คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15791/2553
#508347
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในอายุความและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว ย่อมสันนิษฐานได้ว่ามีการร้องทุกข์และมีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้คัดค้านโดยเสนอหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ถือว่า ไม่มีข้อคัดค้าน

ตามหนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีการปลอมแปลงลายมือชื่อของโจทก์ร่วมที่มีต่อพนักงานสอบสวน ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญการกระทำความผิดของจำเลยไว้ โดยสรุปใจความว่า เมื่อวันเกิดเหตุจำเลยได้ปลอมแปลงลายมือชื่อของ ย. แล้วเบิกถอนเงินฝากจำนวน 14,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ ย. ไป ขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยตามกฎหมาย อันมีความแจ้งชัดอยู่ในตัวว่า เป็นการขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่เบียดบังเงินจำนวนดังกล่าว โดยวิธีการปลอมแปลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินของโจทก์ร่วมจากบัญชีเงินฝากของ ย. อันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้วด้วย โจทก์ร่วมไม่จำต้องระบุอ้างฐานความผิดมาด้วยแต่อย่างใด รูปคดีจะเป็นความผิดฐานใดย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งแล้วแต่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจที่จะวินิจฉัย

แม้การปลอมใบถอนเงินฝากออมทรัพย์ และใช้เอกสารดังกล่าวถอนเงินไปจากโจทก์ร่วม แล้วยักยอกเงินนั้นเป็นของตนจะเป็นการกระทำที่มีลักษณะแตกต่างกัน ต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวก็ตาม แต่การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินของโจทก์ร่วมที่จำเลยมุ่งประสงค์จะยักยอกเป็นของตนเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 268, 352 ให้จำเลยใช้เงิน 14,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1976/2544, 1977/2544, 3120/2544 และ 3121/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก (ที่ถูก ต้องระบุประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก) ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และมาตรา 352 วรรคแรก เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม (ที่ถูกฐานใช้เอกสารปลอม) จำคุก 1 ปี ฐานยักยอก จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปีให้จำเลยใช้เงิน 14,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ส่วนคำขอให้นับโทษต่อให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่บทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายคำฟ้องว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในอายุความและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว ย่อมสันนิษฐานได้ว่า มีการร้องทุกข์และมีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้คัดค้านโดยเสนอหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ถือว่าไม่มีข้อคัดค้าน ทั้งตามสำนวนความก็ไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้ปรากฏว่า การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมไม่ชอบหรือกระทำเมื่อคดีขาดอายุความลงแล้ว เพราะตามหนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีการปลอมแปลงลายมือชื่อ ของโจทก์ร่วมที่มีต่อพนักงานสอบสวน ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญการกระทำความผิดของจำเลยไว้ โดยสรุปใจความว่า เมื่อวันเกิดเหตุจำเลยได้ปลอมแปลงลายมือชื่อของนายยานแล้วเบิกถอนเงินฝากจำนวน 14,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนายยานไป ขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยตามกฎหมาย อันมีความแจ้งชัดอยู่ในตัวว่าเป็นการขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่เบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวโดยวิธีการปลอมแปลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินของโจทก์ร่วมจากบัญชีเงินฝากของนายยานอันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้วด้วย โจทก์ไม่จำต้องระบุอ้างฐานความผิดมาด้วยแต่อย่างใด รูปคดีจะเป็นความผิดฐานใดย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งแล้วแต่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่จะวินิจฉัย

ส่วนปัญหาการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีเมื่อขาดอายุความแล้ว ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมชัดเจนว่า โจทก์ร่วมได้รับทราบจากผู้ตรวจสอบบัญชีว่า เงินของโจทก์ร่วมดังกล่าวถูกจำเลยยักยอกไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 หาใช่วันที่ซึ่งผู้จัดการซึ่งไม่ได้เป็นผู้แทนโจทก์ร่วมทราบเรื่องดังที่จำเลยอ้าง การที่โจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2544 จึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีไม่ขาดอายุความ รวมทั้งข้อที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีการปลอมแปลงลายมือชื่อ กระทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของโจทก์ร่วมหรือโดยประการอื่นนั้น จำเลยก็มิได้คัดค้านหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ย่อมต้องถือว่าไม่มีข้อคัดค้านและฟังได้ว่า เอกสารดังกล่าวกระทำขึ้นโดยถูกต้องแล้ว ข้อฎีกาของจำเลยดังกล่าวมาทั้งหมดนั้น จำเลยเพียงคัดค้านขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ย่อมไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ กรณีถือได้ว่า โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกภายในกำหนดอายุความและหนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีปลอมแปลงลายมือชื่อ ได้กระทำขึ้นโดยถูกต้องแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้อง

ส่วนปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงต้องเรียงกระทงลงโทษหรือไม่ เห็นว่า แม้การปลอมใบถอนเงินฝากออมทรัพย์ตาม และใช้เอกสารดังกล่าวถอนเงินไปจากโจทก์ร่วมแล้วยักยอกเงินนั้นเป็นของตนจะเป็นการกระทำที่มีลักษณะแตกต่างกันต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวก็ตาม แต่การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินของโจทก์ร่วมที่จำเลยมุ่งประสงค์จะยักยอกเป็นของตนเป็นสำคัญการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเมื่อกฎหมายแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่บทเดียวอันเป็นบทที่จำเลยมุ่งประสงค์กระทำความผิดเป็นสำคัญ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเพชรบุรี
โจทก์ร่วม — สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด
จำเลย — นางสาวบุญล้นหรือแมว สุขสาทศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายสุวีวัฒน์ ประมงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญส่ง ฤกษ์สมบูรณ์ดี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15786/2553
#509391
เปิดฉบับเต็ม

ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ออกมาใช้บังคับ และในมาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่ในมาตรา 158 ได้บัญญัติให้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ที่ใช้บังคับอยู่เดิมให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติฉบับหลังนี้ ดังนี้ ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก (ฉบับที่ 5) และ (ฉบับที่ 6) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 30 (5) จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ ทั้งพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ยังบัญญัติให้การที่สถาบันการเงินฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวเป็นความผิด และกำหนดโทษสำหรับสถาบันการเงินรวมทั้งกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการสถาบันการเงินนั้น ตามมาตรา 46 (5) วรรคหนึ่ง, 125, 132 วรรคสอง แต่ปรากฏว่าโทษที่จะต้องลงแก่กรรมการตามที่บัญญัติในมาตรา 75 วรรคสอง สำหรับความผิดตามมาตรา 30 (5) แห่งพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 คือจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท แตกต่างกับโทษที่บัญญัติในมาตรา 132 วรรคสอง สำหรับความผิดเดียวกันตามมาตรา 46 (5) วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 125 แห่งพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ซึ่งบัญญัติโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องโดยไม่มีโทษจำคุก โทษตามพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้โทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าทางใด ตามป.อ. มาตรา 3 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 6 ทวิ, 7, 30, 70, 75 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง (5) (ที่ถูก มาตรา 30 (5) วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 75 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จากคำเบิกความของนายจักรกริศน์นิติกรสังกัดสายคดีธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งร่วมกับพวกปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด ได้ความว่า กรรมการชุดใหม่นี้ ขณะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย นายนิกร นายประทีป นายประพันธ์ และนางดาวรุ่ง ร่วมกันเป็นกรรมการบริษัทวัฏจักร จำกัด (มหาชน) นายนิกร นายประทีปและนายประพันธ์ร่วมกันเป็นกรรมการบริษัทมีเดียพลัส จำกัด (มหาชน) นายนิกรและนายประพันธ์ร่วมกันเป็นกรรมการบริษัทไทยสกายเคเบิลทีวี จำกัด (มหาชน) นายนิกร นายประทีป และนายประพันธ์ร่วมกันเป็นกรรมการบริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด กับนายนิกรและนายประพันธ์ร่วมกันเป็นกรรมการบริษัทไทยเพรส แอนด์ พริ้นท์ จำกัด นอกจากนี้ ขณะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด อนุมัติให้สินเชื่อแก่บริษัทวัฎจักร จำกัด (มหาชน) บริษัทมีเดียพลัส จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยสกายเคเบิลทีวี จำกัด (มหาชน) บริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด และบริษัทไทยเพรส แอนด์ พรินท์ จำกัด เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2539 วันที่ 12 ธันวาคม 2539 และวันที่ 15 มกราคม 2540 นายนิกร นายประทีปและนายประพันธ์ก็ยังคงเป็นกรรมการในบริษัทดังกล่าว คงมีนางดาวรุ่งเพียงผู้เดียวที่มิได้เป็นกรรมการบริษัทวัฎจักร จำกัด (มหาชน) โดยพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2539 และแม้จำเลยจะมิได้ร่วมเป็นกรรมการในบริษัททั้งห้าดังกล่าว แต่ปรากฏว่า นายชาญชัยสามีของจำเลยได้ร่วมเป็นกรรมการบริษัทวัฎจักร จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2539 ตลอดมาจนถึงวันที่ 8 มกราคม 2541 ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ปรากฏจากพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวนี้ชี้ชัดให้รับฟังได้เป็นมั่นคงว่า ผู้บริหารบริษัททั้งห้าล้วนเป็นกลุ่มบุคคลร่วมกันเป็นคณะในการดำเนินธุรกิจโดยมีนายนิกรและนายประพันธ์ร่วมเป็นกรรมการในทุกบริษัท นายประทีปเป็นกรรมการ 3 บริษัท อีกทั้งมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้ได้ร่วมกันดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุนจากสถาบันการเงินไปใช้ในกิจการกลุ่มบริษัทของพวกตน ซึ่งจะเห็นได้จากการขออนุมัติสินเชื่อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด และใช้วิธีการให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อโดยเข้าซื้อกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด แล้วประชุมลงมติให้กลุ่มของตนเป็นคณะกรรมการเพื่อมีอำนาจอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัททั้งห้าโดยเจตนาฝ่าฝืนประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก (ฉบับที่ 5) และ (ฉบับที่ 6) ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลการดำเนินธุรกรรมของสถาบันการเงินออกประกาศดังกล่าวเพื่อคุ้มครองประชาชนทั่วไปที่ฝากเงินไว้ต่อสถาบันการเงินมิให้ได้รับความเสียหายจากการบริหารของกรรมการในสถาบันการเงิน ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยในฐานะกรรมการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด ได้ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด ฉะนั้น แม้จำเลยจะมิได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการในการอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัททั้งห้าดังกล่าว จำเลยก็ต้องมีความผิดเช่นกัน พยานจำเลยซึ่งนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยมิได้ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยควรได้รับการลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า การประกอบธุรกิจของสถาบันการเงินเกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไปโดยตรงในด้านเศรษฐกิจและสังคมส่วนรวมอย่างยิ่งดังจะเห็นได้จากรัฐต้องออกกฎหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องมีหน้าที่กำกับดูแลเพื่อป้องกันมิให้สถาบันการเงินดำเนินธุรกรรมก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่จำเลยซึ่งมีประสบการณ์ในการประกอบวิชาชีพด้านธุรกิจการเงินมานาน และได้ลงนามรับทราบหนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ งฟ. 3379/2539 ลงวันที่ 24 กันยายน 2539 เรื่อง หน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการสถาบันการเงินตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 แล้ว ยังคงร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัด และร่วมลงลายมือชื่อกับนายกี่เส็งในเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่บริษัทมีเดียพลัส จำกัด (มหาชน) บริษัทวัฎจักร จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยสกายเคเบิลทีวี จำกัด (มหาชน) รวม 12 ฉบับ จำนวนเงินรวมกัน 169,020,000 บาท ตลอดทั้งร่วมลงลายมือชื่อกับนายกี่เส็งรับอาวัลตั๋วแลกเงินให้แก่บริษัทเอเชียวิชั่นส์ จำกัด รวม 5 ฉบับ จำนวนเงินรวมกัน 50,000,000 บาท ซึ่งเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยแคปิตอล จำกัดได้อนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก (ฉบับที่ 5) และ (ฉบับที่ 6) ตามฟ้อง จึงบ่งชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยเจตนาฝ่าฝืนประกาศ ฯ ทั้งสองฉบับดังกล่าวโดยชัดแจ้ง โทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ออกมาใช้บังคับ และในมาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว แต่ในมาตรา 158 ได้บัญญัติให้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ที่ใช้บังคับอยู่เดิมให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติฉบับหลังนี้ ดังนี้ ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก (ฉบับที่ 5) และ (ฉบับที่ 6) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 30 (5) จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ ทั้งพระราช บัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ยังบัญญัติให้การที่สถาบันการเงินฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว เป็นความผิดและกำหนดโทษสำหรับสถาบันการเงินรวมทั้งกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินนั้น ตามมาตรา 46 (5) วรรคหนึ่ง, 125, 132 วรรคสองแต่ปรากฏว่าโทษที่จะต้องลงแก่กรรมการตามที่บัญญัติในมาตรา 75 วรรคสอง สำหรับความผิดตามมาตรา 30 (5) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 คือ จำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท แตกต่างกับโทษที่บัญญัติในมาตรา 132วรรคสอง สำหรับความผิดเดียวกันตามมาตรา 46 (5) วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 125 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ซึ่งบัญญัติโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยไม่มีโทษจำคุก โทษตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้โทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจำต้องกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยเสียใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 46 (5) วรรคหนึ่ง, 125, 132 วรรคสอง ให้เรียงกระทงลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับกระทงละ 500,000 บาท รวม 5 กระทง ปรับ 2,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ห้ามกักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าสองปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 30 วรรคหนึ่ง (5) ม. 75 วรรคสอง
พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ม. 46 วรรคหนึ่ง (5) ม. 125 ม. 132 วรรคสอง ม. 158
ป.อ. ม. 3 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางชุติมา ตุลยะเสถียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15779/2553
#510246
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 ทวิ วรรคสอง เป็นกฎหมายพิเศษยกเว้นเฉพาะการโอนหนี้ที่ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะต้องยินยอมด้วยในการโอนเท่านั้น โดยการโอนหนี้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคแรก แต่มิได้บัญญัติยกเว้นให้ถือว่าลูกหนี้ได้ให้ความยินยอมโดยมิได้อิดเอื้อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 308 ทั้งหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเพียงการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ อ. จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น จำเลยย่อมยกข้อต่อสู้ที่มีต่อผู้โอนขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้รับโอนว่าจำเลยเป็นหนี้กู้ยืมโจทก์ตามคำให้การได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 3,095,115.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 30 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 1,218,260.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนการจำนำใบหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์เอกธำรงเคจีไอ จำกัด (มหาชน) ใบหุ้นเลขที่ 01710100006977 จำนวน 5,000 หุ้น ไปจากโจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนำและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,195.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 396,824.42 บาท ในอัตราร้อยละ10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2540 ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ให้หักเงินจำนวน 24,300 บาท ออกจากดอกเบี้ยค้างชำระ ณ วันที่ 1มกราคม 2542 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ7,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน1,228,941.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,218,260.86 บาท นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่บริษัทเจ้าหนี้เดิมเป็นจำนวน 24,300 บาท มาคิดหักชำระหนี้ ณ วันที่ชำระหนี้ในดอกเบี้ยและในต้นเงินตามกฎหมาย ให้จำเลยชดใช้ค่าทนายความจำนวน 5,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 ทวิ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า การประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นการบอกกล่าวการโอนทรัพย์สินแก่ลูกหนี้ บุคคลภายนอกที่ได้ให้ประกันหนี้เดิม และบุคคลซึ่งมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่จะขาย ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีข้อต่อสู้เกี่ยวกับทรัพย์สินที่จะขายนั้น ให้ยื่นคำคัดค้านโดยชี้แจงเหตุผลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมการตามมาตรา 30 ก่อนกำหนดวันขายทรัพย์สินไม่น้อยกว่าสามวันทำการ หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วมิได้ยื่นคำคัดค้านการขายทรัพย์สินนั้น ให้ถือว่าลูกหนี้ บุคคลภายนอกที่ได้ให้ประกันหนี้เดิมและบุคคลซึ่งมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่จะขายได้ให้ความยินยอมกับการโอนทรัพย์สินที่จะขายนั้นแล้ว วันที่ 15 ธันวาคม 2542 โจทก์ซื้อทรัพย์สินมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกพัฒน์ จำกัด (มหาชน) วันที่ 1 ธันวาคม 2540 จำเลยคงค้างชำระหนี้กู้ยืมบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกพัฒน์ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 1,218,260.86 บาท และดอกเบี้ย 10,680.64 บาท รวมเป็นเงิน 1,228,941.50 บาท ตามสัญญาขายสำหรับการจำหน่ายของ ปรส. จำเลยจะยกข้อต่อสู้ที่มีต่อผู้โอนขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้รับโอนว่าจำเลยเป็นหนี้กู้ยืมโจทก์ตามคำให้การไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 308 วรรคแรก ซึ่งจำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ เห็นว่า บทบัญญัติตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 ทวิ วรรคสอง เป็นกฎหมายพิเศษยกเว้นเฉพาะการโอนหนี้ที่ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะต้องยินยอมด้วยในการโอนเท่านั้น โดยการโอนหนี้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก แต่มิได้บัญญัติยกเว้นให้ถือว่าลูกหนี้ได้ให้ความยินยอมโดยมิได้อิดเอื้อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 308 วรรคแรก ทั้งหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 เป็นเพียงการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกพัฒน์ จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น จำเลยย่อมยกข้อต่อสู้ที่มีต่อผู้โอนขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้รับโอนว่าจำเลยเป็นหนี้กู้ยืมโจทก์ตามคำให้การได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 30 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
จำเลย — นางจงกลณี เรืองกาญจนเศรษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — สุจิตรา โพทะยะ
ศาลอุทธรณ์ — พีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15771/2553
#509464
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ.2485 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้แม้จะไม่มีคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีนี้แล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (1), 120 และ พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (1) โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้เสียหายแท้จริงหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.2485 มาตรา 4, 5, 23, 25, 37 ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งที่รุกล้ำและกีดขวางทางน้ำชลประทานออกไปจากเขตทางน้ำชลประทาน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.2485 มาตรา 23, 37 (ที่ถูก มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 37 วรรคหนึ่ง) จำคุก 1 เดือน และปรับ 100 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งที่รุกล้ำทางน้ำชลประทานออกไปจากเขตทางน้ำชลประทาน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.2485 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้แม้จะไม่มีคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีนี้แล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (1), 120 และพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (1) โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้เสียหายแท้จริงหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 28 (1) ม. 120
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11
พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ.2485 ม. 23 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายเมธี พึ่งสุจริต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายปิยะพงษ์ นิ่มละมัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15718/2553
#514213
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกวางแผนขับรถยนต์แท็กซี่ชนรถยนต์ปิกอัพของผู้เสียหาย แล้วลงจากรถเรียกค่าเสียหายจากผู้เสียหายอ้างว่าเสียหายเป็นจำนวนมาก แต่ขอเรียกเพียง 5,000 บาท ผู้เสียหายต่อรอง พวกของจำเลย พูดขู่ว่าหากพูดไม่รู้เรื่องจะเรียกตำรวจ ผู้เสียหายยอมจ่ายเงินให้ 500 บาท แล้วจำเลยกับพวกแยกย้ายหลบหนีไปทันที ดังนั้น การที่จำเลยขู่ว่าจะเรียกเจ้าพนักงานตำรวจมา จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ แต่เป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพและชื่อเสียงของผู้เสียหาย เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมมอบเงินให้ ถือได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่จำเลยแล้ว จึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 337

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 (ที่ถูก 337 วรรคแรก), 83 จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายเข็มชาติ ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 6 ท - 4967 กรุงเทพนหานคร มีจำเลยนั่งมาด้วย ได้เฉี่ยวชนรถยนต์ปิคอัพของนางราตรี ผู้เสียหายที่ขับตามหลังมา นายเข็มชาติกับผู้เสียหายลงจากรถไปดูสภาพรถยนต์ทั้งสองคัน จำเลยลงตามหลังมาบอกว่าค่าเสียหายประมาณ 10,000 บาท ผู้เสียหายส่งมอบให้ 500 บาท จำเลยรับไปแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันกรรโชกหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายกับนางสาวสุมารินทร์ บุตรผู้เสียหาย เป็นพยานเบิกความว่า ขณะผู้เสียหายขับรถยนต์ปิคอัพมาถึงทางลงทับกวาง นายเข็มชาติขับรถแท็กซี่วิ่งตามหลังมาเบียดชนท่อไอเสียของรถผู้เสียหาย กันชนของรถแท็กซี่ร่วงมีเชือกผูกไว้ ผู้เสียหายกับนายเข็มชาติลงไปดู โดยนายเข็มชาติกล่าวหาผู้เสียหายว่าเป็นฝ่ายขับรถเบียดรถแท็กซี่ หากพูดกันไม่รู้เรื่องจะเรียกผู้การ ผู้เสียหายมองไปที่รถแท็กซี่เห็นจำเลยนั่งอยู่ และลงมาพูดคุยด้วยโดยพูดทำนองว่าค่าเสียหายเป็นหมื่นบาท หากไปส่งรถไม่ทันจะถูกปรับและไม่ได้ขับต่อไปขอเงิน 5,000 บาท ผู้เสียหายว่าไม่มี จำเลยต่อรองเหลือ 3,000 บาท ผู้เสียหายบอกว่ามี 1,000 กว่าบาท นายเข็มชาติพูดขู่อีกหลายอย่าง หากพูดไม่รู้เรื่องจะเรียกตำรวจมา ผู้เสียหายให้นางสาวสุมารินทร์ไปตามตำรวจทางหลวงแล้วบอกว่าจะให้ 500 บาท จากนั้นก็ควักเงิน 500 บาทให้ จำเลยรับไปแล้วต่างคนต่างแยกย้ายกัน ส่วนนางสาวสุมารินทร์เห็นผู้เสียหายไปพูดคุยกับนายเข็มชาติและจำเลย แล้วผู้เสียหายส่งเงิน 500 บาท ให้จำเลย จากนั้นผู้เสียหายขับรถยนต์ต่อมาถึงบริเวณสะพานจะเข้าจังหวัดสระบุรี ใกล้ห้างสรรพสินค้าโลตัส จึงเห็นรถแท็กซี่จอดอยู่ โดยมีรถกระบะสีน้ำเงินจอดอยู่ด้านหน้า ผู้เสียหายจอดรถเรียกนายสมพงคนขับรถกระบะมา จำเลยรีบขึ้นรถแท็กซี่ขับออกไปโดยนายเข็มชาติวิ่งขึ้นตามไปด้วย ดังนี้ เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกขับรถแท็กซี่ชนกับรถของผู้เสียหายและรถกระบะอีกคันในเวลาต่อมา ลักษณะการชนคล้ายกันนับว่าเป็นข้อพิรุธอย่างยิ่ง นายเข็มชาติเรียกร้องให้ผู้เสียหายรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นอ้างว่าฝ่ายผู้เสียหายเฉี่ยวชนรถของตน และอ้างว่าหากพูดกันไม่รู้เรื่องจะเรียกผู้การมา ถือได้ว่าเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมมอบเงินโดยขู่เข็ญว่าจะเรียกผู้การซึ่งหมายถึงให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีที่เป็นอันตรายต่อเสรีภาพและชื่อเสียงต่อผู้เสียหาย แม้จำเลยลงมาพูดคุยด้วยวาจาที่สุภาพไม่มีลักษณะของการข่มขืนใจก็ตาม เมื่อผู้เสียหายมอบเงิน 500 บาท แล้ว จำเลยรีบไปแล้วก็พากันแยกย้ายทันที แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับนายเข็มชาติร่วมกันวางแผนมาแต่แรกโดยใช้กลอุบายให้ดูแนบเนียนว่าเป็นเรื่องเกิดอุบัติเหตุและใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ครั้นเมื่อผู้เสียหายมาพบการกระทำของจำเลยกับพวกในลักษณะเดียวกันอีกครั้งภายในเวลากระชั้นชิดต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกก็พากันขึ้นรถแท็กซี่คันดังกล่าวหลบหนีไป จึงเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า เหตุที่รถของจำเลยกับพวกเฉี่ยวชนรถยนต์ของผู้เสียหายนั้น เป็นการจงใจกระทำของจำเลยกับพวกโดยเฉพาะเจาะจงเพื่อจะได้อ้างเป็นเหตุให้เรียกทรัพย์สินจากเหยื่อ ดังนั้น แม้จะได้ความว่าจำเลยพูดว่าหากตกลงไม่ได้จะเรียกเจ้าพนักงานตำรวจ ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ แต่เป็นการขู่เข็ญผู้เสียหาย คดีฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่จำเลยอันเป็นการกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายสุปัน อนันทวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล ชนินทรลีลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15717/2553
#514294
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาบุกรุกเข้าไปทำร้ายคนในบ้านผู้เสียหาย เมื่อไม่พบก็นำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปเผา มิใช่มุ่งเอาประโยชน์จากทรัพย์จึงไม่ใช่เอาทรัพย์ไปโดยเจตนาทุจริต ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาลักทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง

จำเลยที่ 2 กับพวกอีกประมาณ 10 คน บุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายในเวลากลางคืนและใช้อาวุธปืนขู่เข็ญว่าจะทำร้ายผู้เสียหายและกลับออกไปพร้อมนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปด้วยกัน เป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) (3) แต่เนื่องจากโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 364 จึงมิอาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฐานความผิดดังกล่าวซึ่งมีโทษหนักกว่าที่โจทก์ขอและถือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 364 เท่านั้น

จำเลยที่ 2 กับพวกเผารถจักรยานยนต์เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นเจตนาแยกต่างหากจากเจตนาแรกที่บุกรุกเข้าไปจะทำร้ายบุคคลที่อยู่ในบ้านผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน แต่ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานปล้นทรัพย์และฐานทำให้เสียทรัพย์ มิได้แตกต่างกันในสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ในฐานความผิดที่ถูกต้อง และมีบทลงโทษเบากว่าที่โจทก์ฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

เมื่อศาลฟังว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่กระทำความผิดฐานบุกรุกและ ทำให้เสียทรัพย์ ย่อมเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งร่วมกระทำผิดแต่มิได้ฎีกาให้ได้รับประโยชน์ดุจจำเลยที่ 2 ผู้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 364, 83, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถจักรยานยนต์แก่ผู้เสียหายเป็นเงินจำนวน 18,000 บาท ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง และวรรคสี่, 364 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต กรณีเมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ได้อีก นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน ลงโทษจำคุก 6 เดือน ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุไม่เกิน 18 ปี (ที่ถูก ไม่เกิน 20 ปี) ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานปล้นทรัพย์ จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานมีและพาอาวุธปืนจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถจักรยานยนต์ 18,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลางยกเว้นรถจักรยานยนต์ 4 คัน ให้คืนแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83, 76 จำคุก 16 ปี รวมกับโทษฐานมีและพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุก 16 ปี 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ 2 คน คือ ผู้เสียหายและนายวรรณชัย ซึ่งเป็นน้องชายผู้เสียหายมาเบิกความสอดคล้องกันในส่วนที่ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกมาที่บ้านผู้เสียหายถามหานายก้อยเพื่อนของนายวรรณชัย ผู้เสียหายตอบว่าไม่อยู่ จำเลยที่ 1 แสดงกริยาไม่พอใจ ทำท่าจะชักอาวุธปืนและบอกว่าจำรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน สงขลา 9 ก - 4469 ของผู้เสียหายที่นายก้อยเอาไปขับได้ แม้ผู้เสียหายกับนายวรรณชัยจะเบิกความแตกต่างกันบ้างในส่วนที่ผู้เสียหายบอกว่าไม่เห็นว่าจำเลยที่ 2 พกพาอาวุธ และจำไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 จะร่วมเข็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากบ้านหรือไม่ แต่นายวรรณชัยเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ยืนถือมีดยาวประมาณ 1 ช่วงแขน อยู่ใกล้ๆ กับจำเลยที่ 1 และได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เข็นรถจักรยานยนต์ออกไปด้วยนั้น เห็นว่า ความแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับอากัปกริยาของคนร้ายแต่ละคนเท่านั้น ไม่ใช่สาระสำคัญ พยานโจทก์ทั้งสองปากต่างก็ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน แต่เบิกความสอดคล้องและยืนยันตรงกันว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกบุกรุกเข้าไปที่บ้านผู้เสียหาย แล้วนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป แม้เหตุจะเกิดเวลากลางคืน แต่จากภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ภาพที่ 1 และที่ 2 หน้าบ้านที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นที่โล่ง มีแสงสว่างจากไฟนีออนหลอดยาวที่ติดอยู่ที่หน้าบ้าน ผู้เสียหายและนายวรรณชัยยืนพูดกับจำเลยที่ 1 เป็นเวลานานพอสมควรก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะออกไปจากบ้านพร้อมรถจักรยานยนต์ ย่อมมีโอกาสที่จะเห็นและจดจำรูปร่าง ลักษณะใบหน้าคนร้ายได้ นอกจากนี้ ได้ความจากผู้เสียหายเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า นอกจากจำเลยที่ 1 ที่พูดจาตะคอกแล้ว กลุ่มวัยรุ่นที่ร่วมด้วยยังแสดงอาการเสียงดังข่มขู่ผู้เสียหายด้วย โดยที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้พูดกับผู้เสียหายถามหานายก้อยพร้อมแสดงกริยาทำท่าจะชักอาวุธปืน ผู้เสียหายและนายวรรณชัยย่อมต้องมุ่งความสนใจมาที่จำเลยที่ 1 มากกว่าจะจดจำพฤติกรรมของคนร้ายคนอื่น คำเบิกความส่วนนี้จึงอาจแตกต่างกันได้บ้าง การที่รถจักรยานยนต์สองคันที่จอดอยู่หน้าบ้านถูกกรีดเบาะนั่งได้รับความเสียหาย ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ในกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุจะต้องมีคนหนึ่งคนใดมีอาวุธมีคม หลังเกิดเหตุไม่นาน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งเหตุแล้วก็ติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกได้ภายในเวลากระชั้นชิดไล่เลี่ยกันที่ชุมชนบ่อนวัวโดยได้พบเศษกระบอกโช้กอัพด้านหน้ารถจักรยานยนต์ที่บริเวณนั้น ซึ่งผู้เสียหายดูแล้ว ก็ยืนยันว่าเป็นของผู้เสียหาย จากนั้น เมื่อนำตัวจำเลยทั้งสองกับพวกมาที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสงขลา ร้อยตำรวจเอกธนนันท์ พนักงานสอบสวนก็เบิกความว่า จากการสอบคำให้การ ผู้เสียหายยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายยืนคุยกับจำเลยทั้งสองกับพวกตามบันทึกคำให้การ ซึ่งแม้ในบันทึกคำให้การดังกล่าวจะระบุเฉพาะชื่อจำเลยที่ 1 โดยมิได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 แต่ผู้เสียหายก็ได้ให้การไว้แล้วว่าคนร้ายคือจำเลยที่ 1 กับพวก ตรงกับบันทึกคำให้การของนายวรรณชัย พวกของจำเลยที่ 1 ก็หมายความรวมถึงจำเลยที่ 2 ด้วย หาใช่ว่าในชั้นสอบสวน ผู้เสียหายและนายวรรณชัยจะไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงจำเลยที่ 2 แต่อย่างใดไม่ และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงและใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและทำให้เสียทรัพย์ แม้จำเลยที่ 2 จะให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่จำเลยที่ 2 ก็ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 นำชี้สถานที่เกิดเหตุจุดที่จำเลยทั้งสองกับพวกประมาณ 20 คน จอดรถจักรยานยนต์ก่อนที่จำเลยทั้งสองกับพวกจะขึ้นไปที่บ้านผู้เสียหายเพื่อตามหานายก้อย และชี้แสดงจุดที่จำเลยที่ 2 ยืนอยู่ตามวันเวลาเกิดเหตุ โดยมีพวกที่มาด้วยกันทั้งหมดยืนเรียงรายรอบทางเดินและรอบๆ บ้านผู้เสียหายและจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้ ตามบันทึกการนำชี้ ที่เกิดเหตุ ภาพที่ 4 และ ภาพที่ 5 เจือสมกับพยานหลักฐานตามทางนำสืบโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกขณะเกิดเหตุ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จำเลยที่ 2 อยู่ที่จังหวัดพัทลุง จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ไปบอกว่านายรัตนะ ถูกแทง จำเลยที่ 2 จึงเดินทางมาจังหวัดสงขลาและพักอยู่บ้านมารดา วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 2 ไปนั่งดื่มสุรากับกลุ่มเพื่อนที่ซอย 10 ถนนทะเลหลวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จนถึงเวลาประมาณ 3 นาฬิกา มีผู้โทรศัพท์แจ้งคนในกลุ่มเพื่อนว่านายรัตนะถูกทำร้าย จึงชวนกันไปที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ไปถึงปากทางเข้าบ้านแล้วรออยู่โดยไม่ได้ขึ้นไปบริเวณบ้านผู้เสียหายประมาณ 10 นาที จึงขับรถออกมากลับไปนั่งดื่มสุราต่อแล้วจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ไปส่งเพื่อนที่ชุมชนบ่อนวัวและถูกจับกุม นั้น แต่ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การไว้ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 2 พบกับนายรัตนะพากันขับรถเที่ยวมองหาเพื่อน ๆ จนเวลาประมาณ 21 นาฬิกาจำเลยที่ 2 พบกับกลุ่มเพื่อนมีรถจักรยานยนต์อีก 7 คัน เป็นยานพาหนะไปตั้งวงดื่มสุรากันบริเวณชายทะเลตรงข้ามป้อมตำรวจสายตรวจวชิราจนเวลาประมาณ 1.30 นาฬิกา จำเลยที่ 2 กับพวกรวม 20 คน ใช้รถจักรยานยนต์ 8 คัน โดยจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มีนายรัตนะนั่งซ้อนท้ายพากันไปที่หมู่บ้านเขาแก้ว ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อไปตามหานายก้อย จากนั้นได้ไปที่บริเวณเชิงเขาตรงประตูทางเข้า - ออก ด้านหลังสถาบันราชภัฏสงขลา จากนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งออกมาเปิดไฟหน้าบ้าน จำเลยที่ 2 จึงรีบลงมา ซึ่งแตกต่างกันทั้งยังต่างจากที่นายรัตนะเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากบ้านและเป็นผู้ยิงปืนทั้งสองนัด โดยอ้างว่าวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองไม่ได้ไปที่เกิดเหตุ หลังจากที่นายรัตนะกับพวกนำรถจักรยานยนต์ไปเผาแล้วก็ไปรวมตัวกันที่ชุมชนบ่อนวัว จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา นายรัตนะจึงเรียกให้หยุด จากนั้นเจ้าพนักงานจึงเข้ามาจับกุม ข้ออ้างตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงเป็นพิรุธไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกกระทำความผิดตามฟ้อง อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้นรวมความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ในตัว ดังนั้น ในการวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ นั้น จำต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า จำเลยทั้งสองกับพวกมีเจตนาเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตหรือไม่ ปัญหานี้ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ นายรัตนะ เพื่อนของจำเลยทั้งสองถูกนายก้อยทำร้ายร่างกาย จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ไปบอกจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดพัทลุง จำเลยที่ 2 จึงมาที่จังหวัดสงขลาแล้วได้พบกับนายรัตนะและจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกไปที่บ้านผู้เสียหายถามหานายก้อย เมื่อผู้เสียหายบอกว่านายก้อยไม่อยู่ จำเลยที่ 1 แสดงอาการไม่พอใจและบอกว่าจำรถจักรยานยนต์ ซึ่งหมายถึงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่นายก้อยนำไปขับขี่ก่อนเกิดเหตุ เมื่อไม่พบตัวนายก้อย จำเลยทั้งสองกับพวกจึงร่วมกันนำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวออกไปจากบ้านผู้เสียหายจนกระทั่งเวลาประมาณ 5 นาฬิกา มีผู้พบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายถูกเผาเสียหาย ตามภาพถ่ายที่ 6 ถึง 13 ตามรูปคดี เชื่อว่า จำเลยทั้งสองกับพวกบุกรุกเข้าไปบริเวณบ้านผู้เสียหายโดยมีเจตนาตามหานายก้อยที่เคยมีเรื่องโกรธแค้นกันมาก่อนเพื่อล้างแค้น เมื่อไม่พบ แต่เห็นรถจักรยานยนต์ที่นายก้อยเคยขับขี่ จึงนำรถจักรยานยนต์ออกไปและเผาทำลายเสียในเวลาไล่เลี่ยกันเพียงคันเดียวทั้งๆ ที่ขณะนั้นที่หน้าบ้านผู้เสียหายมีรถจักรยานยนต์จอดอยู่อีกสองคัน แต่จำเลยทั้งสองกับพวกก็มิได้เอาไป เพียงแต่กรีดเบาะที่นั่งจนขาดเท่านั้น หากจำเลยที่ 2 กับพวกต้องการทรัพย์สินก็น่าที่จะเอาไปหมดทั้งสามคัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และพวกไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์สินดังกล่าวไปเป็นของตนเองหรือพวกพ้อง แต่เป็นการที่จำเลยที่ 2 และพวกกระทำไปเพราะต้องการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ กร่างหรือคึกคะนองตามนิสัยวัยรุ่นที่มีความประพฤติไม่เรียบร้อยเพื่อจะล้างแค้นคู่อริ มิใช่เป็นการมุ่งหมายเพื่อจะได้ประโยชน์จากทรัพย์ดังกล่าวแต่ประการใด จึงเป็นการกระทำที่ขาดเจตนาจะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และพวกมีเจตนา ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ

การที่จำเลยที่ 2 กับพวกอีกประมาณ 10 คน บุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายในเวลากลางคืนและใช้อาวุธปืนขู่เข็ญว่าจะทำร้ายผู้เสียหายและกลับออกไปพร้อมนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปด้วยนั้น เป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) แต่เนื่องจากโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 กรณีจึงมิอาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฐานความผิดดังกล่าวซึ่งมีโทษหนักกว่าที่โจทก์ขอและถือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 364 เท่านั้น

การที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่เคยเห็นนายก้อยขับขี่ออกไปแล้วเผาทำลายเสียหายเป็นลักษณะว่าทำคนไม่ได้ก็ทำลายของ เป็นเจตนาแยกต่างหากจากเจตนาแรกที่บุกรุกเข้าไปจะทำร้ายนายก้อย และเป็นการทำให้รถจักรยานยนต์อันเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายเสื่อมค่า ไร้ประโยชน์ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันกับพวกทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 อีกกระทงหนึ่ง ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานปล้นทรัพย์และความผิดฐานทำให้ เสียทรัพย์นั้น มิได้แตกต่างกันในสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ในฐานความผิดที่ถูกต้องและมีบทลงโทษเบากว่าที่โจทก์ฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ พฤติการณ์การกระทำดังกล่าวจึงเป็นเหตุลักษณะคดี ซึ่งมีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 358 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิด จำเลยทั้งสองอายุ 18 ปี เศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานบุกรุก จำคุกคนละ 8 เดือน ฐานทำให้เสียทรัพย์จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 2 ปี 8 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถจักรยานยนต์ 18,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม ม. 213
ป.อ. ม. 340 ม. 340 ตรี ม. 358 ม. 364 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายอรรถพร ศรีหาวงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายบุญจวน พานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15690/2553
#509393
เปิดฉบับเต็ม

การร้องทุกข์ในคดีอาญา กฎหมายมิได้กำหนดแบบการร้องทุกข์ไว้ จึงอาจร้องทุกข์ด้วยวาจาหรือหนังสือก็ได้ สาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่าโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายวิโรจน์ร้องทุกข์จริงหรือไม่เท่านั้น เมื่อศาลมิได้สงสัยและจำเลยไม่ได้ให้การหรือนำสืบต่อสู้แสดงเหตุอันควรสงสัยว่าใบมอบอำนาจไม่ใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริง ถือว่าโจทก์ร่วมมอบอำนาจตามใบมอบอำนาจให้ร้องทุกข์โดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 510,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายอิคูโอะ โคบายชิ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 1 ปี และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 510,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การมอบอำนาจของโจทก์ร่วมให้นายวิโรจน์ร้องทุกข์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 47 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า นายวิโรจน์เบิกความว่าส่งเอกสารมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อที่ประเทศญี่ปุ่น และส่งทางไปรษณีย์กลับมาโดยไม่มีการรับรองจากกงสุลไทยหรือโนตารีปับลิกรับรอง เท่ากับจำเลยยกข้อต่อสู้แสดงเหตุอันควรสงสัยว่าไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงนั้น เห็นว่า การร้องทุกข์ในคดีอาญากฎหมายมิได้กำหนดแบบการร้องทุกข์ไว้ จึงอาจร้องทุกข์ด้วยวาจาหรือหนังสือก็ได้ สาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่าโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายวิโรจน์ร้องทุกข์จริงหรือไม่เท่านั้น เมื่อศาลมิได้สงสัยและจำเลยมิได้ให้การหรือนำสืบต่อสู้แสดงเหตุอันควรสงสัยว่าใบมอบอำนาจ ไม่ใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริง ถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์ร่วมมอบอำนาจตามใบมอบอำนาจแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมยื่นพยานเอกสารหลังจากสืบพยานโจทก์และจำเลย ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 36 จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า โจทก์ร่วมขอให้ศาลออกหมายเรียกต้นฉบับหรือสำเนาเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขานานาเหนือ ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 และเอกสารที่เกี่ยวข้องในการลงลายมือชื่อรับเงินตามเช็คฉบับรับรองสำเนาถูกต้อง ซึ่งโจทก์ได้อ้างส่งสำเนาเช็คดังกล่าวเป็นพยานแล้วตามเช็คเอกสารหมาย จ. 4 ทั้งเมื่อผู้ครอบครองเอกสารได้จัดส่งสำเนาเช็คดังกล่าวต่อศาล ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมยื่นคำร้องหรือคำแถลงขอส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาล ฎีกาของจำเลยดังกล่าวแม้เป็นข้อกฎหมาย แต่ก็ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 172 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 36 ม. 47 วรรคสาม ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — นายอิคูโอะ โคบายาชิ
จำเลย — นางทิพย์กมล อยู่วารีรักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายภูวภาคย์ สิริโพธิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15630/2553
#513669
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้ร่วมกับคนร้ายในการลักบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหาย การใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายทำรายการเพื่อโอนเงินคงเป็นเรื่องของคนร้ายซึ่งทราบรหัสบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายมิใช่จำเลยเป็นผู้กระทำ ไม่พอฟังว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ แต่การที่จำเลยยอมให้คนร้ายโอนเงินจากบัญชีผู้เสียหายเข้าบัญชีของจำเลยและยอมให้คนร้ายใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยเพื่อให้การลักทรัพย์เป็นผลสำเร็จดังกล่าว ถือเป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86

การลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติในแต่ละครั้ง ก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7,334 และ 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 88,100 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,269/5 ประกอบมาตรา 269/7 และมาตรา 335 (7) วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักที่สุดแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 และมาตรา 335 (7) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การลักทรัพย์เงินสดและการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรก จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและร่วมกันลักเงินสดจากบัญชีของผู้เสียหายตามฟ้องโจทก์ข้อ ค, ง และ จ. รวม 3 กระทง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงเครื่องมือของคนร้ายที่หลอกใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย เป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงและขาดเจตนาที่จะกระทำความผิด จำเลยไม่มีความผิด เห็นว่า ข้อที่จำเลยอ้างว่ามีชายแปลกหน้ามาขอใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย ถือเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว แต่การที่ยินยอมให้ชายแปลกหน้าใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย โดยได้ความจากคำเบิกความของจำเลยตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้พูดคุยกับชายแปลกหน้าไม่นานรวมเวลาแล้วไม่เกิน 2 นาที นับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของวิญญูชนทั่วไปอย่างยิ่งเพราะเลขที่บัญชีเงินฝากและรหัสบัตรเอทีเอ็ม ถือเป็นสิ่งที่ต้องปกปิด ไม่มีบุคคลใดจะยอมเปิดเผยให้บุคคลอื่นทราบโดยง่าย เฉพาะอย่างยิ่งกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อนยิ่งต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ การที่จำเลยหลงเชื่อชายแปลกหน้าในทันทีทันใดที่ชายแปลกหน้ามาขอความช่วยเหลือจึงเป็นเรื่องที่ขาดเหตุผลเพราะหากจำเลยใช้ความระมัดระวังเพียงเล็กน้อยย่อมทราบได้ว่าการกระทำของชายแปลกหน้าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเงินในบัญชีของจำเลยถอนได้วันละไม่เกิน 50,000 บาท การที่คนร้ายเหลือเงินไว้ในบัญชีของจำเลย 2,000 บาท จึงน่าเชื่อว่าเป็นการให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยมากกว่าที่จำเลยอ้างว่าชายแปลกหน้าจะมาเอาในวันรุ่งขึ้น ข้ออ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง พฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยเชื่อว่าจำเลยรู้ว่าชายแปลกหน้าเป็นคนร้ายแต่ได้ร่วมมือกับคนร้ายเพื่อค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยมิได้ร่วมกับคนร้ายในการลักบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายเพื่อที่จะนำมาใช้ถอนและลักเงินในบัญชีของผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่เมื่อคนร้ายไม่สามารถใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินสดจากบัญชีของผู้เสียหายได้เนื่องจากเกินวงเงิน จึงต้องใช้วิธีโอนเงินจากบัญชีเงินของผู้เสียหายเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อน จากนั้นใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยถอนเงินจากบัญชีของจำเลยอีกทอดหนึ่ง การใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายทำรายการเพื่อโอนเงินยังคงเป็นเรื่องของคนร้ายซึ่งทราบรหัสบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหาย มิใช่จำเลยเป็นผู้กระทำ กับไม่พอฟังว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ดังนี้ การที่จำเลยยอมให้คนร้ายใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลยเพื่อให้การลักทรัพย์เป็นผลสำเร็จ จึงเป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด มิใช่เป็นการกระทำในลักษณะของตัวการที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จำเลยคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้ข้อเท็จจริงที่ได้จะแตกต่างกับที่กล่าวในฟ้อง แต่มิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ทั้งมีบทลงโทษที่เบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่จำเลยยอมให้คนร้ายโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายมาเข้าบัญชีของจำเลยรวม 3 ครั้ง แล้วใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยถอนเงินที่โอนมาทั้ง 3 ครั้ง ทันทีนั้น เป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า คนร้ายได้โอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย 3 ครั้ง ติดต่อกัน รวมเป็นเงิน 52,000 บาท ภายในเวลา 3 นาทีเนื่องจากไม่สามารถเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายได้ในคราวเดียวกันได้หมดเพราะมีข้อจำกัดของธนาคารเกี่ยวกับการเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายครั้งละไม่เกิน 20,000 บาท ดังที่ปรากฏในรายการเดินบัญชีผ่านเครื่องเอทีเอ็มของผู้เสียหาย และในทันทีทันใดหลังจากที่คนร้ายโอนเงินมาเข้าบัญชีของจำเลยแต่ละครั้งดังกล่าวแล้ว ก็มีการใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยถอนเงินที่โอนมาออกจากบัญชีของจำเลยทันทีเช่นกัน แม้การดำเนินการจะได้ทำขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันก็ตามแต่การลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติในแต่ละครั้ง ก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระกันแล้ว หาใช่เป็นการกระทำผิดเพียงกรรมเดียวตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดหลายกรรม รวม 3 กระทง นั้น ชอบแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยแต่เพียงสถานเบาและควรรอโทษแก่จำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยสนับสนุนให้คนร้ายลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายที่ลักมาจนเป็นผลสำเร็จ เป็นภัยต่อสุจริตชนทั่วไปที่ต้องได้รับความเสียหายจากการกระทำของมิจฉาชีพจึงถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ดังนั้น แม้จำเลยจะชดใช้เงินทั้งหมดคืนให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอแก่การปรานีที่ศาลฎีกาจะรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยจึงฟังขึ้นแต่บางส่วน

อนึ่ง เมื่อปรากฏว่าในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยได้ชดใช้เงิน 50,000 บาทให้แก่ผู้เสียหายไปครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่ต้องให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวแก่ผู้เสียหายอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ความผิดฐานสนับสนุนการลักทรัพย์เงินสดและสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 24 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 269/5 ม. 269/7 ม. 334 ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสมชาย เกตุสัตย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายนนทวัฒน์ โชติพิมาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15626/2553
#508368
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์การกระทำของจำเลยกับข้อเท็จจริงที่ได้จากเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมซึ่งกระทำการตามหน้าที่และไม่มีเหตุให้กลั่นแกล้งจำเลย น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเป็นพยานแวดล้อมกรณี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 (1)

บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนและพยานหลักฐานอื่นของผู้เสียหายในการยืนยันตัวจำเลย อันเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งโดยหลักต้องห้ามมิให้รับฟัง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น และแม้จะเข้าข้อยกเว้น ในการรับฟัง ศาลจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง แต่เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายมาศาลและพร้อมที่จะเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ ระหว่างรอการพิจารณาคดี มีญาติของจำเลยสองคนเข้าไปพูดคุยกับผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายออกไปจากศาลโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อนำตัวมาเป็นพยานหลายนัด แต่ไม่ได้ตัวมาจนต้องงดสืบพยานปากผู้เสียหาย การหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความของผู้เสียหายน่าเชื่อว่าเพื่อช่วยเหลือจำเลย ถือเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นไม่อาจเอาผู้เสียหายมาเบิกความได้อันเป็นข้อยกเว้นให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 (2) และยังถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวเพื่อลงโทษจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), 336 ทวิ, 58 และบวกโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 160/2546 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ และให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 96/2547 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1681/2547 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยคืนกระเป๋าสะพาย โทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสดที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาเป็นเงิน 7,300 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 เวลากลางคืน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลดินแดงตรวจค้นรถยนต์หมายเลขทะเบียน วณ 8832 กรุงเทพมหานคร แต่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ธ 7111 กรุงเทพมหานคร (ป้ายแดง) ที่จำเลยขับผ่านจุดตรวจ ยึดได้ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาอี) จำนวนเล็กน้อยเป็นของกลางจึงจับกุมจำเลยดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและในการตรวจค้นรถยนต์ยังพบบัตรประจำตัวประชาชนของผู้หญิง 8 ใบ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของผู้หญิง 1 ใบ นาฬิกาข้อมือ 9 เรือน ต่างหู 2 คู่ กับอีก 4 ข้าง สร้อยคอ 3 เส้น สร้อยข้อมือ 3 เส้น แหวน 5 วง เครื่องสำอางของผู้หญิง 1 กล่อง ซิมการ์ดโทรศัพท์ 18 อัน แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลข วณ 8832 กรุงเทพมหานคร 1 แผ่น และอื่น ๆ อีกหลายรายการ คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานโจทก์มีร้อยตำรวจโทชัยวัฒน์ผู้จับกุมเบิกความว่า หลังจับกุมจำเลยพยานได้ติดต่อไปยังผู้หญิงที่ปรากฏชื่ออยู่ในใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ผู้หญิงคนดังกล่าวได้ไปพบและเล่าว่า ได้รู้จักกับจำเลยและชวนกันไปรับประทานอาหาร จากนั้นจำเลยพาเข้าโรงแรมแล้วปลดทรัพย์ซึ่งมีนาฬิกาข้อมือกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง เหตุเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก พยานจึงแนะนำให้ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก กับมีพันตำรวจโทอิสระพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมักกะสันเบิกความว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพยานว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2546 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายได้พบกับจำเลยที่ร้านจิโอ้ ถนนพระราม 9 แล้วชวนกันไปรับ ประทานอาหารที่ถนนสุขุมวิท โดยนั่งรถยนต์ของจำเลย หลังรับประทานอาหารเสร็จเวลา 00.20 นาฬิกา จำเลยพาไปส่งที่ร้านจิโอ้ จำเลยจอดรถและให้ผู้เสียหายลงไปช่วยหยิบกระเป๋าสตางค์ของจำเลยซึ่งอยู่ที่เบาะหลังด้านขวา ผู้เสียหายลงไปหาแต่ไม่พบ เมื่อผู้เสียหายปิดประตูรถ จำเลยก็ขับรถออกไปโดยเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปด้วย ภายในกระเป๋ามีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง เงินสด 1,000 บาท และบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 ผู้เสียหายพบข่าวที่จำเลยถูกจับกุมในหนังสือพิมพ์และจำได้ว่าเป็นคนร้าย จึงไปดูตัวที่สถานีตำรวจนครบาลดินแดงและนำบันทึกข้อความกับบัตรประจำตัวประชาชนไปร้องทุกข์ต่อพยานเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ผู้เสียหายชี้ภาพถ่ายของจำเลยที่ปรากฏในข่าว กับชี้รถยนต์ที่จำเลยใช้ก่อเหตุ หลังจากพยานรับตัวจำเลยไปดำเนินคดี พยานจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวผู้ต้องหา ผู้เสียหายชี้ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายตามบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหา เห็นว่า ร้อยตำรวจโทชัยวัฒน์จับกุมจำเลยและยึดได้ทรัพย์สินอยู่ในรถยนต์ของกลางจำนวนหลายรายการ โดยทรัพย์สินดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลย กับไม่มีเหตุผลใดที่จะมีบุคคลอื่นนำ มาเก็บไว้หรือหลงลืมไว้ในรถจำนวนมากเช่นนี้ ทั้งจำเลยมิได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนกับนำสืบให้เห็นว่าเป็นการมีอยู่หรือได้มาโดยชอบ การมีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์ สินดังกล่าวของจำเลยจึงนับว่าเป็นพิรุธ ทั้งสอดคล้องกับการพบทรัพย์สินซึ่งมีทั้งใบอนุญาตขับขี่รถยนต์และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้หญิงจำนวนมากอยู่ในรถ กับยังปรากฏว่ามีการถอดป้ายทะเบียนที่แท้จริงออกแล้วนำแผ่นป้ายทะเบียนอื่น (ป้ายแดง) ติดไว้แทนโดยปราศจากเหตุผล อันเป็นลักษณะของการปิดบังอำพรางหมายเลขทะเบียนของรถที่แท้จริงไว้ พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยกับข้อเท็จจริงที่ได้จากร้อยตำรวจโทชัยวัฒน์เช่นนี้น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเป็นพยานแวดล้อมกรณี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 (1) ครั้นเมื่อมีการเสนอข่าวและแพร่ภาพถ่ายของจำเลยในหนังสือพิมพ์ ผู้เสียหายก็ได้เข้าร้องทุกข์และให้การต่อพันตำรวจโทอิสระพนักงานสอนสวน อันเป็นการยืนยันมาโดยตลอดว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหาย และโดยไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะต้องไปกลั่นแกล้งกล่าวหาจำเลย แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน ภาพถ่ายการชี้ยืนยันภาพถ่ายของจำเลยในหนังสือพิมพ์ ภาพถ่ายการชี้ยืนยันรถยนต์ของกลาง และบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหา อันเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 28 กันยายน 2547 และรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่เดียวกัน เวลา 13.30 นาฬิกา ว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ในช่วงเช้าผู้เสียหายมาศาลและพร้อมที่จะเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ แต่ปรากฏว่าระหว่างรอการพิจารณาคดี มีญาติของจำเลย 2 คน เข้าไปพูดคุยกับผู้เสียหายในลักษณะกระซิบกระซาบกัน จากนั้นผู้เสียหายออก ไปจากศาลโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ ศาลชั้นต้นได้เลื่อนคดีและออกหมายจับผู้เสียหายเพื่อนำตัวมาเป็นพยานหลายนัด แต่ไม่ได้ตัวมาจนต้องงดสืบพยานปากผู้เสียหาย พฤติการณ์ในการหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหายดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่าเพื่อที่จะช่วยเหลือจำเลยนั่นเอง อันถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมรับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวเพื่อลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ข้อที่จำเลยนำสืบทำนองว่า นางสาวเมย์ทำบัตรประจำตัวประชาชนตกไว้ในรถ อันเป็นการอ้างในทำนองว่าจำเลยไม่ได้ลักแต่ผู้เสียหายทำตกไว้เองนั้น ไม่สมเหตุสมผลเพราะตามปกติธรรมดาของวิญญูชนย่อมต้องเก็บบัตรประจำตัวประชาชนไว้ในกระเป๋าสตางค์ติดตัวเป็นอย่างดี จึงเป็นไปได้ยากที่บัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายจะหลุดล่วงออกมาเองและตกอยู่ในรถได้ ประกอบกับทรัพย์ของผู้เสียหายยังมีกระเป๋าสะพาย 1 ใบ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และเงินสดอีก 1,000 บาท ซึ่งหากเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายลืมทิ้งไว้ตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้คดี ทรัพย์เหล่านั้นย่อมต้องยังอยู่ในรถของจำเลยเช่นเดียวกับบัตรประจำตัวประชาชน แต่ทรัพย์ดังกล่าวหาย ไป ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 3 ปี และให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 96/2547 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1681/2547 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยคืนกระเป๋าสะพาย โทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสดที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคา 7,300 บาท แก่ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 226/3 (1) ม. 226/3 (2) ม. 227/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายณัฐพล เจริญกิจนภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางเพ็ญจันทร์ แจ่มมาก
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15624/2553
#512790
เปิดฉบับเต็ม

การจดรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการบวกโทษเป็นไม่บวกโทษนั้น ถือเป็นการแก้ไขคำพิพากษา เพราะทำให้ผลของคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับโทษของจำเลยเปลี่ยนแปลงไป มิใช่เป็นกรณีที่มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 335, 336 ทวิ, 357 ริบชะแลงของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 1,012,000 บาท แก่ผู้เสียหาย บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2588 ของศาล จังหวัดพิจิตร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ นับโทษจำเลยทั้งสามในคดีนี้ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2956/2549 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2896/2549 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 197/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ริบชะแลงของกลาง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 1,012,000 บาท แก่ผู้เสียหายและให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2548 ของศาลจังหวัดพิจิตร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 9 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2896/2549 หมายเลขแดงที่ 181/2550 ของศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยทั้งสามต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2956/2549 และ 197/2550 ของศาลชั้นต้น ให้ยกเนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษายกฟ้องสำหรับข้อหาลักทรัพย์

ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งให้บวกโทษของจำลเยที่ 1 เนื่องจากได้บวกโทษในคดีอื่นแล้ว

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 1,012,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นได้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2548 ของศาลจังหวัดพิจิตร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 181/2550 ของศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้อีกนั้น เห็นว่า แม้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2551 จะปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ตรวจสอบการบอกโทษของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือของเรือนจำจังหวัดนนทบุรี พบว่ามีการบวกโทษไม่ถูกต้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งบวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2548 ของศาลจังหวัดพิจิตร ออกจากคดีนี้แล้วก็ตาม เห็นว่า การจดรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการบวกโทษเป็นไม่บวกโทษเป็นไม่บวกโทษนั้น ถือเป็นการแก้ไขคำพิพากษา เพราะทำให้ผลของคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับโทษของจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป มิใช่เป็นกรณีที่มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ศาลชั้นต้นกระทำมิได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 25 มีนาคม 2551 ที่มีคำสั่งให้เพิกถอนการบวกโทษเสีย และเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโทษของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2548 ของศาลจังหวัดพิจิตร นั้น ถูกนำไปบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอื่นแล้ว ก็ไม่อาจนำมาบวกกับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ได้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2548 ของศาลจังหวัดพิจิตร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายวชิระ รูปเรี่ยม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15623/2553
#506204
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยสมัครเป็นสมาชิกของพรรคคนขอปลดหนี้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548 และพรรคได้แจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาซึ่งมีจำเลยด้วยไปยังนายทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2549 โดยมีการตีตรารับเอกสารไว้ จำเลยจึงเป็นสมาชิกพรรคคนขอปลดหนี้นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน แม้ในชั้นอุทธรณ์จำเลยโต้เถียงว่าจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าพรรคคนขอปลดหนี้ไม่ได้แจ้งชื่อจำเลยเป็นสมาชิกพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองก็ตาม แต่ก็ยังคงเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงในข้อที่ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากจำเลยได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคคนขอปลดหนี้โดยถูกต้องตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548 หลังจากนั้นเป็นเรื่องของพรรคที่จะต้องส่งชื่อจำเลยไปยังนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่เกี่ยวกับจำเลย และแม้จำเลยจะอ้างในอุทธรณ์อีกว่า จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยเป็นสมาชิกพรรคคนขอปลดหนี้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ก็ยังคงเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงในประเด็นที่ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดโดยมีพยานหลักฐานตามที่จำเลยนำสืบ ซึ่งรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้อยู่นั่นเอง จึงหาใช่เป็นการอุทธรณ์นอกฟ้อง นอกประเด็น อันจะทำให้เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ

แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 บังคับใช้ โดยมาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 แล้วก็ตาม แต่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 139 ยังคงบัญญัติให้การสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นความผิดและต้องรับโทษโดยระวางโทษเช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ดังนี้ จึงมิใช่เป็นกรณีบทบัญญัติในภายหลังบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป หรือเป็นคุณแก่จำเลยกว่าบทบัญญัติของกฎหมายเดิม จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากการยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ดังกล่าว ทั้งนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง และมาตรา 3

ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดของจำเลยตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 30 โดยที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมืองมากกว่าหนึ่งพรรค อันจะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 30 เป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 30, 100 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 30, 100 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรู้ว่าตนไม่มีสิทธิ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 30, 100 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 2 ปี ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในประเด็นปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แม้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยสมัครเป็นสมาชิกของพรรคคนขอปลดหนี้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548 และพรรคได้แจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาซึ่งมีจำเลยด้วยไปยังนายทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2549 โดยมีการตีตรารับเอกสารไว้ จำเลยจึงเป็นสมาชิกพรรคคนขอปลดหนี้นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน โดยในชั้นอุทธรณ์จำเลยโต้เถียงว่าจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าพรรคคนขอปลดหนี้ไม่ได้แจ้งชื่อจำเลยเป็นสมาชิกพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองก็ตาม แต่ก็ยังคงเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงในข้อที่ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากจำเลยได้สมัครเป็นสมาชิกของพรรคคนขอปลดหนี้โดยถูกต้องตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548 หลังจากนั้นเป็นเรื่องของพรรคที่จะต้องส่งชื่อจำเลยไปยังนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่เกี่ยวกับจำเลย และแม้จำเลยจะอ้างในอุทธรณ์อีกว่า จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยเป็นสมาชิกพรรคคนขอปลดหนี้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ก็ยังคงเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงในประเด็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดโดยมีพยานหลักฐานตามที่จำเลยนำสืบซึ่งรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้อยู่นั่นเอง จึงหาใช่เป็นการอุทธรณ์นอกฟ้องนอกประเด็น อันจะทำให้เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ

อนึ่ง แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 บังคับใช้ โดยมาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 แล้วก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 139 ยังคงบัญญัติให้การสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นความผิดและต้องรับโทษโดยระวางโทษเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ดังนี้ จึงมิใช่เป็นกรณีบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป หรือเป็นคุณแก่จำเลยกว่าบทบัญญัติของกฎหมายเดิม จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากการยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ดังกล่าว ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง และมาตรา 3 และที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 30 ด้วยนั้น เห็นว่า เป็นการไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมืองมากกว่าหนึ่งพรรคอันจะเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 30 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง ม. 3
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 100
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 139
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายไพโรจน์ สุทนต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายอนันต์ คงชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15590/2553
#515039
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่สิบตำรวจโท จ. เดินทางไปที่บ้านของจำเลย ก็เพราะ อ. ให้การในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนว่าร่วมกับจำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดย อ. ให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหลบหนีไปที่บ้านของจำเลย แม้คำให้การของ อ. นี้มีลักษณะเป็นคำซัดทอดซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 บัญญัติให้ศาลต้องใช้ความระมัดระวังในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานดังกล่าว และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยก็ตาม แต่คำซัดทอดของ อ. ก็มิใช่คำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เพราะมีรายละเอียดของการกระทำความผิดทั้งสอง อ. และของจำเลย ทั้งยังพาไปสู่การได้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่จำเลยขับหลบหนีไปที่บ้านของจำเลยคืน นับว่าเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผล

พฤติการณ์ที่จำเลยรอ อ. อยู่นอกบ้านของผู้เสียหายซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จะเข้าช่วยเหลือ อ. ได้ทันทีเมื่อมีเหตุขัดข้องในขณะที่ อ. เข้าไปลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในบ้าน แล้ว อ. เดินจูงรถจักรยานยนต์นั้นออกมานอกบ้านให้จำเลยขับหลบหนีไปที่บ้านของจำเลยเช่นนี้ นับเป็นตัวการในการกระทำความผิดด้วยกัน

แม้การกระทำของจำเลยกับ อ. จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยมีเหตุฉกรรจ์ตามฟ้องโจทก์ และโจทก์ไม่ได้ฎีกา แต่โดยที่ความผิดฐานรับของโจรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยมา กับความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติมิให้ถือว่าเป็นข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญ ดังนั้น ศาลฎีกาจึงมีอำนาจแก้ไขบทลงโทษจำเลยในความผิดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาเสียให้ถูกต้องได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แต่ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษจำเลยให้สูงกว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามา เพราะจะเป็นการพิจารณาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายอนุพงษ์ กับพวกอีก 1 คน ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยบ สุพรรณบุรี 345 ของนายเกี่ย ผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในบ้านของผู้เสียหายไป โดยร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2543 เจ้าพนักงาตำรวจจับกุมนายอนุพงษ์ได้ที่บ้านของภริยานายอนุพงษ์ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนายอนุพงษ์ให้การรับสารภาพ วันรุ่งขึ้นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ที่บ้านของจำเลยพร้อมยึดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเป็นของกลาง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยและนายอนุพงษ์ต่อศาลชั้นต้นข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในเคหสถาน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนนายอนุพงษ์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษนายอนุพงษ์กับมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยออกจากสารบบความ โจทก์จึงฟ้องกล่าวหาจำเลยเป็นคดีนี้ คดีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทฉลอง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางปลาม้า เป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 17 ธันวาคม 2543 เวลา 14.30 นาฬิกา ผู้เสียหายมาแจ้งความต่อพยานว่ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งจอดไว้ในโรงรถข้างบ้านหน้ารถบรรทุกเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2543 หายไป ผู้เสียหายสอบถามนายชัย ลูกจ้างของผู้เสียหายซึ่งนอนอยู่บนรถบรรทุกดังกล่าวในคืนเกิดเหตุ แล้วทราบว่านายอนุพงษ์มาจูงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ครั้นเวลา 17 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายอนุพงษ์ได้ที่บ้านของภริยานายอนุพงษ์ ชั้นจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหานายอนุพงษ์ว่าร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน นายอนุพงษ์ให้การรับสารภาพ ชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหานายอนุพงษ์ว่าร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในเคหสถานโดยใช้ยานพาหนะ นายอนุพงษ์ให้การรับสารภาพและให้การซัดทอดว่าร่วมกับจำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยนายอนุพงษ์กับจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปจอดไว้ที่โรงงิ้วใกล้บ้านของผู้เสียหาย แล้วเดินไปที่บ้านของผู้เสียหาย นายอนุพงษ์บอกให้จำเลยรออยู่ข้างนอก ส่วนนายอนุพงษ์เข้าในในบ้านของผู้เสียหาย แล้วลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่จอดอยู่ในโรงรถเดินจูงออกมานอกบ้านและให้จำเลยขับหลบหนีไปที่บ้านของจำเลย จากนั้นนายอนุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งเดินทางกลับบ้าน ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ที่บ้านพร้อมยึดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเป็นของกลาง โดยโจทก์มีสิบตำรวจโทใจ ผู้จับกุมจำเลยเบิกความสนับสนุนว่า พยานกับพวกเจ้าพนักงานตำรวจให้นายอนุพงษ์พาไปที่บ้านของจำเลย พบจำเลยอยู่ในส่วนหลังบ้านกำลังจะถอดเครื่องยนต์ออกจากรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยถอดกระจกมองหลังทั้งสองข้าง บังโคลนหน้า และไฟส่องท้ายออกไปแล้ว พยานจึงจับกุมจำเลยพร้อมยึดรถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง เห็นว่า เหตุที่สิบตำรวจโทใจเดินทางไปที่บ้านของจำเลย ก็เพราะนายอนุพงษ์ให้การในชั้นจับกุมและ ในชั้นสอบสวนว่าร่วมกับจำเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยนายอนุพงษ์ให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหลบหนีไปที่บ้านของจำเลย แม้คำให้การของนายอนุพงษ์นี้มีลักษณะเป็นคำซัดทอดซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 บัญญัติให้ศาลต้องใช้ความระมัดระวังในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานดังกล่าว และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยก็ตาม แต่คำซัดทอดของนายอนุพงษ์ ก็มิใช่คำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เพราะมีรายละเอียดของการกระทำความผิดทั้งของนายอนุพงษ์และของจำเลย ทั้งยังพาไปสู่การได้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่จำเลยขับหลบหนีไปที่บ้านของจำเลยคืน นับว่าเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผล พันตำรวจโทฉลองและ สิบตำรวจโทใจเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคือง กับจำเลยมาก่อน ข้อระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยให้ต้องโทษจึงไม่มี เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความตามความเป็นจริง เมื่อนำคำเบิกความของพันตำรวจโทฉลองและสิบตำรวจโจในมาฟังประกอบสนับสนุนคำซัดทอดของนายอนุพงษ์ดังกล่าวแล้ว ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยร่วมรู้เห็นกับนายอนุพงษ์ในการลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาแต่แรก ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลย พบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในสวนมะม่วงของผู้อื่น จึงไปแจ้งต่อนายวันชัย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ง่ายแก่การกล่าวอ้าง แม้จำเลยมีนายวันชัยมาเบิกความสนับสนุน แต่นายวันชัยเป็นพี่ชายจำเลยย่อมต้องเบิกความช่วยเหลือจำเลย จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พฤติการณ์ที่จำเลยรอนายอนุพงษ์อยู่นอกบ้านของผู้เสียหายในขณะที่นายอนุพงษ์เข้าไปลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในบ้านแล้วนายอนุพงษ์เดินจูงรถจักรยานยนต์นั้นออกมานอกบ้านให้จำเลยขับหลบหนีไปที่บ้านของจำเลย เช่นนี้ นับเป็นตัวการในการกระทำความผิดด้วยกัน มิใช่เป็นความผิดฐาน รับของโจรดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามา โดยมิพักต้องคำนึงว่าโจทก์มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าเห็นจำเลยร่วมกับนายอนุพงษ์ลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และนายชัยที่เห็นนายอนุพงษ์ลักรถจักรยานยนต์นั้นจะได้ชี้ตัวจำเลยว่าเป็นคนร้ายหรือไม่ ทั้งนี้เพราะพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ในขณะที่นายอนุพงษ์เข้าไปลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยเพียงแต่รออยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จะเข้าช่วยเหลือนายอนุพงษ์ได้ทันทีเมื่อมีเหตุขัดข้อง อย่างไรก็ตาม แม้การกระทำของจำเลยกับนายอนุพงษ์จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยมีเหตุฉกรรจ์ตามฟ้องโจทก์ และโจทก์ไม่ได้ฎีกา แต่โดยที่ความผิดฐานรับของโจรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยมา กับความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติมิให้ถือว่าเป็นข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญ ดังนั้น ศาลฎีกาจึงมีอำนาจแก้ไขบทลงโทษจำเลยในความผิดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาเสียให้ถูกต้องได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แต่ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษจำเลยให้สูงกว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามา เพราะจะเป็นการพิจารณาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ยกฟ้องความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม ม. 212 ม. 225 ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายวิเชียร โง้วสกุล
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15551/2553
#515037
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทที่ซื้อขายกันเป็นที่ดินมือเปล่า (ภ.บ.ท.5) เจ้าของที่ดินมีเพียงสิทธิครอบครอง เมื่อตามสัญญาระบุว่าจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์ชำระราคาแก่จำเลยทั้งสองแล้วในวันทำสัญญา โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377, 1378 สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ใดๆ ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญาอีก ดังนั้น การที่โจทก์จะเข้าทำการรังวัดแนวเขตที่ดินเพื่อครอบครองทำประโยชน์ จึงไม่ใช่ข้อผูกพันอันเกี่ยวเนื่องจากสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท การที่จำเลยทั้งสองคัดค้านและขัดขวางไม่ยอมให้โจทก์ทำการรังวัด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองไปทำการวัดแนวเขตที่ดินพิพาท หรือให้คืนเงินค่าซื้อที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองทำการรังวัดแนวเขตที่ดินตามหลักฐานแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เลขสำรวจที่ 234 หมู่ที่ 5 ตำบลทุ่งไทรทอง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 15 ไร่ หากไม่ดำเนินการให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาซื้อขายจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรังวัดแนวเขตที่ดินตามหลักฐานแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เลขสำรวจ 234 หมู่ที่ 5 ตำบลทุ่งไทรทอง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 15 ไร่ ส่งมอบให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสวนยางพาราให้โจทก์ เนื้อที่ 15 ไร่ ราคา 225,000 บาท ตามหลักฐานแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) จำเลยทั้งสองได้รับเงินไปครบถ้วนแล้วและส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์นับแต่วันทำสัญญาตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายท้ายฟ้อง ต่อมาจำเลยทั้งสองขัดขวางการครอบครองของโจทก์โดยไม่ยินยอมให้โจทก์ทำการรังวัดแนวเขตที่ดินพิพาท ขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองทำการรังวัดแนวเขตที่ดินพิพาท ตามหลักฐานแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) หากไม่ดำเนินการให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 225,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญาซื้อขายจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เห็นว่า ที่ดินพิพาทที่ซื้อขายกันเป็นที่ดินมือเปล่า (ภ.บ.ท.5) เจ้าของที่ดินมีเพียงสิทธิครอบครอง เมื่อตามสัญญาระบุว่าจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และโจทก์ชำระราคาแก่จำเลยทั้งสองแล้วในวันทำสัญญา โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377, 1378 สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญาอีก ดังนั้น การที่โจทก์จะเข้าทำการรังวัดแนวเขตที่ดินเพื่อครอบครองทำประโยชน์จึงไม่ใช่ข้อผูกพันอันเกี่ยวเนื่องจากสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท การที่จำเลยทั้งสองคัดค้านและขัดขวางไม่ยอมให้โจทก์ทำการรังวัดจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองไปทำการรังวัดแนวเขตที่ดินพิพาท หรือให้คืนเงินค่าซื้อที่ดินแก่โจทก์ได้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1377 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิต พรหมหมอเฒ่า
จำเลย — นายเติม เอียดแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15549/2553
#513636
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาที่คัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้ายทุกตัว ต่างแต่ลักษณะตัวอักษรที่ใช้ในการพิมพ์ มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบและมีเหตุผลประกอบข้อโต้แย้งอย่างไร ทั้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมีขึ้นก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษา จึงไม่อาจโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ล่วงหน้าได้อยู่ในตัว ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 883,321.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 740,553.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ให้บังคับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 622 ตำบลศรีเมืองชุม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับชำระหนี้โจทก์จำนวน 883,321.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 740,543.30 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2538 ขอให้ศาลพิพากษาตามยอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 26 ตุลาคม 2538 คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 11,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 883,321.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 740,543.30 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2538 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ระหว่างฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาค้ำประกันโดยถูกหลอกลวง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ถูกหลอกลวงให้เข้าทำสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 บัญญัติว่า "ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้ชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์..." ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาที่คัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้ายทุกตัว ต่างแต่ลักษณะตัวอักษรที่ใช้ในการพิมพ์ มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบและมีเหตุผลประกอบข้อโต้แย้งอย่างไร ทั้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้มีขึ้นก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษา จึงไม่อาจโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ล่วงหน้าได้อยู่ในตัว ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลยที่ 2 ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายพรพัก จวนชัยภูมิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายเดชา คำสิทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชนินทร์ ใช้ปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15544/2553
#554908
เปิดฉบับเต็ม

ใบรับเงินค่านำหมายที่จำเลยปลอมขึ้นและนำไปใช้ขอรับเงินค่านำหมายจากผู้เสียหาย เป็นหลักฐานที่ใช้แสดงว่าจำเลยได้ชำระค่าป่วยการและค่าพาหนะให้แก่เจ้าพนักงานในการนำส่งหมายเรียกพยานโจทก์และหมายเรียกจำเลยที่ 1 ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2502) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พุทธศักราช 2477 ข้อ 5 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น จึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานระงับซึ่งสิทธิที่ศาลชั้นต้นจะเรียกเงินค่านำหมายจากผู้เสียหาย จึงเป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารของศาลชั้นต้นโดยเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้จัดทำขึ้น จึงเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266, 268, 341, 91 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 9,350 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1), 268 วรรคสอง, 341 เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จำคุก 2 ปี ฐานฉ้อโกง จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 1 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 9,350 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) และ 341 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารจึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นางวารี ผู้เสียหายว่าจ้างให้จำเลยฟ้องบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด เรียกค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิต และยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของนายบุญชู สามีของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายเป็นผู้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาลวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยยื่นฟ้องบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 378/2542 ของศาลชั้นต้น โดยผู้เสียหายเป็นผู้ชำระค่าขึ้นศาล ส่วนจำเลยไปชำระเงินค่านำหมายเรียกพยานโจทก์และค่านำหมายเรียกจำเลยที่ 1 นางมะลิวัลย์ช่วยราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 5 ศาลชั้นต้น ออกใบรับเงินค่านำหมาย 2 ฉบับ ระบุจำนวนเงินค่านำหมาย ฉบับละ 150 บาท ให้จำเลยหลังจากนั้นจำเลยได้แก้ไขจำนวนเงินในใบรับเงินค่านำหมายเรียกให้แก่พยานโจทก์เป็น 1,500 บาท และแก้ไขจำนวนเงินในใบรับเงินค่านำหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ 1 เป็น 8,150 บาท แล้วนำไปมอบให้ผู้เสียหายเพื่อรับค่านำหมายจากผู้เสียหายตามจำนวนที่แก้ไข ผู้เสียหายชำระเงินค่านำหมายตามที่ระบุในใบรับเงินค่านำหมายให้แก่จำเลย

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ใบรับเงินค่านำหมายเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ หรือไม่ เห็นว่า ใบรับเงินค่านำหมายที่จำเลยทำปลอมขึ้นและนำไปใช้ขอรับเงินค่านำหมายจากผู้เสียหายเป็นหลักฐานที่ใช้แสดงว่าจำเลยได้ชำระค่าป่วยการและค่าพาหนะให้แก่เจ้าพนักงานในการนำส่งหมายเรียกพยานโจทก์และหมายเรียกจำเลยที่ 1 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2502) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พุทธศักราช 2477 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น ข้อ 5 ใช้เป็นใบรับเงินค่านำหมาย จึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานระงับซึ่งสิทธิที่ศาลชั้นต้นจะเรียกเงินค่านำหมายจากผู้เสียหาย จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารของศาลชั้นต้นโดยเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้จัดทำขึ้น จึงเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 1 (9) ม. 266 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายชาติชาย เมืองลือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายอมร แสงไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15505/2553
#510499
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 343 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน" คำว่า "ประชาชน" หมายถึงบุคคลทั่วไปไม่จำกัดตัวว่าเป็นผู้ใด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นคนต่างด้าวและคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น โดยคนต่างด้าวดังกล่าวได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาหลอกลวงเฉพาะคนต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น อันเป็นการจำกัดตัวผู้ถูกหลอกลวงว่าเป็นผู้ใดมิใช่หลอกลวงบุคคลทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 คงมีความผิดตามมาตรา 341 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพเท่านั้น ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งหกว่าจำเลยได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกแล้ว และผู้เสียหายทั้งหกไม่ติดใจดำเนินคดีนี้แก่จำเลยอีก ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวย่อมระงับไปตาม .ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายญา มาตรา 91, 341, 343 และให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 25,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 3,000 บาท และผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 6,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาฉ้อโกง แต่ปฏิเสธในข้อหาฉ้อโกงประชาชน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาฉ้อโกง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 12 ปี ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งหกนั้น เนื่องจากจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความจ่ายเงินคืนแก่ผู้เสียหายทั้งหกแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ก่อนฎีกาข้ออื่น โดยจำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองและเป็นผู้พลัดถิ่นจึงไม่อยู่ในความหมายของคำว่าประชาชนทั่วไป และจำเลยแจ้งในที่ประชุมว่าหากใครอยากได้บัตรประจำตัวประชาชนให้เสียเงินแก่จำเลย 5,000 บาท เป็นการเจรจาชวนเชื่อไม่ได้ประกาศแก่ประชาชนทั่วไป จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน" คำว่า "ประชาชน" หมายถึงบุคคลทั่วไปไม่จำกัดตัวว่าเป็นผู้ใด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นคนต่างด้าวและคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น โดยคนต่างด้าวดังกล่าวได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาหลอกลวงเฉพาะคนต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น อันเป็นการจำกัดตัวผู้ถูกหลอกลวงว่าเป็นผู้ใดมิใช่หลอกลวงบุคคลทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 คงมีความผิดตามมาตรา 341 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพเท่านั้น ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งหกว่าจำเลยได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกแล้ว และผู้เสียหายทั้งหกไม่ติดใจดำเนินคดีนี้แก่จำเลยอีก ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือเป็นการยอมความตามกฎหมาย ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกเพราะไม่มีผลให้คำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำหน่ายคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จากสารบบความและยกคำขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งหก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายบุญรอด ออนตระไคร้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุพัฒน์ หน่อแหวน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
โสฬส สุวรรณเนตร์
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15504/2553
#512788
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 3 นัด จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญของร่างกายและแพทย์รักษาบาดแผลผู้เสียหายได้ทันท่วงทีผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตายเพียงแต่ได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 13 ปี 4 เดือน จำคุก 33 ปี 4 เดือน หรือจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำให้การรับสารภาพเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง และศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องจริง จึงจะลงโทษได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องและจำเลยอุทธรณ์ทำนองว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย โดยอ้างว่าข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายตามฟ้องเท่ากับอ้างว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย หรือเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้

จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืนให้ถูกต้อง เป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานอื่นพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงความผิดไม่เกินห้าปีจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 81, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก มาตรา 91) ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มิได้แก้ไขแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยซึ่งอ้างว่าไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพ ถือได้ว่าอุทธรณ์โต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับวินิจฉัย ไม่ชอบเพราะอุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายคล้อยผู้เสียหาย 3 นัด จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากกระสุนปืนถูกบริเวณต้นขาซ้าย ขาขวา และนิ้ว ซึ่งไม่เป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายและแพทย์รักษาบาดแผลผู้เสียหายได้ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตายเพียงแต่ได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบมาตรา 80 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 13 ปี 4 เดือน จำคุก 33 ปี 4 เดือน หรือจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำให้การรับสารภาพเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง และศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องจริง จึงจะลงโทษได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง และจำเลยอุทธรณ์ทำนองว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย โดยอ้างว่าข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายตามฟ้องเท่ากับอ้างว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยฎีกาปัญหาดังกล่าวมาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ตามฎีกาของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาใหม่ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหายกับจำเลยโต้เถียงกัน จากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายซึ่งนั่งอยู่บนแคร่และอยู่ห่างจากประมาณ 3 ถึง 4 เมตร รวม 3 นัด ติดต่อกัน กระสุนปืนถูกผู้เสียหายบริเวณต้นขาซ้าย ขาขวา และนิ้วก้อยซ้าย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ แล้วจำเลยจะยิงอีก 1 นัด แต่กระสุนไม่ลั่นเพราะขัดลำกล้อง เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงและสามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้โดยง่ายยิงผู้เสียหายในระยะใกล้ 3 นัดติดต่อกัน อาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ทั้งกระสุนปืนดังกล่าวถูกผู้เสียหายบริเวณต้นขาซ้าย ขาขวา และนิ้วก้อยซ้าย จึงเป็นการกระทำที่ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ดังนี้พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยจึงมีน้ำหนักฟังได้เป็นที่พอใจโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืนให้ถูกต้องเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานอื่นพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงความผิดไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายเชาว์ ภัยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15496/2553
#508360
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็น 2 กรรม ต่างกรรมต่างวาระ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นในกรรมหลังเพียงกระทงเดียว จึงเป็นการยกฟ้องกรรมแรกและลงโทษกรรมหลัง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดกรรมหลัง จึงชอบที่จะยกฟ้องความผิดกรรมหลังด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกข้อเท็จจริงถึงการกระทำของจำเลยกรรมแรกซึ่งยุติไปแล้วขึ้นมาวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการพิจารณาพิพากษานอกฟ้องอุทธรณ์ อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 253/2549 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยมีความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี รวมเป็นจำคุก 10 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า บันทึกคำให้การของนายอนุรักษ์ ในชั้นสอบสวนมีน้ำหนักน้อยไม่อาจนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็น 2 กรรม ต่างกรรมต่างวาระกัน คือ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสอง แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด กรรมหนึ่ง กับเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย เพียงได้รับอันตรายแก่กาย อีกกรรมหนึ่ง ในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงถึงการกระทำกรรมแรกว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2546 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยกับพวกรวม 3 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ผ่านมายังกลุ่มผู้เสียหายทั้งสอง โดยจำเลยนั่งกลางและนายอนุรักษ์ นั่งท้ายสุด แล้วนายอนุรักษ์ยิงปืนใส่กลุ่มผู้เสียหายทั้งสอง แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด ส่วนกรรมหลังโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 เวลาหลังเที่ยงคืน จำเลยกับพวกขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ โดยจำเลยนั่งกลางเช่นเดิม แล้วนายอนุรักษ์ซึ่งนั่งท้ายสุดใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้เสียหายและกระสุนปืนถูกศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยกับพวกที่ยิงในกรรมแรกนั้น เป็นการยิงข่มขู่ ส่วนการยิงในกรรมหลังฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกยิงผู้เสียหายที่ 1 จริง แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพียงกระทงเดียว เท่ากับเป็นการยกฟ้องกรรมแรกและลงโทษกรรมหลัง เมื่อจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ส่วนโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ถือว่าโจทก์พอใจ ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติว่า จำเลยไม่ได้ร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษในกรรมแรก ในชั้นอุทธรณ์คงมีประเด็นตามที่จำเลยอุทธรณ์เพียงว่า จำเลยร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ในกรรมหลังตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ยิงปืนในกรรมแรก แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนการยิงในกรรมหลัง ฟังไม่ได้ว่าจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มากับนายอนุรักษ์และเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิง แล้วพิพากษายืนในผล เท่ากับเป็นการลงโทษจำเลยกรรมแรกและยกฟ้องกรรมหลัง ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดกรรมหลัง ก็ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดกรรมหลัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกข้อเท็จจริงถึงการกระทำของจำเลยกรรมแรกซึ่งยุติไปแล้วขึ้นมาวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการพิจารณาพิพากษานอกฟ้องอุทธรณ์อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อโจทก์ไม่ฎีกาคัดค้านขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดกรรมหลังซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด จึงชอบที่ศาลฎีกาจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกรรมหลังเสีย โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาใหม่ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายนพพร นาคอ่ำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายมนัส ซอศรีสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15492/2553
#509357
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ร่วมจะกีดกันไม่ยอมให้จำเลยพูดคุยกับผู้ตายและด่าว่าจำเลยจนทำให้เกิดโทสะและฆ่าผู้ตายก็ตาม จำเลยก็อ้างบันดาลโทสะไม่ได้ เพราะในขณะนั้นผู้ตายมิใช่ผู้ข่มเหงจำเลยหรือมีส่วนสนับสนุนให้โจทก์ร่วมด่าว่าจำเลยแต่ประการใด การที่จำเลยฆ่าผู้ตายจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288, 289 ริบมีดของกลาง และนับโทษจำเลยต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางคำปอง วราโภค มารดาของนางหรือนางสาวนิภรวราโภค ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ลงโทษจำคุก 12 ปี คำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ริบมีดของกลางส่วนข้อหาอื่นให้ยก และให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2548 ของศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 นอกจากผู้กระทำถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้ว ยังต้องเป็นการกระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นด้วย หากกระทำต่อผู้อื่นจะอ้างบันดาลโทสะไม่ได้ คดีนี้ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมประกอบกับคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.10 ว่า วันเกิดเหตุจำเลยเข้าไปในบ้านของโจทก์ร่วมโดยพกมีดปลายแหลมไปด้วย พบโจทก์ร่วมอยู่กับผู้ตายและบุตรผู้ตาย จำเลยขอพูดคุยกับผู้ตายแต่โจทก์ร่วมไม่ยอมกับด่าว่าจำเลยและขู่ว่าจะโทรศัพท์แจ้งความว่าจำเลยบุกรุก จำเลยโมโหจึงชักมีดปลายแหลมจากเอวตัดสายโทรศัพท์ในบ้านและวิ่งไปหาผู้ตายซึ่งอุ้มบุตรผู้ตายอยู่ แล้วใช้มือรัดคอผู้ตายทำให้บุตรผู้ตายหล่นลงไปที่พื้นและลากผู้ตายเข้าไปในห้องน้ำแต่ผู้ตายขัดขืน จำเลยจึงใช้มีดปลายแหลมดังกล่าวปาดคอและแทงผู้ตายยโดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้ด่าว่าจำเลยและบอกว่าจะไปมีสามีใหม่ซึ่งรวยกว่าจำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ประกอบกับขณะที่โจทก์ร่วมด่าว่าจำเลยนั้น เชื่อว่าผู้ตายได้อุ้มบุตรผู้ตายปลีกตัวออกไปก่อนแล้วเพราะจำเลยอาจเข้ามาทำร้ายและพรากบุตรผู้ตายไปอีกก็ได้ ดังนั้น แม้โจทก์ร่วมจะกีดกันไม่ยอมให้จำเลยพูดคุยกับผู้ตายและด่าว่าจำเลยจนทำให้เกิดโทสะและฆ่าผู้ตายก็ตาม จำเลยก็อ้างบันดาลโทสะไม่ได้เพราะในขณะนั้นผู้ตายมิใช่ผู้ข่มเหงจำเลยหรือมีส่วนสนับสนุนให้โจทก์ร่วมด่าว่าจำเลยแต่ประการใด การที่จำเลยฆ่าผู้ตายจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
โจทก์ร่วม — นางคำปอง วราโภค
จำเลย — นายประจักร สีสูงเนิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นางณัฐสิรี นิตยะประภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15491/2553
#508373
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้ตาย โดยใช้อาวุธตีประทุษร้ายผู้ตาย โดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หากทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันฆ่าผู้ตาย และร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไป ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่างซึ่งแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสามในการกระทำตามที่ทางพิจารณาได้ความก็ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันฆ่าผู้ตายและร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย แต่ให้ลงโทษเพียงกระทงเดียวในความผิดฐานฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นบทหนักที่สุด แม้โจทก์ไม่ฎีกา ก็มิได้หมายความว่าความผิดฐานลักทรัพย์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตาย แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 289, 340 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กมท ลำพูน 391 เป็นเงินจำนวน 37,000 บาท ให้แก่ทายาทผู้ตาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง, 340 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ริบของกลาง และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงินจำนวน 37,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก ทายาทผู้ตาย) ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ข้อหาอื่นให้ยก ยกคำขอที่ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงินจำนวน 37,000 บาท แก่ทายาทผู้ตายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้ตายโดยใช้อาวุธตีประทุษร้ายผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หากทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันฆ่าผู้ตาย และร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไป ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง คือการฆ่าผู้อื่นและลักทรัพย์ ซึ่งแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสามในการกระทำตามที่ทางพิจารณาได้ความก็ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามคนร่วมกันฆ่าผู้ตายและร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย แต่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเพียงกระทงเดียวในความผิดฐานฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นบทหนักที่สุด โดยอ้างว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเพียงกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยทั้งสามมิได้กระทำผิด ขอให้ยกฟ้อง ก็มิได้หมายความว่าความผิดฐานลักทรัพย์ได้ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตาย แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ให้จำคุก 20 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 7 ปีให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กมท ลำพูน 391 หรือใช้ราคารถจักรยานยนต์เป็นเงิน 37,000 บาท แก่ทายาทผู้ตาย ข้อหาและคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 289 ม. 334 ม. 335 ม. 340
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายมานพ จุมปู กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอนันต์ ปักษี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางมัทรี อุชชิน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา