คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4825/2553
#506635
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง เพิ่งจะบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22)ฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 23 ธันวาคม 2547 แต่คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 พนักงานสอบสวนทำการสอบคำให้การจำเลยทั้งสองซึ่งมีอายุ 48 ปี และ 37 ปี ตามลำดับ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนที่มาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะใช้บังคับ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ย้อนหลังดังนั้น การสอบสวนและจัดทำบันทึกการสอบสวนจำเลยที่ 1 ซึ่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิมย่อมชอบด้วยกฎหมายในขณะนั้นแล้ว

จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลยทั้งสองแทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ทั้งอัตราโทษสูงสุดที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 91 นั้นถ้าเป็นกรณีที่มีการเพิ่มโทษหรือลดโทษแล้วจะต้องมีการเพิ่มโทษหรือลดโทษก่อน มิใช่ต้องปรับบทมาตรา 91 เสียก่อนแล้วจึงจะเพิ่มโทษหรือลดโทษ การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเดินทางไปนอกราชอาณาจักรปรับคนละ 1,000 บาท ฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำเลยทั้งสองให้ประหารชีวิต รวมโทษจำเลยทั้งสองทุกกระทงแล้ว คงประหารชีวิตสถานเดียวแล้วลดโทษให้จำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม และมาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กึ่งหนึ่ง ตามลำดับ เป็นจำคุกตลอดชีวิต และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนเป็นการไม่ชอบเพราะไม่ได้ลดโทษก่อนตามมาตรา 78 แล้วจึงรวมโทษตามมาตรา 91 นอกจากนี้โทษปรับมิใช่การจำคุกดังนั้น แม้จะจำคุตลอดชีวิตแล้วก็ปรับได้ด้วยไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลงโทษปรับย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามศาลฎีกาก็ไม่อาจลงโทษปรับจำเลยทั้งสองได้เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 12, 13, 18, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรและเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งมิใช่ช่องทางที่กำหนดและไม่ได้รับอนุญาต ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม, 102 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยทั้งสองให้ประหารชีวิต รวมโทษจำเลยทั้งสองทุกกระทงแล้วคงประหารชีวิตสถานเดียว จำเลยที่ 1 รับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ มาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยคืนให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยทั้งสองเดินทางไปนอกราชอาณาจักรและเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งมิใช่ช่องทางที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองและยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6,000 เม็ด น้ำหนัก 628.58 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 127.605 กรัม กับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน ตาก ฎ - 3304 เป็นของกลาง จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเดินทางไปนอกราชอาณาจักรและเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งมิใช่ช่องทางที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า การสอบสวนและการจัดทำบันทึกการสอบสวนจำเลยที่ 1 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้" นั้น บทบัญญัติดังกล่าวเพิ่งจะบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 23 ธันวาคม 2547 แต่คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 พนักงานสอบสวนทำการสอบคำให้การจำเลยทั้งสองซึ่งมีอายุ 48 ปี และ 37 ปี ตามลำดับ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม2547 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนที่มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจะใช้บังคับ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ย้อนหลังเพราะพนักงานสอบสวนไม่อาจจะทราบล่วงหน้าได้ว่าจะต้องมีการปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้นการสอบสวนและจัดทำบันทึกการสอบสวนจำเลยที่ 1 ซึ่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิมย่อมชอบด้วยกฎหมายในขณะนั้นแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ร้อยตรีมนัสและสิบโทสุทัศน์ไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน เหตุที่จับจำเลยทั้งสองได้ก็เนื่องจากได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชา เมื่อไปยังจุดตามที่ได้รับแจ้งก็พบรถจักรยานยนต์และต่อมาก็มีจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นชายและหญิงเดินข้ามแม่น้ำเมยจากฝั่งประเทศพม่ามาที่รถจักรยานยนต์ตรงตามที่รับแจ้ง ครั้นตรวจค้นจำเลยทั้งสองก็พบเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 2 ถ้อยคำของร้อยตรีมนัสและสิบโทสุทัศน์มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกลิขิตพงศ์ เบิกความว่า เป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ได้สอบสวนร้อยตรีมนัสและสิบโทสุทัศน์ไว้โดยบุคคลทั้งสองให้การว่าจำเลยทั้งสองรับสารภาพชั้นจับกุมว่า ร่วมกันซื้อเมทแอมเฟตามีนจากประเทศพม่าเพื่อนำไปขายต่อ ปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนของร้อยตรีมนัสและสิบโทสุทัศน์ ศาลฎีกาตรวจดูแล้วปรากฏว่าบันทึกการจับกุมจัดทำเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 คำให้การชั้นสอบสวนของร้อยตรีมนัสและสิบโทสุทัศน์ระบุว่าสอบสวนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2547 ต่างระบุข้อความทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อเมทแอมเฟตามีนจากประเทศพม่าเพื่อนำมาจำหน่ายต่อ บันทึกการจับกุมและคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจัดทำในเวลาใกล้เคียงกับที่จับจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าถูกต้องตามความเป็นจริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบกับข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จึงฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษา ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนจากประเทศพม่าเข้ามาในประเทศไทย และจำเลยทั้งสองไม่ได้ข้ามฝั่งแม่น้ำเมยมาพร้อมกัน ก็คงมีจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่มาเบิกความสนับสนุน ทั้งถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ก็ขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งระบุว่า จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 จะไปนำเมทแอมเฟตามีนจากฝั่งประเทศพม่า พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ร้อยตรีมนัสและสิบโทสุทัศน์ไม่เข้าไปจับจำเลยที่ 1 ทันทีที่เข้ามาฝั่งประเทศไทยก็เป็นดุลพินิจของร้อยตรีมนัสและสิบโทสุทัศน์หาเป็นข้อพิรุธแต่ประการใด ส่วนการค้นบ้านของจำเลยทั้งสองโดยไม่มีหมายค้นและเป็นการค้นในเวลากลางคืนก็ไม่ใช่ข้อพิรุธเช่นกัน เพราะตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้กรณีต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (4) ประกอบมาตรา 96 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลยทั้งสองแทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ทั้งอัตราโทษสูงสุดที่จะลงโทษแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 นั้น ถ้าเป็นกรณีที่มีการเพิ่มโทษหรือลดโทษแล้วจะต้องมีการเพิ่มโทษหรือลดโทษก่อน มิใช่ต้องปรับบทมาตรา 91 เสียก่อนแล้วจึงจะเพิ่มโทษหรือลดโทษ การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเดินทางไปนอกราชอาณาจักรปรับคนละ 1,000 บาท ฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรปรับคนละ 1,000 บาท กับฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายลงโทษจำเลยทั้งสองให้ประหารชีวิต รวมโทษจำเลยทั้งสองทุกกระทงแล้วคงประหารชีวิตสถานเดียวแล้วลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม และมาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กึ่งหนึ่ง ตามลำดับ เป็นตลอดชีวิต และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนเป็นการไม่ชอบเพราะไม่ได้ลดโทษก่อนตามมาตรา 78 แล้วจึงรวมโทษตามมาตรา 91 นอกจากนี้โทษปรับมิใช่การจำคุก ดังนั้น แม้จะจำคุกตลอดชีวิตแล้วก็ปรับได้ด้วยไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลงโทษปรับย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามศาลฎีกาก็ไม่อาจลงโทษปรับจำเลยทั้งสองได้เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้จำเลยที่ 1 เพียงหนึ่งในสาม ส่วนจำเลยที่ 2 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตเท่ากับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่เหมาะสมจึงสมควรแก้ไขเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ให้จำคุก 30 ปี รวมทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 คงลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 30 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 52 (1) ม. 52 (2) ม. 54 ม. 78 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 134/1 วรรคหนึ่ง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายสอง ตุ้ยเขียวหรือจันทิลา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2553
#499537
เปิดฉบับเต็ม

ความใน ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะที่พิจารณาคดีนี้แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า ในคดีที่มีอัตราโทษสูงนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาให้ลงโทษจำคุกโดยอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องฟังพยานโจทก์ให้เป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงเสียก่อน โจทก์จึงต้องนำพยานเข้าสืบยืนยันว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นจริง มิใช่เป็นเพียงการรับสมอ้างว่าเป็นผู้กระทำความผิดนั้นแทนบุคคลอื่นการนำพยานบุคคลซึ่งรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยหรือพยานบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอันจะแสดงให้ศาลเห็นว่าจำเลยมิได้ให้การรับสารภาพโดยไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้หรือเสแสร้งเพื่อให้ผู้กระทำความผิดอื่นพ้นผิด คดีนี้แม้โจทก์จะอ้างส่งเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.11 ต่อศาล แต่พยานเอกสารดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อโจทก์ไม่มีพยานบุคคลใดมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวเลย ลำพังเพียงพยานเอกสารดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง แต่ได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์ยังติดใจสืบพยานอีก 2 ปากแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้ง 2 ปาก ดังกล่าว โดยเห็นว่าจำเลยทั้งสองยอมรับแล้วว่าพยานโจทก์ทั้ง 2 ปาก เป็นผู้จับกุม มีข้อความตามเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 แล้ว การที่ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบต่อไปจนสิ้นกระแสความ จึงมิใช่เป็นความผิดของโจทก์ เมื่อพยานโจทก์ปากผู้จับกุมเป็นพยานที่สำคัญและจำเป็นเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสอง การที่ศาลชั้นต้นด่วนงดสืบพยานโจทก์ไปจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ชอบที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคสามประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตทั้งสองกระทงเป็นจำคุกกระทงละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 25 ปี และปรับกระทงละ 500,000 บาท รวมสองกระทงจำคุกคนละ 50 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยกักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่าลำพังเพียงเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.11 ที่โจทก์อ้างส่งศาลโดยไม่มีพยานบุคคลเบิกความประกอบเอกสารดังกล่าวเพียงพอให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงตามฟ้องดังที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพต่อศาลแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะที่พิจารณาคดียาเสพติดให้โทษคดีนี้บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง" ซึ่งตามความในมาตรานี้แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า ในคดีที่มีอัตราโทษสูงนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาให้ลงโทษจำคุกโดยอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องฟังพยานโจทก์ให้เป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงเสียก่อน โจทก์จึงต้องนำพยานเข้าสืบยืนยันว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นจริงมิใช่เป็นเพียงการรับสมอ้างว่าเป็นผู้กระทำความผิดนั้นแทนบุคคลอื่น การนำพยานบุคคลซึ่งรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยหรือพยานบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น อันจะแสดงให้ศาลเห็นว่าจำเลยมิได้ให้การรับสารภาพโดยไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้หรือเสแสร้งรับสารภาพเพื่อให้ผู้กระทำความผิดที่แท้จริงพ้นผิด คดีนี้แม้โจทก์จะอ้างส่งเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.11 ต่อศาล แต่พยานเอกสารดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อโจทก์ไม่มีพยานบุคคลใดมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวเลย ลำพังเพียงพยานเอกสารดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง อย่างไรก็ตามคดีนี้ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 ว่า โจทก์ยังติดใจจะสืบร้อยตำรวจเอกวิชนันท์และสิบตำรวจโทเกรียงศักดิ์ในฐานะผู้จับกุมเป็นพยานโจทก์อีก 2 ปาก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้ง 2 ปากดังกล่าว โดยเห็นว่าจำเลยทั้งสองยอมรับแล้วว่าพยานโจทก์ทั้ง 2 ปาก เป็นผู้จับกุม มีข้อความตามเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 แล้ว มิใช่โจทก์ไม่ประสงค์จะสืบพยานหลักฐานอื่นอีกต่อไปการที่ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบต่อไปจนสิ้นกระแสความจึงมิใช่เป็นความผิดของโจทก์เมื่อพยานโจทก์ปากผู้จับกุมเป็นพยานที่สำคัญและจำเป็นเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสอง การที่ศาลชั้นต้นด่วนงดสืบพยานโจทก์จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ชอบที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเอกพลหรือเอก วงษ์พันทา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายเอกสิทธิ์ จารุวัฒน์จีรังกร
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4805/2553
#501930
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าอาคารทาวน์เฮาส์ที่ขายให้โจทก์ก่อสร้างผิดไปจากแบบที่ขออนุญาตจากทางราชการ ยังยืนยันต่อโจทก์ว่าอาคารดังกล่าวได้ถูกออกแบบมาอย่างดีถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไม่จำต้องมีเสากลางอาคาร จึงเป็นการจงใจปกปิดข้อความจริงเพื่อจูงใจให้โจทก์ซื้ออาคาร เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเมื่อเข้าอยู่อาศัยในอาคารได้ 1 ปีเศษ อาคารเริ่มแตกร้าว พื้นอาคารชั้นล่างแตกและโก่งงอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ตรวจสอบแล้วพบว่าฐานรากของอาคารเอียงและบิดตัว ตำแหน่งศูนย์กลางของเข็มและเสาเยื้องกันมากทำให้เกิดการแตกร้าวของโครงสร้าง อาคารดังกล่าวไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัยควรจะทุบและรื้อถอน ซึ่งโจทก์ได้ทุบและรื้อถอนอาคารนั้นแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย

จำเลยที่ 4 เป็นฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างไม่ได้ใช้ความรู้ในวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบเพื่อให้อาคารมีความมั่นคงและปลอดภัยในการอยู่อาศัย ทั้งเข้าควบคุมงานก่อสร้างอาคารและขออนุญาตก่อสร้างจากทางราชการให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือแม้จะฟังว่าลายมือชื่อวิศวกรและผู้ควบคุมงานก่อสร้างเป็นลายมือชื่อปลอมก็มีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อจำเลยที่ 4 ในช่องวิศวกรและผู้ควบคุมงาน และยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของจำเลยที่ 4 ไปใช้ในการยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าวต่อสำนักงานเขต โดยได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 4 ถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนอาคารและค่าสูญเสียตัวอาคารอันทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้สอยอาคารหรือนำอาคารออกขายให้แก่ผู้อื่นแม้โจทก์มิได้นำสืบว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนเท่าใด แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนนี้เนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 358,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 458,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ เมื่อเดือนสิงหาคม 2531 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารตึกแถว 4 ชั้น จำนวน 8 ห้อง และตึกแถว 3 ชั้นจำนวน 26 ห้อง กับยื่นคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินที่จะทำการก่อสร้างอาคารตึกแถวดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานสำนักงานเขตบางกะปิโดยมีเอกสารหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน สำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมหรือกับแบบแปลนการก่อสร้างแนบท้ายหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน และแบบแปลนการก่อสร้างดังกล่าวระบุชื่อจำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรและเป็นผู้ควบคุมงาน และเจ้าพนักงานได้ออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างได้ และแบบแปลนการก่อสร้างอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2533 ต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2533 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจในขณะนั้นได้ทำสัญญาขายอาคารพร้อมที่ดินคือทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น เลขที่ 310/233 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 204747 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งสองในราคา 1,000,000 บาท และได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันเดียวกันตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและโฉนดที่ดิน อาคารและที่ดินที่โจทก์ทั้งสองซื้อมาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของอาคารตึกแถวและที่ดินที่จำเลยที่ 1 ขออนุญาตก่อสร้างและจัดสรรที่ดินตาม โจทก์ทั้งสองเข้าพักอาศัยในอาคารนั้นได้ 1 ปีเศษ อาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อเริ่มแตกร้าว พื้นอาคารชั้นล่างแตกและโก่งงอ เมื่อต้นปี 2542 เจ้าพนักงานสำนักงานเขตบางกะปิตรวจสอบอาคารดังกล่าวและอาคารข้างเคียงรวมจำนวน 15 หลัง พบว่าอาคารมีการทรุดและเอียงตัวตลอดแนวทั้งด้านหน้าและด้านข้างเนื่องจากอาคารนั้นมีการทรุดตัวไม่เท่ากันของฐานรากจนมีสภาพหรือการใช้งานที่อาจเป็นอันตราย เจ้าพนักงานสำนักงานเขตบางกะปิจึงมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 และเจ้าของอาคารข้างเคียงจำนวนทั้ง 15 หลัง แก้ไขอาคารให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โจทก์ที่ 1 กับเพื่อนบ้านติดต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ขอให้ส่งวิศวกรมาตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบว่าฐานรากของอาคารดังกล่าวเอียงและบิดตัวตำแหน่งศูนย์กลางของเข็มและเสาเยื้องกันมากทำให้เกิดการแตกร้าวของโครงสร้างโดยเฉพาะอาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัยควรจะทุบและรื้อถอนโจทก์ทั้งสองได้ทุบและรื้อถอนอาคารนั้นแล้ว และต่อมาได้ขายที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าวไปในราคา 4,000,000 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้อธิบายให้โจทก์ทั้งสองฟังแล้วว่าผู้ซื้อเดิมขอให้ตัดเสากลางของอาคารออก โจทก์ทั้งสองจึงทราบดีอยู่แล้วในขณะซื้อบ้านนั้นว่าบ้านดังกล่าวไม่มีเสากลางแต่โจทก์ทั้งสองก็ตกลงซื้อนั้น ในปัญหานี้โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 มาเบิกความยืนยันว่าโจทก์ที่ 1 ได้ถามจำเลยที่ 2 ในขณะไปดูการก่อสร้างอาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อตามคำฟ้องว่า อาคารพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างนี้ทำไมไม่มีเสากลางบ้าน จำเลยที่ 2 บอกว่าอาคารนี้ได้ถูกออกแบบมาอย่างดีและถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ไม่จำเป็นต้องมีเสากลางของอาคารก็ได้ โจทก์ทั้งสองจึงตกลงซื้ออาคารหลังดังกล่าว หลังจากโจทก์ทั้งสองเข้าพักอาศัยในอาคารหลังนั้นได้ 1 ปีเศษ อาคารดังกล่าวเริ่มแตกร้าว พื้นอาคารชั้นล่างแตกและโก่งงอ ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบโดยมีจำเลยที่ 2 มาเบิกความเป็นพยานจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 แสดงว่าจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่า การก่อสร้างอาคารทาวน์เฮาส์หลังที่โจทก์ทั้งสองซื้อเป็นการก่อสร้างผิดไปจากแบบที่ได้ขออนุญาตจากทางราชการไว้ ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวดีอยู่แล้วในขณะที่ขายอาคารทาวน์เฮาส์หลังนั้นให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงมีเหตุผลให้เชื่อตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เหตุที่โจทก์ทั้งสองซื้ออาคารทาวน์เฮาส์หลังดังกล่าวเป็นเพราะจำเลยที่ 2 ยืนยันต่อโจทก์ที่ 1 ว่าอาคารทาวน์เฮาส์นั้นได้ถูกออกแบบมาอย่างดีและถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ไม่จำเป็นต้องมีเสากลางของอาคารก็ได้ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ปรากฏการแตกร้าวของอาคารทาวน์เฮาส์หลังนั้นให้เห็นกรณีไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบและฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้อธิบายให้โจทก์ทั้งสองฟังแล้วว่าผู้ซื้ออาคารทาวน์เฮาส์ดังกล่าวเดิมขอให้ตัดเสากลางออกซึ่งโจทก์ทั้งสองทราบดีว่าการก่อสร้างอาคารนั้นเป็นการก่อสร้างผิดแบบ แต่โจทก์ทั้งสองก็ยังตกลงซื้อในราคา 1,000,000 บาท ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าอาคารทาวน์เฮาส์หลังที่ขายให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ก่อสร้างผิดไปจากแบบที่ได้ขออนุญาตจากทางราชการไว้ยังยืนยันต่อโจทก์ที่ 1 ว่า อาคารทาวน์เฮาส์นั้นได้ถูกออกแบบมาอย่างดีและถูกต้องตามหลักวิศวกรรม โดยไม่จำเป็นต้องมีเสากลางของอาคาร จึงเป็นการจงใจปกปิดข้อความจริงดังกล่าวเพื่อจูงใจให้โจทก์ทั้งสองซื้ออาคารทาวน์เฮาส์หลังนั้นเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเนื่องจากเมื่อโจทก์ทั้งสองเข้าไปอยู่อาศัยในอาคารทาวน์เฮาส์ดังกล่าวได้เพียง 1 ปีเศษ อาคารนั้นก็เริ่มแตกร้าว พื้นอาคารชั้นล่างแตกและโก่งงอ ในข้อนี้วิศวกรคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ฐานรากของอาคารดังกล่าวเอียงและบิดตัว ตำแหน่งศูนย์กลางของเข็มและเสาเยื้องกันมาก ทำให้เกิดการแตกร้าวของโครงสร้างโดยเฉพาะอาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย ควรจะทุบและรื้อถอน ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ทุบและรื้อถอนอาคารนั้นแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองดังกล่าวมีเหตุผลให้เชื่อว่าเป็นผลมาจากการก่อสร้างอาคารทาวน์เฮาส์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง

ปัญหาว่าจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นวิศวกรต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ หากจำเลยที่ 4 มิได้เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างอาคารดังกล่าวให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 2 และจำเลยที่ 4 มิได้ลงลายมือชื่อในช่องวิศวกรและผู้ควบคุมงานในหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมและในหนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน แต่ลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอมจริงดังที่จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำให้การต่อสู้ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 4 ก็ควรอย่างยิ่งที่จะต้องแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการดำเนินการก่อสร้างผิดแบบที่ได้ขออนุญาตไว้ต่อทางราชการจนเป็นเหตุให้ต้องมีการรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ซื้อไปเนื่องจากอาคารนั้นแตกร้าวและไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัยอันจะมีผลมาถึงจำเลยที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างนั้นว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้ใช้ความรู้ในวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบเพื่อให้อาคารนั้นมีความมั่นคงและปลอดภัยในการอยู่อาศัยจนจำเลยที่ 4 อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมได้ แต่จำเลยที่ 4 ก็มิได้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาความผิดดังกล่าวตลอดมาจนบัดนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมเช่นจำเลยที่ 4 อย่างยิ่ง กรณีมีเหตุผลให้เชื่อว่าที่จำเลยที่ 4 ไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 4 ได้รับความเสียหายดังกล่าวและรู้ตัวผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 4 แล้วว่าคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นเป็นเพราะจำเลยที่ 4 ได้เข้าควบคุมงานการก่อสร้างอาคารที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขออนุญาตก่อสร้างจากทางราชการ ซึ่งรวมทั้งอาคารทาวน์เฮาส์ที่โจทก์ทั้งสองซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 4 ได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือแม้จะฟังข้อเท็จจริงว่าลายมือชื่อวิศวกรและผู้ควบคุมงานเป็นลายมือชื่อจำเลยที่ 4 ปลอมดังที่จำเลยที่ 4 ฎีกา ก็มีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อจำเลยที่ 4 ในช่องวิศวกรและผู้ควบคุมงานในและจำเลยที่ 4 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของจำเลยที่ 4 ไปใช้ในการยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าวต่อสำนักงานเขตบางกะปิ โดยจำเลยที่ 4 ได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองจนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ดังนี้ ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ยังไม่ได้ดำเนินคดีแก่ผู้เกี่ยวข้องเป็นเพราะจำเลยที่ 4 ได้ปรึกษากับทนายความแล้วเห็นว่ายังมีเวลาและอายุความในการดำเนินคดีอาญาแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำเอกสารที่มีลายมือชื่อปลอมของจำเลยที่ 4 ไปใช้โดยทุจริตมีอายุความถึง 10 ปีในช่วงแรกจำเลยที่ 4 ยังไม่ทราบว่าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องบ้างนั้น จึงไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้

ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 450,000 บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่นั้นเห็นว่าค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนอาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อและค่าสูญเสียตัวอาคารนั้นอันทำให้โจทก์ทั้งสองขาดประโยชน์จากการใช้สอยอาคารนั้นเองหรือนำออกขายให้แก่ผู้อื่น แม้โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบว่าโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินจำนวนเท่าใด แต่ข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมารับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายในส่วนนี้เนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บ้านแบบทาวน์เฮาส์ที่โจทก์ทั้งสองซื้อเป็นบ้านหลังริมสุดมีเนื้อที่กว้างกว่าบ้านหลังอื่น บ้านที่โจทก์ทั้งสองซื้อมีขนาดใหญ่เท่าบ้านจำนวน 2 หลัง และมีราคาสูงกว่าบ้านหลังอื่น ดังนี้ การรื้อถอนบ้านที่โจทก์ทั้งสองซื้อซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าบ้านจำนวน 2 หลัง จึงต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการรื้อถอนบ้านทาวน์เฮาส์ 1 หลัง ซึ่งมีขนาดปกติทั่วไป และค่าสูญเสียตัวอาคารนั้นให้แก่โจทก์ทั้งสองเพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดจำนวน 100,000 บาท เป็นจำนวน 450,000 บาทและเมื่อรวมกับค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างผู้มีความรู้ความชำนาญมาตรวจสอบอาคารหลังที่โจทก์ทั้งสองซื้อซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดให้จำนวน 8,000 บาท โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งแล้วเป็นจำนวน 458,000 บาทนั้นเห็นว่าเป็นจำนวนค่าเสียหายที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุกิจ ใคร่พิทยา กับพวก
จำเลย — บริษัทพงศ์พรเฮ้าส์ซิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ — นางเสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4803/2553
#501931
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับผู้ร้อง เมื่อบุคคลทั้งสองจดทะเบียนหย่ากันสินสมรสต้องแบ่งให้แก่จำเลยที่ 1 กับผู้ร้องคนละส่วนเท่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533 จำเลยที่ 1 และผู้ร้องจดทะเบียนหย่ากันโดยจำเลยที่ 1 ทำบันทึกยกสินสมรสส่วนของตนให้แก่ผู้ร้องแต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นิติกรรมให้จึงไม่สมบูรณ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 จำเลยที่ 1 กับผู้ร้องยังคงเป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่าๆ กัน

นับแต่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินสินสมรสเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2517 แก่ ส. ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 กับผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนหย่ากัน ก็ได้มีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนจำนองแก่นิติบุคคลอื่นอีกหลายรายต่อเนื่องกันมาโดยตลอดจนถึงโจทก์ซึ่งจดทะเบียนรับจำนองครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 เป็นระยะเวลายาวนานถึง 19 ปีเศษ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ใช้สิทธิโต้แย้งการทำนิติกรรมจำนองของจำเลยที่ 1 จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าผู้ร้องได้รับรู้และไม่คัดค้าน เมื่อผู้ร้องมิได้นำสืบให้รับฟังได้ว่าโจทก์จดทะเบียนรับจำนองโดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่จำนองแต่ผู้เดียว ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่าโจทก์รับจำนองโดยสุจริต นิติกรรมจำนองทรัพย์สินดังกล่าวจึงมีผลบริบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนองได้ทั้งหมดเพราะสิทธิจำนองครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 716 และเป็นทรัพยสิทธิใช้ยันแก่ผู้ร้องและบุคคลทั่วไป อีกทั้งถือได้ว่าการยื่นคำร้องขอกันส่วนของผู้ร้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันเงินสินสมรสส่วนของตนจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนของผู้ร้องออกจากการขายทอดตลาด หากไม่อาจกันส่วนดังกล่าวได้ขอให้มีคำสั่งกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านตามคำร้องกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการบังคับคดีขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับผู้ร้อง ซึ่งเมื่อบุคคลทั้งสองจดทะเบียนหย่ากันสินสมรสต้องแบ่งให้แก่จำเลยที่ 1 กับผู้ร้องคนละส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 แม้จำเลยที่ 1 และผู้ร้องจดทะเบียนหย่ากัน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2530 โดยจำเลยที่ 1 ทำบันทึกยกสินสมรสส่วนของตนให้แก่ผู้ร้อง แต่เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นิติกรรมให้จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 จำเลยที่ 1 กับผู้ร้องยังคงเป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่า ๆ กัน

อย่างไรก็ตามนับแต่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2517 แก่นายสุวิชซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 กับผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนหย่ากัน ก็ได้มีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนจำนองแก่นิติบุคคลอีกหลายรายต่อเนื่องกันมาโดยตลอดจนถึงโจทก์ซึ่งรับจดทะเบียนจำนองครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 เป็นระยะเวลายาวนานถึง 19 ปีเศษ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ใช้สิทธิโต้แย้งการทำนิติกรรมจำนองของจำเลยที่ 1 จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าผู้ร้องได้รับรู้และไม่คัดค้าน เมื่อผู้ร้องมิได้นำสืบให้รับฟังว่าโจทก์จดทะเบียนรับจำนองโดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่จำนองแต่ผู้เดียว ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยสุจริต นิติกรรมจำนองทรัพย์สินดังกล่าวจึงมีผลบริบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนองได้ทั้งหมด เพราะสิทธิจำนองครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 716 และเป็นทรัพยสิทธิใช้ยันแก่ผู้ร้องและบุคคลทั่วไป อีกทั้งถือได้ว่าการยื่นคำร้องคดีนี้ของผู้ร้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 525 ม. 716 ม. 1533
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางประนอม เผ่าชูศักดิ์หรือทอนสูงเนิน
จำเลย — นายโอภาส เผ่าชูศักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายไพรัช โปร่งแสง
ศาลอุทธรณ์ — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4797/2553
#500138
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ทั้งได้รับการปลดจากล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 ซึ่งมีผลให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาก่อนวันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นหนี้ที่โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีดังกล่าว ทั้งเป็นหนี้ที่ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 (1) และ (2) โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีล้มละลายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543 และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2544 จำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 นับถัดจากวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ซึ่งมีผลให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2540 ก่อนวันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นหนี้ที่โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีที่ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ทั้งเป็นหนี้ที่ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 (1) และ (2) โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้ออื่นย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 77 (1) ม. 77 (2) ม. 81/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแอมแพค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิพัฒน์ พรพิริยะกุลชัย
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
สมศักดิ์ จันทรา
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4797/2553
#510198
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ เป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนมีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์หรือพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าได้ความจริงจึงจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือจำเลยนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ศาลต้องพิพากษายกฟ้องดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 แม้ในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางไม่มีผู้ใดยกปัญหาอำนาจฟ้องของโจทก์ขึ้นมาต่อสู้ จำเลยที่ 2 ก็มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้

ก่อนถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ทั้งได้รับการปลดจากล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 ซึ่งมีผลให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาก่อนวันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นหนี้ที่โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีดังกล่าว ทั้งเป็นหนี้ที่ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 (1) และ (2) โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์หรือพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายจึงจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือจำเลยนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ศาลต้องพิพากษายกฟ้องดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 แม้ในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางไม่มีผู้ใดยกปัญหาอำนาจฟ้องของโจทก์ขึ้นมาต่อสู้ จำเลยที่ 2 ก็มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ ซึ่งจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 มิถุนายน 2552 มีข้อเท็จจริงตอนหนึ่งว่าศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543 ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ ล.102/2543 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีประกาศลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ว่า ตามที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2544 นั้น บัดนี้ ครบกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ศาลพิพากษาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 นับถัดจากวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายตรงกับสำเนาคำสั่งและสำเนาคำพิพากษาที่ศาลแพ่งส่งมาให้ศาลฎีกาพิจารณา ประกอบกับโจทก์แก้อุทธรณ์ในประเด็นอื่น ไม่ได้โต้แย้งเรื่องคำสั่งและคำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ก่อนถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543 และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2544 จำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 นับถัดจากวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ซึ่งมีผลให้จำลเยที่ 2 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่วันที่ 26 สิงหาคม 2540 ก่อนวันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นหนี้ที่โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีที่ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ทั้งเป็นหนี้ที่ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 (1) และ (2) โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ล้มละลาย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 77 (1) ม. 77 (2) ม. 81/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแอมแพค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
สมศักดิ์ จันทรา
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4789/2553
#506630
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 ซึ่งบัญญัติบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่นๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 ยื่นเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดและมีคำสั่งยกคำร้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งซึ่งตามอุทธรณ์ดังกล่าวแม้จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ก็ตามแต่หากศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ก็ทำได้เพียงแต่พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ในชั้นนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 21,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์แทน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ หากจำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดี จำเลยที่ 1 มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ และหากจำเลยที่ 1 มีโอกาสนำพยานหลักฐานเข้าสืบ จำเลยที่ 1 มีทางชนะคดีโจทก์ได้ ทั้งการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 นั้นไม่ชอบ ขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1 โดยมารดาจำเลยที่ 1 รับไว้แทนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับคำบังคับ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องนี้พ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ซึ่งบัญญัติบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้น ใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่นๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 ยื่นเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนด และมีคำสั่งยกคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ซึ่งตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แม้จะขอให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ก็ตาม แต่หากศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ก็ทำได้เพียงแต่พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ในชั้นนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญนาค แก้วทอง
จำเลย — นางรัตนา ทวีนุช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4785/2553
#501986
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นว่า ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 อันเป็นวันนัดโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินส่วนที่เหลือ จำเลยทั้งสองอยู่ในสภาพพร้อมที่จะโอนทาวน์เฮาส์และที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และได้ไปที่สำนักงานที่ดินจริง ทาวน์เฮาส์และที่ดินพิพาทจึงยังติดจำนองอยู่กับธนาคาร จำเลยทั้งสองไม่มีความพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ หากโจทก์สามารถนำเงินส่วนที่เหลืออยู่มาชำระได้ในวันดังกล่าว อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งในสัญญาต่างตอบแทนที่จะมีสิทธิเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ตามสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้แสดงความพร้อมในส่วนของตนย่อมไม่อาจอ้างเอาแต่เพียงวันที่กำหนดในสัญญามาเป็นประโยชน์แก่ตนได้

เมื่อเลยกำหนดวันนัดโอนแล้ว จำเลยทั้งสองยังคงให้โจทก์ชำระเงินค่างวดแก่ธนาคารแทนต่อมาอีกถึง 3 งวด แสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ยึดถือเอาวันนัดโอนในสัญญาดังกล่าวเป็นสาระสำคัญ ดังนั้น หลังจากโจทก์ชำระเงินค่างวดแทนจำเลยทั้งสองครั้งสุดท้ายในวันที่ 5 ตุลาคม 2546 หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะเลิกสัญญา จำเลยทั้งสองจะต้องกำหนดเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือและไปรับโอนกรรมสิทธิ์ หากโจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนด จำเลยทั้งสองจึงจะสามารถบอกเลิกสัญญาโดยถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 อันจะเป็นเหตุให้มีสิทธิริบเงินมัดจำของโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาได้ เมื่อโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองได้นำทาวน์เฮาส์และที่ดินพิพาทไปขายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมมีหน้าที่ต้องคืนเงินมัดจำและเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนจำเลยทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 239,711.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 172,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 24,161 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,800 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 239,711.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 172,800 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 อันเป็นวันนัดโอนและชำระเงินส่วนที่เหลือกัน จำเลยทั้งสองอยู่ในสภาพพร้อมที่จะโอนทาวน์เฮาส์และที่ดินพิพาทแก่โจทก์และได้ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี และ ณ วันดังกล่าวทาวน์เฮาส์และที่ดินพิพาทซึ่งยังติดจำนองอยู่กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลยทั้งสองได้ทำให้มีความพร้อมอย่างไรเพื่อที่จะโอนให้แก่โจทก์ได้หากโจทก์สามารถนำเงินส่วนที่เหลืออยู่มาชำระได้ในวันดังกล่าว อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งในสัญญาต่างตอบแทนที่จะมีสิทธิเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ตามสัญญาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ถ้าจำเลยทั้งสองมิได้แสดงความพร้อมในส่วนของตนย่อมไม่อาจอ้างเอาแต่เพียงวันที่กำหนดในสัญญามาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ ซึ่งเมื่อเลยกำหนดวันนัดโอนแล้ว จำเลยทั้งสองยังคงให้โจทก์ชำระเงินค่างวดแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แทนต่อมาอีกถึง 3 งวด แสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ยึดถือเอาวันนัดโอนในสัญญาดังกล่าวเป็นสาระสำคัญ ดังนั้นหลังจากโจทก์ชำระเงินค่างวดแทนจำเลยทั้งสองครั้งสุดท้ายแล้วในวันที่ 5 ตุลาคม 2546 หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะเลิกสัญญา จำเลยทั้งสองจะต้องกำหนดเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือและไปรับการโอน หากโจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนด จำเลยทั้งสองจึงจะสามารถบอกเลิกสัญญาโดยถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 อันจะเป็นเหตุให้มีสิทธิริบเงินมัดจำของโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาได้ เมื่อโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองได้นำทาวน์เฮาส์และที่ดินพิพาทไปขายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมมีหน้าที่ต้องคืนเงินมัดจำและเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนจำเลยทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววราภรณ์ จุฑาวรรธนะ
จำเลย — นางรัตนสุดา สุทธาภาศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4771/2553
#501972
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกามีคำสั่งอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยว่า ในปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าเช็คตามฟ้องผู้เสียหายคิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายกำหนดรวมอยู่ด้วย กับฎีกาที่ขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาชอบแล้ว ดังนี้ ประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ว่าเช็คตามฟ้องผู้เสียหายคิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วยและขอให้รอการลงโทษ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 คงมีประเด็นแห่งคดีที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่าเช็คตามฟ้องออกเพื่อชำระหนี้หรือออกเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงหมายความว่าศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวที่ไม่วินิจฉัยในประเด็นว่าเช็คตามฟ้องเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้หรือออกเพื่อประกันการชำระหนี้ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นแห่งคดีดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบ มาตรา 208 (2) เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีดังกล่าวตามที่ศาลฎีกาย้อนสำนวนว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แล้วพิพากษายืน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 322/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) จำคุก 2 เดือน คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 (ที่ถูก มาตรา 218 วรรคหนึ่ง) จึงไม่รับฎีกาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ในปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าเช็คตามฟ้อง โจทก์ (ที่ถูก ผู้เสียหาย) คิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายกำหนดรวมอยู่ด้วย กับที่ฎีกาขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวนั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เช็คตามฟ้องเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้หรือออกเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงหมายความว่าศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวที่ไม่วินิจฉัยในประเด็นที่ว่าเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้หรือออกเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ พิจารณาพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นแห่งคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 208 (2) เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีดังกล่าวตามที่ศาลฎีกาย้อนสำนวนว่าจำเลยออกเช็ค เพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ แล้วพิพากษายืน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสรวงฤทัย สุทธาโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายวิสุทธิ์ จินดาดำรงเวช
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4751/2553
#506541
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายที่ไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย ต้องเป็นการซื้อขายเพื่อบริโภคของลูกหนี้เองโดยไม่เกี่ยวข้องกับกิจการหรือธุรกิจหลักของลูกหนี้ เมื่อจำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้โจทก์ในประเทศไทย กิจการของจำเลยคือการซื้อและรับมอบสินค้ามาขายต่อให้แก่ลูกค้าการที่จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อขายต่อ ย่อมเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายลูกหนี้นั้นเองอันเข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกค่าสินค้าจากจำเลยจึงไม่ได้มีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5)

ราคาสินค้าพิพาทกำหนดเป็นเงินปอนด์สเตอร์ลิง โจทก์จึงฟ้องขอให้ชำระหนี้เป็นเงินปอนด์สเตอร์ลิงได้ แต่จำเลยมีสิทธิจะส่งใช้หนี้ดังกล่าวเป็นเงินไทยก็ได้ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมเดือนกันยายน 2546 จำเลยซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์ไปจากโจทก์ 4 ครั้ง โจทก์ได้ส่งสินค้าให้จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 89,269.94 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 75,658.42 ปอนด์สเตอร์ลิง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่นิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศเนเธอร์แลนด์ ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตฟ้องคดีนี้เพื่อกลั่นแกล้งจำเลยให้ได้รับความเสียหาย ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ คดีขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่โจทก์ส่งสินค้าครั้งสุดท้ายให้แก่จำเลย และโจทก์ส่งสินค้ามาให้จำเลยเพื่อส่งต่อลูกค้าอีกต่อหนึ่งซึ่งถือเป็นการกระทำแทนโจทก์ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายรายการสินค้าตามฟ้องเป็นหนี้เงินที่ได้แสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศสกุลยูโร แต่โจทก์ฟ้องเรียกเป็นเงินปอนด์สเตอร์ลิง และหากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยย่อมมีสิทธิชำระเป็นเงินไทยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์แต่ผู้เดียวมากว่า 20 ปี จนสินค้าของโจทก์เป็นที่รู้จักดี โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกการเป็นตัวแทนของจำเลยโดยไม่สุจริตเพื่อฉวยโอกาสรับผลประโยชน์ที่สูงขึ้นจากตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ ทั้งเป็นการบอกเลิกกระชั้นชิดจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จึงขอเรียกค่าสร้างชื่อเสียงให้แก่โจทก์กับรายได้ที่จำเลยจะได้รับจากการเป็นตัวแทนอีกอย่างน้อย 5 ปี ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยเป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 37,829.21 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,379.21 ปอนด์สเตอร์ลิง นับตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,280 ปอนด์สเตอร์ลิงนับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 12,030 ปอนด์สเตอร์ลิง นับตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไปและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 14,140 ปอนด์สเตอร์ลิง นับตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยจะชำระเงินเป็นเงินสกุลบาทให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่มีการใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราอ้างอิงในวันดังกล่าวให้ถือเอาอัตราในวันสุดท้ายที่มีอัตราอ้างอิงนั้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อมามีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) หรือเข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของมาตราดังกล่าวซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) จำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้โจทก์ในประเทศไทยถือว่าเป็นสัญญาตอบแทนซึ่งกันและกันยิ่งกว่าการซื้อขายธรรมดา จึงเป็นการกระทำแทนโจทก์จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) เพราะจำเลยมิได้กระทำเพื่อกิจการของลูกหนี้ฝ่ายเดียว เห็นว่า การซื้อขายที่ไม่เข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) ต้องเป็นการซื้อขายเพื่อบริโภคเองของลูกหนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการหรือธุรกิจหลักของลูกหนี้ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่ากิจการของจำเลยคือซื้อและรับมอบสินค้าจากโจทก์มาขายต่อแก่ลูกค้าในประเทศไทย การซื้อสินค้ามาขายต่อเช่นนี้ย่อมเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้คือจำเลยนั้นเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมมีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ มิใช่สองปี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น...

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์จะกำหนดให้จำเลยชำระราคาสินค้าตามฟ้องเป็นเงินปอนด์สเตอร์ลิงได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีใบแจ้งหนี้ราคาสินค้าพิพาทเอกสารหมาย จ.4 มาแสดงว่าหนี้ราคาสินค้าพิพาทเป็นเงินปอนด์สเตอร์ลิง จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังว่าการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้องตกลงชำระหนี้กันด้วยเงินปอนด์สเตอร์ลิง โจทก์จึงฟ้องขอให้ชำระหนี้เป็นเงินปอนด์สเตอร์ลิงได้ แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 196 จำเลยมีสิทธิจะส่งใช้หนี้เงินดังกล่าวเป็นเงินไทยก็ได้ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในประเด็นนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 75,658.42 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 12,758.42 ปอนด์สเตอร์ลิง นับตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2546 ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,560 ปอนด์สเตอร์ลิง นับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2546 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 24,060 ปอนด์สเตอร์ลิง นับตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2546 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 28,280 ปอนด์สเตอร์ลิง นับตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องทั้งหมดต้องไม่เกิน 13,611.52 ปอนด์สเตอร์ลิง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1) ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอร์ โปรดักส์ เคมิคอลส์ ยุโรป บี.วี
จำเลย — บริษัทนครไทยเคมี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4747/2553
#510281
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 73 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดต้องระวางโทษตาม พ.ร.บ. นี้ เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปี กระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.นี้อีก ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" แม้จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ภายในระยะเวลาที่ศาลรอการกำหนดโทษจำเลยในคดีก่อน การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ก็ไม่ใช่การกระทำความผิดเมื่อพ้นโทษในคดีก่อนแล้ว จึงไม่อาจจะวางโทษจำเลยในคดีนี้เป็นสองเท่าได้

นอกจากนี้เมื่อมี พ.ร.บ.ภาพยนต์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นได้ชัดเจนว่า แผ่นวิดีโอซีดีเพลง (คาราโอเกะ) และแผ่นซีดีรอมเพลง (เอ็มพี 3) รวมทั้งสิ้น 113 แผ่น ตามฟ้องเข้าลักษณะของวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องตามนิยามของคำว่าภาพยนต์ หรือเข้าลักษณะของวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่น หรือคาราโอเกะที่มีภาพประกอบตามนิยามคำว่าวีดิทัศน์ แม้ในส่วนที่บรรยายฟ้องเกี่ยวกับแผ่นวิดีโอซีดีเพลง (คาราโอเกะ) จำนวน 16 แผ่นนั้น อาจจะเข้านิยามของวีดิทัศน์ในส่วนที่เกี่ยวกับ "คาราโอเกะ" แต่ตามกฎหมายใหม่ก็บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็น "คาราโอเกะที่มีภาพประกอบ" เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดเจนว่า เป็นคาราโอเกะที่มีภาพประกอบหรือไม่ กรณีจึงไม่อาจสันนิษฐานไปเองว่าเป็นคาราโอเกะที่มีภาพประกอบดังนิยามคำว่าวีดิทัศน์ตามกฎหมายใหม่ ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามคำบรรยายฟ้องในส่วนที่อ้างว่าประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายแผ่นวิดีโอซีดีเพลง (คาราโอเกะ) และแผ่นซีดีรอมเพลง (เอ็มพี 3) ซึ่งบันทึกภาพและเสียงงานดนตรีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 113 แผ่น อันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่อาจเป็นการประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายใหม่ได้ เมื่อตามกฎหมายใหม่มาตรา 3 (4) ให้ยกเลิกกฎหมายเก่า การกระทำของจำเลยซึ่งเดิมเป็นความผิดตามกฎหมายเก่าจึงถูกยกเลิกความผิดไปทั้งยังไม่เป็นความผิดตามกฎหมายใหม่อีกด้วย จึงต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 70, 73, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 และสั่งให้แผ่นวิดีโอซีดีเพลง (คาราโอเกะ) และแผ่นซีดีรอมเพลง (เอ็มพี 3) ของกลางจำนวน 53 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ระวางโทษจำเลยเป็นสองเท่ากำหนดโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4901/2549 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แล้วบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.5314/2550 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้ระวางโทษในคดีนี้เป็นสองเท่า ขอให้นับโทษต่อและขอให้กำหนดโทษแล้วบวกโทษ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบมาตรา 73 ด้วย) และพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 วัน รวมโทษทุกกระทงความผิด เป็นจำคุก 6 เดือน 2 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน 1 วัน ให้แผ่นวิดีโอซีดีเพลง (คาราโอเกะ) และแผ่นซีดีรอมเพลง (เอ็มพี 3) ของกลางจำนวน 53 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.5314/2550 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6098/2550 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "เห็นว่า สำหรับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้หลายครั้ง โดยศาลให้โอกาสจำเลยกลับตัวแต่จำเลยไม่เข็ดหลาบข้ออ้างความจำเป็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อครอบครัวไม่เป็นเหตุอันควรที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ และโทษจำคุกที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงแก่จำเลยเป็นโทษขั้นต่ำตามกฎหมายแล้ว ไม่อาจลงโทษสถานที่เบากว่านี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ออกใช้บังคับ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัตินี้บัญญัติให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 จำนวน 1 คดี และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 จำนวน 2 คดี ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1731/2548, อ.4178/2549 และ อ.4179/2549 ตามลำดับ ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าทั้งสามคดี โดยให้ลงโทษปรับ 40,000 บาท และ 31,000 บาท ตามลำดับแล้วจำเลยมากระทำความผิดในคดีนี้เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2550 อันเป็นวันที่พ้นโทษปรับในคดีอาญาทั้งสามคดีดังกล่าวของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว จำเลยจึงเป็นผู้ต้องโทษและได้พ้นโทษในคดีอาญาทั้งสามคดีดังกล่าวไปแล้วก่อนที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ จึงไม่อาจนำผลคดีทั้งสามเรื่องดังกล่าวมาเป็นเหตุระวางโทษจำเลยเป็นสองเท่าในคดีนี้ได้ และที่จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่วันที่ 30 ธันวาคม 2548 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.5557/2548 ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 26,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ซึ่งจะครบกำหนดเวลารอการลงโทษในคดีดังกล่าววันที่ 30 ธันวาคม 2549 จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2550 อันเป็นวันที่พ้นกำหนดเวลารอการลงโทษในคดีดังกล่าวและพ้นโทษปรับในคดีเดียวกันนี้แล้วก่อนที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับจึงไม่อาจนำผลคดีดังกล่าวมาเป็นเหตุระวางโทษจำเลยเป็นสองเท่าในคดีนี้ได้เช่นกัน ส่วนที่จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2549 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4901/2549 ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี แล้วจำเลยมากระทำความผิดในคดีนี้ภายในระยะเวลารอการกำหนดโทษในคดีดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยยังไม่ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาจึงไม่ใช่ผู้ต้องโทษตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 จำเลยย่อมไม่ได้รับประโยชน์ในการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวสำหรับความผิดที่ได้กระทำไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4901/2549 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 73 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปี กระทำความผิดต่อพระราชบัญญํตินี้อีกต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แม้จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ภายในระยะเวลาที่ศาลรอการกำหนดโทษจำเลยในคดีดังกล่าว การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ก็ไม่ใช่การกระทำความผิดเมื่อพ้นโทษในคดีก่อนแล้วจึงไม่อาจระวางโทษจำเลยในคดีนี้เป็นสองเท่าได้ นอกจากนี้สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดด้วยการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนและจำหน่ายแผ่นวิดีโอซีดีเพลง (คาราโอเกะ) และแผ่นซีดีรอมเพลง (เอ็มพี 3) ซึ่งบันทึกภาพและเสียงงานดนตรีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 113 แผ่น อันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 (4) บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ทั้งฉบับไปแล้วและมาตรา 4 ได้ให้นิยามคำว่า "ภาพยนตร์" ไว้ว่าหมายถึง วัสดุที่มีการบันทึกภาพหรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องและนิยามคำว่า "วีดิทัศน์" ไว้ว่าหมายถึง วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่นคาราโอเกะที่มีภาพประกอบหรือลักษณะอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ส่วนมาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนเว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นได้ชัดเจนว่า แผ่นวิดีโอซีดีเพลง (คาราโอเกะ) และแผ่นซีดีรอมเพลง (เอ็มพี 3) รวมทั้งสิ้น 113 แผ่น ตามฟ้องเข้าลักษณะของวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องตามนิยามของคำว่า ภาพยนตร์ หรือเข้าลักษณะของวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่น หรือคาราโอเกะที่มีภาพประกอบตามนิยามของคำว่า วีดิทัศน์ แม้ในส่วนที่บรรยายฟ้องเกี่ยวกับแผ่นวิดีโอซีดีเพลง (คาราโอเกะ) จำนวน 16 แผ่นนั้น อาจจะเข้านิยามของวีดิทัศน์ในส่วนที่เกี่ยวกับ "คาราโอเกะ" แต่ตามกฎหมายใหม่ก็บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็น "คาราโอเกะที่มีภาพประกอบ" เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดเจนว่าเป็นคาราโอเกะที่มีภาพประกอบหรือไม่ กรณีจึงไม่อาจสันนิษฐานไปเองว่าเป็นคาราโอเกะที่มีภาพประกอบดังนิยามคำว่า วีดิทัศน์ตามกฎหมายใหม่ การกระทำของจำเลยตามคำบรรยายฟ้องในส่วนที่อ้างว่าประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายแผ่นวิดีโอซีดีเพลง (คาราโอเกะ) และแผ่นซีดีรอมเพลง (เอ็มพี 3) ซึ่งบันทึกภาพและเสียงงานดนตรีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 113 แผ่น อันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงไม่อาจเป็นการประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายใหม่ได้ เมื่อตามกฎหมายใหม่มาตรา 3 (4) ให้ยกเลิกกฎหมายเก่า การกระทำของจำเลยซึ่งเดิมเป็นความผิดตามกฎหมายเก่าจึงถูกยกเลิกความผิดไป ทั้งยังไม่เป็นความผิดตามกฎหมายใหม่อีกด้วย จึงต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าไม่ต้องระวางโทษจำเลยเป็นสองเท่า ให้จำคุก 3 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 3 (4)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิษณุ แสงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2553
#501571
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาที่ศาลเพียงแต่ลงโทษปรับและจำเลยได้ชำระค่าปรับแล้วคดีถึงที่สุด ถือว่า จำเลยเป็นผู้ต้องโทษและได้พ้นโทษไปแล้ว

คดีอาญาที่ศาลลงโทษจำคุกและปรับแต่โทษจำคุกให้รอการลงอาญากับอีกคดีที่ศาลรอการกำหนดโทษ กรณีของจำเลยดังกล่าวจึงมิใช่ผู้ต้องโทษตามความหมายของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 70, 73, 75, 76 และสั่งให้แผ่นซีดีรอม (เอ็มพี 3) ของกลาง จำนวน 47 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ระวางโทษจำเลยเป็นสองเท่า กำหนดโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4901/2549 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้วบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.5315/2550 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้ระวางโทษในคดีนี้เป็นสองเท่าขอให้นับโทษต่อ และขอให้กำหนดโทษแล้วบวกโทษ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง จำเลยกระทำความผิดซ้ำเมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปี ให้ระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 73 (ที่ถูกจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 73) จำคุก 6 เดือน กำหนดโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4901/2549 จำคุก 3 เดือน รวมเป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน จำเลยกระทำความผิดหลายครั้งไม่เข็ดหลาบ ไม่สมควรรอการลงโทษ ให้แผ่นซีดีรอม (เอ็มพี 3) ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้อง จำเลย 47 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าจำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้หลายครั้ง โดยศาลให้โอกาสจำเลยกลับตัวแต่จำเลยไม่เข็ดหลาบ ข้ออ้างความจำเป็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อครอบครัวไม่เป็นเหตุอันควรที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษและโทษจำคุกที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงแก่จำเลยเป็นโทษขั้นต่ำตามกฎหมายแล้ว ไม่อาจลงโทษสถานที่เบากว่านี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นการที่จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและปรับ แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี และการที่จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี นั้น จำเลยยังไม่ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา กรณีของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช่ผู้ต้องโทษตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 จำเลยย่อมไม่ได้รับประโยชน์ในการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติดังกล่าว สำหรับความผิดที่ได้กระทำไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.5557/2548 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4901/2549 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากนี้ เมื่อความปรากฏว่าศาลว่า จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.5557/2548 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและในคดีนี้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศย่อมมีอำนาจนำโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ของจำเลยซึ่งรอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก แม้โจทก์ไม่มีคำขอให้นำโทษในคดีดังกล่าวบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ และในคดีนี้ศาลได้นำความผิดที่จำเลยกระทำไว้ในคดีดังกล่าวมาเป็นเหตุระวางโทษจำเลยเป็นสองเท่าตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ด้วยก็ตาม เพราะเป็นคนละกรณีกัน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.5557/2548 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 5 เดือน 30 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิษณุ แสงจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4745/2553
#501602
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำผิดคดีนี้ภายในเวลาที่รอการลงโทษจำคุกในคดีก่อน และยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี นับแต่พ้นโทษ ถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา จึงไม่ใช่ผู้ต้องโทษตามความหมายมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ย่อมไม่ได้รับผลประโยชน์ในการล้างมลทิน จึงนำโทษจำคุกที่รอไว้มาบวกโทษจำคุกคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 73, 75, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91, 92, 287 ให้แผ่นดีวีดีและวีซีดีภาพยนตร์ แผ่นดีวีดีและวีซีดีเพลงกับแผ่นซีดีรอมเพลงประเภทเอ็มพี 3 ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 14,151 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์สั่งจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบเอ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ลามก จำนวน 4 แผ่น ปกวีซีดีภาพยนตร์จำนวน 5,000 แผ่น ปกวีซีดีลามก จำนวน 29 แผ่น เพิ่มโทษกับบวกโทษจำเลยที่ 1 และระวางโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นสองเท่าตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์ขอให้ระวางโทษเป็นสองเท่าและบวกโทษ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (1) การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ลงโทษปรับจำเลยทั้งสี่คนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 3 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้แผ่นดีวีดีและซีดี (ที่ถูก ดีวีดี วีซีดี และซีดีรอม) ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 14,151 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ศาลได้ลงโทษจำเลยที่ 1 จากระวางโทษที่เพิ่มเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้แล้วตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 73 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้วจึงไม่เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ให้ยกคำขอนี้ริบวีซีดีลามก ปกวีซีดีลามกและแผ่นปกวีซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 5,000 แผ่นของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ และเป็นการกระทำความผิดภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ในคดีก่อนและยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษในคดีดังกล่าวกรณีของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ต้องโทษตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าในคดีนี้ภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ในคดีก่อนศาลจึงนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ซึ่งรอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง และมาตรา 73 กับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (1) ประกอบมาตรา 83 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (1) ประกอบมาตรา 83 ให้บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6375/2549 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำคุก 9 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นของจำเลยที่ 1 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 73 ความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้จำคุกคนละ 3 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน เมื่อรวมกันโทษฐานอื่นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 1,000 บาท ส่วนโทษสำหรับจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิสาขะ สุนทรหงส์หรือสุนทรหงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกุลธร วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4742/2553
#509059
เปิดฉบับเต็ม

ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากธนาคาร ท. เจ้าหนี้เดิมหากมาฟ้องร้องลูกหนี้ในประเด็นที่เจ้าหนี้เดิมได้ฟ้องร้องและศาลได้วินิจฉัยถึงที่สุดไปแล้วโดยเหตุอย่างเดียวกัน ย่อมเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบกับ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ได้

คดีก่อนธนาคาร ท. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายศาลล้มละลายกลางเห็นว่าแม้จำเลยทั้งสองจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่จำเลยทั้งสองมีรายได้ประจำรวมกันเกินเดือนละ 100,000 บาท ย่อมสามารถชำระหนี้ได้ อีกทั้งหากเจ้าหนี้เดิมยินยอมลดหนี้จำนวนหนึ่งน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองจะสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้น สมควรให้จำเลยทั้งสองไปเจรจาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เดิม กรณีจึงมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย คดีถึงที่สุด แต่คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากธนาคาร ท. ฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายโดยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า ระยะเวลาผ่านพ้นไป 4 ปีเศษแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แก่โจทก์ ทั้งไม่ชำระหนี้ใดๆ ให้แก่โจทก์เลย เช่นนี้ หากเป็นจริงดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ก็ถือว่าเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลายนั้นอาจจะเปลี่ยนไปในสาระสำคัญ ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนอันจะเป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม ในคดีศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 8362/2541 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,194,954.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.50 ต่อปี จากต้นเงิน 4,286,153.20 บาท โดยจำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เดิมเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกเดือนมกราคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา 18 เดือน หลังจากศาลมีคำพากษาตามยอมแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้เดิมนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 160879 แขวงสะพานสูง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วน คำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 10,410,006.38 บาท จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

ศาลล้มละลายกลางตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้โอนสิทธิเคยฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลมาแล้วครั้งหนึ่งและศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีอีกเพราะเป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกฟ้องและไม่คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในคดีแพ่งหมายเลขคดีแดงที่ 8362/2541 หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วน และหลังจากนั้นได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 688/2547 โดยเห็นว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่จำเลยทั้งสองมีรายได้รวมกันเกินว่าเดือนละ 100,000 บาท ย่อมสามารถผ่อนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เดิมได้ อีกทั้งหากเจ้าหนี้เดิมยินยอมลดหนี้ให้จำนวนหนึ่ง เชื่อว่าจำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระหนี้ได้ทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้น หนี้ไม่ได้เกิดจากความประพฤติเสียหายทางการเงินของจำเลยทั้งสอง แต่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้จำเลยทั้งสองขาดการผ่อนชำระจนถูกฟ้องบังคับจำนอง เมื่อคำนึงถึงการที่เจ้าหนี้เดิมได้รับบรรเทาความเสียหายโดยการขายทรัพย์แล้วบางส่วน สมควรให้จำเลยทั้งสองได้เจรจาเพื่อชำระหนี้อย่างอิสระปราศจากเครื่องมือบีบบังคับทั้งปวงก็จะย่อมเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้เดิมและจำเลยทั้งสองยิ่งกว่าการพิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย เพราะหากจำเลยทั้งสองล้มละลายย่อมจะต้องออกจากงานขาดรายได้ไม่สามารถชำระหนี้ให้เจ้าหนี้เดิมได้ ทั้งจะเป็นปัญหาทางสังคมและครอบครัวของจำเลยทั้งสองต่อไป คดีไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้ค้างชำระผู้อื่น น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองสามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เดิมได้ จึงมีเหตุอื่นไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 688/2547 หรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 บัญญัติว่า คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้โจทก์จะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมมีต่อจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์ต้องรับมาซึ่งบรรดาสิทธิและหน้าที่ที่เจ้าหนี้เดิมมีต่อจำเลยทั้งสอง ซึ่งหากโจทก์มาฟ้องร้องจำเลยทั้งสองในประเด็นที่เจ้าหนี้เดิมได้ฟ้องร้องและศาลได้วินิจฉัยไปแล้วโดยเหตุอย่างเดียวกัน ก็ย่อมเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ได้ ปรากฏว่าในคดีหมายเลขแดงที่ 688/2547 ซึ่งธนาคารไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่จำเลยทั้งสองมีรายได้ประจำรวมกันเกินเดือนละ 100,000 บาท ย่อมสามารถชำระหนี้ได้ อีกทั้งหากเจ้าหนี้เดิมยินยอมลดหนี้จำนวนหนึ่งก็น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองจะสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้น สมควรให้จำเลยทั้งสองไปเจรจาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เดิม ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้เดิมและจำเลยทั้งสองยิ่งกว่าการพิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย กรณีจึงมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย แต่คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า ระยะเวลาผ่านพ้นไป 4 ปีเศษแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แก่โจทก์ ทั้งไม่ชำระหนี้ใดๆ ให้แก่โจทก์เลย เช่นนี้ เห็นได้ว่า หากเป็นจริงดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ก็ถือว่าเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลายนั้นอาจจะเปลี่ยนไปในสาระสำคัญ ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนอันจะเป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ไปเสียทีเดียว โดยที่มิได้พิจารณาฟังพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสองก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลล้มละลายกลางรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด
จำเลย — นางอัจฉรา หมอดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
รัตน กองแก้ว
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4730/2553
#506539
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) ซึ่งถือเอาผลของการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 กันยายน 2549 เป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ และจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยหุ้น) ซึ่งถือเอาเลขท้าย 2 ตัว ระหว่างจุดทศนิยมของดัชนีหุ้นเวลาเปิดและปิดตลาดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย งวดประจำวันที่ 1 กันยายน 2549 เป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ เมื่อข้อหาความผิด ตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษา โดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริง ย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง ซึ่งการที่จำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) โดยถือผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ และจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยหุ้น) ซึ่งถือเอาเลขท้าย 2 ตัว ระหว่างจุดทศนิยมของดัชนีหุ้นเวลาเปิดและปิดตลาดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบเป็นการกระทำความผิดซึ่งอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้แม้จำเลยจะเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) และการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยหุ้น) ในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยตามที่ปรากฏในคำฟ้องจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งจะต้องลงโทษจำเลยเพียงแต่กระทงเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก มาตรา 12 (1)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท มีโทษเท่ากัน ลงโทษฐานเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ จำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้ามือสลากกินรวบหวยหุ้นอีกฐานหนึ่ง จำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน สำหรับความผิดฐานหลังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษแล้ว ไม่กำหนดค่าปรับ ยกคำขอเรื่องจ่ายสินบนนำจับในความผิดฐานหลัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) ซึ่งถือเอาผลของการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 กันยายน 2549 เป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ และจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยหุ้น) ซึ่งถือเอาเลขท้าย 2 ตัว ระหว่างจุดทศนิยมของดัชนีหุ้นเวลาเปิดและปิดตลาดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย งวดประจำวันที่ 1 กันยายน 2549 เป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบเมื่อข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องซึ่งการที่จำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) โดยถือผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ และจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยหุ้น) ซึ่งถือเอาเลขท้าย 2 ตัว ระหว่างจุดทศนิยมของดัชนีหุ้นเวลาเปิดและปิดตลาดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ เป็นการกระทำความผิดซึ่งอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้แม้จำเลยจะเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) และการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยหุ้น) ในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยตามที่ปรากฏในคำฟ้องจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งจะต้องลงโทษจำเลยแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ (หวยหุ้น) ให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนันสลากกินรวบ (หวยหุ้น) เพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน แต่เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยแผ่นโพยสลากกินรวบ (หวยหุ้น) 10 แผ่น โดยโพยสลากกินรวบของกลางไม่ปรากฏจำนวนเงินที่แน่ชัด ตามพฤติการณ์ไม่อาจแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นเจ้ามือการพนันรายใหญ่ หลังจากถูกจับกุมจำเลยก็ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด อันแสดงว่ายังรู้สำนึกในความผิดแห่งตนเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่อง ดูแลซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่า ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้ามือสลากกินรวบหวยหุ้น ปรับ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษปรับ 2,500 บาท แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายอิทธิพล พรหมโคตร
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4723/2553
#501919
เปิดฉบับเต็ม

ส. เป็นบุตรของ ว. และ ฉ. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ โดย ส. เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดของโจทก์อยู่ด้วย ทั้งยังมีหน้าที่ขับรถยนต์คันหนึ่งและเป็นผู้ประสานงานตามสัญญาว่าจ้างเหมารถรับส่งพนักงานระหว่างโจทก์กับจำเลยตลอดมา ส่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับ ส. ว่า โจทก์เชิด ส. ออกแสดงเป็นตัวแทน โจทก์จึงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่า ส. เป็นตัวแทนของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 ประกอบมาตรา 1042 ซึ่งบัญญัติว่า ความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการกับผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน ดังนั้น การที่ ส. ลงลายมือชื่อในหนังสือแจ้งเลิกสัญญากับจำเลยย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ

แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเพราะโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่ได้ความว่าตัวแทนเชิดของโจทก์เป็นผู้บอกเลิกสัญญา ก็ไม่ถือเป็นเรื่องนอกประเด็นหรือนอกคำให้การ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 591,318 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 574,560 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 228,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย ตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า นายสมควร เป็นบุตรของเรือตรีวิจิตร และนางฉลวย หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ โดยนายสมควรเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดอยู่ด้วย อีกทั้งนายสมควรยังมีหน้าที่ขับรถยนต์คันหนึ่งและเป็นผู้ประสานงานตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยตลอดมา ส่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับนายสมควรว่า โจทก์เชิดนายสมควรออกแสดงเป็นตัวแทนของตน โจทก์จะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่านายสมควรเป็นตัวแทนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ประกอบมาตรา 1042 ซึ่งบัญญัติว่า ความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการ กับผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน ดังนั้น การที่นายสมควรลงลายมือชื่อในหนังสือแจ้งเลิกสัญญารายนี้ต่อจำเลยย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ แม้จำเลยจะให้การว่าโจทก์บอกเลิกสัญญา แต่คดีได้ความว่า ตัวแทนเชิดของโจทก์เป็นผู้บอกเลิกสัญญาก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกประเด็นนอกคำให้การแต่อย่างใด เพราะเป็นการนำสืบให้ทราบถึงความจริงว่าเป็นอย่างไร กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาข้างต้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ดังฟ้อง และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 228,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ซึ่งไม่เต็มตามฟ้องแต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ การที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้อง จึงไม่ชอบและทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ 228,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 จนถึงวันฟ้อง กรณีต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินมาแก่โจทก์

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ให้คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 1042
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฉ.สุวรรณวาณิชย์
จำเลย — บริษัทชาร์พ แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวอัจฉราพร สมบูรณ์พงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมชาย พันธุมะโอภาส
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4723/2553
#509431
เปิดฉบับเต็ม

ส. เป็นบุตรของ ว. และ ฉ. หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ ส. เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดอยู่ด้วย ทั้ง ส. ยังมีหน้าที่ขับรถยนต์คันหนึ่งและเป็นผู้ประสานงานตามสัญญาจ้างเหมารถรับส่งพนักงานของจำเลยระหว่างโจทก์กับจำเลยตลอดมา ส่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับ ส. ว่า โจทก์เชิด ส. ออกแสดงเป็นตัวแทน โจทก์จึงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่า ส. เป็นตัวแทนของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 ประกอบมาตรา 1042 ดังนั้น การที่ ส. ลงลายมือชื่อในหนังสือแจ้งเลิกสัญญาต่อจำเลย ย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ แม้จำเลยจะให้การว่าโจทก์บอกเลิกสัญญา แต่คดีได้ความว่า ตัวแทนเชิดของโจทก์เป็นผู้บอกเลิกสัญญาก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกประเด็นนอกคำให้การ เพราะเป็นการนำสืบให้ทราบถึงความจริงว่าเป็นอย่างไร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 จำเลยทำสัญญาจ้างเหมารถรับส่งพนักงานกับโจทก์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ในอัตราค่าจ้างวันละ 21,280 บาท โดยไม่รวมค่าล่วงเวลา หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องการบอกเลิกสัญญา จะต้องแจ้งล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม 2542 จำเลยบอกเลิกสัญญา โดยให้โจทก์ให้บริการรับส่งพนักงานของจำเลยได้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 แต่เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 จำเลยมีคำสั่งห้ามมิให้โจทก์รับส่งพนักงานของจำเลยอีกต่อไป และให้บริษัทอื่นนำรถมารับส่งพนักงานแทนโจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้โจทก์ขาดรายได้ตามสัญญา 27 วัน รวมเป็นเงิน 574,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,758 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 591,318 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 574,560 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้ผิดสัญญา จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์โดยให้สัญญาสิ้นสุดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 และเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 โจทก์บอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดดังกล่าว จำเลยยินยอมเลิกสัญญาด้วย โดยให้สัญญาสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 228,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นนิติบุคคล โดยโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ่นส่วนจำกัด มีนางฉลวยและเรือตรีวิจิตร ซึ่งเป็นบิดามารดาของนายสมควรเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยนายสมควรเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วยตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจ้างเหมารถรับส่งพนักงานของจำเลยมีกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามเอกสารหมาย จ.3 ในระหว่างเวลาของสัญญา โจทก์นำรถสภาพไม่ดีมาใช้ทำให้รถเสียระหว่างทาง และไม่นำรถเข้ามารับพนักงานของจำเลยและมารับล่าช้าอยู่เสมอ จำเลยได้แจ้งเรื่องดังกล่าวผ่านทางนายสมควรซึ่งทำหน้าที่ขับรถยนต์คันหนึ่งและเป็นผู้ประสานงานระหว่างโจทก์กับจำเลยตลอดมา ต่อมาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 นายสมควร ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือขอยกเลิกสัญญารายนี้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 ตามเอกสารหมาย ล.20 คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลย เป็นฝ่ายผิดสัญญาข้างต้นหรือไม่ เห็นว่า นายสมควร เป็นบุตรของเรือตรีวิจิตรและนางฉลวยหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ โดยนายสมควรเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดอยู่ด้วย อีกทั้งนายสมควรยังมีหน้าที่ขับรถยนต์คันหนึ่งและเป็นผู้ประสานงานตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยตลอดมาตามเอกสารหมาย ล.13 ถึง ล.18 ส่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับนายสมควรว่า โจทก์เชิดนายสมควรออกแสดงเป็นตัวแทนของตน โจทก์จะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่านายสมควรเป็นตัวแทนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ประกอบมาตรา 1042 ซึ่งบัญญัติว่า ความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการ กับผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน ดังนั้น การที่นายสมควรลงลายมือชื่อในหนังสือแจ้งเลิกสัญญารายนี้ต่อจำเลยตามเอกสารหมาย ล.20 ย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ แม้จำเลยจะให้การว่าโจทก์บอกเลิกสัญญา แต่คดีได้ความว่า ตัวแทนเชิดของโจทก์เป็นผู้บอกเลิกสัญญาก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกประเด็นนอกคำให้การแต่อย่างใด เพราะเป็นการนำสืบให้ทราบถึงความจริงว่าเป็นอย่างไร กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาข้างต้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ดังฟ้อง และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ดี คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 228,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ซึ่งไม่เต็มตามฟ้องแต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ การที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้อง จึงไม่ชอบและทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ 228,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 จนถึงวันฟ้อง กรณีต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินมาแก่โจทก์"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ให้คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฉ.สุวรรณวาณิชย์
จำเลย — บริษัทชาร์พ แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4706/2553
#508707
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้น หากผู้นำเข้าไม่อุทธรณ์ก็ต้องถือว่าผู้นำเข้าพอใจการประเมิน การประเมินนั้นย่อมเป็นอันยุติ ผู้นำเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำเข้าได้รับหนังสือแจ้งการประเมินโดยชอบแล้วมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการประเมินผิดประเภทพิกัดเป็นผลให้รับฟังได้ว่า สินค้าพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมิน

ฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าอากรไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยมีเจตนาที่หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเงินอากรที่ขาดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเงินอากรที่ขาดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำเข้าโดยมิได้มีการหลีกเลี่ยงพยายามหลีกเลี่ยงอากร เมื่อการชำระอากรขาดเกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าไม่ถูกต้องมิใช่เกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าถูกต้องแต่โจทก์คำนวณจำนวนเงินอากรผิด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้า ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่นำของเข้าตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายศุลกากร จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 และนางนันทวัน เป็นหุ้นส่วนเมื่อระหว่างปี 2541 ถึงปี 2544 จำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้า "ดอกเก๊กฮวยตากแห้ง" จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ และได้นำสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรโดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 10 ฉบับ สำแดงประเภทพิกัด 1211.902 อัตราอากร 4.20 บาทต่อ 1 กิโลกรัม ต่อมาสำนักงานตรวจสอบอากรของโจทก์ตรวจพบว่าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ ดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 อัตราอากรร้อยละ 40 ของราคา ซี.ไอ.เอฟ เป็นเหตุให้อากรขาเข้าและอากรพิเศษที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระขาดจำนวนไปรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,655,190 บาท โจทก์ได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่ต้องชำระเพิ่มเติมให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านหรืออุทธรณ์การประเมิน หนี้ภาษีตามการประเมินจึงเป็นอันยุติ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีอากรจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 และนางนันทวัน เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวน นางนันทวันถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2546 โดยมีจำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 เป็นทายาทของนางนันทวัน จำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 จึงมีหน้าที่ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามกฎหมายด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,654,190 บาท

จำเลยทั้งสิบห้าให้การว่า สินค้าที่จำเลยที่ 1 นำเข้าตามฟ้องคือ "ยาพรรณไม้เก๊กฮวยมิใช่ผง" ซึ่งจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.902 เนื่องจากเป็นพรรณไม้ที่ใช้เป็นยารักษาหรือใช้ป้องกันโรค โดยจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดและชำระอากรขาเข้าในประเภทพิกัดนี้ตลอดมาซึ่งโจทก์ก็ยอมรับโดยไม่เคยทักท้วงหรือโต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง ทั้งฝ่ายวิเคราะห์สินค้าของโจทก์ยังได้ทำการวิเคราะห์สินค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จนเป็นที่พอใจว่าเป็นยาพรรณไม้และส่วนของพรรณไม้ตามประเภทพิกัดที่ 1211.902 โดยถูกต้อง จึงได้ปล่อยสินค้าให้จำเลยที่ 1 รับไป สินค้าพิพาทมิได้จัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 อันเป็นรายการอื่นๆ นอกจากพรรรณไม้หรือส่วนของพรรณไม้ การประเมินอากรขาเข้าของโจทก์จึงไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์เรียกร้องเงินอากรโดยคิดคำนวณเงินอากรขาด จึงมีอายุความ 2 ปี ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 นำสินค้าเข้าสำเร็จ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ นอกจากนี้จำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 มิได้รับทรัพย์มรดกใดๆ จากเจ้ามรดก จึงไม่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในจำนวนเงินตามที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 และนางนันทวัน เป็นหุ้นส่วน นางนันทวันถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2546 โดยมีจำเลยที่ 10 เป็นทายาทและผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 11 เป็นมารดา จำเลยที่ 12 เป็นสามี และจำเลยที่ 13 ถึงที่ 15 เป็นบุตรของนางนันทวัน เมื่อระหว่างปี 2541 ถึงปี 2544 จำเลยที่ 1 นำสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 10 ฉบับ สำแดงว่าสินค้าที่นำเข้าคือยาพรรณไม้เก๊กฮวยมิใช่ผล (CHINESE RAW MEDICINES) ประเภทพิกัด 1211.902 อัตราอากรขาเข้า 4.20 บาทต่อ 1 กิโลกรัม ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 45, 52, 58, 67, 75, 83, 91, 107 และ 116 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยที่ 1 รับไปแล้ว ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่า สินค้าที่จำเลยที่ 1 นำเข้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 ในฐานะเป็นพรรณไม้และส่วนอื่นๆ ของพรรณไม้ ซึ่งต้องชำระอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 40 ของราคาสินค้า เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ ขาดไปเป็นเงินอากรขาเข้า 122,627 บาท 144,772 บาท 121,619 บาท 102,665 บาท 159,801 บาท 211,130 บาท 250,694 บาท 107,426 บาท 176,873 บาท และ 160,742 บาท ตามลำดับ กับต้องชำระอากรพิเศษสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฉบับที่ 5 ถึงฉบับที่ 9 เป็นเงิน 15,980 บาท 23,738 บาท 27,694 บาท 10,742 บาท และ 17,687 บาท ตามลำดับรวมเป็นเงินอากรขาเข้าและอากรพิเศษที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเพิ่ม 1,654,190 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงมีหนังสือแจ้งการประเมินไปยังจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 44, 51, 57, 66, 74, 82, 90, 98,106 และ 114 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ฉบับที่ 4 และที่ 5 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ฉบับที่ 6 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 ฉบับที่ 7 ถึงที่ 9 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 และฉบับที่ 10 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 64, 65, 73, 81, 97, 105 และ 113 แต่จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และมิได้ชำระค่าอากรตามการประเมิน

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า สินค้าพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.902 ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมิน เห็นว่า ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้น หากผู้นำเข้าไม่อุทธรณ์ก็ต้องถือว่าผู้นำเข้าพอใจการประเมินการประเมินนั้นย่อมเป็นอันยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำของเข้าได้รับหนังสือแจ้งการประเมินโดยชอบแล้วมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการประเมินผิดประเภทพิกัดเป็นผลให้รับฟังได้ว่า สินค้าพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมิน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรขาตามฟ้องแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 และนางนันทวัน เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามมาตรา 1025 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 และนางนันทวันจึงไม่อาจปฏิเสธว่าหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ซึ่งยุติตามการประเมินแล้วเป็นหนี้ที่ไม่ถูกต้อง แต่เมื่อนางนันทวันถึงแก่ความตายแล้วโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นทายาทและผู้จัดการมรดก และจำเลยที่ 11 ถึงที่ 15 เป็นทายาทของนางนันทวัน จำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1737 แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 ต้องรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกที่แต่ละคนได้รับไปเท่านั้น

ปัญหาวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้ามีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสิบห้าแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรที่ต้องเสียให้แก่โจทก์ กรณีมิใช่เป็นการชำระอากรขาด เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรอันทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ ภายในอายุความ 10 ปี แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินอากรโดยคิดคำนวณเงินอากรขาดจึงมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เห็นว่า มาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ นั้นให้มีอายุความ 10 ปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดให้มีอายุความ 2 ปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" ในข้อนี้นอกจากจำเลยทั้งสิบห้าจะให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรที่จะต้องเสียให้แก่โจทก์แล้ว ตามฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าอากรไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรแต่อย่างใด กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเงินอากรที่ขาดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำของเข้าโดยมิได้มีการหลีกเลี่ยงพยายามหลีกเลี่ยงอากร เมื่อการชำระอากรขาดเกินจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าไม่ถูกต้อง มิใช่เกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าถูกต้องแต่โจทก์คำนวณจำนวนเงินอากรผิด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่นำของเข้าตามบทบัญญัติดังกล่าวจำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้าพิพาทในคดีนี้ระหว่างปี 2541 ถึงปี 2544 เมื่อนับถึงวันที่ 17 มีนาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นนี้ว่า โจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 1,654,190 บาท แก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 ให้รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่แต่ละคนได้รับ กับให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ม. 112 ฉ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล เอ็งจิ้นแซเชียง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4694/2553
#509324
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จ. ซึ่งเป็นปู่ของโจทก์เช่าที่ดินแปลงที่ปลูกห้องแถวพิพาทมาจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ในการปลูกห้องแถวนำออกให้เช่า จ. ได้ปลูกห้องแถวพิพาทแล้ว ต่อมา จ. ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงได้เข้าเป็นคู่สัญญาเช่าที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แทน และโจทก์มอบอำนาจให้ ส. มารดาของโจทก์ทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทกับจำเลยแทนโจทก์ จำเลยให้การว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องแถวพิพาทโดยซื้อมาจาก ค. แต่ยอมรับว่าทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทตามสัญญาเช่าที่โจทก์ระบุมาให้คำฟ้องจริง เนื่องจากที่ดินที่ปลูกห้องแถวเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยให้การปฏิเสธคำฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องแถวพิพาทหรือไม่

จำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทกับโจทก์และสัญญาเช่าไม่มีกำหนดระยะเวลาเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยกำหนดระยะเวลาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปโดยชอบแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องแถวพิพาท

จำเลยให้การและนำสืบพยานบุคคลว่าเหตุที่ต้องทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทกับโจทก์เนื่องมาจากไม่สามารถทำสัญญญาโอนสิทธิการเช่าได้ เพราะที่ดินเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามมิให้รับฟังตามป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายเอี้ยะ (ที่ถูกนายเจี๊ยะ)ปู่ของโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินแปลงเลขที่ 178/1 ตามบัญชีของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระบือ ตอนริมถอน นครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อประโยชน์ในการปลูกสร้างห้องแถวไม้ชั้นเดียว ต่อมานายเจี๊ยะปลูกสร้างห้องแถวไม้ชั้นเดียวหลายห้องรวมทั้งห้องแถวไม้เลขที่ 273/32 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ภายหลังนายเจี๊ยะถึงแก่ความตาย โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับสิทธิให้เป็นผู้เช่าที่ดินดังกล่าวจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวกับมีสิทธินำห้องแถวเลขที่ 273/32 ที่พิพาทออกให้บุคคลภายนอกเช่าเพื่อหาประโยชน์ได้ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2525 โจทก์มอบอำนาจให้นางสมพรทำสัญญาเช่าห้องแถวเลขที่ 273/32 กับจำเลยแทนโจทก์ ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าห้องแถวพิพาทอีกต่อไป จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่า ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากสถานที่เช่า จำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้วแต่ยังคงเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำห้องแถวเลขที่ดังกล่าวออกให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อหาประโยชน์ได้ ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องแถวเลขที่ 273/32 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร และส่งมอบห้องแถวพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องแถวพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องแถวพิพาทโดยซื้อมาจากนายเต่งอู๋ (ที่ถูกเค่งอู๋) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2525 ในราคา 30,000 บาท ห้องแถวดังกล่าวปลูกบนที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีนางสมพรเป็นผู้เช่าที่ดินกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเป็นผู้ทำสัญญาเช่ากับจำเลยอันเป็นสัญญาเช่าต่างตอบแทนพิเศษให้จำเลยเช่าอยู่ได้ตลอดไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา นางสมพรได้โอนสิทธิทางทะเบียนให้จำเลยเป็นเจ้าบ้านหรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพื่อยึดถือไว้เป็นหลักฐาน จำเลยครอบครองห้องแถวพิพาทในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ก่อนที่โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ทั้งโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องแถวพิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะมอบอำนาจให้นางสมพรเป็นผู้ทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าห้องแถวกับจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาทำการดัดแปลงต่อเติมห้องเช่า และสัญญาเช่าครบกำหนดเป็นเวลานานแล้วเนื่องจากห้องแถวพิพาทสร้างมานานประมาณ 40 ถึง 50 ปี มีสภาพทรุดโทรมจำเลยจึงต้องซ่อมแซมเพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้โดยเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 150,000 บาท ในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสินธิ์ในห้องแถวพิพาท สัญญาเช่าห้องแถวเป็นสัญญาเช่าต่างตอบแทนพิเศษดังนั้นจำเลยสามารถอยู่ได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องเช่าเลขที่ 273/32 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร และส่งมอบห้องแถวพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์อัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องแถวพิพาทมิใช่โจทก์ โจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย เป็นการต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า นายเอี้ยะ (ที่ถูกนายเจี้ยะ) ปู่ของโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินแปลงที่ปลูกห้องแถวพิพาทมาจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ในการปลูกห้องแถวไม้ชั้นเดียวนำออกให้เช่า นายเจี้ยะเป็นผู้ปลูกห้องแถวพิพาท ต่อมานายเจี๊ยะถึงแก่ความตาย โจทก์ได้เข้าเป็นคู่สัญญาเช่าที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แทน วันที่ 8 ตุลาคม 2525 โจทก์มอบอำนาจให้นางสมพรมารดาของโจทก์ทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทกับจำเลยแทนโจทก์ จำเลยให้การอ้างว่าจำเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องแถวพิพาทโดยซื้อมาจากนายเค่งอู๋แต่ยอมรับว่าทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทตามสัญญาเช่าที่โจทก์ระบุมาในคำฟ้องจริงเนื่องจากที่ดินที่ปลูกห้องแถวเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สำหรับการเช่าห้องแถวพิพาทซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นประมวลกฎมหายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บัญญัติว่า ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ เมื่อจำเลยรับว่าทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทจริงแต่ประสงค์จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างว่าห้องแถวพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยมิใช่ของโจทก์ โจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน กรณีจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องแถวพิพาทหรือไม่ ในประเด็นข้อนี้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยในตอนต้นอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องแถวพิพาท แต่ต่อมารับว่าจำเลยเช่าห้องแถวมาจากนางสมพร จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งและขัดแย้งกันไม่ก่อให้เกิดประเด็นว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องแถวพิพาทหรือไม่ ศาลฎีกา เห็นว่า คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยให้การปฏิเสธคำฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องแถวพิพาทหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ที่นำสืบว่า เดิมนายเจี๊ยะปู่ของโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และเป็นผู้ปลูกสร้างห้องแถวไม้ชั้นเดียวเพื่อนำออกให้บุคคลภายนอกเช่ารวมถึงห้องแถวพิพาท ปี 2502 นายเจี๊ยะถึงแก่ความตายโดยทำพินัยกรรมยกห้องแถวพิพาทให้นายเซี้ยงบิดาของโจทก์ เมื่อนายเซี้ยงถึงแก่ความตาย โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในห้องแถวพิพาทเป็นผู้ดูแลกิจการห้องเช่าและเข้าเป็นคู่สัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แทนนายเจี๊ยะ ต่อมาโจทก์มอบอำนาจให้นางสมพรมารดาของโจทก์ทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทกับจำเลยแทนโจทก์ ตามหนังสือสัญญาเช่าบ้านและหนังสือมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 ซึ่งจำเลยรับว่าทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทกับนางสมพรจริง จึงต้องฟังว่าเป็นการทำสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยและสัญญาเช่าไม่มีกำหนดระยะเวลา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยกำหนดระยะเวลาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องแถวพิพาทโดยชอบแล้ว จำเลยเพิกเฉยโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องแถวพิพาทได้โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องแถวพิพาท ส่วนที่จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้ว่าเหตุที่ต้องทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทเอกสารหมาย จ.14 ก็เนื่องมาจากไม่สามารถทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าได้ เพราะที่ดินเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงต้องทำสัญญาเช่าห้องแถวแทนนั้นเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) สำหรับข้อที่อ้างว่า จำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวพิพาทอำพรางสัญญาเช่าช่วงที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงต้องบังคับตามสัญญาเช่าช่วง และสัญญาเช่าช่วงไม่ได้ทำเป็นหนังสือไม่มีลายมือชื่อจำเลยเป็นผู้เช่าโจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยไม่ได้นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 เดิม ม. 142 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพยุงศักดิ์ เหล่าบริรักษ์สุข
จำเลย — นายอิสสระ ดอนประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4687/2553
#506538
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงจ้างเหมาแก้ไขต่อเติมบ้านที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาจ้างทำของ แม้ไม่ทำเป็นเอกสารก็สมบูรณ์หาจำต้องทำเป็นหนังสือไม่ เมื่อโจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ด้วยวาจาที่จังหวัดนครสวรรค์ สัญญาย่อมเกิดขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ทั้งตามฟ้องก็ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 118,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดชำระวันที่ 21 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 7 วัน คิดเป็นเงิน 170 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 118,560 บาท

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 95,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 95,000 บาท นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2546 จนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในศาลอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 19072 ตำบลวัดไทร อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ในราคา 1,100,000 บาท โจทก์เริ่มก่อสร้างเดือนมกราคม 2546 และจำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ต่อเติมบ้านชั้นล่างและชั้นบนตกลงราคาที่ต่อเติมเป็นเงิน 175,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าก่อสร้างให้โจทก์ครบแล้วเป็นเงิน 1,100,000 บาท โจทก์ได้ทำการแก้ไขต่อเติมบ้านเป็นบางส่วน ต่อมาเดือนมิถุนายน 2546 โจทก์หยุดดำเนินการก่อสร้าง หลังจากนั้นโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยทั้งสอง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดธัญบุรีชอบหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์เริ่มลงมือก่อสร้างบ้านให้จำเลยทั้งสองในวันที่ 16 มกราคม 2546 ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน แล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2546 จำเลยทั้งสองชำระเงินให้โจทก์แล้วตามใบเสร็จรับเงิน ต่อมาจำเลยทั้งสองขอแก้ไขต่อเติมบ้านนอกจากสัญญาเดิมโดยอ้างว่าแคบเกินไปและขอขยายจากเดิมโดยการแก้ไขต่อเติมนี้จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์มาหาโจทก์ ซึ่งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีในส่วนที่แก้ไขตกลงราคากันเป็นเงิน 175,000 บาท ไม่มีการทำหลักฐานเป็นหนังสือส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้าน เริ่มก่อสร้างเมื่อสิ้นเดือนมกราคม 2546 ตกลงกันว่าจะสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนครึ่งไม่เกิน 4 เดือนขณะทำการก่อสร้างจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร นางสุปราณีพี่สาวจำเลยที่ 1 ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้วเป็นผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้าง ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โจทก์และนางสุปราณีพูดคุยกันเรื่องขอต่อเติมในส่วนของหลังบ้านในนามของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 กลับไปบ้านที่จังหวัดนครสวรรค์จึงทราบว่ามีการตกลงกันในส่วนที่ต่อเติมเป็นเงิน 175,000 บาท โดยไม่ได้ทำเอกสารกันไว้ ซึ่งการตกลงดังกล่าวทำขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ในส่วนที่มีการต่อเติมนั้น โจทก์ดำเนินการก่อสร้างประมาณ 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ โดยการก่อสร้างตามสัญญาเดิมและการแก้ไขต่อเติมนี้ได้มีการก่อสร้างพร้อมกันไปทีเดียว เห็นว่า ที่โจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 1 โทรศัพท์หาโจทก์และว่าจ้างโจทก์ให้ทำการต่อเติมบ้านนั้น ก็คงมีแต่ตัวโจทก์ปากเดียวเบิกความลอยๆ ซึ่งโจทก์ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ติดต่อว่าจ้างโจทก์จริง โดยโจทก์สามารถหาเอกสารมานำสืบประกอบ เช่น บันทึกหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อกัน วันเวลาที่โทรแต่โจทก์หาได้ทำเช่นนั้นไม่ และการตกลงต่อเติมบ้านต้องมีรายละเอียดของการต่อเติมแบบแปลนบ้านในส่วนที่ต่อเติม ราคาที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งวัสดุที่ใช้ในการต่อเติม ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันและต้องมาดูบ้านที่ก่อสร้างตามสัญญาเดิมด้วยว่าจะต่อเติมตรงไหน การพูดตกลงทางโทรศัพท์จึงไม่น่าจะทำได้ ประกอบกับเมื่อพิจารณารายละเอียดของการต่อเติมบ้านตามที่โจทก์นำสืบแล้ว เป็นการต่อเติมทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ต่อเติมทั้งด้านหน้าและด้านหลังของบ้าน มีการขยายเทอเรซหน้าบ้านด้านละ 1 เมตร ด้านกว้าง 4 เมตร ซึ่งเป็นการเพิ่มความยาวของคาน มีการเทคอนกรีตเป็นคานยาว 6 เมตร ลงเข็มยาว 1.50 เมตร จำนวน 4 ต้นต่อหลุม ขุดต่อม่อ 2 หลุม เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ต้น ด้านหลังบ้านก็ขยายเพิ่มอีก 5 เมตร ขุดตอม่อลงเข็มหกเหลี่ยมรวม 5 ต้น หล่อเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ต้น ก่ออิฐฉาบปูนเพิ่ม มีการแก้ไขทั้งด้านขวาและด้านซ้ายของตัวบ้าน บันไดทางขึ้นขยายเพิ่มอีก 1 เมตร 80 เซนติเมตร บันไดชั้นล่างมีการก่ออิฐฉาบปูนเพิ่มและมีการแก้ไขชั้นบนด้านระเบียงหน้าบ้านขยายออกทั้งสองด้านเพิ่มจากเดิม ในส่วนของห้องนอนเดิมไม่มี ต้องขยายคานด้านข้างออกไปรวม 5 เมตร เทพื้นคอนกรีต ก่ออิฐ เทเสาเพิ่มอีก เพิ่มห้องน้ำ ขยายด้านข้างบ้านอีก 2 เมตร และ 3 เมตร รวม 5 เมตร เพิ่มในส่วนหลังคา ต้องมีการมุงหลังคาเพิ่มออกไปจากเดิมซึ่งไม่มีหลังคา มีความยาว 12 เมตร ชั้นสองส่วนของบันไดทางขึ้นมีการแก้ไขเพิ่มเติมความยาวตลอดแนว (คานบันได) ซึ่งเดิมไม่มี ยาว 7 เมตร 40 เซนติเมตร มีการก่ออิฐ ฉาบปูนเพิ่ม เปลี่ยนบันไดไม้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กขยายชั้นสอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องการแก้ไขต่อเติมบ้านเพิ่มขึ้นมากหลายรายการ ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะปลูกสร้างบ้านเสร็จแล้วมาต่อเติมภายหลัง แต่น่าจะเป็นการต่อเติมระหว่างที่กำลังก่อสร้างบ้านตามสัญญาเดิมยังไม่แล้วเสร็จตามทางนำสืบของจำเลย และตามใบเสร็จรับเงินใบสุดท้ายเป็นใบเสร็จรายการเบิกงวดงานงวดที่ 8 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2546 แสดงว่า โจทก์ก่อสร้างบ้านยังไม่แล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม ซึ่งต่อมาเดือนมิถุนายน 2546 โจทก์ก็หยุดก่อสร้าง กรณีน่าเชื่อว่าการต่อเติมบ้านดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่โจทก์ก่อสร้างบ้านตามสัญญาเดิม อันเป็นการตกลงกันที่จังหวัดนครสวรรค์ หาใช่ว่าจำเลยที่ 1 โทรศัพท์ไปหาโจทก์ตามที่โจทก์อ้างไม่ เมื่อข้อตกลงจ้างเหมาแก้ไขต่อเติมบ้านที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาจ้างทำของ แม้ไม่ทำเป็นเอกสารก็สมบูรณ์หาจำต้องทำเป็นหนังสือไม่และโจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ด้วยวาจาที่จังหวัดนครสวรรค์ สัญญาย่อมเกิดขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ทั้งตามฟ้องก็ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องที่ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดธัญบุรี) เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองนอกจากนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวดล พงษ์ภุมมา
จำเลย — นายสิริชัย อยู่สนิท กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ