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๔ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๔ ของผู้ฟ้องคดี โดยให้เหตุผลว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๔ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสมใจ ชลวัฒนสกุล หรือเจริญสันติธรรม ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสมใจ ชลวัฒนสกุล หรือเจริญสันติธรรม
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2554
#502753
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำพูน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ นายรัชวุฒิ หรือบุญชัย รุ่งชัยธเนศ ที่ ๑ นางสมใจ ชลวัฒนสกุล ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๔/๒๕๕๑ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๕ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด ในปี ๒๕๓๘ แต่เมื่อปี ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๕ ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เนื่องจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวว่า บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ได้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนสวนป่าในท้องที่หมู่ที่ ๓ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ซึ่งป่าไม้จังหวัดลำพูนแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่ของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ มีพื้นที่ตามโฉนดที่ดินจริง หากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ป่าไม้จังหวัดลำพูนก็น่าจะคัดค้านหรือมีคำสั่งอื่นใดที่จะไม่ให้บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินไว้ก่อน อีกทั้งที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๕ ได้มีการออกเป็นโฉนดที่ดินตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๘ โดยถูกต้องมีผู้ปกครองท้องที่และเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาร่วมระวังชี้แนวเขตแล้ว ที่ดินดังกล่าวและที่ดินบริเวณใกล้เคียงมีสภาพเป็นพื้นที่ราบโล่งเตียน ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด แต่รองอธิบดีกรมที่ดินซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่า ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เนื่องจากโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการออกโฉนดที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการขึ้นทะเบียนสวนป่าเป็นไปตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกสวนป่าเพื่อการค้าในที่ดินของรัฐและเอกชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นมิได้มีบทบัญญัติรองรับและคุ้มครองป่าไม้หวงห้ามที่ได้จากการปลูกสวนป่า จึงให้มีกฎหมายว่าด้วยสวนป่าดังกล่าว การรับขึ้นทะเบียนที่ดินของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ เป็นสวนป่ามิได้เป็นการแสดงว่าที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และไม่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ต่อมารองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟังไม่ขึ้นและยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่เห็นด้วยเนื่องจากที่ดินดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวร และก่อนมีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้มีการขออนุญาตขึ้นทะเบียนสวนป่าต่อป่าไม้จังหวัดลำพูน โดยมีเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสภาพพื้นที่ดังกล่าวและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูนได้ทำการเดินสำรวจและรังวัดทำการชี้แนวเขตโดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายส่วนร่วมทำการตรวจสอบ ซึ่งการจะออกโฉนดที่ดินต้องทำการตรวจสอบเสียก่อนว่าท้องที่ใดต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน ดังนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในการตรวจสอบรังวัดออกโฉนดที่ดิน ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๕ ให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ในเขตป่าไม้ถาวร เป็นการกระทำโดยประมาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหายโดยตรงจากการถูกเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๕ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี ๔๐๒,๐๕๐ บาท

ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจัดทำคำให้การ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือให้ชดใช้ค่าเสียหายได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติดังกล่าว และโดยที่การสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดำเนินการโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคล คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องรวม ๒ ข้อหา ดังนี้

ข้อหาที่หนึ่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๕ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ข้อหาที่สอง เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่พิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาทั้งสองข้อหาตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้างในคำร้องขอให้มีการวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๕ หรือเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือไม่ นั้น เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นหนึ่งในเนื้อหาของคดีที่จะนำมาประกอบการพิจารณาว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่เท่านั้น แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีนี้ทั้งสองข้อหา หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีทั้งสองข้อหาได้ นอกจากนี้ความในมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อีกทั้ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพียงแต่มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือแสดงสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดลำพูนพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๕ ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เนื่องจากออกในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ แม้คำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นคำสั่งโดยไม่ชอบและขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นคดีที่มีข้อพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินออกโดยถูกต้อง ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด อันเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องโต้แย้งกันอยู่ คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งต้องพิจารณาเสียตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ขอให้กรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายก็เนื่องมาจากกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ได้กระทำการโดยประมาทในการออกโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินและทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการกระทำของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง เป็นการละเมิดหรือไม่และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เพียงใดนั้น เป็นประเด็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคำขอในประเด็นแรก ซึ่งศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ อันเป็นประเด็นหลักในคดี จึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๕ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๕ ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยให้เหตุผลว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๕ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายรัชวุฒิ หรือบุญชัย รุ่งชัยธเนศ ที่ ๑ นางสมใจ ชลวัฒนสกุล ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายรัชวุฒิหรือบุญชัย รุ่งชัยธเนศที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 11/2554
#502751
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำพูน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๑ นางนิรมล จักรวาลวิบูลย์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๙/๒๕๕๑ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๐ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด ในปี ๒๕๓๙ แต่เมื่อปี ๒๕๕๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๐ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวว่า บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ได้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนสวนป่าในท้องที่หมู่ที่ ๓ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ซึ่งป่าไม้จังหวัดลำพูนแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ได้ออกไปตรวจสอบพื้นที่ของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ มีพื้นที่ตามโฉนดที่ดินจริง หากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ป่าไม้จังหวัดลำพูนก็น่าจะคัดค้านหรือมีคำสั่งอื่นใดที่จะไม่ให้บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินไว้ก่อน อีกทั้งที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๐ ได้มีการออกเป็นโฉนดที่ดินตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๘ โดยถูกต้องมีผู้ปกครองท้องที่และเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาร่วมระวังชี้แนวเขตแล้ว ที่ดินดังกล่าวและที่ดินบริเวณใกล้เคียงมีสภาพเป็นพื้นที่ราบโล่งเตียน ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด แต่รองอธิบดีกรมที่ดินซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่า ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการออกโฉนดที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการขึ้นทะเบียนสวนป่าเป็นไปตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกสวนป่าเพื่อการค้าในที่ดินของรัฐและเอกชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นมิได้มีบทบัญญัติรองรับและคุ้มครองป่าไม้หวงห้ามที่ได้จากการปลูกสวนป่า จึงให้มีกฎหมายว่าด้วยสวนป่าดังกล่าว การรับขึ้นทะเบียนที่ดินของบริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ เป็นสวนป่ามิได้เป็นการแสดงว่าที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และไม่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ต่อมารองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้นและยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยเนื่องจากที่ดินดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวร และก่อนมีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้มีการขออนุญาตขึ้นทะเบียนสวนป่าต่อป่าไม้จังหวัดลำพูน โดยมีเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสภาพพื้นที่ดังกล่าวและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูนได้ทำการเดินสำรวจและรังวัดทำการชี้แนวเขตโดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายส่วนร่วมทำการตรวจสอบ ซึ่งการจะออกโฉนดที่ดินต้องทำการตรวจสอบเสียก่อนว่าท้องที่ใดต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน ดังนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในการตรวจสอบรังวัดออกโฉนดที่ดิน ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๐ ให้แก่บริษัทสุวิทย์และเพื่อนฯ ในเขตป่าไม้ถาวร เป็นการกระทำโดยประมาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหายโดยตรงจากการถูกเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๐ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี ๔๐๐,๐๐๐ บาท

ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจัดทำคำให้การ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือให้ชดใช้ค่าเสียหายได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติดังกล่าว และโดยที่การสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดำเนินการโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคล คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องรวม ๒ ข้อหา ดังนี้

ข้อหาที่หนึ่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๐ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ข้อหาที่สอง เมื่อผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่พิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาทั้งสองข้อหาตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้างในคำร้องขอให้มีการวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๐ หรือเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือไม่ นั้น เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นหนึ่งในเนื้อหาของคดีที่จะนำมาประกอบการพิจารณาว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่เท่านั้น แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีนี้ทั้งสองข้อหา หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีทั้งสองข้อหาได้ นอกจากนี้ความในมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อีกทั้ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพียงแต่มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือแสดงสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่กรณีแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดลำพูนพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๐ ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากออกในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ แม้คำสั่งดังกล่าวเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นคำสั่งโดยไม่ชอบและขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นคดีที่มีข้อพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าโฉนดที่ดินออกโดยถูกต้อง ไม่มีสภาพเป็นป่าไม้ถาวรแต่อย่างใด อันเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องโต้แย้งกันอยู่ คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งต้องพิจารณาเสียตั้งแต่ขณะยื่นฟ้องอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้กรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายก็เนื่องมาจากกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ได้กระทำการโดยประมาทในการออกโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินและทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการกระทำของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง เป็นการละเมิดหรือไม่และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เพียงใดนั้น เป็นประเด็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคำขอในประเด็นแรก ซึ่งศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่ อันเป็นประเด็นหลักในคดี จึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๐ ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยซื้อมาจากบริษัทสุวิทย์และเพื่อนการเกษตรแอนด์คันทรีคลับ จำกัด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๐ ของผู้ฟ้องคดี โดยให้เหตุผลว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๘ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๙๐๐ และขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางนิรมล จักรวาลวิบูลย์ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางนิรมล จักรวาลวิบูลย์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2554
#502378
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางประดุงจิตร คณะมี ผู้ฟ้องคดี กับพวกรวม ๕ คน ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทยที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๓/๒๕๕๒ ความว่า เมื่อปี ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ หมู่ ๖ (๑๒) ตำบลหนองกุงใหญ่ (หนองโก) อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ฟ้องคดีต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค.๑ เลขที่ ๑๘๓ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" ซึ่งทางราชการได้ออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินเนื่องจากได้มีการแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ ดังกล่าว โดยถูกต้องตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ส่วนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ มีการสำรวจในภายหลังเมื่อปี ๒๕๐๑ และมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในปี ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีไม่ได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ และที่ดินของผู้ฟ้องคดีมิได้ทับซ้อนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ดังกล่าว และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้องให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นเป็นให้ตรวจรับคำฟ้องตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองต่อไป เนื่องจากเป็นกรณีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี อันเป็นกรณีพิพาทที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ระหว่างพิจารณาอธิบดีศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งให้แยกคดีดังกล่าวออกเป็นห้าคดีเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาคดี โดยเป็นคดีนี้และคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๑/๒๕๕๑ ที่ ๑๐๐/๒๕๕๒ ที่ ๑๐๑/๒๕๕๒ และที่ ๑๐๒/๒๕๕๒ และศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) หรือการออกโฉนดที่ดินที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และมีคำสั่งเรียกให้อธิบดีกรมที่ดินในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ในขณะผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน ระหว่างดำเนินการมีผู้ปกครองท้องที่โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดี นำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว และมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดขอนแก่น (กบร. จังหวัดขอนแก่น) ซึ่งต่อมามีมติให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ และเลขที่ ๓๒๖ เนื่องจากแจ้งทับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดินและเป็นเหตุให้ไม่สามารถพิจารณาออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ พร้อมทั้งแจ้งว่า หากไม่พอใจในคำสั่งให้ไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม คำสั่งดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้มีคำสั่งว่าให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ตามที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจ เพราะอำนาจในการอนุมัติจำหน่าย ส.ค. ๑ เป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งได้มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน สำนักงานที่ดินจังหวัดสาขามีอำนาจหน้าที่เพียงสอบสวนข้อเท็จจริงและตรวจสอบสภาพที่ดินให้ปรากฏแน่ชัดว่าที่ดินแปลงนั้นผู้แจ้งไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่ออนุมัติจำหน่าย ส.ค. ๑ ตามระเบียบเท่านั้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนเพิ่มเติมจึงไม่มีกรณีต้องเพิกถอนคำสั่งให้จำหน่าย ส.ค. ๑ แต่อย่างใด กรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดียังมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากนายอำเภอกระนวน โต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้ว คู่กรณีตกลงกันไม่ได้ จึงได้มีคำสั่งแจ้งให้ผู้ขอออกโฉนดที่ดินไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามฟ้องได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีมีประเด็นพิพาทแห่งคดีว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิครอบครองในที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใด อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้วศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เมื่อคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีมีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีมีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินและการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ส่วนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เป็นการรับรองเขตที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยอธิบดีกรมที่ดินต้องดำเนินการตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖)ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ. ๒๕๑๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครองครองที่ดินตาม ส.ค ๑ ดังกล่าวจากการแจ้งการครอบครองของเจ้าของที่ดินเดิมถูกต้องตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ส่วนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ มีการสำรวจภายหลังเมื่อปี ๒๕๐๑ และออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในปี ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีมิได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์หากแต่การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว มีความคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๗๓๗ และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้องให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยการออกคำสั่งทางปกครอง และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้โดยการเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ดำเนินการ เพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์หรือเป็นที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ที่ทางราชการได้หวงห้ามไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชาวบ้านทั่วไปหรือไม่ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าว ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ประกอบกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินที่พิพาทข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือสถานะของที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมิใช่เรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใดคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า มีสิทธิครอบครองที่ดินในที่ดินพิพาทโดยชอบ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ โต้แย้งว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" จึงเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนและยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ หมู่ ๖ (๑๒) ตำบลหนองกุงใหญ่ (หนองโก) อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" ซึ่งทางราชการได้ออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ไม่ได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ และที่ดินของผู้ฟ้องคดีมิได้ทับซ้อนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้อง ให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายแล้วที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนด ผู้ปกครองท้องที่คัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัด ทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดขอนแก่นมีมติให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ดังกล่าว เนื่องจากแจ้งทับที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดิน จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางประดุงจิตร คณะมี ผู้ฟ้องคดี กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางประดุงจิตร คณะมี กับพวกรวม 5 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2554
#502377
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางมุ่ย นันดี ผู้ฟ้องคดี กับพวกรวม ๕ คน ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทยที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๒/๒๕๕๒ ความว่า เมื่อปี ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ หมู่ ๖ (๑๒) ตำบลหนองกุงใหญ่ (หนองโก) อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่นไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ฟ้องคดีต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค.๑ เลขที่ ๑๘๓ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" ซึ่งทางราชการได้ออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินเนื่องจากได้มีการแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ ดังกล่าว โดยถูกต้องตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ส่วนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์มีการสำรวจในภายหลังเมื่อปี ๒๕๐๑ และมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในปี ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีไม่ได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ และที่ดินของผู้ฟ้องคดีมิได้ทับซ้อนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ดังกล่าว และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้อง ให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นเป็นให้ตรวจรับคำฟ้องตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองต่อไป เนื่องจากเป็นกรณีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี อันเป็นกรณีพิพาทที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ระหว่างพิจารณาอธิบดีศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งให้แยกคดีดังกล่าวออกเป็นห้าคดีเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาคดี โดยเป็นคดีนี้และคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๑/๒๕๕๑ ที่ ๑๐๐/๒๕๕๒ ที่ ๑๐๑/๒๕๕๒ และที่ ๑๐๓/๒๕๕๒ และศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี ในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) หรือการออกโฉนดที่ดินที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และมีคำสั่งเรียกให้อธิบดีกรมที่ดินในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ในขณะผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน ระหว่างดำเนินการมีผู้ปกครองท้องที่โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว และมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดขอนแก่น (กบร. จังหวัดขอนแก่น) ซึ่งต่อมามีมติให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ และเลขที่ ๓๒๖ เนื่องจากแจ้งทับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดินและเป็นเหตุให้ไม่สามารถพิจารณาออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ พร้อมทั้งแจ้งว่า หากไม่พอใจในคำสั่งให้ไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม คำสั่งดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้มีคำสั่งว่าให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ตามที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจ เพราะอำนาจในการอนุมัติจำหน่าย ส.ค. ๑ เป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งได้มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน สำนักงานที่ดินจังหวัดสาขามีอำนาจหน้าที่เพียงสอบสวนข้อเท็จจริงและตรวจสอบสภาพที่ดินให้ปรากฏแน่ชัดว่าที่ดินแปลงนั้นผู้แจ้งไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่ออนุมัติจำหน่าย ส.ค. ๑ ตามระเบียบเท่านั้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนเพิ่มเติมจึงไม่มีกรณีต้องเพิกถอนคำสั่งให้จำหน่าย ส.ค. ๑ แต่อย่างใด กรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดียังมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากนายอำเภอกระนวนโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วคู่กรณีตกลงกันไม่ได้ จึงได้มีคำสั่งแจ้งให้ผู้ขอออกโฉนดที่ดิน ไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามฟ้องได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีมีประเด็นพิพาทแห่งคดีว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิครอบครองในที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องพิจารณาเขตอำนาจของ ศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใด อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้วศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เมื่อคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีมีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินและการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีมีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินและการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ส่วนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เป็นการรับรองเขตที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยอธิบดีกรมที่ดินต้องดำเนินการตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖)ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ. ๒๕๑๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครองครองที่ดินตาม ส.ค ๑ ดังกล่าวจากการแจ้งการครอบครองของเจ้าของที่ดินเดิมถูกต้องตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ส่วนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ มีการสำรวจภายหลังเมื่อ ปี ๒๕๐๑ และออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในปี ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีมิได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์หากแต่การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๗๓๗ และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้องให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยการออกคำสั่งทางปกครอง และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้โดยการเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการ เพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์หรือเป็นที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ที่ทางราชการได้หวงห้ามไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชาวบ้านทั่วไปหรือไม่ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าว ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ประกอบกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินที่พิพาทข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือสถานะของที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมิใช่เรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า มีสิทธิครอบครองที่ดินในที่ดินพิพาทโดยชอบ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ โต้แย้งว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" จึงเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนและยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ หมู่ ๖ (๑๒) ตำบลหนองกุงใหญ่ (หนองโก) อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" ซึ่งทางราชการได้ออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ไม่ได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ และที่ดินของผู้ฟ้องคดีมิได้ทับซ้อนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้อง ให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายแล้วที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนด ผู้ปกครองท้องที่คัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดขอนแก่นมีมติให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ดังกล่าว เนื่องจากแจ้งทับที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดิน จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางมุ่ย นันดี ผู้ฟ้องคดี กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางมุ่ย นันดี กับพวกรวม 5 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2554
#502376
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางจันดี แก้วใส ผู้ฟ้องคดี กับพวกรวม ๕ คน ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทยที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๑/๒๕๕๒ ความว่า เมื่อปี ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ หมู่ ๖ (๑๒) ตำบลหนองกุงใหญ่ (หนองโก) อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่นไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ฟ้องคดีต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค.๑ เลขที่ ๑๘๓ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" ซึ่งทางราชการได้ออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินเนื่องจากได้มีการแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ ดังกล่าว โดยถูกต้องตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ส่วนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ มีการสำรวจในภายหลังเมื่อปี ๒๕๐๑ และมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในปี ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีไม่ได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ และที่ดินของผู้ฟ้องคดีมิได้ทับซ้อนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ดังกล่าว และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้อง ให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นเป็นให้ตรวจรับคำฟ้องตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองต่อไป เนื่องจากเป็นกรณีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี อันเป็นกรณีพิพาทที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ ๒๕๔๒ ระหว่างพิจารณาอธิบดีศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งให้แยกคดีดังกล่าวออกเป็นห้าคดีเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาคดี โดยเป็นคดีนี้และคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๑/๒๕๕๑ ที่ ๑๐๐/๒๕๕๒ ที่ ๑๐๒/๒๕๕๒ และที่ ๑๐๓/๒๕๕๒ และศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) หรือการออกโฉนดที่ดินที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และมีคำสั่งเรียกให้อธิบดีกรมที่ดินในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ในขณะผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน ระหว่างดำเนินการมีผู้ปกครองท้องที่โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว และมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดขอนแก่น (กบร. จังหวัดขอนแก่น) ซึ่งต่อมามีมติให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ และเลขที่ ๓๒๖ เนื่องจากแจ้งทับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดินและเป็นเหตุให้ไม่สามารถพิจารณาออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ พร้อมทั้งแจ้งว่า หากไม่พอใจในคำสั่งให้ไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม คำสั่งดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้มีคำสั่งว่าให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ตามที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจ เพราะอำนาจในการอนุมัติจำหน่าย ส.ค. ๑ เป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งได้มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน สำนักงานที่ดินจังหวัดสาขามีอำนาจหน้าที่เพียงสอบสวนข้อเท็จจริงและตรวจสอบสภาพที่ดินให้ปรากฏแน่ชัดว่าที่ดินแปลงนั้นผู้แจ้งไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่ออนุมัติจำหน่าย ส.ค. ๑ ตามระเบียบเท่านั้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนเพิ่มเติมจึงไม่มีกรณีต้องเพิกถอนคำสั่งให้จำหน่าย ส.ค. ๑ แต่อย่างใด กรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดียังมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากนายอำเภอกระนวนโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้ว คู่กรณีตกลงกันไม่ได้ จึงได้มีคำสั่งแจ้งให้ผู้ขอออกโฉนดที่ดินไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามฟ้องได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีมีประเด็นพิพาทแห่งคดีว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิครอบครองในที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้วศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เมื่อคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีมีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินและการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีมีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินและการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ส่วนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เป็นการรับรองเขตที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยอธิบดีกรมที่ดินต้องดำเนินการตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖)ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ. ๒๕๑๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครองครองที่ดินตาม ส.ค ๑ ดังกล่าวจากการแจ้งการครอบครองของเจ้าของที่ดินเดิมถูกต้องตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ส่วนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์มีการสำรวจภายหลังเมื่อปี ๒๕๐๑ และออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในปี ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีมิได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์หากแต่การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว มีความคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๗๓๗ และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้องให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยการออกคำสั่งทางปกครอง และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้โดยการเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการ เพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์หรือเป็นที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ที่ทางราชการได้หวงห้ามไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชาวบ้านทั่วไปหรือไม่ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าว ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ประกอบกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินที่พิพาทข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือสถานะของที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมิใช่เรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า มีสิทธิครอบครองที่ดินในที่ดินพิพาทโดยชอบ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ โต้แย้งว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" จึงเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนและยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ หมู่ ๖ (๑๒) ตำบลหนองกุงใหญ่ (หนองโก) อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" ซึ่งทางราชการได้ออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ไม่ได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ และที่ดินของผู้ฟ้องคดีมิได้ทับซ้อนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้อง ให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายแล้วที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนด ผู้ปกครองท้องที่คัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดขอนแก่นมีมติให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ดังกล่าว เนื่องจากแจ้งทับที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดิน จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางจันดี แก้วใส ผู้ฟ้องคดี กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางจันดี แก้วใส กับพวกรวม 5 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2554
#502374
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางมะลิ เพ็งวิชัย ผู้ฟ้องคดี กับพวกรวม ๕ คน ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทยที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๐/๒๕๕๒ ความว่า เมื่อปี ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒๖ หมู่ ๖ (๑๒) ตำบลหนองกุงใหญ่ (หนองโก) อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่นไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ฟ้องคดีต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค.๑ เลขที่ ๓๒๖ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" ซึ่งทางราชการได้ออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินเนื่องจากได้มีการแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ ดังกล่าว โดยถูกต้องตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ส่วนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์มีการสำรวจในภายหลังเมื่อปี ๒๕๐๑ และมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในปี ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีไม่ได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ และที่ดินของผู้ฟ้องคดีมิได้ทับซ้อน ที่หนองกุงสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ดังกล่าว และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้อง ให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นเป็น ให้ตรวจรับคำฟ้องตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองต่อไป เนื่องจากเป็นกรณีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี อันเป็นกรณีพิพาทที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ระหว่างพิจารณาอธิบดีศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งให้แยกคดีดังกล่าวออกเป็นห้าคดีเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาคดี โดยเป็นคดีนี้และคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๑/๒๕๕๑ ที่ ๑๐๑/๒๕๕๒ ที่ ๑๐๒/๒๕๕๒ และที่ ๑๐๓/๒๕๕๒ และศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี ในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) หรือการออกโฉนดที่ดินที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และมีคำสั่งเรียกให้อธิบดีกรมที่ดินในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ในขณะผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน ระหว่างดำเนินการมีผู้ปกครองท้องที่โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว และมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดขอนแก่น (กบร. จังหวัดขอนแก่น) ซึ่งต่อมามีมติให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ และเลขที่ ๓๒๖ เนื่องจากแจ้งทับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดินและเป็นเหตุให้ไม่สามารถพิจารณาออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ พร้อมทั้งแจ้งว่า หากไม่พอใจในคำสั่งให้ไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม คำสั่งดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้มีคำสั่งว่า ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ตามที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจ เพราะอำนาจในการอนุมัติจำหน่าย ส.ค. ๑ เป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งได้มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน สำนักงานที่ดินจังหวัดสาขามีอำนาจหน้าที่เพียงสอบสวนข้อเท็จจริงและตรวจสอบสภาพที่ดินให้ปรากฏแน่ชัดว่าที่ดินแปลงนั้นผู้แจ้งไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่ออนุมัติจำหน่าย ส.ค. ๑ ตามระเบียบเท่านั้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนเพิ่มเติมจึงไม่มีกรณีต้องเพิกถอนคำสั่งให้จำหน่าย ส.ค. ๑ แต่อย่างใด กรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดียังมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากนายอำเภอกระนวนโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้ว คู่กรณีตกลงกันไม่ได้ จึงได้มีคำสั่งแจ้งให้ผู้ขอออกโฉนดที่ดิน ไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามฟ้องได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีมีประเด็นพิพาทแห่งคดีว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิครอบครองในที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใด อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้วศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เมื่อคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีมีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินและการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีมีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินและการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ส่วนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เป็นการรับรองเขตที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยอธิบดีกรมที่ดินต้องดำเนินการตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖)ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ. ๒๕๑๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครองครองที่ดินตาม ส.ค ๑ ดังกล่าวจากการแจ้งการครอบครองของเจ้าของที่ดินเดิมถูกต้องตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ส่วนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ มีการสำรวจภายหลังเมื่อ ปี ๒๕๐๑ และออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในปี ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีมิได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์หากแต่การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๗๓๗ และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้องให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยการออกคำสั่งทางปกครอง และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้โดยการเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการ เพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์หรือเป็นที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ที่ทางราชการได้หวงห้ามไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชาวบ้านทั่วไปหรือไม่ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าว ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาท ในคดีได้ ประกอบกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินที่พิพาทข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือสถานะของที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมิใช่เรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า มีสิทธิครอบครองที่ดินในที่ดินพิพาทโดยชอบ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ โต้แย้งว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" จึงเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดินแม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนและยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒๖ หมู่ ๖ (๑๒) ตำบลหนองกุงใหญ่ (หนองโก) อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒๖ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" ซึ่งทางราชการได้ออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ไม่ได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ และที่ดินของผู้ฟ้องคดีมิได้ทับซ้อนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้อง ให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้มีคำสั่ง ให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายแล้วที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนด ผู้ปกครองท้องที่คัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดขอนแก่นมีมติให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ดังกล่าว เนื่องจากแจ้งทับที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดิน จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางมะลิ เพ็งวิชัย ผู้ฟ้องคดี กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางมะลิ เพ็งวิชัย กับพวกรวม 5 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2554
#502373
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๕๔

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางวรรณวิภา พันธ์แก้ว ผู้ฟ้องคดี กับพวกรวม ๕ คน ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทยที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๑/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อปี ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒๖ หมู่ ๖ (๑๒) ตำบลหนองกุงใหญ่ (หนองโก) อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ฟ้องคดีต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค.๑ เลขที่ ๓๒๖ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" ซึ่งทางราชการได้ออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับ ที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินเนื่องจากได้มีการแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ ดังกล่าว โดยถูกต้องตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ส่วนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ มีการสำรวจในภายหลังเมื่อปี ๒๕๐๑ และมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในปี ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีไม่ได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ และที่ดินของผู้ฟ้องคดีมิได้ทับซ้อนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ดังกล่าว และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้อง ให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นเป็นให้ตรวจรับคำฟ้องตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองต่อไป เนื่องจากเป็นกรณีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี อันเป็นกรณีพิพาทที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ระหว่างพิจารณาอธิบดีศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งให้แยกคดีดังกล่าวออกเป็นห้าคดีเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาคดี โดยเป็นคดีนี้และคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๐/๒๕๕๒ ที่ ๑๐๑/๒๕๕๒ ที่ ๑๐๒/๒๕๕๒ และที่ ๑๐๓/๒๕๕๒ และศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี ในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) หรือการออกโฉนดที่ดินที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และมีคำสั่งเรียกให้อธิบดีกรมที่ดินในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ในขณะผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน ระหว่างดำเนินการมีผู้ปกครองท้องที่โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว และมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดขอนแก่น (กบร. จังหวัดขอนแก่น) ซึ่งต่อมามีมติให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓ และเลขที่ ๓๒๖ เนื่องจากแจ้งทับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดินและเป็นเหตุให้ไม่สามารถพิจารณาออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้พร้อมทั้งแจ้งว่า หากไม่พอใจในคำสั่งให้ไปดำเนินการฟ้องร้อง ต่อศาลยุติธรรม คำสั่งดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้มีคำสั่งว่าให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ตามที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจ เพราะอำนาจในการอนุมัติจำหน่าย ส.ค. ๑ เป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งได้มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน สำนักงานที่ดินจังหวัดสาขามีอำนาจหน้าที่เพียงสอบสวนข้อเท็จจริงและตรวจสอบสภาพที่ดินให้ปรากฏแน่ชัดว่าที่ดินแปลงนั้นผู้แจ้งไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่ออนุมัติจำหน่าย ส.ค. ๑ ตามระเบียบเท่านั้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวนเพิ่มเติม จึงไม่มีกรณีต้องเพิกถอนคำสั่งให้จำหน่าย ส.ค. ๑ แต่อย่างใด กรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดียังมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากนายอำเภอกระนวน โต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้ว คู่กรณีตกลงกันไม่ได้ จึงได้มีคำสั่งแจ้งให้ผู้ขอออกโฉนดที่ดินไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ ผู้ฟ้องคดีตามฟ้องได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีมีประเด็นพิพาทแห่งคดีว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" กรณี จึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิครอบครองในที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใด อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้วศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เมื่อคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีมีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีมีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินและการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ส่วนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เป็นการรับรองเขตที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยอธิบดีกรมที่ดินต้องดำเนินการตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖)ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ. ๒๕๑๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครองครองที่ดินตาม ส.ค ๑ ดังกล่าวจากการแจ้งการครอบครองของเจ้าของที่ดินเดิมถูกต้องตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ส่วนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ มีการสำรวจภายหลังเมื่อปี ๒๕๐๑ และออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในปี ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดี มิได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์หากแต่การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๗๓๗ และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้องให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยการออกคำสั่งทางปกครอง และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้โดยการเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์หรือเป็นที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ที่ทางราชการได้หวงห้ามไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชาวบ้านทั่วไปหรือไม่ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดี เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าว ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ประกอบกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินที่พิพาทข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือสถานะของที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมิใช่เรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า มีสิทธิครอบครองที่ดินในที่ดินพิพาทโดยชอบ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ โต้แย้งว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" จึงเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดินแม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนและยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒๖ หมู่ ๖ (๑๒) ตำบลหนองกุงใหญ่ (หนองโก) อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒๖ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" ซึ่งทางราชการได้ออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ขก ๒๗๓๗ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ไม่ได้บุกรุกที่หนองกุงสาธารณประโยชน์ และที่ดินของผู้ฟ้องคดีมิได้ทับซ้อนที่หนองกุงสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว และทำการเดินสำรวจใหม่ตามสิทธิที่ถูกต้อง ให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ดำเนินการรังวัดและออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายแล้วที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนด ผู้ปกครองท้องที่คัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองกุงสาธารณประโยชน์" และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดขอนแก่นมีมติให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ดังกล่าว เนื่องจากแจ้งทับที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดิน จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางวรรณวิภา พันธ์แก้ว ผู้ฟ้องคดี กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขากระนวน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางวรรณวิภา พันธ์แก้ว กับพวกรวม 5 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2554
#508714
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๕๔

วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเชียงราย

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเชียงรายส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่มีการนำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป และคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๐ นายเทอดศักดิ์ อดุลวัฒนธรรม โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ที่ ๓ นายอำเภอเมืองเชียงราย ที่ ๔ นายบุญส่ง อุโมงค์ ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๓ ตำบลสันทราย ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเชียงราย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗๕/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน จำนวน ๓ แปลง เนื้อที่ประมาณ ๔๐ ไร่ ซึ่งโจทก์ใช้ประกอบกิจการพาณิชย์และบริการชื่อโรงแรมบ้านสวนริเวอร์วิวรีสอร์ท ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยซื้อที่ดินจากบุคคลที่เข้าทำประโยชน์ครอบครองติดต่อกันมาไม่ขาดสายซึ่งทางราชการได้ออกบ้านเลขที่พัก อาศัยเกินกว่าสิบปีและไม่เคยสำรวจและขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะ โจทก์ได้ทำรั้วคอนกรีตและรั้วลวดหนามรอบที่ดินของโจทก์ไว้อย่างมั่นคง เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๖ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๔๗ จำเลยทั้งห้าร่วมกันมีคำขอ ออกคำสั่ง ประกาศ และทำการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) บ้านโป่งสลี หมู่ที่ ๓ ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยจำเลยที่ ๕ ได้กระทำการอันเป็นการเลือกปฏิบัติโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์เสนอโครงการอันเป็นเท็จต่อจำเลยที่ ๔ ว่า ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวมีมติให้กันที่ดินบางส่วนของโจทก์เป็นที่สาธารณะของหมู่บ้านเพื่อประโยชน์ประชาชนได้ใช้สอยร่วมกัน และแจ้งให้จำเลยที่ ๔ ดำเนินการเสนอจำเลยที่ ๒ ผ่านจำเลยที่ ๓ ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวได้มีการนำชี้และรังวัดทับที่ดินของโจทก์บางส่วน โดยไม่มีการสอบสวนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหรือเจ้าของที่ดินข้างเคียง ทั้งที่ที่ดินบริเวณที่ทำการรังวัดเป็นที่ดินที่ชาวบ้านครอบครองทำประโยชน์มาหลายชั่วอายุคน ไม่ใช่ที่สาธารณะ และเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ กรมชลประทานยังยอมรับสิทธิของโจทก์ ขอความยินยอมโจทก์ในการก่อสร้างคันดินป้องกันน้ำท่วมโดยใช้ตลิ่งที่ดินของโจทก์วางหินเป็นคันกันน้ำท่วมพื้นที่ตำบลสันทราย ต่อมาจำเลยที่ ๓ ได้มีประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย เรื่อง ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และแจ้งประกาศดังกล่าวให้โจทก์ทราบ โจทก์ยื่นคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์แล้ว การที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ ไม่ว่าจะเป็นคำขอ คำสั่ง การนำชี้และรังวัดที่ดิน รวมทั้งประกาศว่าที่ดินบางส่วนของโจทก์เป็นที่สาธารณะหมู่บ้าน เป็นการโต้แย้งสิทธิและรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการจงใจของจำเลยที่ ๕ ในการเลือกปฏิบัติ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันยกเลิกแผนที่พิพาท ประกาศ คำสั่ง และการกระทำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ และแก้ไขให้โจทก์กลับสู่สถานะเดิมก่อนที่มีการนำชี้และรังวัดที่ดินของโจทก์ อนึ่ง โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ ๕ กรณียุยงส่งเสริมให้ชาวบ้านบุกรุกที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ เป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดเชียงราย ศาลจังหวัดเชียงรายได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ มส. ๕๐๖/๒๕๔๘ พิพากษาให้จำเลยที่ ๕ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ทางราชการได้ออกทะเบียนบ้านให้มิใช่การให้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนในการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ตามระเบียบและกฎหมายแล้ว และจำเลยทั้งห้ามิได้ร่วมกันกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ มิได้เลือกปฏิบัติหรือกระทำการเป็นการเฉพาะรายตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และจำเลยที่ ๕ ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ ๕ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ มิได้หมายความว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองที่จะใช้อ้างกับรัฐได้ ทั้งการที่กรมชลประทานให้โจทก์ทำหนังสือยินยอมก็มิได้หมายความว่าเป็นการให้สิทธิครอบครองในที่ดินแก่โจทก์ตามกฎหมาย คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องโต้แย้งอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และภายหลังจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาศาลปกครองแล้ว โจทก์ในคดีนี้ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าต่อศาลปกครองเชียงใหม่ด้วย (คดีหมายเลขดำที่ ๒๕๗/๒๕๕๐) แต่ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (คดีหมายเลขแดงที่ ๒๑๔/๒๕๕๐) โจทก์อุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๒๐๐/๒๕๕๑ ให้ศาลปกครองเชียงใหม่รับฟ้องเฉพาะประเด็นที่ผู้ฟ้องคดี (โจทก์ในคดีนี้) มีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนเสาคอนกรีตออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งจำเลยทั้งห้าเห็นว่าประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้และในคดีปกครองดังกล่าวเป็นเรื่องเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อนึ่ง สำหรับคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในคดีนี้ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ (คดีหมายเลขดำที่ ๒๕๗/๒๕๕๐ หมายเลขแดงที่ ๒๑๔/๒๕๕๐) ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าส่งคืนการครอบครองที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและรื้อถอนเสาคอนกรีตออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่าผู้ฟ้องคดีมิใช่ผู้เดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหาย ทั้งเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับฟ้องเฉพาะประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนเสาคอนกรีตออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา เนื่องจากการที่ผู้ใหญ่บ้านฯ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ นำเสาคอนกรีตบางส่วนมาปักไว้ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยมิได้มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว อาจเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหายได้ และเป็นการขอให้ศาลปกครองมีคำบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันจึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงรายทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๒ ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าเพื่อให้เพิกถอนแผนที่พิพาทที่จำเลยที่ ๕ นำชี้โดยไม่สุจริตและเป็นโมฆะ เพราะที่ดินไม่เป็นที่ดินที่จะออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ให้จำเลยทั้งห้าดำเนินการแก้ไขให้โจทก์กลับสู่สถานะเดิม ซึ่งการจะวินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องจะต้องได้ความว่าที่ดินที่จำเลยทั้งห้านำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเป็นที่ดินของโจทก์หรือของรัฐ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งจะต้องวินิจฉัยโดยศาลยุติธรรม ที่ศาลปกครองสูงสุดให้ศาลปกครองเชียงใหม่รับพิจารณาเฉพาะรั้วแนวเขตที่ดินเท่านั้น จึงไม่เป็นการวินิจฉัยคดีให้ครอบคลุมทั้งหมด เพราะประเด็นหลักแห่งคดีเป็นการวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นของบุคคลใดเป็นสำคัญ แม้โจทก์แถลงยืนยันว่าโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบ ไม่ได้ฟ้องเรียกกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีดังกล่าวมาแล้ว จึงเห็นว่าคดีนี้สมควรให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณา

ศาลจังหวัดเชียงรายโดยสำนักงานศาลยุติธรรมจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง

ต่อมาคณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ ๑๗/๒๕๕๒ ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ เนื่องจากการเสนอเรื่องของศาลจังหวัดเชียงรายไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) โดยให้เหตุผลว่า ก่อนเสนอเรื่องให้คณะกรรมการฯ พิจารณา ศาลจังหวัดเชียงรายจะต้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว แล้วจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่จำเลยทั้งห้าร้องว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจจัดทำความเห็นโดยเร็ว ถ้าศาลจังหวัดเชียงรายและศาลปกครอง มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล ศาลจังหวัดเชียงรายจึงจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดได้ ข้อเท็จจริงคดีนี้ศาลจังหวัดเชียงรายไม่ได้ส่งความเห็นไปให้ศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่จำเลยทั้งห้าร้องว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจจัดทำความเห็น การส่งเรื่องให้คณะกรรมการของศาลจังหวัดเชียงรายจึงไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดเชียงรายจึงส่งความเห็นไปให้ศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่จำเลยทั้งห้าร้องว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจจัดทำความเห็น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองเชียงใหม่ทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการรับรองเขตที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินที่อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ ๑ โดยอธิบดีกรมที่ดินต้องดำเนินการตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖)ฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ. ๒๕๑๗ ประกอบระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการมอบอำนาจให้สภาตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล ช่วยเหลือในการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล การดำเนินการต่างๆ ก่อนออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจึงเป็นการใช้อำนาจปกครองเพื่อให้มีการออกคำสั่งทางปกครองต่อไป กรณีตามคำฟ้องสืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการพิจารณาออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน สำหรับประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันนั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบในการพิจารณาว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของจำเลยทั้งห้าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็ไม่ใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจพิจารณาของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไว้โดยเฉพาะ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ประกอบกับจำเลยทั้งห้าเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือสถานะของที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งมิใช่เรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับฟ้องตามคำขอที่ให้เพิกถอนบัญชีรายชื่อที่ดินที่สาธารณประโยชน์และยกเลิกรูปแผนที่พิพาทในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นนั้น เนื่องจากขณะโจทก์ฟ้องคดียังไม่มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่จะถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงยังไม่ใช่ผู้เดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง อีกทั้งศาลปกครองสูงสุดก็มิได้วินิจฉัยคำฟ้องตามคำขอดังกล่าวว่าไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง และในส่วนที่มีคำสั่งให้ศาลปกครองเชียงใหม่รับพิจารณาเฉพาะประเด็นเจ้าหน้าที่ของรัฐนำเสาคอนกรีตมาปักไว้ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อไม่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีนี้

ต่อมา ศาลจังหวัดเชียงรายทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ ในทำนองเดียวกับความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๒ และส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน จำนวน ๓ แปลง เนื้อที่ประมาณ ๔๐ ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้รับความเสียหายกรณีจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ โดยการยื่นคำขอ ออกคำสั่ง นำชี้และรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) บ้านโป่งสลี หมู่ที่ ๓ ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ทับที่ดินบางส่วนของโจทก์ รวมทั้งประกาศว่าที่ดินบางส่วนของโจทก์ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะหมู่บ้าน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิและรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการจงใจของจำเลยที่ ๕ ในการเลือกปฏิบัติ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันยกเลิกแผนที่พิพาท ประกาศ คำสั่ง และการกระทำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ และแก้ไขให้โจทก์กลับสู่สถานะเดิมก่อนที่มีการนำชี้และรังวัดที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนในการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ตามระเบียบและกฎหมายแล้ว และจำเลยทั้งห้ามิได้ร่วมกันกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ มิได้เลือกปฏิบัติหรือกระทำการเป็นการเฉพาะรายตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และจำเลยที่ ๕ ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายเทอดศักดิ์ อดุลวัฒนธรรม โจทก์ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ที่ ๓ นายอำเภอเมืองเชียงราย ที่ ๔ นายบุญส่ง อุโมงค์ ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๓ ตำบลสันทราย ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทอดศักดิ์ อดุลวัฒนธรรม
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2554
#502379
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๕๔

วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอำนาจเจริญโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒ นางชมภู ศรีคะเณย์ โจทก์ ยื่นฟ้องนายบุญเพ็ง สำราญสุข จำเลย ต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๒๘/๒๕๕๒ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๐๓๙ ตำบลไม้กลอน อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ) เนื้อที่ ๑๙ ไร่ ๘๕ ตารางวา ต่อมาปี ๒๕๔๗ เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์แทน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๗๓๕ ตำบลไม้กลอน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ มีเนื้อที่เพียง ๑๓ ไร่ ๒ งาน ๓๓ ตารางวา เนื้อที่ดินด้านทิศเหนือขาดไปประมาณ ๗ ไร่ ๑ งาน ๕๖ ตารางวา แต่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ขาดดังกล่าว ตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ จำเลยบุกรุกที่ดินดังกล่าวและนำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาหว่านลงในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ ๑ งาน ๒๗ ตารางวา อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามหนังสือส.ป.ก. ๔-๐๑ โจทก์ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ ทราบว่าจำเลยนำเจ้าพนักงานปฏิรูปที่ดินทำการรังวัดและให้ถ้อยคำเท็จต่อเจ้าพนักงานจนเจ้าพนักงานหลงเชื่อออกส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐ ตำบลไม้กลอน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ เนื้อที่ ๖ ไร่ ๑ งาน ๒๗ ตารางวา ให้แก่จำเลย ทับที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ โจทก์แจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินพิพาท เนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ ๑ งาน ๒๗ ตารางวา เป็นของโจทก์ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายหรือรื้อถอนทรัพย์สินใด ๆ ออกจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยและบริวารกระทำการใด ๆ ในที่ดินพิพาท อันเป็นการรบกวนการครอบครองทำประโยชน์ของโจทก์ ให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอยกเลิกหรือเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐ ดังกล่าว หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราปีละ ๓๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยดำเนินการดังกล่าวข้างต้น

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ค่าเสียหายสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิจารณาแล้วเห็นว่า การจะพิจารณาว่าหนังสือ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ของจำเลยออกทับที่ดินของโจทก์หรือไม่ จำเป็นจะต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทกันเสียก่อน โดยศาลจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญในข้อหาแห่งคดี ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวนั้นยังไม่เกี่ยวกับการกระทำทางปกครอง ดังนั้นคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง การออกเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ หรือเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นทบวงการเมือง มีฐานะเทียบเท่ากรมโดยจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการออกโฉนดที่ดินซึ่งโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องตลอดมา ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองและกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องปฏิรูปที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญด้วย ศาลปกครองก็มีอำนาจเรียกเข้ามาเป็นคู่กรณีได้ตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบข้อ ๗๘ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓

สำหรับประเด็นปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การดำเนินการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ให้แก่จำเลยของปฏิรูปที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ นั้น เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองและกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามนัยมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ขอรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง" คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๐๓๙ ตำบลไม้กลอน อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ) เนื้อที่ ๑๙ ไร่ ๘๕ ตารางวา ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๗๓๕ ให้แก่โจทก์โดยมีเนื้อที่เพียง ๑๓ ไร่ ๒ งาน ๓๓ ตารางวา เนื้อที่ดินด้านทิศเหนือขาดไปประมาณ ๗ ไร่ ๑ งาน ๕๖ ตารางวา แต่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ขาดดังกล่าวตลอดมา จำเลยบุกรุกที่ดินดังกล่าวอ้างว่าเป็นของจำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ซึ่งโจทก์ตรวจสอบทราบว่าจำเลยนำเจ้าพนักงานปฏิรูปที่ดินทำการรังวัดและให้ถ้อยคำเท็จจนเจ้าพนักงานหลงเชื่อออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐ เนื้อที่ ๖ ไร่ ๑ งาน ๒๗ ตารางวา ให้แก่จำเลยทับที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ ๑ งาน ๒๗ ตารางวา เป็นของโจทก์ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายหรือรื้อถอนทรัพย์สินใด ๆ ออกจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยและบริวารกระทำการใด ๆ ในที่ดินพิพาท ให้จำเลยยื่นคำขอยกเลิก หรือเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐ ดังกล่าว และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ค่าเสียหายสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง ไม่มีคู่ความฝ่ายใด เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางชมภู ศรีคะเณย์ โจทก์ นายบุญเพ็ง สำราญสุข จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชมภู ศรีคะเณย์
จำเลย — นายบุญเพ็ง สำราญสุข
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2554
#504779
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๕๔

วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๒ นายเต้า วัดสำโรง โจทก์ ยื่นฟ้องนางสุเทพ ตีบกระโทก ที่ ๑ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๘๖/๒๕๕๒ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินหน่วยที่ ๓ เลขสำรวจที่ ๒๙ แปลงที่ ๑ กลุ่มที่/ระวาง ๘๔๑๕ หมู่ที่ ๓ ตำบลไทยเจริญ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๘๙ ตารางวา ซึ่งซื้อมาจากนายชื่น ปานงูเหลือม เจ้าของเดิมเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๑๔ โจทก์ให้นายใหญ่ อุไรวรรณ พ่อตาของโจทก์และเป็นบิดาของจำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๒ ประกาศให้เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินของรัฐยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาในพื้นที่โครงการต่าง ๆ จำนวน ๓๑ โครงการ จำเลยที่ ๑ ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์มานาน ทำให้จำเลยที่ ๒ หลงเชื่อ ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ หมู่ที่ ๓ ตำบลไทยเจริญ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๘๙ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๑ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๒ เปลี่ยนแปลงชื่อในเอกสารสิทธิมาเป็นของโจทก์ แต่เจ้าพนักงานแจ้งว่า ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ ๑ ก่อน โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือขอให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ โอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ มาเป็นของโจทก์ หากจำเลยไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ และให้จำเลยที่ ๒ ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ มาเป็นของโจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าใช้จ่ายแทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้จำเลยที่ ๑ ได้รับการยกให้มาจากบิดามารดาโดยการ จับจองที่รกร้างว่างเปล่า และครอบครองทำประโยชน์ติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า ๔๐ ปี การที่โจทก์อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้มีชื่อจึงเป็นความเท็จ จำเลยที่ ๒ ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยชอบด้วยกฎหมายปฏิรูปที่ดิน โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลนี้มาแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งแรกคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๑๙/๒๕๕๐ โจทก์ถอนฟ้อง ครั้งที่ ๒ คดีหมายเลขดำที่ ๑๕๓๖/๒๕๕๑ หมายเลขแดงที่ ๑๖๓/๒๕๕๒ ศาลพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาว่าได้ที่ดินพิพาทมาจากบิดาและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมาโดยมีกำนันตำบลไทรน้อย ผู้ปกครองท้องที่ให้การรับรองว่าจำเลยที่ ๑ มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย และเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ และไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ โดยโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าว ซื้อมาจากนายชื่น ปานงูเหลือม เมื่อปี ๒๕๑๔ และโจทก์ได้ให้นายใหญ่ อุไรวรรณ พ่อตาโจทก์และเป็นบิดาจำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ จนกระทั่งนายใหญ่เสียชีวิต ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๒ ประกาศ ให้เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินของรัฐยื่นคำร้องเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ในเขตพื้นที่โครงการต่าง ๆ จำนวน ๓๑ โครงการ นายใหญ่กับจำเลยที่ ๑ กลับแจ้งข้อความเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ ทั้งที่ความจริงจำเลยที่ ๑ ทราบอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ และโจทก์ได้ให้นายใหญ่บิดาจำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ ทำให้จำเลยที่ ๒ หลงเชื่อออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ เนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๘๙ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๑ ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินดีกว่าจำเลยที่ ๑ หรือไม่ ซึ่งหากผลแห่งคดีฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินดีกว่าจำเลยที่ ๑ แล้ว จึงมีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ที่ต้องเปลี่ยนแปลงการออกหนังสือในที่ดินดังกล่าวให้กับโจทก์ต่อไปภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น อีกทั้งตามฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาได้ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ ที่พิพาทว่า เป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด โจทก์เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ได้แจ้งข้อความเป็นเท็จต่อจำเลยที่ ๒ เพื่อให้ออกหนังสือเอกสารสิทธิดังกล่าวให้กับจำเลยที่ ๑ เท่านั้น ดังนั้น ผลตามคำฟ้องโจทก์ จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ว่าเป็นการออกคำสั่งหรือกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามรูปแบบ ขั้นตอนหรือวิธีการที่กำหนดไว้ หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ตามคำให้การของจำเลยที่ ๒ แต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เท่านั้น ผลของ คำพิพากษาย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิในที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง การออกเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และจำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ จำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๒ ได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) เลขที่ ๑๕๐๐๗ ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยที่ดินตามเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าวนั้น ตนเป็นเจ้าของด้วยการซื้อมาจากนายชื่นเมื่อปี ๒๕๑๔ และได้ให้นายใหญ่พ่อตาของโจทก์ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ แต่จำเลยที่ ๑ กลับนำที่ดินดังกล่าวไปออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ โดยแจ้งข้อความเป็นเท็จต่อจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๑ ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาเป็นเวลานานแล้ว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้จำเลยที่ ๑ โอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าวมาเป็นของโจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่โอนให้แก่โจทก์ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๒ ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ มาเป็นของโจทก์แทน โดยให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าใช้จ่ายแทนโจทก์ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๒ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับประเด็นปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหา ของคดีอันเป็นเพียงประเด็นย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่าการดำเนินการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ของจำเลยที่ ๒ นั้น เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบกับมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งคดีที่มีข้อพิพาทในลักษณะเดียวกันกับข้อพิพาทในคดีนี้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้เคยมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๑/๒๕๔๙ ว่าเป็นคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินหน่วยที่ ๓ เลขสำรวจที่ ๒๙ แปลงที่ ๑ กลุ่มที่/ระวาง ๘๔๑๕ หมู่ที่ ๓ ตำบลไทยเจริญ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๘๙ ตารางวา โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อและให้พ่อตาของโจทก์ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ แต่จำเลยที่ ๑ กลับนำที่ดินดังกล่าวไปออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ โดยแจ้งข้อความเป็นเท็จต่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา จำเลยที่ ๒ ว่า ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาเป็นเวลานานแล้ว จนจำเลยที่ ๒ หลงเชื่อและออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ ให้แก่จำเลยที่ ๑ จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ โอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ มาเป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ และให้จำเลยที่ ๒ ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ มาเป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้จำเลยที่ ๑ ได้รับการยกให้มาจากบิดามารดาโดยการจับจองที่รกร้างว่างเปล่า และครอบครองทำประโยชน์ติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า ๔๐ ปี จำเลยที่ ๒ ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๑๕๐๐๗ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายปฏิรูปที่ดิน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาว่าได้ที่ดินพิพาทมาจากบิดาและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมาโดยมีกำนันตำบลไทรน้อย ผู้ปกครองท้องที่ให้การรับรองว่าจำเลยที่ ๑ มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย และเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๒ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายเต้า วัดสำโรง โจทก์ นางสุเทพ ตีบกระโทก ที่ ๑ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเต้า วัดสำโรง
จำเลย — นางสุเทพ ตีบกระโทก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2554
#507914
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๕๔

วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๔

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒ นายกุลชาติ ทินแย่ง โจทก์ ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ สาขาสมเด็จ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗๒๑/๒๕๕๒ ความว่า โจทก์เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนายอำพร นาสีแสน ซึ่งทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๗๔๗ เลขที่ดิน ๙๓ ตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ ๘ ไร่ ๕๒ ตารางวา ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๔ ต่อมาเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ โจทก์ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานประกอบการขอจดทะเบียนรับมรดกตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต่อจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะทำขึ้นระหว่างห้ามโอน เป็นการทำพินัยกรรมอำพรางนิติกรรมซื้อขายที่ดิน ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ทั้งที่นายอำเภอสมเด็จแจ้งแก่โจทก์ว่าพินัยกรรมดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ การกระทำของจำเลยที่ไม่รับจดทะเบียนการขอรับมรดกตามพินัยกรรมของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยรับเรื่องและจดทะเบียนโอนมรดกตามพินัยกรรมให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โฉนดที่ดินที่โจทก์นำมาขอจดทะเบียนรับมรดกนั้นเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยวิธีการสำรวจโดยไม่มีเอกสารตามมาตรา ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงติดบังคับห้ามโอนภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ และตามสำเนาเอกสารทะเบียนบ้านของโจทก์ก็มิได้ระบุว่าเป็นบุตรหรือเป็นทายาทโดยธรรมอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙ ของนายอำพร เจ้ามรดก จำเลยสอบถามโจทก์ได้ความว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายอำพร เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินในระหว่างระยะเวลาห้ามโอนที่ดินแปลงดังกล่าวตามกฎหมาย ไม่มีความเกี่ยวพันเป็นทายาทของนายอำพร เจ้ามรดก การทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่โจทก์ จึงเป็นการอำพรางการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับนายอำพร สัญญาซื้อขายที่ดินจึงเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง ส่วนพินัยกรรมดังกล่าวก็ตกเป็นโมฆะเนื่องจากเป็นนิติกรรมอำพราง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำขอต่อจำเลย ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนรับมรดกที่ดินเป็นเพียงการแนะนำตามขั้นตอนการให้บริการประชาสัมพันธ์แก่ผู้มาติดต่อ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนขอรับมรดกที่ดินตามพินัยกรรม ทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยให้การว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ฟ้องโจทก์จะกล่าวอ้างว่าจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินตามพินัยกรรมตามคำขอของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติก็ตาม แต่การจะพิจารณาว่า การที่จำเลยปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนโอนมรดกให้แก่โจทก์ชอบหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาให้ได้ความว่าข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นโมฆะหรือไม่เสียก่อน ซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาในกรณีดังกล่าว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องว่า จำเลยไม่รับจดทะเบียนให้แก่โจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยดังกล่าวและกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยดำเนินการตามคำขอของโจทก์ได้ ตามมาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง อนึ่ง คดีมีประเด็นต้องพิจารณาเพียงว่า การที่จำเลยไม่รับจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินให้แก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่นั้น เป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่าการไม่รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาแต่เพียงประเด็นย่อยว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ ก็ไม่อาจจะวินิจฉัยได้ว่าการไม่รับจดทะเบียนของจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กรณีต้องพิจารณาประกอบกับประเด็นปัญหาอื่นอีกจึงจะสามารถวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของการไม่รับจดทะเบียนดังกล่าวได้ เช่น การไม่รับจดทะเบียนเป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามระเบียบแบบแผนทางราชการหรือตามกฎหมายหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งก็เป็นประเด็นปัญหาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน แม้การพิจารณาคดีนี้จะต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาวินิจฉัยก็ตาม แต่การพิจารณาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นจะที่นำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ ซึ่งศาลปกครองก็ได้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้ในการวินิจฉัยคดีที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองหลายกรณี แต่ก็นำมาปรับใช้เท่าที่สภาพของเรื่องจะเปิดช่องให้กระทำได้และไม่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของคดีปกครองที่ต้องมีดุลยภาพระหว่างสิทธิเสรีภาพหรือประโยชน์ของเอกชนกับประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้นจึงหาใช่ว่าหากคดีใดศาลจำต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นกฎหมายเอกชนมาปรับใช้ในการวินิจฉัยคดีแล้ว คดีนั้นจะต้องเป็นคดีแพ่งที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมเสมอไป การแปลความหรือวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจศาลจึงต้องวินิจฉัยให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการของประเทศในปัจจุบันที่ให้ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจเฉพาะในการพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง ศาลยุติธรรมจึงเป็นศาลที่มีอำนาจทั่วไปในการพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน ฉะนั้น การอ้างแต่เพียงเหตุที่นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้ในการวินิจฉัยและประเด็นในการวินิจฉัยเป็นประเด็นย่อยแห่งคดีมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลย่อมไม่สอดคล้องกับระบบองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการของประเทศในปัจจุบัน การวินิจฉัยเรื่องอำนาจศาลปกครองกับศาลยุติธรรมจึงต้องแปลความในเรื่องของศาลที่มีอำนาจทั่วไปอย่างจำกัด เพื่อไม่ให้ก้าวล่วงอำนาจของศาลปกครองที่เป็นศาลที่มีอำนาจเฉพาะในการพิจารณาพิพากษาคดีปกครองที่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะหากวินิจฉัยอำนาจของศาลทั่วไปอย่างกว้างขวางก็ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคดีพิพาทที่เกิดขึ้นต้องมีส่วนเกาะเกี่ยวหรือเกี่ยวโยงกับอำนาจของศาลที่มีอำนาจทั่วไปซึ่งโดยปกติจะมีอำนาจที่กว้างขวางอยู่แล้ว ซึ่งคดีพิพาทในกรณีนี้เหตุของการไม่รับจดทะเบียนเนื่องจากจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า การทำพินัยกรรมของนายอำพร เจ้ามรดก ที่ยกที่ดินให้แก่โจทก์เป็นการอำพรางการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับนายอำพร ในระหว่างระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย การใช้ดุลพินิจของจำเลยในการไม่รับจดทะเบียนในกรณีนี้จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการแทรกแซงนิติสัมพันธ์ของเอกชนหรือจำกัดสิทธิในการแสดงเจตนาของเอกชนเพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้กฎหมายและการบริหารจัดการในการใช้ประโยชน์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรหรือปัจจัยในการผลิตที่สำคัญของประเทศให้การถือครอบครองกระจายแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง อันเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ของมหาชน การพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อตรวจสอบขั้นตอนหรือวิธีการหรือตรวจสอบดุลพินิจของจำเลยในกรณีดังกล่าวที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายได้นั้น หลักการสำคัญย่อมต้องขึ้นอยู่กับการที่ศาลได้ข้อเท็จจริงที่ชัดแจ้ง โดยศาลไม่จำต้องผูกพันอยู่กับข้อเท็จจริงที่คู่ความหรือคู่กรณีนำเสนอต่อศาล อันเป็นหลักการของวิธีพิจารณาในระบบไต่สวนที่จะเป็นประโยชน์ต่อคู่กรณีทั้งฝ่ายเอกชนและฝ่ายรัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง เพราะคดีนี้หาใช่คดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนซึ่งต่างฝ่ายต่างรักษาประโยชน์ของตนเอง แต่เป็นคดีที่เอกชนฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะในการบริหารจัดการการใช้ที่ดินของประเทศ ประกอบกับข้อ ๔๑ วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่มีประเด็นหลักแห่งคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง แม้ประเด็นรองที่จำต้องวินิจฉัยก่อนจะเป็นประเด็นที่ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็ตาม ศาลปกครองก็มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นนี้ได้ เพราะประเด็นรองเกี่ยวพันกันกับประเด็นหลักแห่งคดี นอกจากนี้มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนายอำพร นาสีแสน ซึ่งทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๗๔๗ ตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ ๘ ไร่ ๕๒ ตารางวา ให้แก่โจทก์ เมื่อนายอำพร ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานประกอบการขอจดทะเบียนรับมรดกตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต่อจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยรับเรื่องและจดทะเบียนโอนมรดกตามพินัยกรรมให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โฉนดที่ดินที่โจทก์นำมาขอจดทะเบียนรับมรดกนั้นถูกบังคับห้ามโอนภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ จำเลยสอบถามโจทก์ได้ความว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายอำพรในระหว่างระยะเวลาห้ามโอนที่ดินแปลงดังกล่าวตามกฎหมาย การทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่โจทก์ จึงเป็นการอำพรางการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับนายอำพร สัญญาซื้อขายที่ดินจึงเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง ส่วนพินัยกรรมดังกล่าวก็ตกเป็นโมฆะเนื่องจากเป็นนิติกรรมอำพราง เห็นว่า การที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๗๔๗ เป็นของโจทก์หรือไม่ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ

ศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายกุลชาติ ทินแย่ง โจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ สาขาสมเด็จ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศิลปชัย สรภักดี (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศิลปชัย สรภักดี) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกุลชาติ ทินแย่ง
จำเลย — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ สาขาสมเด็จ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2554
#495520
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ เกิดดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โดยบริษัท
ดอกไม้บานงามแช่ง จำกัด
จำเลย — นายเลวดีมาก ดีชั่วเลยเกิน โดยนายถือดี เป็นผู้แทน
ชอบธรรม
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา