คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5401/2553
#501601
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่า หลักฐานการใช้เครื่องหมายการค้าไม่ใช่การใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าโดยโจทก์ แต่เป็นการใช้โดยบุคคลอื่น แต่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ระบุเพียงว่า ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ซึ่งในการพิจารณาความแพร่หลายนี้ กฎหมายไม่ได้ระบุถึงบุคคลที่ใช้เครื่องหมายดังกล่าว ทั้งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ก็ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ เมื่อสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้สาธารณชนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น จึงรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 171/2549 ที่สั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 466687 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามขั้นตอนการจดทะเบียนต่อไป

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 171/2549 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 466687 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาในชั้นนี้มีว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ตามมาตรา 7 วรรคสามหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์โต้แย้งว่าหลักฐานการใช้เครื่องหมายการค้าที่โจทก์นำสืบมานั้นไม่ใช่การใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าโดยโจทก์แต่เป็นการใช้โดยบุคคลอื่น กรณีจึงไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ระบุเพียงว่า ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้วก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ในการพิจารณาความแพร่หลายดังกล่าวกฎหมายไม่ได้ระบุถึงบุคคลที่ใช้เครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด ทั้งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ก็ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลที่ใช้เครื่องหมายการค้าตามที่จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ด้วย เมื่อโจทก์มีใบกำกับสินค้า ใบกำกับภาษี บัญชีรายงานภาษีการขาย และนิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์มานำสืบให้รับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณามาตั้งแต่ปี 2543 โดยมีนายสมชายและนายอภินันท์ พยานโจทก์ซึ่งประกอบกิจการค้าขายอุปกรณ์ล็อกเบรกและคลัชรถยนต์เบิกความยืนยันว่า พยานทั้งสองรู้จักเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และลูกค้าที่มาขอซื้อจะเรียกสินค้าของโจทก์ว่า ล็อกเทค อันแสดงว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวมีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้สาธารณชนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น ส่วนจำเลยทั้งเก้าไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวัฒน์ เพชราภิรัชต์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5401/2553
#510119
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ระบุเพียงว่า ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่ายเผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว ก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณามาตั้งแต่ปี 2543 แสดงว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้สาธารณชนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LOCKTECH" ในรูปรถยนต์ประดิษฐ์ โดยได้รับโอนเครื่องหมายการค้าและสิทธิในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจากนายธีรชัย ซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 6 รายการสินค้า ที่ล๊อกกันขโมยทำด้วยโลหะ เมื่อประกาศโฆษณาคำขอ นายวิสิฐ ยื่นคำคัดค้าน นายธีรชัยยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยกคำคัดค้าน นายวิสิฐอุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้นายธีระชัยชี้แจงในประเด็นที่เครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่มีลักษณบ่งเฉพาะ และต่อมาได้มีคำวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงไม่อาจรับจดทะเบียนได้ โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะวินิจฉัยเกินอำนาจตามกฎหมาย เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะไม่ได้เล็งถึงลักษณหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงโจทก์ได้จำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าจนเป็นที่แพร่หลายทั่วไป ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 171/2549 ที่สั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 466687 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามขั้นตอนการจดทะเบียนต่อไป

จำเลยทั้งเก้าให้การว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายแล้ว อักษรโรมันคำว่า "LOCKTECH" เป็นคำที่มีความหมายตามพจนานุกรมว่า เทคโนโลยีเกี่ยวกับการล๊อกเครื่องมือที่ใช้ปิด เมื่อใช้กับสินค้าที่ขอจดทะเบียนนับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง รูปรถยนต์ก็เป็นรูปที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโดยตรงเช่นกัน เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงไม่มีลักษณบ่งเฉพาะตามกฎหมายผู้ที่ใช้และจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ใช่นายธีรชัย ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียน จึงรับฟังไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการที่ 171/2549 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 466687 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LOCKTECH" ในรูปรถยนต์ประดิษฐ์ โดยได้รับโอนเครื่องหมายการค้าและสิทธิในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจากนายธีรชัย ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเลขที่ 466687 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 6 รายการสินค้า ที่ล๊อกกันขโมยทำด้วยโลหะ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มีการประกาศโฆษณาคำขอแล้ว แต่นายวิสิฐ ยื่นคำคัดค้านปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 นายธีรชัยยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยกคำคัดค้าน ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 นายวิสิฐอุทธรณ์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.6 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะและไม่รับจดทะเบียน ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.9

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้ามีว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ คดีรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งคู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้จึงมีเพียงว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ตามมาตรา 7 วรรคสามหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์โต้แย้งว่า หลักฐานการใช้เครื่องหมายการค้าที่โจทก์นำสืบมานั้น ไม่ใช่การใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าโดยโจทก์ แต่เป็นการใช้โดยบุคคลอื่น กรณีจึงไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 สำหรับปัญหานี้ โจทก์มีตัวโจทก์ นายสมชาย และนายอภินันท์ มาเบิกความเป็นพยานประกอบเอกสารต่าง ๆ ในทำนองว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ ส่วนจำเลยทั้งเก้ามีนายกนก มาเบิกความคัดค้าน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสามระบุเพียงว่า ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่ายเผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว ก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ในการพิจารณาความแพร่หลายดังกล่าว กฎหมายไม่ได้ระบุถึงบุคคลที่ใช้เครื่องหมายการค้าแต่อย่างใดทั้งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ก็ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลที่ใช้เครื่องหมายการค้าตามที่จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ด้วย เมื่อโจทก์มีใบกำกับสินค้า ใบกำกับภาษี บัญชีรายงานภาษีการขาย และนิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์เอกสารหมาย จ.10 และ จ.13 มานำสืบให้รับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณามาตั้งปี 2543 โดยมีนายสมชายและนายอภินันท์ พยานโจทก์ซึ่งประกอบกิจการค้าขายอุปกรณ์ล๊อกเบรกและคลัชรถยนต์เบิกความยืนยันว่า พยานทั้งสองรู้จักเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และลูกค้าที่มาขอซื้อจะเรียกสินค้าของโจทก์ว่า ล๊อกเทค อันแสดงว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวมีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้สาธารณชนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น ส่วนจำเลยทั้งเก้าไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวัฒน์ เพชราภิรัชต์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5400/2553
#501572
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมัน คำว่า "DR PEPPER" ซึ่งอาจเรียกขานได้ว่า "ดี - อา - เปป - เปอร์" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 32 รายการสินค้าน้ำดื่ม น้ำอัดลมและน้ำหวาน เป็นต้น เมื่อตามพจนานุกรม "DOCTOR" มีคำแปลว่า "แพทย์ หมอ ดุษฎีบัณฑิต" มีตัวย่อคือ "Dr" โดยใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่กับตัวพิมพ์เล็ก ไม่ใช่ "DR" ตามที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทั้ง "DR" เป็นคำสามัญทั่วไป ไม่ใช่ชื่อเรียกสามัญของสินค้าจำพวกน้ำดื่ม น้ำอัดลมหรือน้ำหวานที่โจทก์ขอจดทะเบียน ความหมายของอักษรโรมันดังกล่าวจึงไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียน ดังนั้น อักษรโรมัน "DR" จึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่ไม่อาจจดทะเบียนได้และมีลักษณะบ่งเฉพาะ โดยโจทก์ไม่ต้องปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 531884 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/13610 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์แสดงเจตนาว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของโจทก์แต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน "DR" และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1264/2548 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 531884 ของโจทก์ต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "DR PEPPER" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 32 รายการสินค้า น้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำหวาน เป็นต้น แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์ปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอักษรโรมัน "DR" โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า อักษรโรมัน "DR" เป็นคำย่อของคำว่า "DOCTOR" มีคำแปลตามพจนานุกรมว่า "แพทย์ หมอ ดุษฎีบัณฑิต" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายใช้กันเป็นเรื่องปกติธรรมดา นับว่าเป็นคำสามัญทั่วไป ไม่มีลักษณะที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้แตกต่างจากสินค้าอื่นอย่างไร จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เห็นว่า คำย่อของคำว่า "DOCTOR" ตามที่ปรากฏในพจนานุกรมคือ "DR" โดยใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่กับตัวพิมพ์เล็ก ไม่ใช่ "DR" ตามที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงไม่ใช่คำย่อของคำว่า "DOCTOR" ตามหลักเกณฑ์ในพจนานุกรมตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงอาจเรียกขานได้ว่า "ดี - อา - เปป - เปอร์" นอกจากนั้น คำสามัญ (Generic word) ที่ไม่อาจรับจดทะเบียนได้นั้นหมายถึงคำที่เป็นชื่อเรียกสามัญของสินค้านั้น ๆ เช่น คำว่า "เก้าอี้" สำหรับสินค้าเก้าอี้ เป็นต้น และไม่มีบุคคลใดสามารถหวงกันคำสามัญเช่นนั้นไว้ใช้กับสินค้าดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวสำหรับอักษรโรมัน "DR" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์แม้จะพิจารณาว่าเป็นคำที่มาจากคำย่อของคำว่า "DOCTOR" ซึ่งเป็นคำทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรมแปลว่า "แพทย์หมอ ดุษฎีบัญฑิต" แต่คำดังกล่าวไม่ใช่ชื่อเรียกสามัญของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนทั้งความหมายของอักษรโรมันดังกล่าวไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกน้ำดื่ม น้ำอัดลม หรือน้ำหวาน ที่โจทก์ขอจดทะเบียนใช้เครื่องหมายการค้าโดยตรง เมื่อเป็นเช่นนี้อักษรโรมัน "DR" จึงไม่ใช่เครื่องหมายที่ไม่อาจจดทะเบียนได้ และมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยโจทก์ไม่ต้องปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดี พี เบพเวอร์เรเจส ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5400/2553
#506554
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้คำย่อของคำว่า "DOCTOR" ตามที่ปรากฏในพจนานุกรมคือ "DR" โดยใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่กับตัวพิมพ์เล็ก ไม่ใช่ "DR" ตามที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงไม่ใช่คำย่อของคำว่า "DOCTOR" ตามหลักเกณฑ์ในพจนานุกรมตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงอาจเรียกขานได้ว่า "ดี-อา-เปป-เปอร์" นอกจากนั้น คำสามัญ (Generic word) ที่ไม่อาจรับจดทะเบียนได้นั้นหมายถึง คำที่เป็นชื่อเรียกสามัญของสินค้านั้นๆ เช่น คำว่า "เก้าอี้" สำหรับสินค้าเก้าอี้ เป็นต้น และไม่มีบุคคลใดสามารถหวงกันคำสามัญเช่นนั้นไว้ใช้กับสินค้าดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว สำหรับอักษรโรมัน "DR" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แม้จะพิจารณาว่าเป็นคำที่มาจากคำย่อของคำว่า "DOCTOR" ซึ่งเป็นคำทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรมแปลว่า "แพทย์ หมอ ดุษฎีบัณฑิต" แต่คำดังกล่าวไม่ใช่ชื่อเรียกสามัญของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียน ทั้งความหมายของอักษรโรมันดังกล่าวไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวก น้ำดื่ม น้ำอัดลมหรือน้ำหวาน ที่โจทก์ขอจดทะเบียนใช้เครื่องหมายการค้าโดยตรง เมื่อเป็นเช่นนี้อักษรโรมัน "DR" จึงไม่ใช่เครื่องหมายที่ไม่อาจจดทะเบียนได้และมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยโจทก์ไม่ต้องปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 531884 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว

จำเลยให้การว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้กระทำไปโดยสุจริต ภายในขอบเขตของกฎหมายและถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/13610 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์แสดงเจตนาว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของโจทก์แต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน "DR" และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1264/2548 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 531884 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...คำย่อของคำว่า "DOCTOR" ตามที่ปรากฏในพจนานุกรมคือ "Dr" โดยใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่กับตัวพิมพ์เล็ก ไม่ใช่ "DR" ตามที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ใช่คำย่อของคำว่า "DOCTOR" ตามหลักเกณฑ์ในพจนานุกรมตามที่จำเลยกล่าวอ้างเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงอาจเรียกขานได้ว่า "ดี-อา-เปป-เปอร์" นอกจากนั้นคำสามัญ (Generic word) ที่ไม่อาจรับจดทะเบียนได้นั้นหมายถึงคำที่เป็นชื่อเรียกสามัญของสินค้านั้นๆ เช่น คำว่า "เก้าอี้" สำหรับสินค้าเก้าอี้ เป็นต้น และไม่มีบุคคลใดสามารถหวงกันคำสามัญเช่นนั้นไว้ใช้กับสินค้าดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว สำหรับอักษรโรมัน "DR" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์แม้จะพิจารณาว่าเป็นคำที่มาจากคำย่อของคำว่า "DOCTOR" ซึ่งเป็นคำทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรมแปลว่า "แพทย์ หมอ ดุษฎีบัณฑิต" แต่คำดังกล่าวไม่ใช่ชื่อเรียกสามัญของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนทั้งความหมายของอักษรโรมันดังกล่าวไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกน้ำดื่ม น้ำอัดลม หรือน้ำหวานที่โจทก์ขอจดทะเบียนใช้เครื่องหมายการค้าโดยตรงเมื่อเป็นเช่นนี้อักษรโรมัน "DR" จึงไม่ใช่เครื่องหมายที่ไม่อาจจดทะเบียนได้ และมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยโจทก์ไม่ต้องปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวแต่อย่างใดที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้วศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 16 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดี พี เบพเวอร์เรเจส ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5400/2553
#509412
เปิดฉบับเต็ม

คำย่อของคำว่า "DOCTOR" ตามที่ปรากฏในพจนานุกรมคือ "Dr" โดยใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่กับตัวพิมพ์เล็ก ไม่ใช่ "DR" ตามที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงไม่ใช่คำย่อของคำว่า "DOCTOR" เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงอาจเรียกขานได้ว่า "ดี-อา-เปป-เปอร์" นอกจากนั้นอักษรโรมัน "DR" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์แม้จะพิจารณาว่าเป็นคำที่มาจากคำย่อของคำว่า "DOCTOR" ซึ่งเป็นคำทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรมแปลว่า "แพทย์ หมอดุษฎีบัณฑิต" แต่ไม่ใช่ชื่อเรียกสามัญของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียน ทั้งความหมายของอักษรโรมันดังกล่าวไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวก น้ำดื่ม น้ำอัดลมหรือน้ำหวานที่โจทก์ขอจดทะเบียนใช้เครื่องหมายการค้าโดยตรง จึงไม่ใช่เครื่องหมายที่ไม่อาจจดทะเบียนได้ และมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยโจทก์ไม่ต้องปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐไอร์แลนด์ และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "DR PEPPER" โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 32 รายการสินค้า น้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำหวาน เป็นต้น แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์ปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอักษรโรมัน "DR" โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะและชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยไม่ต้องปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอักษรโรมัน "DR" ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 531884 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว

จำเลยให้การว่า อักษรโรมัน "DR" มีความหมายตามพจนานุกรมว่า "แพทย์ หมอ ดุษฎีบัณฑิต" จึงเป็นคำสามัญทั่วไป ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมาย หลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีการใช้จนเป็นที่แพร่หลายทั่วไป ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/13610 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์แสดงเจตนาว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของโจทก์แต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน "DR" และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1264/2548 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 531884 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "DR PEPPER" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 32 รายการสินค้า น้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำหวาน เป็นต้น ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์ปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียว ในอักษรโรมัน "DR" ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 โจทก์อุทธรณ์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปรากฏตามเอกสารหมาย จ.6

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า อักษรโรมัน "DR" เป็นคำของคำว่า "DOCTOR" มีคำแปลตามพจนานุกรมว่า "แพทย์ หมอ ดุษฎีบัณฑิต" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายใช้กันเป็นเรื่องปกติธรรมดา นับว่าเป็นคำสามัญทั่วไป ไม่มีลักษณะที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้แตกต่างจากสินค้าอื่นอย่างไร จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เห็นว่า คำย่อของคำว่า "DOCTOR" ตามที่ปรากฏในพจนานุกรม คือ "Dr" โดยใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่กับตัวพิมพ์เล็ก ไม่ใช่ "DR" ตามที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงไม่ใช่คำย่อของคำว่า "DOCTOR" ตามหลักเกณฑ์ในพจนานุกรมตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเรียกขานได้ว่า "ดี-อา-เปปเปอร์" นอกจากนั้น คำสามัญ (Generic word) ที่ไม่อาจรับจดทะเบียนได้นั้นหมายถึงคำที่เป็นชื่อเรียกสามัญของสินค้านั้นๆ เช่น คำว่า "เก้าอี้" สำหรับสินค้าเก้าอี้ เป็นต้น และไม่มีบุคคลใดสามารถหวงกันคำสามัญเช่นนั้นไว้ใช้กับสินค้าดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว สำหรับอักษรโรมัน "DR" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์แม้จะพิจารณาว่าเป็นคำที่มาจากคำย่อของคำว่า "DOCTOR" ซึ่งเป็นคำทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรมแปลว่า "แพทย์ หมอ ดุษฎีบัณฑิต" แต่คำดังกล่าวไม่ใช่ชื่อเรียกสามัญของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนทั้งความหมายของอักษรโรมันดังกล่าวไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวก น้ำดื่ม น้ำอัดลม หรือน้ำหวานที่โจทก์ขอจดทะเบียนใช้เครื่องหมายการค้าโดยตรง เมื่อเป็นเช่นนี้อักษรโรมัน "DR" จึงไม่ใช่เครื่องหมายที่ไม่อาจจดทะเบียนได้ และมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยโจทก์ไม่ต้องปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดี พี เบพเวอร์เรเจส ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5399/2553
#503217
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งบุหรี่ซิกาแรตของกลางที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร แล้วมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่จำนวนเดียวกันอันเป็นยาสูบที่มีน้ำหนักเกินกว่าห้าร้อยกรัมซึ่งมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย แม้การกระทำนั้นจะผิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายฉบับแต่ก็มุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งยาสูบที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ กำหนดให้ลงโทษปรับแก่ผู้กระทำความผิดเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ซึ่งแม้มาตรา 27 ทวิ จะมิได้บัญญัติข้อความเจาะจงลงไปว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเช่นเดียวกับมาตรา 27 ก็ตาม แต่มาตรา 27 ทวิ เป็นบทบัญญัติต่อท้ายและเป็นความผิดต่อเนื่องจากมาตรา 27 ดังนั้น ในเรื่องโทษนี้ก็ย่อมมีความหมายเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ นั่นเอง ไม่ใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่าๆ กัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 19, 24, 49, 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 11, 12, 18, 41, 58, 62, 81 สั่งจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 49 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) และพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบเกินกว่าห้าร้อยกรัมและฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 50 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับ 448,200 บาท ความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งบุหรี่ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำคุก 3 เดือน และปรับ 24,000 บาท ความผิดฐานซ่อนเร้น จำหน่าย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ลงโทษปรับ 47,808 บาท ความผิดฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ความผิดทั้งสองฐานมีระวางโทษเท่ากัน จึงลงโทษฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 520,008 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งทุกกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 260,004 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบบุหรี่ของกลางจำนวน 830 ซอง เป็นของกรมสรรพสามิต จ่ายเงินสินบนแก่ผู้แจ้งความจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า การที่จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งบุหรี่ซิกาแรตของกลางที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร แล้วมีไว้ในครอบครองและมีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่จำนวนเดียวกันอันเป็นยาสูบที่มีน้ำหนักเกินกว่าห้าร้อยกรัมซึ่งมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย แม้การกระทำนั้นจะผิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายฉบับแต่ก็มุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งยาสูบที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งยาสูบที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ กำหนดให้ลงโทษปรับแก่ผู้กระทำความผิดเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ซึ่งแม้มาตรา 27 ทวิ จะมิได้บัญญัติข้อความเจาะจงลงไปว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเช่นเดียวกับมาตรา 27 ก็ตาม แต่มาตรา 27 ทวิ เป็นบทบัญญัติต่อท้ายและเป็นความผิดต่อเนื่องจากมาตรา 27 ดังนั้น ในเรื่องโทษนี้ก็ย่อมมีความหมายเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ นั่นเอง ไม่ใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่าๆ กัน

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตกับความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ฐานมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัม และฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 47,808 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตกับความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 71,808 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 2 เดือน และปรับ 35,904 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามเดิม แต่สำหรับโทษปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ จำนวน 23,904 บาท อันเป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับสำหรับความผิดฐานนี้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ศปก.51/2551 ของศาลจังหวัดสระแก้ว ให้จำเลยชำระโดยกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่า หากจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ศปก.51/2551 ของศาลจังหวัดสระแก้ว ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับในคดีดังกล่าวแล้วเพียงใด ก็ให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยในความผิดฐานนี้ในคดีนี้ ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดจากเงินค่าปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ โดยให้จ่ายตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5 (2), 7, 8 วรรคสอง ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ริบของกลางและที่ให้จ่ายเงินสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 27 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นางสาวนาลัดหรือนารัตน์ ซี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวศศธร น้อยโสภณ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5397/2553
#501573
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า จำเลยทั้งสองกระทำการโดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้สินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไปบางส่วนระหว่างการขนส่งสินค้า จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตน ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังไม่ได้ว่าสินค้าพิพาทสูญหายจากการกระทำโดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองสามารถยกข้อตกลงจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนของทางอากาศขึ้นอ้างเป็นประโยชน์แก่ตนได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 282,797.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 277,592.35 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 248,295.06 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2549)ต้องไม่เกิน 5,204.85 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ข้อตกลงจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนของทางอากาศใช้บังคับได้หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองประกอบกิจการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังมิให้สินค้าในความครอบครองดูแลของตนสูญหายระหว่างการขนส่ง แต่จำเลยทั้งสองกลับกระทำด้วยการทุจริตหรือด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้สินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไปเป็นจำนวนมาก จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองให้ได้ความตามข้ออ้างดังกล่าวซึ่งส่วนนี้ โจทก์มีเพียงนางวาสนา พนักงานฝ่ายสินไหมทดแทนของโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงสรุปความได้เพียงว่าจำเลยทั้งสองได้รับมอบสินค้าจากผู้ส่งในสภาพเรียบร้อยครบถ้วน แต่เมื่อสินค้าไปถึงปลายทางผู้รับตราส่งกลับได้รับสินค้าเพียงบางส่วน เมื่อผู้ส่งสอบถาม จำเลยที่ 2 มีโทรสารถึงผู้ส่งยอมรับว่าสินค้าสูญหายแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าสินค้าสูญหายไปอย่างไร ที่ไหน และจำเลยทั้งสองจะติดตามสินค้ามาอย่างไร ซึ่งแสดงถึงความไม่ระมัดระวังและไม่ใส่ใจดูแลสินค้า พฤติการณ์มีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ขโมยสินค้าเอง โดยที่คำเบิกความพยานโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าขณะที่สินค้าอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองระหว่างการขนส่ง จำเลยทั้งสองจะต้องใช้ความระมัดระวังดูแลสินค้าอย่างไร และที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองมิได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอนั้น จำเลยทั้งสองกระทำหรือไม่กระทำการอย่างไรที่แสดงถึงการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้สินค้าสูญหายไปบางส่วนตลอดจนสภาพร่องรอยที่ปรากฏภายนอกของกล่องบรรจุสินค้าที่ปลายทางว่าเป็นอย่างไรเพื่อให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองขโมยสินค้า หรือกระทำโดยทุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงคงได้ความจากหนังสือที่จำเลยที่ 2 แจ้งผู้ส่งเสนอขอชดใช้ค่าเสียหายคำนวณตามน้ำหนักสินค้าที่หายไป 9.9157 กิโลกรัม ส่วนข้อความในโทรสารที่โจทก์นำมาเป็นข้ออ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ระมัดระวัง ไม่ใส่ใจดูแลสินค้าและไม่พยายามที่จะติดตามสินค้ากลับคืน เมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดแล้วก็พบว่าเป็นเพียงการบอกกล่าวยอมรับว่าสินค้าสูญหายไปบางส่วน ซึ่งจำเลยทั้งสองได้รีบดำเนินการตรวจสอบแล้วแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าสินค้าสูญหายที่ใด ทั้งยังมีข้อความแจ้งเตือนผู้ส่งให้รีบดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งเป็นเรื่องเกิดขึ้นหลังจากที่สินค้าสูญหายแล้วและจำเลยทั้งสองพยายามที่จะเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ส่ง ไม่ใช่เป็นพฤติการณ์การกระทำหรือไม่กระทำการของจำเลยทั้งสองอันเป็นเหตุให้สินค้าสูญหาย จึงไม่อาจนำมาเป็นหลักฐานให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองขโมยสินค้า หรือทุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างแรงอย่างที่โจทก์กล่าวอ้าง อีกทั้งนางวาสนายังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า เป็นรายการที่ผู้ส่งแจ้งว่าได้รับสินค้าเพียงบางส่วน โดยโจทก์ไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นความจริงหรือไม่เนื่องจากสินค้าถูกส่งไปต่างประเทศแล้วทั้งที่อยู่ในวิสัยที่จะตรวจสอบได้เนื่องจากผู้รับตราส่งได้รับสินค้าพิพาทแต่ได้ไม่ครบจำนวน ไม่ใช่เป็นกรณีที่สินค้าสูญหายไปทั้งหมดคำเบิกความพยานโจทก์ปากนี้จึงเลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยทั้งสองมีนางญาณศิ ผู้จัดการแผนกบริการลูกค้าของจำเลยที่ 2 ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดเงื่อนไขการรับขนสินค้าตลอดจนข้อตกลงจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง และเมื่อพยานปากนี้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเพื่ออธิบายถึงขั้นตอนการปฏิบัติโดยทั่วไปในการขนส่งสินค้า การคัดแยกและตรวจสอบสินค้าเพื่อขนส่งไปจุดหมายปลายทางก็ไม่ปรากฏว่าทนายโจทก์ได้ถามค้านพยานจำเลยปากนี้ให้ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าพิพาทอันจะแสดงให้เห็นการกระทำของจำเลยทั้งสองที่เบี่ยงเบนไปจากการปฏิบัติหน้าที่ผู้รับขนของทางอากาศแต่อย่างใด นอกจากนี้ นายนพพร ผู้จัดการทั่วไปบริษัทซิลเวอร์เรย์ จำกัด ผู้ส่งสินค้ายังเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองสรุปได้ว่า ผู้ส่งได้ว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าไปต่างประเทศเป็นเวลาประมาณ 20 ปีแล้ว โดยทราบเงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองจึงได้เอาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ ผู้ส่งไม่ได้กรอกมูลค่าสินค้าพิพาทเพื่อการขนส่งไว้ คงกรอกเพียงมูลค่าสินค้าเพื่อการคำนวณภาษีศุลกากรเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงคิดค่าระวางขนส่งตามปริมาตร หรือน้ำหนักของสินค้าแล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่าแล้วคำนวณตามระยะทาง การขนส่งสินค้าที่ผ่านมาไม่เคยมีของหาย แสดงเห็นได้ชัดว่า ผู้ส่งว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าพิพาทในลักษณะสินค้าทั่วๆไป มิใช่ในลักษณะการขนส่งสินค้ามีค่าที่ผู้ขนส่งจะต้องระมัดระวังดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งต้องเสียค่าระวางขนส่งเพิ่มขึ้นและที่ผ่านมาผู้ส่งเองก็ยอมรับเงื่อนไขการขนส่งสินค้าของจำเลยทั้งสองมาโดยตลอด เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์พฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสอง แต่ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตน ข้อเท็จจริงย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่า สินค้าพิพาทสูญหายจากการกระทำโดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยทั้งสองระหว่างการขนส่งสินค้า ข้อตกลงจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนของทางอากาศดังกล่าวจึงยังคงใช้บังคับได้ และจำเลยทั้งสองสามารถยกข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวขึ้นอ้างเป็นประโยชน์แก่ตนได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์นำสืบและวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าพิพาทโดยปราศจากความระมัดระวังถึงขั้นเบี่ยงเบนไปจากวิชาชีพผู้รับขนของทางอากาศอย่างมากจนจัดว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและข้อตกลงจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนของทางอากาศไม่ครอบคลุมถึง หรือหากคู่สัญญาตกลงกันให้ครอบคลุมถึง ข้อตกลงจำกัดความรับผิดดังกล่าวก็ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง เมื่อได้ความว่าสินค้าพิพาทส่วนที่สูญหายไปมีน้ำหนัก 9.9157 กิโลกรัม จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าตามฟ้องให้แก่โจทก์ในอัตรา 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม รวมเป็นเงิน 198.32 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่โจทก์ได้ใช้เงินไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 198.32 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2549 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 373
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอซ อินชัวรันซ์ จำกัด
บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกุลธร วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5361/2553
#506532
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่า คดีที่ธนาคาร ก. ฟ้องจำเลยและโจทก์เป็นจำเลยนั้น จำเลยได้ให้การในคดีนั้นว่าขาดอายุความอย่างใดบ้าง คดีจะฟังว่าโจทก์ยอมชำระหนี้แก่ธนาคารทั้ง ๆ ที่จำเลยให้การและนำสืบอยู่ว่าคดีขาดอายุความ และโจทก์ทราบดีแล้วว่าสิทธิเรียกร้องของธนาคารขาดอายุความ อันจะถือว่าโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันละเลยไม่ยกข้อต่อสู้ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ธนาคารตาม ป.พ.พ. มาตรา 695 ยังไม่ได้

เมื่อ ว. ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ได้หักเงินค่าขายไก่ของจำเลยไว้ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่ธนาคารครบถ้วนแล้ว แต่ ว. กลับมิได้นำเงินไปชำระหนี้แก่ธนาคาร ก. ตามที่จำเลยค้างชำระต่อธนาคาร โจทก์ในฐานะตัวการจึงต้องผูกพันรับผิดในการกระทำของ ว. ด้วย การที่ธนาคาร ก. ได้ฟ้องจำเลยและโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1486/2545 ของศาลชั้นต้น และโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่ธนาคารไปถือว่าเป็นการชำระหนี้แทนจำเลยตามจำนวนที่ ว. ตัวแทนของโจทก์ได้รับเอาไป มิใช่เป็นการชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิจากธนาคารมาฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 394,846.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 385,216.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อเดือนธันวาคม 2524 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ได้อนุมัติให้โจทก์ดำเนินโครงการส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงไก่กระทงศรีราคา มีเงื่อนไขให้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 20 ครอบครัว ธนาคารอนุมัติวงเงินกู้ครอบครัวละ 400,000 บาท ชำระเมื่อมีการจับไก่ออกและวงเงินเบิกเกินบัญชีครอบครัวละ 290,000 บาท ให้ลดภาระหนี้เบิกเกินวงเงินและวงเงินเบิกเกินบัญชี ให้เกษตรกรทุกรายยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ควบคุมเบิกจ่ายรวมทั้งการชำระคืนธนาคาร ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือมอบอำนาจให้นายวิชัย เป็นผู้แทนของโจทก์ในการควบคุมดูแลและจัดการงานในโครงการผ่านธนาคารควบคุมเบิกจ่ายเงินของลูกค้าในโครงการซึ่งเบิกจ่ายเงินจากบัญชีในธนาคารทำหน้าที่ติดต่อประสานงานระหว่างลูกค้ากับธนาคาร และระหว่างโจทก์กับธนาคารและลูกค้า และวันที่ 17 มีนาคม 2525 จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด ขอเบิกเงินเกินบัญชีจำนวนเงินไม่เกิน 290,000 บาท มีกำหนดชำระคืนภายใน 12 เดือน (วันที่ 17 มีนาคม 2526) มีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยและโจทก์เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาค้ำประกันเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1486/2545 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาในคดีดังกล่าว โจทก์ได้ชำระหนี้แก่ธนาคารในวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 จำนวนเงิน 385,216.33 บาท และในวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 ธนาคารขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว โดยจำเลยและโจทก์ไม่คัดค้าน โจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในเบื้องต้นว่า โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยมีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงิน 385,216.33 บาท หรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฟ้องจำเลยและโจทก์เป็นจำเลย โจทก์ย่อมชำระหนี้แก่ธนาคาร ทั้งที่จำเลยให้การและนำสืบอยู่ว่าในคดีนั้นจำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ และโจทก์ทราบดีแล้วว่าสิทธิเรียกร้องของธนาคารตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความ 10 ปี เท่ากับโจทก์ละเลยไม่ยกข้อต่อสู้ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ธนาคาร โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 695 โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยให้การในคดีที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฟ้องจำเลยและโจทก์ว่าคดีขาดอายุความเท่านั้น ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าจำเลยมีข้อต่อสู้ในคดีดังกล่าวแล้ว เพราะข้อต่อสู้นี้จำเลยต้องบรรยายให้เห็นว่าขาดอายุความอย่างไร เพื่อให้ศาลในคดีดังกล่าวกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ กับคดีนั้นไม่มีการสืบพยาน เพราะธนาคารได้ถอนฟ้องไปก่อน โจทก์จึงไม่ทราบว่า จำเลยได้ชำระหนี้ให้ธนาคารไปแล้วอย่างไร มีการรับสภาพหนี้กันไว้หรือไม่ ไม่มีการรับข้อเท็จจริงเรื่องอายุความไว้ ปัญหาเรื่องอายุความไม่มีข้อยุติว่าธนาคารมีสิทธิฟ้องหรือไม่ และแม้หนี้จะเกิน 10 ปี ธนาคารก็สามารถฟ้องจำเลยได้ เห็นว่า ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยนำสืบและอ้างส่งเอกสารใดๆ ที่แสดงว่าในคดีที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฟ้องจำเลยและโจทก์เป็นจำเลยนั้น จำเลยได้ให้การในเรื่องคดีของธนาคารขาดอายุความอย่างใดบ้าง คดีจะฟังว่าจำเลยให้การดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกขึ้นวินิจฉัยเช่นนั้นยังไม่ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโดยอ้างว่า โจทก์ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 695 จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมอบอำนาจให้นายวิชัยรับเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด มาเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงไก่ของจำเลย เมื่อถึงเวลาจับไก่ขายได้เงินมา นายวิชัยก็นำเงินไปชำระให้ธนาคารตามสัญญากู้เงินส่วนหนึ่งและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอีกส่วนหนึ่ง ที่เหลือคืนให้จำเลย เมื่อนายวิชัยไม่นำเงินไปชำระให้ธนาคารจำเลยจึงต้องรับผิดต่อธนาคาร การที่จำเลยทำสัญญากับนายวิชัยเป็นการยอมรับว่าจำเลยยังเป็นหนี้ธนาคารอยู่ โจทก์ไม่ได้เกี่ยวข้องในสัญญาดังกล่าว โจทก์จะแต่งตั้งให้นายวิชัยมีอำนาจรับเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยไม่ได้เพราะเป็นเงินของจำเลย โจทก์แต่งตั้งให้นายวิชัยเป็นตัวแทนดูแลผลประโยชน์ของโจทก์ในด้านการเก็บเงินค่าลูกไก่ อาหารไก่ และการติดตามการเลี้ยงไก่ให้ได้คุณภาพตามที่โจทก์กำหนด นายวิชัยจึงเป็นตัวแทนทั้งของโจทก์และจำเลย แต่มิใช่เป็นตัวแทนของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการหักเงินของจำเลยนำมาชำระหนี้ให้ธนาคารดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น... ข้อเท็จจริงตามสำนวนฟังได้ว่า เมื่อนายวิชัยซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ได้หักเงินค่าขายไก่ของจำเลย นายทองสุข นางจำเนียน นางลออและนางสมหมายไว้ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่ธนาคารครบถ้วนแล้ว แต่นายวิชัยกลับมิได้นำเงินไปชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่ธนาคารครบถ้วนแล้ว แต่นายวิชัยกลับมิได้นำเงินไปชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ตามที่จำเลย นายทองสุข นางจำเนียน นางละออและนางสมหมายค้างชำระต่อธนาคาร โจทก์ในฐานะตัวการจึงต้องผูกพันรับผิดในการกระทำของนายวิชัยด้วย การที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ฟ้องจำเลยและโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1486/2545 ของศาลชั้นต้น และโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่ธนาคารไปถือว่าเป็นการชำระหนี้แทนจำเลยตามจำนวนที่นายวิชัยตัวแทนของโจทก์ได้รับเอาไปมิใช่เป็นการชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิจากธนาคารมาฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 693 ม. 695
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพค้าสัตว์ จำกัด
จำเลย — นายมาลัย อินทรักษา
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5352/2553
#506544
เปิดฉบับเต็ม

ในโครงการอาคารชุด ร. จำเลยจัดทำภาพจำลองอาคารและแผ่นโฆษณาระบุว่าจำเลยจะก่อสร้างอาคารศูนย์สรรพสินค้าขนาดใหญ่ติดกับอาคารชุด โดยมีสระน้ำขนาดใหญ่บนอาคารจอดรถของอาคารชุดเพื่อจูงใจลูกค้าให้ซื้อห้องชุดในโครงการอาคารชุดดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นการที่จำเลยประกาศโฆษณาอันมีผลทำให้โจทก์ผู้จะซื้อเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าจำเลยตกลงจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดโดยมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่บนอาคารจอดรถควบคู่ไปกับการก่อสร้างอาคารศูนย์สรรพสินค้าด้วย การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดและขอเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วคืน ก็เพราะจำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างสระว่ายน้ำขนาดใหญ่และอาคารศูนย์การค้าตามที่จำเลยได้พรรณนาไว้ การทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างจำเลยผู้จะขายกับโจทก์ผู้จะซื้อเกิดจากเจตนาของจำเลยที่เสนอจะก่อสร้างอาคารชุดที่จะขายติดกับอาคารศูนย์สรรพสินค้าในโครงการอาคารชุดและโจทก์แสดงเจตนาสนองรับเข้าทำสัญญาเพราะเห็นว่าห้องชุดที่จะซื้อมีอาคารศูนย์สรรพสินค้าขนาดใหญ่อยู่ติดกับอาคารชุดนั้น อันจะทำให้โจทก์ได้รับความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าต่างๆตามที่ต้องการและประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วย ดังนี้ แม้ข้อความในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจะไม่ได้ระบุข้อความว่าจำเลยต้องก่อสร้างสระว่ายน้ำขนาดใหญ่บนลานจอดรถของอาคารชุดและก่อสร้างศูนย์สรรพสินค้าขนาดใหญ่ติดกับอาคารชุด แต่จำเลยก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ต้องก่อสร้างสระว่ายน้ำและศูนย์สรรพสินค้าดังกล่าวตามเจตนาที่เสนอโดยประกาศโฆษณาไว้ต่อโจทก์ เพราะแผ่นโฆษณาแสดงภาพจำลองอาคารชุดและอาคารศูนย์สรรพสินค้าถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย

เมื่อปรากฏตามสัญญาจะซื้อจะขายว่า จำเลยผู้จะขายตกลงว่าจะพยายามดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดพร้อมจดทะเบียนอาคารชุดให้เสร็จภายในปี 2541 ในกรณีที่จำเลยผู้จะขายไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามกำหนด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุผลความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจำเลย จำเลยยอมที่จะคืนเงินที่โจทก์ผู้จะซื้อชำระมาแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ผู้จะซื้อเมื่อจำเลยยังดำเนินการก่อสร้างอาคารศูนย์สรรพสินค้าไม่เสร็จและมิได้ก่อสร้างสระว่ายน้ำขนาดใหญ่บนลานจอดรถของอาคารชุดภายในกำหนดเวลาตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจำเลย จำเลยจึงเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยจึงต้องคืนเงินที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยแล้วให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยคิดตั้งแต่เวลาที่จำเลยได้รับไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แต่โจทก์กลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือ จึงเท่ากับโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยสำหรับเงินอันจะต้องใช้คืนนั้นนับแต่เวลาที่จำเลยได้รับไว้ เมื่อจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2545 และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่จำเลยได้รับไว้นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2545 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2545 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2545 อันเป็นวันผิดนัดได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบ 246 และ142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 827,811 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 827,811 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2545 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2536 โจทก์ผู้จะซื้อกับจำเลยผู้จะขายทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแบบเอในอาคารชุดรัตนโกสินทร์ไอส์แลนด์ อาคารมณเฑียร 2 ชั้นที่ 35 จำนวน 1 ห้อง เนื้อที่จำนวนประมาณ 70.61 ตารางเมตร บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1204 แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในราคา 3,796,023 บาท โดยโจทก์ได้ชำระเงินมัดจำและผ่อนชำระค่างวดไปแล้วจำนวน 13 งวด รวมจำนวนทั้งสิ้น 827,811 บาท เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2544 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในวันที่ 28 พฤษภาคม 2544 และให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 2,968,212 บาท ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อยโจทก์ได้รับหนังสือนั้นแล้ว แต่โจทก์มิได้ไปตามกำหนดนัดเนื่องจากโจทก์ไปตรวจสอบอาคารชุดในโครงการดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าการก่อสร้างอาคารยังไม่เสร็จเรียบร้อยตามข้อตกลง โจทก์จึงไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดนี้แก่จำเลยและขอให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วจำนวน 827,811 บาท แก่โจทก์

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด และต้องชำระเงินคืนแก่โจทก์จำนวน 827,811 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ ...เห็นว่า ในการโฆษณาขายห้องชุดในโครงการอาคารชุดรัตนโกสินทร์ไอส์แลนด์ของจำเลย จำเลยได้จัดทำภาพจำลองอาคารในโครงการดังกล่าวมีอาคารศูนย์การค้าขนาดใหญ่เชื่อมต่อกับอาคาชุดจำนวน 2 อาคารที่อยู่ทางด้านขวาของศูนย์การค้านั้น แสดงให้เห็นว่าในโครงการอาคารชุดรัตนโกสินทร์ไอส์แลนด์จำเลยมีเจตนาก่อสร้างอาคารศูนย์สรรพสินค้าขนาดใหญ่ติดกับอาคารชุดมณเฑียร 1 และมณเฑียร 2 โดยมีสระน้ำขนาดใหญ่บนอาคารจอดรถของอาคารชุดนั้นเพื่อจูงใจลูกค้าให้ซื้อห้องชุดในโครงการอาคารชุดดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นการที่จำเลยประกาศโฆษณาอันมีผลทำให้โจทก์ผู้จะซื้อเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าจำเลยตกลงจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดโดยมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่บนอาคารจอดรถควบคู่ไปกับการก่อสร้างอาคารศูนย์สรรพสินค้าด้วย การที่โจทก์ให้ทนายความบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายห้องชุดและขอเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วคืน ก็เพราะจำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างสระว่ายน้ำขนาดใหญ่และอาคารศูนย์การค้าตามที่จำเลยได้พรรณนาไว้ การทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างจำเลยผู้จะขายกับโจทก์ผู้จะซื้อ จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าเกิดจากเจตนาของจำเลยที่เสนอจะก่อสร้างอาคารชุดที่จะขายติดกับอาคารศูนย์สรรพสินค้าในโครงการอาคารชุดรัตนโกสินทรัพย์ไอส์แลนด์ และโจทก์แสดงเจตนาสนองรับเข้าทำสัญญาเพราะเห็นว่าห้องชุดที่จะซื้อมีอาคารศูนย์สรรพสินค้าขนาดใหญ่อยู่ติดกับอาคารชุดนั้นอันจะทำให้โจทก์ได้รับความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าต่างๆ ตามที่ต้องการและประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วย ดังนี้ แม้ข้อความในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจะไม่ได้ระบุข้อความว่าจำเลยต้องก่อสร้างสระว่ายน้ำขนาดใหญ่บนลานจอดรถของอาคารชุดและก่อสร้างศูนย์สรรพสินค้าขนาดใหญ่ติดกับอาคารชุดดังที่จำเลยฎีกาก็ตามแต่จำเลยก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ต้องก่อสร้างสระว่ายน้ำและศูนย์สรรพสินค้าดังกล่าวตามเจตนาที่เสนอโดยประกาศโฆษณาไว้ต่อโจทก์ เพราะแผ่นโฆษณาแสดงภาพจำลองอาคารชุดและอาคารศูนย์สรรพสินค้าที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานขายชั่วคราวของจำเลยนั้นถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย เมื่อปรากฏตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโครงการรัตนโกสินทร์ไอส์แลนด์ลงวันที่ 27 กันยายน 2536 ข้อ 11 ว่า จำเลยผู้จะขายตกลงว่าจะพยายามดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดพร้อมจดทะเบียนอาคารชุดให้เสร็จภายในประมาณปี 2541 ในกรณีที่จำเลยผู้จะขายไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามกำหนดเว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุผลความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจำเลย จำเลยยอมที่จะคืนเงินที่โจทก์ผู้จะซื้อชำระมาแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ให้แก่โจทก์ผู้จะซื้อ และปรากฏว่าเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2541 อันเป็นวันที่จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ไปตรวจรับห้องชุดตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด และตามภาพถ่ายที่ได้ถ่ายไว้เมื่อต้นเดือนมกราคม 2542 จำเลยยังดำเนินการก่อสร้างอาคารศูนย์สรรพสินค้าไม่เสร็จและมิได้ก่อสร้างสระว่ายน้ำขนาดใหญ่บนลานจอดรถของอาคารชุดภายในกำหนดเวลาตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด โดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยหรือเหตุความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจำเลย จำเลยจึงเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าวโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย โดยโจทก์และจำเลยคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจึงต้องคืนเงินที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยแล้วจำนวน 827,811 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยคิดตั้งแต่เวลาที่จำเลยได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสองแต่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยลงวันที่ 29 สิงหาคม 2545 ให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยจำนวน 827,811 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือนั้น จึงเท่ากับโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยสำหรับเงินอันจะต้องใช้คืนนั้นนับแต่เวลาที่จำเลยได้รับไว้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 ตามใบไปรษณีย์ตอบรับ แต่จำเลยเพิกเฉยจำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2545 และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 827,811 บาท ดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 กันยายน 2545 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2545 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2545 อันเป็นวันผิดนัดได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และ 142 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยชำระเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องนั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยให้จำเลยคืนเงินจำนวน 827,811 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้นจึงคลาดเคลื่อนไป (ที่ถูกนับจากวันฟ้อง) ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสอง ม. 456 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรทิพา เทียนสิวากุล
จำเลย — บริษัทรัชฎา คอนคอร์ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5340/2553
#501984
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) นั้น จะต้องได้ความว่า ผู้กระทำมีเจตนาพิเศษในการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่น เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าคำว่า Q-MATIC จึงเป็นการใช้ตามสิทธิที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตจากโจทก์ ไม่ใช่เป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการเอาชื่อ รูป หรือรอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าคำว่า Q-MATIC ของโจทก์ไปใช้กับการประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์แต่อย่างใด แม้ต่อมาโจทก์จะได้แจ้งยกเลิกการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ และไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า Q-MATIC ประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 ต่อไป หากจำเลยทั้งสองยังคงใช้คำดังกล่าวต่อไปอีกก็เป็นเพียงความรับผิดทางแพ่งของจำเลยทั้งสองเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองยังไม่มีเจตนาอันเป็นองค์ประกอบของการกระทำความผิดทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 272 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272, มาตรา 274 ประกอบมาตรา 83, มาตรา 91 และสั่งให้จำเลยทั้งสองระงับหรือห้ามการใช้เครื่องหมายการค้า "Q-MATIC" ของโจทก์ รวมทั้งเว็บไซต์ www.g-maticthailand.com ให้จำเลยทั้งสองทำลายเอกสารและสิ่งของต่าง ๆ ที่มีเครื่องหมายการค้า "Q-MATIC" ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองเสียทั้งสิ้น ห้ามจำเลยทั้งสองใช้ชื่อ "คิว เมติค" เป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 อีกต่อไป

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) นั้น จะต้องได้ความว่า ผู้กระทำมีเจตนาพิเศษในการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่น จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าคำว่า Q-MATIC การที่จำเลยทั้งสองใช้คำดังกล่าวในการประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการใช้ตามสิทธิที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตจากโจทก์ ไม่ใช่เป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการเอาชื่อ รูป หรือรอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าคำว่า Q-MATIC ของโจทก์ไปใช้กับการประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์แต่อย่างใด แม้ต่อมาโจทก์จะได้แจ้งยกเลิกการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ และไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า Q-MATIC ประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 ต่อไป หากจำเลยทั้งสองยังคงใช้คำดังกล่าวต่อไปอีกก็ย่อมเป็นเพียงความรับผิดทางแพ่งของจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองยังไม่มีเจตนาอันเป็นองค์ประกอบของการกระทำความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109
ป.อ. ม. 272 (1) ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคิว เมติค สวีเดน เอบี
จำเลย — บริษัทคิว เมติค (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
อร่าม เสนามนตรี
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5340/2553
#509432
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า คอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ใช้กับคอมพิวเตอร์ เครื่องปลายทางคอมพิวเตอร์ จอภาพคอมพิวเตอร์ เครื่องเซ็นเซอร์บัตร จำเลยทั้งสองใช้ตราประทับของจำเลยที่ 1 อันมีเครื่องหมายอักษาโรมัน Q และคำว่า Q-MATIC ประกอบอยู่ด้วยเป็นหัวกระดาษจดหมายที่จำเลยทั้งสองมีถึงลูกค้าของจำเลยทั้งสอง กับเป็นหัวกระดาษใบสั่งงาน และใช้ลงโฆษณากิจการของจำเลยทั้งสองทางอินเทอร์เน็ตในเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสอง แม้จะตรงกับเครื่องหมายการค้าพิพาทอยู่ด้วย แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ใช้เครื่องหมายต่อสินค้าตามรายการสินค้าที่โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ และไม่ใช่ลักษณะที่เป็นการใช้อย่างเครื่องหมายการค้า จึงไม่เป็นความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 3 วรรคสอง ให้ใช้มาตรา 109 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแทนบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการเลียนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนภายในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 274 แล้ว ศาลจึงไม่จำตัองวินิจฉัยความผิดตาม ป.อ. มาตรา 274 อีก

เดิมโจทก์อนุญาตให้บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าคำว่า Q-MATIC ของโจทก์การที่จำเลยทั้งสองใช้คำดังกล่าวในการประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการใช้ตามสิทธิที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตจากโจทก์ โดยเฉพาะยิ่งจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลโดยใช้ตราประทับซึ่งมีคำว่า Q-MATIC ประกอบอยู่ด้วยก่อนที่โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนในราชอาณาจักรหรืออนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ในราชอาณาจักรแล้ว ย่อมแสดงว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินกิจการโดยแสดงออกว่าเป็นสินค้าและการค้าของจำเลยที่ 1 เองมาโดยตลอด มิได้มีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์ แม้ต่อมาโจทก์ได้ยกเลิกการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ และไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า Q-MATIC ประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 ต่อไป หากจำเลยทั้งสองยังคงใช้คำดังกล่าวต่อไปอีกก็ย่อมเป็นเพียงความรับผิดทางแพ่งหากมี ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ใช้ตราประทับตามที่จดทะเบียนนิติบุคคลโดยใช้ชื่อและตราประทับที่ประกอบด้วยคำว่า Q-MATIC มาก่อนที่โจทก์จะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ในราชอาณาจักรก็ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ว่า โจทก์มีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ในการประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยทั้งสองยังไม่มีเจตนากระทำความผิดทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) จึงไม่มีความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศสวีเดน มีนายเพอร์ มาร์ติน เพ็ทเทอร์สัน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้นายวรชัยและ/หรือบริษัทวิคเคอรี่ แอนด์ วรชัย จำกัด ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทน จำเลยที่ 1เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นเจ้าของและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Q-MATIC" ต่อนายทะเบียน สำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับสินค้าจำพวก 9 คือ คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ใช้กับคอมพิวเตอร์ ฯลฯ โจทก์ประกอบธุรกิจจำหน่ายเครื่องจัดระบบคิว เครื่องคอมพิวเตอร์ กระดาษพิมพ์บัตรคิว ซอฟต์แวร์ ภายใต้เครื่องหมายการค้า "Q-MATIC" และได้ใช้คำว่า "Q-MATIC" เป็นชื่อทางการค้า โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มาเป็นระยะเวลานานกว่า 30 ปี โดยใช้แพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โจทก์เคยอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ที่มีเครื่องหมายการค้า "Q-MATIC" ของโจทก์ในเขตประเทศไทย ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2545 โจทก์มีหนังสือแจ้งเพิกถอนการอนุญาตแก่จำเลยที่ 1 และห้ามจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้า "Q-MATIC" ประกอบเป็นชื่อบริษัทและชื่อทางการค้าของจำเลยที่ 1 หรือแสดงต่อบุคคลภายนอกว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า "Q-MATIC" อีกต่อไป ระหว่างวันที่ 7 มีนาคม 2546 ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2546 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันกระทำผิดต่อโจทก์โดยนำเครื่องหมายการค้าคำว่า "Q-MATIC" ของโจทก์พิมพ์ในหัวกระดาษจดหมาย เอกสารธุรกิจ และตราประทับของจำเลยที่ 1 แล้วนำเอกสารที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวไปติดต่อทางธุรกิจของจำเลยที่ 1 กับบุคคลภายนอกหลายกรรมต่างกัน คือ วันที่ 7 มีนาคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ออกจดหมายที่มีเครื่องหมายการค้า "Q-MATIC" ของโจทก์ที่หัวกระดาษจดหมายและตราประทับของจำเลยที่ 1 ไปยังลูกค้า เพื่อยืนยันว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าระบบจัดการคิว ซึ่งเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ วันที่ 11 มีนาคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ออกใบสั่งงานแก่ที่ทำการไปรษณีย์บางกอกน้อย ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีเครื่องหมายการค้า "Q-MATIC" ของโจทก์ เพื่อส่งมอบสินค้าและให้บริการแก่ลูกค้า วันที่ 9 เมษายน 2546 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้สั่งการให้นางสาวธมลวรรณ ลูกจ้างจำเลยที่ 1 ออกจดหมายและใบสั่งงานให้แก่ที่ทำการไปรษณีย์พัทยา ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีเครื่องหมายการค้า "Q-MATIC" ของโจทก์ปรากฏที่หัวกระดาษจดหมายและตราประทับของจำเลยที่ 1 เพื่อติดต่องานกับลูกค้าของจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 7 ถึง 8 พฤษภาคม 2546 จำเลยทั้งสองได้สั่งการให้นายณรงค์ศักดิ์ และนายกิติพศ ไม่ทราบนามสกุล ลูกจ้างจำเลยที่ 1 ออกใบสั่งงานให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาประตูช้างเผือก ซึ่งใบสั่งงานมีเครื่องหมายการค้า "Q-MATIC" ของโจทก์ปรากฏที่หัวกระดาษเอกสารเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า และวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดตั้งแต่เดือนเมษายน 2546 ตลอดมาถึงวันฟ้อง จำเลยทั้งสองได้ใช้คำว่า "Q-MATIC" ลงโฆษณากิจการค้าของจำเลยที่ 1 ในอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ www.q - maticthailand.com ซึ่งประชาชนทั่วไปทั่วประเทศสามารถเปิดดูรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการค้าและบริการของจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของโจทก์มาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้า หรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าสินค้า บริการ หรือการค้าของจำเลยที่ 1 นั้นเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์ และเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272, มาตรา 274 ประกอบมาตรา 83, มาตรา 91 และสั่งให้จำเลยทั้งสองระงับหรือห้ามการใช้เครื่องหมายการค้า "Q-MATIC" ของโจทก์ รวมทั้งเว็บไซต์ www.q - maticthailand.com ให้จำเลยทั้งสองทำลายเอกสารและสิ่งของต่าง ๆ ที่มีเครื่องหมายการค้า "Q-MATIC" ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองเสียทั้งสิ้น ห้ามจำเลยทั้งสองใช้ชื่อ "คิว เมติค" เป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 อีกต่อไป

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า " พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดภายใต้กฎหมายประเทศสวีเดน โจทก์มอบอำนาจให้นายวรชัย และ/หรือ บริษัทวิคเคอรี่ แอนด์ วรชัย จำกัด ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจพร้อมคำแปลและหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.2 และ จ.1 โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องจัดระบบคิว เครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และกระดาษพิมพ์บัตรคิว ใช้เครื่องหมายการค้าว่า "Q-MATIC" ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย สำหรับสินค้าจำพวก รายการสินค้าคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ เครื่องพิมพ์ใช้กับคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2544 ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ส่วนจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2534 โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.5 ดวงตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 3 และเอกสารหมาย จ.8, จ.10 ด้านล่างซ้ายมือ โจทก์เคยอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ของโจทก์ในประเทศไทยตั้งแต่จำเลยที่ 1 ก่อตั้งบริษัท ต่อมาโจทก์เพิกถอนการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่าย และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าที่โจทก์จดทะเบียนไว้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิด 5 กระทง โดยการใช้และแสดงออกซึ่งเอกสารตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.12 รวม 5 ชุด อันเป็นความผิดตามฟ้องข้อ 3.1 ถึง 3.5 โดยการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของโจทก์มาใช้หรือทำให้ปรากฏที่รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้า หรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าสินค้า บริการ หรือการค้าของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 274 และตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 เห็นว่า สำหรับความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ.2534 มาตรา 109 นั้น โจทก์ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า คอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องพิมพ์ใช้กับคอมพิวเตอร์ เครื่องปลายทางคอมพิวเตอร์ จอภาพคอมพิวเตอร์เครื่องเซ็นเซอร์บัตร ส่วนจำเลยทั้งสองใช้ตราประทับของจำเลยที่ 1 อันมีเครื่องหมายอักษรโรมัน Q และคำว่า Q-MATIC ประกอบอยู่ด้วยเป็นหัวกระดาษจดหมายที่จำเลยทั้งสองมีถึงลูกค้าของจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.10 กับเป็นหัวกระดาษใบสั่งงานตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.11 และใช้ลงโฆษณากิจการของจำเลยทั้งสองทางอินเทอร์เน็ตในเว็บไซต์ของจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.12แม้จะตรงกับเครื่องหมายการค้าพิพาทอยู่ด้วย แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ใช้เครื่องหมายต่อสินค้าตามรายการสินค้าที่โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ และไม่ใช่ในลักษณะที่เป็นการใช้อย่างเครื่องหมายการค้าแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ส่วนความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 274 นั้น เมื่อมาตรา 3 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ให้ใช้ มาตรา 109 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแทนบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการเลียนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนภายในราชอาณาจักรตามมาตรา 274 แห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 274 อีก สำหรับความผิดฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) นั้น เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) นั้น จะต้องได้ความว่า ผู้กระทำมีเจตนาพิเศษในการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่น แต่ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เดิมโจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าคำว่า Q-MATICการที่จำเลยทั้งสองใช้คำดังกล่าวในการประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการใช้ตามสิทธิที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตจากโจทก์ ไม่ใช่เป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการเอาชื่อ รูป หรือรอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าคำว่า Q-MATIC ของโจทก์ไปใช้กับการประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์แต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลโดยใช้ตราประทับดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีคำว่า Q-MATIC ประกอบอยู่ด้วย ตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนในราชอาณาจักรหรืออนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ในราชอาณาจักรแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินกิจการโดยแสดงออกว่าเป็นสินค้าและการค้าของจำเลยที่ 1 เองมาโดยตลอด หาได้มีเจตนาพิเศษเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์แต่อย่างใด แม้ต่อมาโจทก์จะได้แจ้งยกเลิกการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ และไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า Q-MATIC ประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 ต่อไป หากจำเลยทั้งสองยังคงใช้คำดังกล่าวต่อไปอีกก็ย่อมเป็นเพียงความรับผิดทางแพ่งของจำเลยทั้งสอง หากมี ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ใช้ตราประทับตามที่จดทะเบียนนิติบุคคลโดยใช้ชื่อและตราประทับที่ประกอบด้วยคำว่า Q-MATIC มาก่อนที่โจทก์จะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ในราชอาณาจักรนั้นก็ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ว่า โจทก์มีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ดังกล่าวในการประกอบการค้าของจำเลยที่ 1 หรือไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองยังไม่มีเจตนาอันเป็นองค์ประกอบของการกระทำความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และเมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดอาญาทั้งสองฐานความผิดที่โจทก์ฟ้อง โจทก์จึงไม่อาจขอให้บังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอทางแพ่งท้ายคำฟ้อง ซึ่งเป็นคำขอที่เป็นผลต่อเนื่องจากความผิดอาญาที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 ม. 274
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคิว เมติค สวีเดน เอบี
จำเลย — บริษัทคิว เมติค (ประเทศไทย จำกัด กับพวก)
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
อร่าม เสนามนตรี
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5338/2553
#506531
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพหรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น และวรรคสาม (1) กำหนดให้ข้อตกลงยกเว้นหรือข้อจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น การจะพิจารณาว่าข้อจำกัดความผิดของจำเลยทั้งสองตามใบรับขนของทางอากาศเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าข้อจำกัดความรับผิดนั้นเป็นผลให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิดได้เปรียบผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรหรือไม่ เห็นว่า สัญญารับขนของทางอากาศระหว่างผู้ส่งกับจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญาต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระตอบแทนกัน โดยหนี้ที่ผูกพันฝ่ายหนึ่งเป็นมูลฐานของการชำระหนี้ของอีกฝ่ายหนึ่ง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งมีหน้าที่ที่จะต้องขนส่งสินค้าไปส่งให้แก่ผู้รับตราส่ง หากสินค้าสูญหายหรือเสียหายอันเกิดขึ้นจากการผิดสัญญาก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ส่งก็มีหน้าที่ที่ต้องชำระค่าระวางขนส่งตามอัตราที่ตกลงกัน ซึ่งจากเงื่อนไขการขนส่งที่กล่าวมาเห็นได้ชัดเจนว่า อัตราค่าระวางที่ผู้ส่งต้องรับภาระจะสัมพันธ์โดยตรงกับมูลค่าสินค้าที่สำแดงเพื่อการขนส่งเช่นเดียวกับจำนวนความรับผิดกรณีสินค้าสูญหายหรือเสียหายโดยเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามกันหากสำแดงราคาสินค้าไว้สูง ผู้ส่งก็จะต้องเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้นแต่หากสินค้าสูญหายหรือเสียหายก็จะได้รับการชดใช้ตามมูลค่าที่สำแดงไว้ แต่ไม่เกินจำนวนที่กำหนดเท่านั้น ดังนั้น มูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งที่ระบุจึงเป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาค่าระวางขนส่งและจำนวนความรับผิด การที่ผู้ขนส่งคิดค่าระวางเพิ่มขึ้นก็เนื่องมาจากมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หนี้ที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องชำระตอบแทนกันในส่วนนี้ จึงถือเป็นหนี้ที่มีความสำคัญขนาดเดียวกัน หากผู้ส่งต้องการค่าสินไหมทดแทนที่มากขึ้นก็ต้องยอมจ่ายค่าระวางขนส่งสูงขึ้นจึงจะเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย พิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่ว่าสินค้าที่ผู้ส่งจ้างให้จำเลยทั้งสองขนส่งมีมูลค่าเกินกว่าจำนวนสูงสุดที่จำเลยที่ 2 อนุญาตให้สำแดงได้ไปมาก ประกอบพฤติการณ์ที่ผู้ส่งซึ่งเป็นลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 2 ไปต่างประเทศอยู่เป็นประจำย่อมทราบดีถึงเงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 แต่สมัครใจเข้าทำสัญญารับขนของทางอากาศกับจำเลยที่ 2 และไม่ได้แจ้งหรือระบุมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ ทั้งยังได้ทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยจากการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าระหว่างการขนส่งกับโจทก์เต็มมูลค่าของสินค้าโดยยอมเสียเบี้ยประกันภัยอันเป็นทางเลือกอย่างอื่น แสดงให้เห็นชัดถึงเจตนาที่จะเข้าเอาประโยชน์จากการที่จะไม่ต้องเสียค่าระวางเพิ่มและหากสินค้าสูญหายหรือเสียหายผู้ส่งยังได้รับชดใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัย ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์ ทางเลือกและทางได้เสียทุกอย่างของผู้ส่งกับจำเลยทั้งสอง เห็นว่า เงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความผิดตามใบรับขนของทางอากาศดังกล่าวมิได้มีผลให้ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ หรือทำให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้เปรียบผู้เอาประกันภัยเกินสมควรแต่อย่างใด ข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดอิมพีเรียลเอ็มโพเรียมว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าเครื่องประดับเงินจำนวน 2 กล่อง ทางอากาศจากท่าอากาศยานกรุงเทพไปส่งให้แก่บริษัทอิมพอร์ต เวิร์ล จำกัด ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 ออกใบรับขนของทางอากาศให้แก่ผู้ส่งไว้เป็นหลักฐาน ผู้ส่งได้ทำสัญญาประกันภัยการขนส่งสินค้าดังกล่าวไว้กับโจทก์ ผู้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองในสภาพเรียบร้อยและครบถ้วน จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งทอดแรกในราชอาณาจักรแล้วส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 2 ขนส่งทางอากาศไปปลายทาง แต่เมื่อถึงกำหนดส่งมอบสินค้า ผู้รับตราส่งแจ้งว่าได้รับสินค้าไม่ครบถ้วน ตรวจพบว่าสินค้าสูญหายไป 1 กล่อง ระหว่างการขนส่ง ผู้ส่งได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ผู้ส่งจึงเรียกร้องจากโจทก์ตามสัญญาประกันภัย โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไป และรับช่วงสิทธิเรียกร้องจากผู้เอาประกันภัยให้จำเลยทั้งสองรับผิด โดยโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ได้ใช้เงินไปจนถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้รับประกันภัยความเสียหายของสินค้า กรมธรรม์ประกันภัยไม่มีข้อความตามที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ไม่ระบุภัยที่รับเสี่ยง จำนวนเบี้ยประกัน กำหนดเวลาที่รับประกันภัย ทางและวิธีการขนส่งจึงไม่สมบูรณ์ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ สินค้าพิพาทคดีนี้เป็นเครื่องประดับเงินซึ่งถือเป็นของมีค่าอย่างอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 620 แต่ผู้ส่งมิได้บอกราคาที่แท้จริงหรือสภาพแห่งของไว้ในขณะที่ส่งมอบสินค้าและไม่ได้ระบุหรือสำแดงราคาหรือมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนของทางอากาศ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อการสูญหายของสินค้า การสำแดงราคาในใบรับขนของทางอากาศในช่อง Value for Customs เป็นเพียงเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรเท่านั้น มิใช่เป็นการบอกราคาที่แท้จริงของสินค้าตามความหมายของมาตรา 620 ผู้ส่งรายนี้เป็นลูกค้าประจำที่ได้เปิดบัญชีเดินสะพัดไว้กับจำเลยทั้งสอง ผู้ส่งรับทราบและตกลงโดยชัดแจ้งกับข้อยกเว้น และข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยกรณีสินค้าสูญหายหรือเสียหายตามข้อความในใบรับขนของทางอากาศและหนังสือคู่มือมาตรฐานการขนส่งที่จำเลยจัดส่งให้ การขนส่งสินค้ารายนี้ ผู้ส่งไม่ได้สำแดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่งและชำระค่าระวางขนส่งในอัตราขั้นต่ำ จำเลยทั้งสองสามารถจำกัดความรับผิดตามที่ระบุในใบรับขนของทางอากาศไว้ที่จำนวน 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 กิโลกรัม โจทก์ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ส่ง ผู้ส่งแจ้งราคาสินค้าเพื่อพิธีการศุลกากรไว้ แต่โจทก์อ้างว่าได้ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ส่งตามวงเงินประกันภัยซึ่งสูงกว่าราคาที่แท้จริงของสินค้า ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อผู้ส่งก็ไม่ใช่จำนวนตามที่โจทก์เรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ข้อตกลงจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนของทางอากาศ มีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อทรัพย์สินอันเกิดจากการกระทำของลูกหนี้เองหรือของบุคคลอื่นที่ลูกหนี้ต้องรับผิดด้วยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 8 วรรคสอง จึงมีผลเพียงเท่าที่บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 10 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 98.538.04 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น และในวรรคสาม (1) กำหนดให้ข้อตกลงยกเว้นหรือข้อจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น การจะพิจารณาว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามใบรับขนของทางอากาศ เอกสารหมาย จ.4 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่จึงต้องพิจารณาว่าข้อจำกัดความรับผิดนั้นเป็นผลให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิดนั้นได้เปรียบผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองโดยโจทก์มิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่าใบรับขนของทางอากาศซึ่งเป็นแบบฟอร์มของจำเลยที่ 2 ด้านหน้ามีช่องให้ผู้กรอกรายละเอียดของสินค้า โดยรายการสำแดงราคาสินค้าแยกออกเป็น 2 ช่องย่อย คือช่องสำแดงราคาสินค้าเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรซึ่งผู้ส่งทุกรายจำเป็นต้องระบุไว้เพื่อคำนวณการเสียภาษี กับช่องสำแดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่ง ซึ่งไม่บังคับให้ผู้ส่งต้องสำแดง ผู้ส่งจะระบุหรือไม่ระบุก็ได้ แต่หากมีการระบุราคาสินค้าที่ช่องนี้จะส่งผลต่ออัตราการคิดค่าธรรมเนียมการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในกรณีสินค้าสูญหาย เสียหายหรือขนส่งล่าช้า กล่าวคือ หากผู้ส่งไม่สำแดงราคาเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนของทางอากาศ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 จะจำกัดไว้สูงสุดไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการขนส่ง 1 เที่ยว หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า แต่หากผู้ส่งประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามจำนวนราคาสินค้าที่สำแดงไว้ ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 กรณีทั่วไปผู้ส่งจะต้องสำแดงราคาสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนของทางอากาศ และกรณีนี้ผู้ส่งจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการขนส่งบวกค่าบริการประกันภัยเพิ่มขึ้นในอัตรา 0.4 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 100 เหรียญ และหากเป็นสินค้าประเภทอัญมณี จำเลยที่ 2 จะอนุญาตให้ผู้ส่งสำแดงมูลค่าของสินค้าเพื่อการขนส่งเป็นเงินไม่เกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่าจำเลยที่ 2 จะจำกัดความรับผิดไว้ไม่เกินมูลค่าที่สำแดงไว้แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ การสำแดงมูลค่าเพื่อการขนส่งที่เกินกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ จะถือว่าไม่มีผล และกรณีที่ผู้ส่งเลือกที่จะไม่สำแดงมูลค่าเพื่อการขนส่งจำเลยที่ 2 จะคิดค่าธรรมเนียมการขนส่งตามน้ำหนักของสินค้า สำหรับสินค้าพิพาทรายนี้ผู้ส่งไม่ได้สำแดงมูลค่าเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนของทางอากาศ จำเลยที่ 2 จึงคิดค่าธรรมเนียมการขนส่งตามน้ำหนักของสินค้า เห็นว่า สัญญารับขนของทางอากาศระหว่างผู้ส่งกับจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญาต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระตอบแทนกัน โดยหนี้ที่ผูกพันฝ่ายหนึ่งเป็นมูลฐานของการชำระหนี้ของอีกฝ่ายหนึ่ง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งมีหน้าที่ที่จะต้องขนส่งสินค้าไปส่งให้แก่ผู้รับตราส่ง หากสินค้าสูญหายหรือเสียหายอันเกิดขึ้นจากการผิดสัญญาก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ส่งก็มีหน้าที่ที่ต้องชำระค่าระวางขนส่งตามอัตราที่ตกลงกัน ซึ่งจากเงื่อนไขการขนส่งที่กล่าวมาเห็นได้ชัดว่า อัตราค่าระวางที่ผู้ส่งต้องรับภาระจะสัมพันธ์โดยตรงกับมูลค่าสินค้าที่สำแดงเพื่อการขนส่งเช่นเดียวกับจำนวนความรับผิดกรณีสินค้าสูญหายหรือเสียหายโดยเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามกัน หากสำแดงราคาสินค้าไว้สูง ผู้ส่งก็ต้องเรียกค่าขนส่งเพิ่มขึ้น แต่หากสินค้าสูญหายหรือเสียหายก็จะได้รับการชดใช้ตามมูลค่าที่สำแดงไว้แต่ไม่เกินจำนวน 500 ดอลลาร์สหรัฐตามที่จำเลยที่ 2 กำหนดเท่านั้น ดังนั้น มูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งที่ระบุจึงเป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาค่าระวางขนส่งและจำนวนความรับผิด การที่ผู้ขนส่งคิดค่าระวางเพิ่มขึ้นก็เนื่องมาจากมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หนี้ที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องชำระตอบแทนกันในส่วนนี้จึงถือเป็นหนี้ที่มีความสำคัญขนาดเดียวกัน หากผู้ส่งต้องการค่าสินไหมทดแทนที่มากขึ้นก็ต้องยอมจ่ายค่าระวางขนส่งสูงขึ้นจึงจะเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย พิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่ว่าสินค้าที่ผู้ส่งจ้างให้จำเลยทั้งสองขนส่งมีมูลค่ารวม 7,952.03 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินกว่าจำนวนสูงสุดที่จำเลยที่ 2 อนุญาตให้สำแดงได้ คือ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ไปมาก ประกอบพฤติการณ์ที่ผู้ส่งซึ่งเป็นลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 2 ไปต่างประเทศอยู่เป็นประจำย่อมทราบดีถึงเงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 แต่สมัครใจเข้าทำสัญญารับขนของทางอากาศกับจำเลยที่ 2 และไม่ได้แจ้งหรือระบุมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ ทั้งยังได้ทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยจากการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าระหว่างการขนส่งกับโจทก์เต็มมูลค่าของสินค้าโดยยอมเสียเบี้ยประกันภัยอันเป็นทางเลือกอย่างอื่น แสดงให้เห็นชัดถึงเจตนาที่จะเข้าเอาประโยชน์จากการที่จะไม่ต้องเสียค่าระวางเพิ่ม และหากสินค้าสูญหายหรือเสียหายผู้ส่งยังได้รับชดใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัย ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์ ทางเลือกและทางได้เสียทุกอย่างของผู้ส่งกับจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า เงื่อนไขการขนส่งและข้อจำกัดความรับผิดตามใบรับขนของทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวมิได้มีผลให้ผู้ส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือทำให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้เปรียบผู้เอาประกันภัยเกินสมควรแต่อย่างใด ข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินต่อโจทก์ โดยนำบทบัญญัติตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาใช้บังคับให้จำเลยทั้งสองในคดีนี้ต้องรับภาระเกินกว่าจำนวนความรับผิดตามที่ระบุในใบรับขนของทางอากาศ เอกสารหมาย จ.4 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อสินค้าที่สูญหายมีน้ำหนัก 13.86 กิโลกรัม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 277.20 ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อจำกัดความรับผิด ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งร่วมต้องร่วมรับผิดด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 277.20 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5337/2553
#501923
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งรับขนส่งสินค้าพิพาทในเงื่อนไขการขนส่งแบบ CFS/CFS ส่วนจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นรับการว่าจ้างหรือมอบหมายให้ขนส่งสินค้าพิพาททางทะเลในเงื่อนไขการขนส่งแบบ CY/CFS ซึ่งเงื่อนไขการขนส่งแบบ CFS เมื่อตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้ามาถึงท่าเรือปลายทาง ผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนย้ายแพลเล็ตสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์นำเข้าเก็บไว้ในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประไทย หน้าที่ของผู้ขนส่งจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ขนส่งนำสินค้าเข้าเก็บในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว เมื่อสินค้าพิพาทสูญหายไปหลังจากจำเลยที่ 3 ขนถ่ายออกจากตู้คอนเทนเนอร์ไปเก็บไว้ในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว สินค้าพิพาทที่สูญหายจึงไม่อยู่ในระหว่างความดูแลรับผิดชอบของผู้ขนส่ง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 111,882.87 บาท และรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาทวงถามจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ให้จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปจนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 7,218.75 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 119,101.62 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 119,101.62 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 111,882.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งรับขนส่งสินค้าพิพาทในเงื่อนไขการขนส่งแบบ CFS/CFS จำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นได้รับการว่าจ้างหรือมอบหมายให้ขนส่งสินค้าพิพาททางทะเลในเงื่อนไขการขนส่งแบบ CY/CFS การขนส่งในเงื่อนไขการขนส่งแบบ CFS เมื่อตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้ามาถึงท่าเรือปลายทาง ผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนย้ายแพลเล็ตสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์นำเข้าเก็บไว้ในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย หน้าที่ของผู้ขนส่งจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ขนส่งนำสินค้าเข้าเก็บในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปหลังจากจำเลยที่ 3 ขนถ่ายออกจากตู้คอนเทนเนอร์ไปเก็บไว้ในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว สินค้าพิพาทที่สูญหายจึงไม่อยู่ในระหว่างความดูแลรับผิดชอบของผู้ขนส่ง จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 รวม 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทคัดสรร จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5337/2553
#506530
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 39 บัญญัติ "...ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของซึ่งได้รับมอบจากผู้ส่งของสูญหาย... ถ้าเหตุแห่งการสูญหายนั้นได้เกิดขึ้นในระหว่างที่ของดังกล่าวอยู่ในความดูแลของตนเพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ให้ถือว่าของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งนับตั้งแต่เวลาที่ผู้ขนส่งได้รับของนั้นไว้จากผู้ส่งของหรือตัวแทนของผู้ส่งของ... จนถึงเวลาที่ผู้ขนส่งส่งมอบของนั้น ณ ท่าปลายทางหรือที่หมายปลายทางตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 40" และมาตรา 40 บัญญัติว่า "ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าผู้ขนส่งได้ส่งมอบของซึ่งตนได้รับไว้แล้ว... (3) ผู้ขนส่งได้มอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆ ซึ่งกฎหมายหรือข้อบังคับที่ใช้อยู่ ณ ท่าปลายทางกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องมอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆ ซึ่งกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้อยู่ ณ ท่าปลายทางกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องมอบของที่ขนถ่ายขึ้นจากเรือไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลดังกล่าว" ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวสินค้าอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งนับตั้งแต่ผู้ขนส่งได้รับมอบสินค้าจนถึงเวลาส่งมอบไว้กับเจ้าหน้าที่ ณ ท่าเรือปลายทาง หากสินค้าสูญหายในระหว่างเวลาดังกล่าวผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายของสินค้านั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งรับขนส่งสินค้าพิพาทในเงื่อนไขการส่งแบบ CFS/CFS ตามสำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย จ.7 ต่อมาจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นได้รับการว่าจ้างหรือมอบหมายให้ขนส่งสินค้าพิพาททางทะเลในเงื่อนไขการขนส่ง CY/CFS ซึ่งการขนส่งในเงื่อนไขการขนส่งแบบ CFSปลายทางตามสำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย จ.7 และ ล.5 เมื่อตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้ามาถึงท่าเรือปลายทาง ผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนย้ายแพลเล็ตสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์นำเข้าเก็บไว้ในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย หน้าที่ของผู้ขนส่งจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ขนส่งนำสินค้าเข้าเก็บในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะเปิดตู้คอนเทนเนอร์นำสินค้าพิพาทเข้าเก็บในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย หีบห่อของสินค้าพิพาทไม่มีความเสียหายชำรุดฉีกขาด เมื่อสิ่งห่อหุ้มหีบห่อของสินค้าพิพาทฉีกขาดเพิ่งมาพบเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547 ตามรายการสำรวจสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (survey note) เอกสารหมาย จ.8 และสินค้าพิพาทได้สูญหายไปบางส่วน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปหลังจากจำเลยที่ 3 ขนถ่ายออกจากตู้คอนเทนเนอร์ไปเก็บไว้ในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้วสินค้าพิพาทที่สูญหายจึงไม่อยู่ในระหว่างความดูแลรับผิดชอบของผู้ขนส่ง จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าจำพวกอุปกรณ์ไฟฟ้าที่บริษัท เครื่องไฟฟ้า บุญธนาภัณฑ์ จำกัด ผู้เอาประกันภัยซื้อจากผู้ขายในประเทศสหรัฐเอมริกา โดยโจทก์ตกลงว่าหากสินค้าเสียหายหรือสูญหายในระหว่างการขนส่ง ตั้งแต่ท่าเรือต้นทางในประเทศสหรัฐอเมริกามายังท่าเรือปลายทางในประเทศไทย และการขนส่งในประเทศไทยจนกว่าสินค้าจะถึงมือหรือโกดังของผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยเหตุแห่งภัยใดโจทก์จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยตามจำนวนที่คำนวณได้แต่ต้องไม่เกินวงเงินทุนประกันภัยในการขนส่งสินค้าดังกล่าว เอาประกันภัยว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ไปรับมอบสินค้าจากผู้ขายแล้วขนส่งภายใต้เงื่อนไขแบบ CFS/CFS ซึ่งที่ท่าเรือต้นทางจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งมีหน้าที่ไปรับมอบสินค้าและบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์เองแล้วขนส่งมายังประเทศไทย เมื่อสินค้ามาถึงท่าเรือปลายทางผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าจากเรือนำไปจัดเก็บไว้ในคลังสินค้า เพื่อขอให้ผู้รับตราส่งคืนผู้เอาประกันภัยมารับสินค้า จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งอื่นจัดการดูแลการขนส่งสินค้าที่ท่าเรือต้นทางแทนโดยไปรับมอบสินค้าจากผู้ขายแล้วขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางมาประเทศไทย โดยจำเลยที่ 2 ได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ขายไว้ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเรือของตนเอง จึงว่าจ้างหรือมอบหมายให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งอื่น ซึ่งเมื่อรับมอบสินค้าถูกต้องครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 3 ก็ออกใบตราส่งให้เป็นหลักฐานแล้วขนส่งสินค้ามายังท่าเรือกรุงเทพโดยมีการเปลี่ยนถ่ายเรือ 1 ครั้ง เมื่อเรือสินค้ามาถึงท่าเรือปลายทาง จำเลยที่ 3 แจ้งการมาถึงของสินค้าให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 ก็แจ้งให้ผู้รับตราส่งทราบ จำเลยทั้งสามร่วมกันเปิดตู้คอนเทนเนอร์ขนถ่ายสินค้าออกจากตู้นำไปเก็บไว้ในคลังสินค้า ต่อมาผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งไปขอรับสินค้าจากคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย พบว่ากล่องบรรจุสินค้ามีสภาพไม่เรียบร้อย จึงสำรวจสินค้า ปรากฏว่าสินค้าสูญหายไป 32 กล่อง รวม 3,000 ชิ้น ผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งรับผิดชอบความสูญหาย แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องให้โจทก์ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์เห็นว่า สินค้าสูญหายในระหว่างการขนส่งของจำเลยทั้งสามและอยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยโจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย และรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาทวงถามจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปจนถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ประกอบกิจการขนส่งสินค้า แต่มีวัตถุประสงค์เป็นตัวแทน นายหน้า ตัวแทนค้าต่าง ในกิจการค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศทุกชนิด บริษัทเครื่องไฟฟ้า บุญธนาภัณฑ์ จำกัด ซึ่งสั่งซื้อสินค้าจำพวกอุปกรณ์ไฟฟ้าจากผู้ขายในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประสานงานกับผู้ขายให้จัดส่งสินค้านั้นมาให้ผู้ซื้อ ณ ท่าเรือกรุงเทพ บริษัทดังกล่าวชำระค่าดำเนินการให้จำเลยที่ 1 ตามสัญญาแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ส่งหรือรับสินค้า ไม่ได้ตรวจรับสินค้าจากผู้ขายในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือรับขนส่งสินค้ามายังท่าเรือกรุงเทพและเปิดตู้คอนเทนเนอร์เพื่อขนถ่ายสินค้ามาเก็บไว้ในคลังสินค้า เมื่อพบว่าสินค้าสูญหายบางส่วน บริษัทผู้ซื้อก็ไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบหรือให้รับผิดชอบแต่อย่างใด นอกจากนั้นสินค้าได้สูญหายไปหลังจากส่งมาถึงท่าเรือกรุงเทพครบถ้วนแล้วโดยสูญหายขณะอยู่ในคลังสินค้า จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องก็สูงเกินความจริงเพราะสินค้าที่สูญหายมีราคาต่ำกว่าที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างหรือมอบหมายให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งอื่น แต่บริษัทดับเบิ้ลยูพีซี คอนโซลิเดเตอร์ อินซ์ เป็นผู้ว่าจ้าง และจำเลยที่ 3 ตกลงรับขนส่งในระบบตู้สินค้าแบบ CY/CFS ซึ่งที่ท่าเรือต้นทางประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวข้องกับการบรรจุสินค้าใส่กล่องหรือหีบห่อจัดกล่องสินค้าเป็นแพลเล็ต และนำกล่องหรือแพลเล็ตเข้าตู้คอนเทนเนอร์ เพราะผู้ขายเป็นผู้บรรจุสินค้าใส่กล่อง แล้วบริษัทดับเบิ้ลยูพีซีคอนโซลิเดเตอร์ อินซ์ บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ ปิดประตูและผนึกดวงตรา (ซีล) ที่ปากตู้ จากนั้นจึงนำตู้คอนเทนเนอร์มามอบให้แก่จำเลยที่ 3 บรรทุกลงเรือ จำเลยที่ 3 ก็จะออกใบตราส่งให้แก่บริษัทดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงไม่ทราบว่าสินค้าที่บรรจุกล่องหรือหีบห่อ หรือลักษณะหีบห่อนั้นมีสภาพ จำนวน และปริมาณเป็นเช่นใด เสียหายหรือขาดจำนวนหรือไม่ เมื่อเรือของจำเลยที่ 3 มาถึงท่าปลายทางในประเทศไทย จำเลยที่ 3 ได้ขนตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือและส่งมอบตู้ไว้ที่ท่าเรือในสภาพตู้ที่เรียบร้อยมีดวงตราผนึกที่มีหลายเลขเดิม จำเลยที่ 3 ได้ขออนุญาตต่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยเปิดตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อขนถ่ายสินค้าออกจากตู้นำเข้าไปเก็บในคลังสินค้าหรือโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ขณะเปิดตู้คอนเทนเนอร์ขนถ่ายสินค้า หีบห่อหรือแพลเน็ตมีสภาพปกติเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยชำรุดหรือฉีกขาด เมื่อนำสินค้าเข้าเก็บในโรงพักสินค้าการท่าเรือแห่งประเทศไทยก็รับมอบสินค้าไว้ในสภาพเรียบร้อย ไม่ได้โต้แย้งว่าหีบห่อสินค้าชำรุดบกพร่อง จึงถือว่าจำเลยที่ 3 ส่งมอบของแล้วตามมาตรา 40 (3) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ต่อมาการท่าเรือแห่งประเทศไทยพบว่าสิ่งห่อหุ้มแพลเล็ตฉีก สินค้าสูญหายหรือขาดจำนวน 32 กล่อง แสดงว่าสิ่งห่อหุ้มแพลเล็ตฉีกในขณะสินค้าเก็บอยู่ในโรงพักสินค้าและอยู่ในความดูแลของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งส่งมอบของแล้ว การท่าเรือแห่งประเทศไทยก็ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ได้จัดเตรียมเรือให้อยู่ในสภาพที่สามารถเดินทะเลได้อย่างปลอดภัยก่อนบรรทุกสินค้าลงเรือหรือก่อนเรือออกเดินทาง โดยใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติการให้เหมาะสมในการเก็บรักษาดูแลสินค้า ทั้งไม่ได้กระทำการใดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือโดยเจตนาจะก่อให้เกิดการสูญหายหรือละเลยไม่เอาใจใส่สินค้าดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นอกจากนี้สินค้าคดีนี้มี 2 แพลเล็ต ซึ่งหมายถึง 2 หน่วยการขนส่ง หากฟังว่าสินค้าสูญหายและผู้ขนส่งต้องรับผิดก็ต้องรับผิดไม่เกินหน่วยการขนส่งละ 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้าจำพวกอุปกรณ์ไฟฟ้าที่บริษัทเครื่องไฟฟ้า บุญธนาภัณฑ์ จำกัด ผู้เอาประกันภัยสั่งซื้อจากผู้ขายในประเทศสหรัฐอเมริกา และทำการขนส่งทางทะเลโดยเรือของจำเลยที่ 3 จากท่าเรือต้นทางในประเทศสหรัฐอเมริกามายังท่าเรือปลายทางในประเทศไทย เมื่อเรือขนตู้คอนเทนเนอร์สินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพซึ่งเป็นท่าปลายทาง จำเลยที่ 3 ได้ยกขนตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือไปวางไว้ที่ท่าเรือแล้วขออนุญาตการท่าเรือแห่งประเทศไทยดำเนินการเปิดตู้คอนเทนเนอร์และขนถ่ายสินค้าออกจากตู้ไปจัดเก็บไว้ในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อรอให้ผู้รับตราสารส่งมารับสินค้านั้นไป ต่อมาผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งและผู้เอาประกันภัยมาขอรับสินค้าที่โรงพักสินค้า พบว่าสินค้าสูญหายไป 32 กล่อง รวม 3,000 ชิ้น จึงเรียกร้องให้โจทก์ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ตรวจสอบแล้วเห็นว่าสินค้าสูญหายจริง และการสูญหายอยู่ในเงื่อนไขการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย จึงชดใช้เงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 111,882.87 บาท รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าเสียหายของสินค้าที่สูญหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สินค้าดังกล่าวสูญหายไปในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสามผู้ขนส่งหรือไม่ ในปัญหานี้มีพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 บัญญัติว่า "...ถ้าเหตุแห่งการสูญหายนั้นได้เกิดขึ้นในระหว่างที่ของดังกล่าวอยู่ในความดูแลของตนเพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ให้ถือว่าของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งนับตั้งแต่เวลาที่ผู้ขนส่งได้รับของนั้นไว้จากผู้ส่งของหรือตัวแทนของผู้ส่งของ... จนถึงเวลาที่ผู้ขนส่งส่งมอบของนั้น ณ ท่าเรือปลายทางหรือหมายปลายทางตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 40" และมาตรา 40 บัญญัติว่า "ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าผู้ขนส่งได้ส่งมอบของซึ่งตนได้รับไว้แล้ว...(3) ผู้ขนส่งได้มอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆ ซึ่งกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้อยู่ ณ ท่าปลายทางกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องมอบของที่ขนถ่ายขึ้นจากเรือไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลดังกล่าว" ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวสินค้าอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งนับตั้งแต่ผู้ขนส่งได้รับมอบสินค้าจนถึงเวลาส่งมอบไว้กับเจ้าหน้าที่ ณ ท่าเรือปลายทาง หากสินค้าสูญหายไปในระหว่างเวลาดังกล่าวผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายของสินค้านั้น ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งรับขนส่งสินค้าพิพาทในเงื่อนไขการขนส่งแบบ CFS/CFS ตามสำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย จ.7 ต่อมาจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นได้รับการว่าจ้างหรือมอบหมายให้ขนส่งสินค้าพิพาททางทะเลในเงื่อนไขการขนส่งแบบ CY/CFS นายบรรยงก์ พนักงานสำรวจสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย และนายกฤษณะ พนักงานสำรวจสินค้าและประเมินค่าสินไหมทดแทนของบริษัทพีแอนด์เอแอ็ดจัสเม้นท์ จำกัด พยานโจทก์เบิกคามตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านในทำนองเดียวกันว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ขนส่งจะสิ้นสุดเมื่อผู้ขนส่งเปิดตู้คอนเทนเนอร์นำสินค้าเข้าเก็บในโกดังหรือโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว ซึ่งในข้อนี้นางสาวสุวรรณี และนางสาวแววตา พยานจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านได้ความสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 มีนายภูสิทธิ เบิกความโดยใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่าการขนส่งในเงื่อนไขการขนส่งแบบ CFS ปลายทางตามสำเนาใบตราส่งเอกสารหมาย จ.7 และ ล.5 เมื่อตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้ามาถึงท่าเรือปลายทาง ผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนย้ายแพลเล็ตสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์นำเข้าเก็บไว้ในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย หน้าที่ของผู้ขนส่งจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ขนส่งนำสินค้าเข้าเก็บในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว ซึ่งก็สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 ดังนั้น ที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่าความรับผิดของผู้ขนส่งจะสิ้นสุดเมื่อผู้รับตราสารส่งได้รับสินค้าไปจากโรงพักสินค้าเรียบร้อยจึงขัดกับคำเบิกความของพยานโจทก์เอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการขนส่งในเงื่อนไขแบบ CFS ปลายทาง หน้าที่ของผู้ขนส่งจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ขนส่งนำสินค้าจากตู้คอนเทนเนอร์เข้าเก็บในโรงพักสินค้าเรียบร้อยแล้ว คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สินค้าพิพาทสูญหายเมื่อใด โดยมีเพียงนางสาวจิดาภา วงศ์เทพวาณิชย์ เจ้าหน้าที่พิจารณาสินไหมทั่วไปของโจทก์เบิกความโดยใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า เมื่อสินค้าถึงท่าเรือปลายทาง จำเลยทั้งสามร่วมกันเปิดตู้คอนเทนเนอร์ขนถ่ายสินค้าออกจากตู้ไปเก็บไว้ในโรงพักสินค้าเพื่อรอผู้รับตราส่งมารับสินค้า ต่อมาเมื่อผู้รับตราส่งมาขอรับสินค้าจึงพบว่ามีสินค้าพิพาทสูญหายไป 32 กล่อง โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปในช่วงเวลาใด ส่วนจำเลยที่ 1 มีนางสาวสุวรรณีผู้จัดการฝ่ายการตลาดของจำเลยที่ 1 เบิกความโดยใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2547 เรือของจำเลยที่ 3 ได้ขนส่งสินค้าพิพาทมาถึงท่าเรือกรุงเทพ และได้มีการนำสินค้าเข้าเก็บในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยไม่มีของสูญหายแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีนายธวัชชัย ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 3 เบิกความโดยใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2547 เรือของจำเลยที่ 3 บรรทุกสินค้าพิพาทบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์มาถึงท่าเรือปลายทางในสภาพเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยการเปิดตู้คอนเทนเนอร์มาก่อนและมีดวงตราผนึกติดอยู่ปกติ ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2547 เจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่พนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยอนุญาตให้เปิดตู้คอนเทนเนอร์ขนถ่ายสินค้าเข้าเก็บในโรงพักสินค้า ปรากฏว่าหีบห่อของสินค้าพิพาทจำนวน 2 หีบห่อมีสภาพเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยชำรุดหรือฉีกขาดแต่อย่างใดตามสำเนาใบรายการขนถ่ายสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ (Tally Sheet) เอกสารหมาย ล.2 ในวันดังกล่าวการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้รับมอบสินค้าพิพาทไว้ในสภาพเรียบร้อยไม่มีการโต้แย้งว่าหีบห่อสินค้าชำรุดบกพร่องแต่อย่างใด จนกระทั่งต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2547 การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงพบว่าสิ่งห่อหุ้มหีบห่อของสินค้าพิพาทฉีกขาดตามใบรายการสำรวจสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (Survey Note) เอกสารหมาย จ.8 แสดงว่า สิ่งห่อหุ้มหีบห่อฉีกขาดและสินค้าพิพาทสูญหายขณะอยู่ในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย นายภูสิทธิและนายสุรชัย พยานจำเลยที่ 3 เบิกความโดยใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นในทำนองเดียวกันว่า ขณะเปิดตู้คอนเทนเนอร์นำสินค้าพิพาทเข้าเก็บในโรงพักสินค้าจะต้องมีเจ้าพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยและตัวแทนสายการเดินเรือไปตรวจนับและตรวจสภาพของหีบห่อสินค้าและบันทึกไว้ในใบรายการขนถ่ายสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ (Tally Sheet) เอกสารหมาย ล.2 หากพบว่าหีบห่อสินค้าชำรุดฉีกขาดหรือเสียหายก็จะต้องมีการบันทึกไว้ในช่องหมายเหตุ (Remarks) ให้ชัดเจนโดยเจ้าพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยตามสำเนาใบรายการขนถ่ายสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ (Tally Sheet) เอกสารหมาย ล.2 (และ ล.6) สินค้าพิพาทรายสุดท้ายจำนวน 2 หีบห่อ ไม่มีการระบุความเสียหายใดๆ ไว้ในช่องหมายเหตุแต่ประการใด โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างพยานหลักฐานของจำเลยในข้อนี้ นายบรรยงก์เจ้าพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย พยานโจทก์ก็ได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่าในการขนสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์เข้าเก็บในโรงพักสินค้า จะมีเจ้าพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นผู้ควบคุมดูแลและมีตัวแทนสายการเดินเรือมาดูแลด้วย ตัวแทนเรือและเจ้าพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะทำใบรายการขนถ่ายสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ (Tally Sheet) ไว้คนละฉบับมีข้อความตรงกัน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าขณะเปิดตู้คอนเทนเนอร์นำสินค้าพิพาทเข้าเก็บในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย หีบห่อของสินค้าพิพาทไม่มีความเสียหายชำรุดฉีกขาด เมื่อสิ่งห่อหุ้มหีบห่อของสินค้าพิพาทฉีกขาดเพิ่งมาพบเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547 ตามรายการสำรวจสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (Survey Note) เอกสารหมาย จ.8 และสินค้าพิพาทได้สูญหายไปบางส่วน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปหลังจากจำเลยที่ 3 ขนถ่ายออกจากตู้คอนเทนเนอร์ไปเก็บไว้ในโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว สินค้าพิพาทที่สูญหายจึงไม่อยู่ในระหว่างรับผิดชอบของผู้ขนส่ง จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นต่อไป เพราไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทคัดสรร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5334/2553
#506529
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่จะหักกลบลบหนี้กันได้นั้นต้องเป็นหนี้อย่างเดียวกัน และต้องเป็นหนี้ที่ไม่มี ข้อต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 344 พยานหลักฐานที่โจทก์อ้างได้แก่ใบเสร็จรับเงินซึ่งโดยปกติเป็นเอกสารแสดงการรับเงิน จึงมิได้เป็นหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ ส่วนใบส่งของ/ใบแจ้งหนี้เป็นเอกสารที่บริษัท ท. มีไปถึงจำเลย จึงเป็นหลักฐานที่แสดงว่าหนี้ค่าโฆษณาดังกล่าวเป็นหนี้ที่จำเลยพึงชำระแก่บริษัท ท. โดยเฉพาะเจาะจง มิได้พึงชำระให้แก่โจทก์ แม้โจทก์และบริษัท ท. เป็นบริษัท ในเครือเดียวกัน แต่ก็เป็นนิติบุคคลคนละรายกันตามกฎหมาย หากจะมีการโอนหนี้ของ บริษัท ท. ให้แก่โจทก์ก็จะต้องทำเป็นหนังสือและต้องบอกกล่าวไปยังจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ หรือจำเลยต้องยินยอมด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 แต่ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำ ดังกล่าว และที่โจทก์อ้างว่ามีการสรุปยอดหนี้กันแล้ว คงเหลือจำนวนเงินที่โจทก์จะต้อง ชำระให้แก่จำเลยอีก 257,000 บาท ก็เป็นเพียงเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเองแต่เพียงฝ่ายเดียว ส่วนที่โจทก์อ้างว่า พนักงานของจำเลยส่งโทรสารไปยังโจทก์แจ้งว่าโจทก์ต้องชำระเงินจำนวน 574,000 บาท ก็ปรากฏในเอกสารดังกล่าวว่ามีผู้ลงนาม ในตอนท้ายเป็นชื่อเล่นว่า ม. โดยไม่ปรากฏว่ามีชื่อจำเลยอยู่ และไม่ปรากฏว่าส่งไปจากที่ใด ส่วนจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่าจำเลยไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำโฆษณา แสดงว่าจำเลยยังมีข้อต่อสู้ในเรื่องหนี้ค่าโฆษณาที่โจทก์จะขอหักกลบลบหนี้กับจำเลย โจทก์จึงไม่อาจนำหนี้ค่าโฆษณาของบริษัท ท. ไปหักกลบลบหนี้กับเงินที่โจทก์จะต้องชำระ ในวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อห้องชุดในโครงการอาคารชุด "เอกไพลินปาร์ค" จากจำเลย จำนวน 2 ห้อง เป็นเงิน 1,340,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินจองจำนวน 20,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาและค่าทำสัญญาจำนวน 80,000 บาท ค่างวด งวดละ 15,200 บาท งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4 จำนวน 60,800 บาท จำเลยนำไปหักกลบลบหนี้กับค่าโฆษณาซึ่งจำเลยค้างชำระอยู่กับโจทก์ ส่วนค่างวดงวดที่ 5 ถึงงวดที่ 15 โจทก์ชำระให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยติดต่อโจทก์ให้โฆษณาโครงการ "เอกไพลินปาร์ค" อีก แต่โจทก์มอบให้บริษัทไทยประสิทธิ์ซายน์เทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์โฆษณาแทนเป็นเงิน 754,800 บาท โจทก์และจำเลยตกลงให้นำหนี้ดังกล่าวมาหักจากราคาห้องชุด โจทก์จึงรับโอนสิทธิเรียกร้องมาหักกลบลบหนี้ค่าโฆษณากับจำเลย 754,800 บาท เท่ากับโจทก์ชำระค่าห้องชุดให้จำเลยทั้งหมด 1,082,800 บาท คงค้างชำระค่าห้องชุดเพียง 257,200 บาท แต่ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยอ้างว่าโจทก์ต้องชำระหนี้ให้จำเลยอีก 2,038,700 บาท จึงไม่สามารถตกลงกันได้ และจำเลยไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,084,357.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,082,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำสัญญาจะขายห้องชุดและได้รับเงินค่าห้องชุดจากโจทก์ในวันทำสัญญา 80,000 บาท และค่างวดงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 15 จากโจทก์เรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยไม่ได้เป็นหนี้ค่าโฆษณา 754,800 บาท ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เพราะจำเลยแจ้งยกเลิกการเช่าป้ายโฆษณาไปยังโจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับจำเลย จำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินค่าห้องชุดส่วนที่เหลือ 1,055,900 บาท ไปชำระและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและมีหนังสือให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์พร้อมชำระหนี้ส่วนที่เหลือภายในวันที่ 31 มกราคม 2539 โจทก์ไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดกลับทิ้งเวลาล่วงเลยมานานหลายปี จนกระทั่งวันที่ 2 มิถุนายน 2542 โจทก์มีหนังสือสอบถามจำเลย จำเลยแจ้งว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาซึ่งจำเลยมีสิทธิริบเงินทั้งหมดที่โจทก์ชำระมาแล้วได้ตามสัญญา ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2544 โจทก์แจ้งให้จำเลยไปโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวอ้างว่าโจทก์มีหน้าที่ชำระหนี้ห้องชุดในวันโอนกรรมสิทธิ์เพียง 257,200 บาท ซึ่งไม่เป็นความจริง จำเลยจึงไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้โจทก์ การที่ต่อมาโจทก์นำเงิน 257,200 บาท ไปวางที่สำนักงานทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี จำเลยก็ได้โต้แย้งและไม่ไปรับเงินจำนวนดังกล่าว หากจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง โจทก์น่าจะใช้สิทธิฟ้องร้องไม่ปล่อยให้ระยะเวลาเนิ่นนานมาเกือบ 10 ปี พฤติการณ์ของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 328,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...โจทก์มีสิทธินำเงินค่าโฆษณาที่โจทก์อ้างว่าจำเลยค้างชำระอยู่แก่บริษัทไทยประสิทธิ์ซายน์เทค จำกัด ไปหักกลบลบหนี้กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่จะหักกลบลบหนี้กันได้นั้นต้องเป็นหนี้อย่างเดียวกัน และต้องเป็นหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ประกอบมาตรา 344 โจทก์มีนายธานินทร์ กรรมการบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากโจทก์ชำระเงินในวันจอง ชำระเงินในวันทำสัญญา และชำระเงินเป็นงวดให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยว่าจ้างให้โจทก์และบริษัทไทยประสิทธิ์ซายน์เทค จำกัด ติดตั้งป้ายโฆษณาของจำเลยตามใบเสร็จรับเงินและใบส่งของรวมเป็นเงิน 754,800 บาท และตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในระหว่างปี 2538 ถึงปี 2539 มีการทำสัญญาโฆษณากับจำเลยแต่หาเอกสารไม่พบ กับโจทก์มีนางณัฏฐ์ธนิศ เป็นพยานเบิกความว่าในปี 2544 ตัวแทนจำเลยโทรศัพท์มานัดวันโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด พยานเดินทางไปที่บริษัทจำเลยเพื่อตรวจสอบหนี้สินมีการสรุปยอดหนี้ปรากฏว่าจำเลยยังเป็นหนี้ค่าป้ายโฆษณากับโจทก์ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2538 ถึงเดือนมีนาคม 2539 ตามใบแจ้งหนี้ และมีการสรุปยอดหนี้แล้ว คงเหลือจำนวนเงินที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยอีก 257,200 บาท แต่พนักงานของจำเลยส่งโทรสารไปยังพยานแจ้งว่าโจทก์ต้องชำระเงินจำนวน 578,500 บาท สาเหตุที่ยอดเงินเพิ่มขึ้นเพราะจำเลยลดป้ายโฆษณาของเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2539 ลง และตอบทนายจำเลยถามค้านว่าพยานไม่เคยเห็นสัญญาว่าจ้างโฆษณาระหว่างจำเลยกับบริษัทไทยประสิทธิ์ซายน์เทค จำกัด และจำเลยไม่เคยมีหนังสือขอหักกลบลบหนี้ไปยังโจทก์ กับโจทก์ไม่เคยทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องกับบริษัทไทยประสิทธิ์ซายน์เทค จำกัด ส่วนจำเลยมีนางสาววัชรี กรรมการบริษัทจำเลยเป็นพยานเบิกความว่าโจทก์ชำระเงินในวันจอง 20,000 บาท ส่วนการชำระเงินในวันทำสัญญา 80,000 บาท และเงินค่างวดงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4 หักกลบลบหนี้กับค่าว่าจ้างติดตั้งป้ายโฆษณากับจำเลย และโจทก์ชำระเงินค่างวดงวดที่ 5 ถึงงวดที่ 15 ให้แก่จำเลยแล้ว หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งป้ายโฆษณา โจทก์กับจำเลยจึงไม่มีการหักกลบลบหนี้กันอีก และตอบทนายโจทก์ถามค้านยืนยันว่า หลังจากปี 2537 จำเลยไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำการโฆษณาไม่ว่าด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์อ้างได้แก่ใบเสร็จรับเงิน ซึ่งโดยปกติเป็นเอกสารแสดงการรับเงินจึงมิได้เป็นหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ ส่วนใบส่งของ/ใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.8 เป็นเอกสารที่บริษัทไทยประสิทธิ์ซายน์เทค จำกัด มีไปถึงจำเลยจึงเป็นหลักฐานที่แสดงว่าหนี้ค่าโฆษณาดังกล่าวเป็นหนี้ที่จำเลยพึงชำระแก่บริษัทไทยประสิทธิ์ซายน์เทค จำกัด โดยเฉพาะเจาะจง มิได้พึงชำระให้แก่โจทก์ แม้โจทก์และบริษัทไทยประสิทธิ์ซายน์เทค จำกัด เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน แต่ก็เป็นนิติบุคคลคนละรายกันตามกฎหมาย หากมีการโอนหนี้ของบริษัทไทยประสิทธิ์ซายน์เทค จำกัด ให้แก่โจทก์ ก็ต้องทำเป็นหนังสือและต้องบอกกล่าวไปยังจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ หรือจำเลยต้องยินยอมด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 แต่ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำดังกล่าวและที่โจทก์อ้างว่ามีการสรุปยอดหนี้กันแล้ว คงเหลือจำนวนเงินที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยอีก 257,200 บาท ก็เป็นเพียงเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเองแต่เพียงฝ่ายเดียว ส่วนที่โจทก์อ้างว่า พนักงานของจำเลยส่งโทรสารไปยังโจทก์แจ้งว่าโจทก์ต้องชำระเงินจำนวน 578,500 บาท ที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวว่ามีผู้ลงนามในตอนท้ายเป็นชื่อเล่นว่า คุณแมว โดยไม่ปรากฏว่ามีชื่อจำเลยอยู่และไม่ปรากฏว่าส่งไปจากที่ใด ส่วนจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่า จำเลยไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำโฆษณา แสดงว่าจำเลยยังมีข้อต่อสู้ในเรื่องหนี้ค่าโฆษณาที่โจทก์จะขอหักกลบลบหนี้กับจำเลย โจทก์จึงไม่อาจนำหนี้ค่าโฆษณาของบริษัทไทยประสิทธิ์ซายน์เทค จำกัด ไปหักกลบลบหนี้กับเงินที่โจทก์จะต้องชำระในวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้...

เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ไม่อาจนำหนี้ค่าโฆษณาของบริษัทไทยประสิทธิ์ซายน์เทค จำกัด ไปหักกลบลบหนี้กับเงินที่โจทก์จะต้องชำระในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้แล้วโจทก์จึงยังคงมีหน้าที่ที่จะต้องชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 1,012,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันนัดดังกล่าว แต่เมื่อถึงวันนัดโจทก์เตรียมเงินไปเพียง 257,200 บาท ไม่ครบถ้วนตามสัญญา ซึ่งจำเลยโต้แย้งว่าไม่ถูกต้องและไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจึงเป็นอันเลิกกันตามสัญญาข้อ 3 ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 แล้ว โจทก์และจำเลยจึงต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ส่วนเงินที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยไปแล้ว ได้แก่ เงินชำระในวันจอง 20,000 บาท เงินชำระในวันทำสัญญา 80,000 บาท ปรากฏชัดแจ้งอยู่ในสัญญาแล้วว่าเป็นเงินค่าซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุด จึงต้องถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของราคาห้องชุด มิใช่เงินมัดจำ ส่วนเงินค่างวดอีก 15 งวด รวม 228,000 บาท นั้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เงินมัดจำ เพราะเป็นเงินที่ผ่อนชำระกันหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญาจำเลยจะริบเงินเหล่านี้โดยอ้างว่าเป็นเงินที่อาจริบตามกฎหมายไม่ได้ แต่เป็นเงินชำระหนี้บางส่วนซึ่งเป็นเงินที่จำเลยจะต้องใช้คืนแก่โจทก์เพื่อกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่เนื่องจากโจทก์และจำเลยตกลงกันให้ริบตามสัญญาข้อ 3 โดยไม่ต้องคืนเงิน ข้อตกลงให้ริบเงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และที่ตกลงกันไว้อีกว่า หากโจทก์ไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้จำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในจำนวนเงินที่ค้างชำระก็เป็นเบี้ยปรับเช่นกัน และเบี้ยปรับนั้นหากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงิน 228,000 บาท ให้แก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายไปยังจำเลย กับนำเงินจำนวน 257,200 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง หลังจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและสัญญาเลิกกันแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2545 จึงไม่มีผลทำให้จำเลยกลับมาเป็นผู้ผิดสัญญาแทนโจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 228,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยประสิทธิ์นีออนไซน์
โฆษณา จำกัด
จำเลย — บริษัทเอกไพลินบ้านและที่ดิน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5332/2553
#501590
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ที่ดินของโจทก์เดิมเป็นที่ดินของบิดามารดาโจทก์ ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นที่ดินของโจทก์แปลงหนึ่ง เป็นของ น. แปลงหนึ่ง และเป็นของ ธ. อีกแปลงหนึ่ง โจทก์ชอบที่จะเปิดทางพิพาทผ่านที่ดินที่เคยรวมเป็นแปลงเดียวกันมาก่อนนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลย อันเป็นการอ้างบทกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 จำเลยให้การแต่เพียงว่าโจทก์มีทางออกอื่นเพื่อไปสู่ทางสาธารณะ การฟ้องคดีโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โดยจำเลยมิได้อ้างว่าที่ดินของโจทก์แบ่งแยกจากที่ดินแปลงอื่นอันทำให้ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะอันจะก่อให้เกิดประเด็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาปูน ลวดหนาม และไม้ที่กั้นไว้ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องออก โดยเปิดทางกว้าง 5 เมตร ยาว 40 เมตร ในที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ 12318 ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อให้โจทก์เข้าออกสู่ทางสาธารณะสายวัดนิกรประสาท - บ้านหนองจิก หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้โจทก์ดำเนินการได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางกว้าง 3 เมตร ผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 12318 ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของจำเลยยาวตลอดแนวเขตที่ดินจำเลยจนถึงทางสาธารณะสายวัดนิกรประสาท - บ้านหนองจิก (ซอยบ้านดอนกลาง) ตามแผนที่พิพาทโดยสังเขป ส่วนที่ระบายด้วยสีแดง ให้จำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามและไม้ที่ปิดกั้นทางพิพาทออก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ที่ดินของโจทก์เดิมเป็นที่ดินของบิดามารดาโจทก์ ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นที่ดินของโจทก์แปลงหนึ่งเป็นของนางจันดีแปลงหนึ่ง และเป็นของนางธุลี อีกแปลงหนึ่ง โจทก์ชอบจะเปิดทางพิพาทผ่านที่ดินที่เคยรวมเป็นแปลงเดียวกันมาก่อนนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลย อันเป็นการอ้างบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 จำเลยให้การแต่เพียงว่าโจทก์มีทางออกอื่นเพื่อไปสู่ทางสาธารณะ การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โดยจำเลยมิได้อ้างว่าที่ดินของโจทก์แบ่งแยกจากที่ดินแปลงอื่นอันทำให้ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะอันจะก่อให้เกิดประเด็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำเนียง ด้วงเชี่ยว
จำเลย — นางเกื้อน เกิดกล่อม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายพิพัฒน์ แก้วอำไพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาณุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5329 -ที่ 5331/2553
#521518
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่มีการทุจริต บางส่วนเป็นเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นราชการส่วนภูมิภาคในสังกัดของโจทก์ บางส่วนเป็นงบกลางอยู่ภายใต้การครอบครองดูแลของคลังจังหวัดอุบลราชธานี แต่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีจะต้องทำฎีกาขอเบิกจากคลังจังหวัดอุบลราชธานี ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ. 2520 เมื่อคลังจังหวัดอุบลราชธานีจ่ายเงินให้กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว เงินดังกล่าวก็อยู่ในความครอบครองดูแลของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ถ้ามีเงินเบิกเกินมาแล้วไม่ได้จ่ายหรือจ่ายไม่หมด ส่วนราชการผู้เบิกต้องนำส่งคืนคลังภายใน 15 วัน นับจากวันรับเงินจากคลัง ตามข้อ 53 วรรคสอง และข้อ 66 วรรคหนึ่ง ของระเบียบฉบับเดียวกัน การที่มีการทุจริตไม่นำเงินที่เกินกว่าหลักฐานการจ่ายส่งคืนคลังจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีการเบียดบังเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต โจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้อง

หนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุว่าให้ฟ้องผู้ใดบ้าง แต่การระบุให้ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับการทุจริต หรือต้องชดใช้เงินคืนทุกเรื่องเกี่ยวกับการเงินของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ย่อมหมายความถึงดำเนินการฟ้องร้องหรือเรียกเงินคืนจากผู้ทุจริตหรือผู้ต้องรับผิดชอบคืนเงินที่เบียดบังเอาเงินงบประมาณของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบจนทราบตัวข้าราชการที่ต้องรับผิดชอบชดใช้เงินของโจทก์ได้แล้ว

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 18 มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่ 15 และที่ 16 การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 18 ร่วมกันทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ที่ 15 และที่ 16 ผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 18 ตามสายงานต้องร่วมรับผิดในการละเมิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 18 ได้ จำเลยที่ 2 ที่ 15 และที่ 16 จะต้องรับผิดชอบเฉพาะการกระทำในส่วนที่จำเลยที่ 2 ที่ 15 และที่ 16 แต่ละคนได้กระทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อเท่านั้น

การที่ผู้เบิกได้ลงลายมือชื่อในฎีกาเบิกเงินเดือนโดยตรวจข้อความและหลักฐานของแต่ละฎีกาที่เสนอขึ้นมาให้ลงลายมือชื่อแล้วมีจำนวนเงินตรงกันกับหลักฐาน ไม่อาจถือได้ว่าผู้เบิกปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องหรือประมาทเลินเล่อ อย่างไรก็ตาม หากผู้เบิกที่มีหน้าที่ลงลายมือชื่อเบิกเงินในฎีกาเบิกเงินเดือนเป็นประจำหรือบ่อยครั้งอาจตรวจพบความผิดปกติในฎีกาเบิกเงินจากจำนวนเงินที่ขอเบิกสูงกว่าฎีกาอื่นอย่างมากและเป็นการเบิกซ้ำซ้อนกับที่เคยขอเบิกไปแล้ว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นหัวหน้าส่วนราชการกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี จึงไม่มีหน้าที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกเงินในฎีกา และรับผิดชอบตรวจสอบเงินที่เบิกมาจากคลังจังหวัด แต่จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกเงินในฎีกาแทนจำเลยที่ 15 เฉพาะในกรณีที่จำเลยที่ 15 ไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงไม่อาจตรวจสอบได้ว่า มีการเบิกเงินจำนวนสูงผิดปกติ และซ้ำซ้อนกับที่เบิกมาแล้วหรือไม่ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ โดยไม่ใช้ความระมัดระวังและประมาทเลินเล่อ แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีอาวุโส รักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากต้องลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกเงินในฎีกาแล้วยังต้องรับผิดชอบดูแลรักษาเงินการจ่ายเงิน หลักฐานการจ่ายเงินที่เบิกจากคลังจังหวัดและตรวจสอบบัญชีเงินคงเหลือตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ. 2520 การที่จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า ได้มอบหมายให้สารวัตรการเงินและบัญชีดูแลรับผิดชอบโดยจะตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเป็นครั้งคราวเท่านั้น หากไม่ได้รับรายงานเงินคงเหลือก็ไม่อาจทราบได้ว่ามีจำนวนเงินที่ต้องส่งคืนคลังจังหวัดหรือไม่ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ตรวจสอบหลักฐานการใช้จ่ายเงินที่เบิกมา ทำให้มีการทุจริตเบียดบังเอาเงินคงเหลือที่เกินกว่าหลักฐานการจ่ายไป ถือว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ประมาทเลินเล่อ

จำเลยที่ 17 เป็นหัวหน้าส่วนราชการกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ต้องดูแลรับผิดชอบผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายและระเบียบแบบแผนของทางราชการการที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 17 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตทำให้ราชการได้รับความเสียหาย แม้จะมีบุคคลหลายคนร่วมกันทำเป็นขบวนการ แต่ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 17 ไม่สามารถป้องกันได้ จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 17 ทราบอยู่แล้วว่า มีเงินที่จะต้องเบิกจากคลังจังหวัดเป็นประจำทุกเดือนและจ่ายให้แก่ผู้รับในวันสิ้นเดือนนั้น มีฎีกาเบิกเงินเดือน และฎีกาเบิกเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) ที่จะต้องทำฎีกาเบิกจากคลังจังหวัดภายในทุกวันที่ 15 ของเดือน แต่ละประเภทเดือนละ 1 ครั้ง และนำไปจ่ายให้แก่ข้าราชการในวันสิ้นเดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2527 ซึ่งจำเลยที่ 17 เข้าดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี มีการทุจริตทำฎีกาไม่ปกติเบิกเงินเดือนและเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) ทุกเดือนเสนอสลับไปกับฎีกาปกติเบิกเงินเดือน และเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) ตามปกติ ทำให้จำนวนฎีกาที่นำเสนอเบิกเงินจากคลังจังหวัดมีมากขึ้น จำนวนเงินที่ขอเบิกในแต่ละเดือนก็เพิ่มมากขึ้นกว่าปีงบประมาณที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก ก่อนเข้ารับตำแหน่งจำเลยที่ 17 ก็ทราบบ้างแล้วถึงความไม่ชอบมาพากลของเจ้าหน้าที่แผนการเงินและบัญชี จึงทำเรื่องเสนอขอให้กรมตำรวจย้ายจำเลยที่ 3 ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสารวัตรการเงินและบัญชีออกไป แต่ก็ไม่อาจย้ายได้โดยทันที ดังนั้น จำเลยที่ 17 จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบและลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกในแต่ละฎีกาให้เข้มงวดมากขึ้น แม้ข้อความและหลักฐานในฎีกาเบิกเงินที่เสนอให้จำเลยที่ 17 ลงลายมือชื่ออาจไม่พบข้อพิรุธหรือความผิดปกติ แต่จำเลยที่ 17 ควรต้องระแวงสงสัยว่าจำนวนฎีกาและจำนวนเงินรวมที่เสนอขอเบิกจากคลังจังหวัดมีจำนวนมากและสูงผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 17 ยังต้องรับผิดชอบตรวจสอบบัญชีเงินสดและบัญชีเงินคงเหลือเพื่อดูแลรักษาเงินที่เบิกจากคลังจังหวัดว่ายังมีเงินค้างจ่ายในแต่ละวัน แต่ละเดือน ที่ไม่มีหลักฐานการจ่ายอันจะต้องส่งคืนคลังจังหวัดมากน้อยเพียงใด หากจำเลยที่ 17 ได้ทำการตรวจสอบเป็นปกติตามระเบียบการเก็บรักษาและนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ.2520 ย่อมต้องทราบว่าเงินที่เบิกจากคลังจังหวัดมาแล้วยังไม่มีการจ่ายมีมากน้อยเพียงใด เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมไม่อาจกระทำการทุจริต ทำฎีกาเท็จเบิกเงินซ้ำซ้อนแล้วเบียดบังไปเป็นประโยชน์ของตนได้โดยง่าย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 17 ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่วิสัยและพฤติการณ์ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวแล้ว ถือว่าจำเลยที่ 17 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ที่จำเลยที่ 17 ฎีกาว่า หลังจากทราบการกระทำผิด จำเลยที่ 17 ได้ติดตามยึดทรัพย์คืนได้จากผู้กระทำผิดจำนวนถึง 30 ล้านบาทเศษ จึงต้องนำจำนวนเงินดังกล่าวหักออกจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ 17 ต้องรับผิด และหากรวมค่าเสียหายที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดจะเกินกว่าทุนทรัพย์ตามฟ้องนั้น เป็นกรณีที่ความรับผิดของจำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมไม่เกินไปกว่าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนการจะติดตามทรัพย์สินคืนได้เพียงใดก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 17 ชอบที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นบังคับคดี

จำเลยที่ 11 เป็นคลังจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ตรวจอนุมัติฎีกาเบิกเงินทุกประเภทแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ในวันหนึ่ง ๆ คลังจังหวัดต้องลงลายมือชื่ออนุมัติฎีกาประมาณ 100 ถึง 200 ฎีกา เป็นที่เห็นได้ว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ตรวจอนุมัติฎีกานั้น จำเลยที่ 11 ต้องดำเนินการโดยรวดเร็วเพื่อให้การปฏิบัติราชการของส่วนราชการในจังหวัดอุบลราชธานีนำเงินไปใช้ในการบริหารงานในส่วนราชการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การตรวจอนุมัติฎีกาของจำเลยที่ 11 เป็นการกระทำในขั้นตอนสุดท้ายของการเสนอขอเบิกเงินจากคลังจังหวัดซึ่งแต่ละฎีกากว่าจะทำเสนอให้จำเลยที่ 11 ตรวจและลงลายมือชื่ออนุมัตินั้น ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจากข้าราชการระดับล่างหลายขั้นตอนจนถึงผู้ช่วยคลังจังหวัด ซึ่งจะต้องตรวจสอบความถูกต้องเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะนำเสนอให้จำเลยที่ 11 อนุมัติ เห็นว่า การตรวจสอบก่อนลงลายมือชื่ออนุมัติ จำเลยที่ 11 จะต้องตรวจสอบว่ามีการลงลายมือชื่อครบถ้วนและถูกต้องในฎีกาเป็นลำดับหรือไม่ มีการแก้ไขจำนวนเงินหรือไม่ และจำนวนเงินที่ขอเบิกตรงกันกับใบหน้างบและเอกสารแนบท้ายฎีกาหรือไม่ จึงถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้อนุมัติฎีกาแล้ว การที่จำเลยที่ 11 ลงลายมือชื่ออนุมัติในฎีกาที่มีการตรวจผ่านตามลำดับขั้นตอน และตามระเบียบราชการ แม้จะเป็นฎีกาที่ไม่ปกติ ก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ 11 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีหลายฎีกาที่นอกจากจำเลยที่ 11 ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นผู้อนุมัติฎีกา จำเลยที่ 11 ยังได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ตรวจฎีกาแทนที่ผู้ช่วยคลังจังหวัดอีกฐานะหนึ่งด้วย ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 11 ในส่วนนี้ จำเลยที่ 11 ต้องปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบความยิ่งกว่าการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้อนุมัติฎีกาเพียงฐานะเดียว โดยเฉพาะฎีกาที่ไม่ปกติหลายฎีกาต่อเนื่องกัน หากตามพฤติการณ์จำเลยที่ 11 ควรทราบถึงความผิดสังเกตของฎีกาไม่ปกติแล้ว จำเลยที่ 11 ลงลายมือชื่อตรวจผ่านและลงลายมือชื่ออนุมัติในฐานะคลังจังหวัดด้วยแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 11 ถือได้ว่าเป็นการประมาทเลินเล่อ

อายุความเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดนั้น ต้องนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งหมายความถึงว่าผู้เสียหายต้องรู้ถึงความเสียหายด้วย รายงานการสอบสวนและบันทึกความเห็นในการดำเนินคดีนั้น มุ่งสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดอาญาและการฟ้องร้องผู้กระทำผิดให้รับโทษทางอาญา ในรายงานการสอบสวนและบันทึกดังกล่าวไม่ปรากฏจำนวนความเสียหายว่ามากน้อยเพียงใด จึงไม่อาจเริ่มต้นนับอายุความ 1 ปี อันเป็นวันที่โจทก์ได้รับทราบรายงานการสอบสวนและบันทึกความเห็นในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำการทุจริต

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 15 รับผิดสำนวนแรกโดยมีทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 19,597,486.38 บาท ให้จำเลยที่ 17 และที่ 18 รับผิดสำนวนที่สอง โดยมีทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 40,271,015.97 บาท และให้รับผิดสำนวนที่สามโดยมีทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 27,275,927.55 บาท ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 15 ถึงที่ 18 ร่วมกับจำเลยอื่นใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทุกสำนวนแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามสำนวนรวม 100,000 บาท นั้น เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยแต่ละคนร่วมรับผิดตามจำนวนเงินที่ฟ้องทั้งหมดโดยไม่แบ่งแยกเป็นรายสำนวน ซึ่งมีผลให้จำเลยบางคนต้องร่วมรับผิดในสำนวนที่ไม่ถูกฟ้องหรือข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความไม่ปรากฏความรับผิดร่วมด้วย เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) รวมทั้งเพื่อความถูกต้องในการบังคับคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 18 ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินในสำนวนแรกจำนวน 19,597,486.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 14 และที่ 16 ถึงที่ 18 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินในสำนวนที่สองจำนวน 40,271,015.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 14 จำเลยที่ 17 และที่ 18 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินในสำนวนที่สาม จำนวน 27,275,927.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 6 ถึงที่ 7 และจำเลยที่ 11 ถึง 18 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 10 ร่วมกันรับผิดชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 87,144,429.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องทั้งสามสำนวน (วันที่ 24 กันยายน 2530) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเป็นจำนวน 10,043,730 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นจำนวน 59,868,502.35 บาท จำเลยที่ 11 ร่วมรับผิดเป็นจำนวน 37,508,383 บาท จำเลยที่ 12 ร่วมรับผิดเป็นจำนวน 35,896,273 บาท จำเลยที่ 13 ร่วมรับผิดเป็นจำนวน 47,772,920 บาท จำเลยที่ 14 ร่วมรับผิดเป็นจำนวน 19,796,433 บาท จำเลยที่ 15 ร่วมรับผิดเป็นจำนวน 4,959,920 บาท จำเลยที่ 16 ร่วมรับผิดเป็นจำนวน 2,349,540 บาท จำเลยที่ 17 ร่วมรับผิดเป็นจำนวน 67,546,823.52 บาท และจำเลยที่ 18 ร่วมรับผิดเป็นจำนวน 67,546,823.52 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 18 ชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่แต่ละคนต้องรับผิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 กันยายน 2530) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 18 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในแต่ละสำนวนแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามสำนวนรวม 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนที่สาม ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 14 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 11 ถึงที่ 14 จำเลยที่ 16 และที่ 17 อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 11 ถึงที่ 14 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา และจำเลยที่ 2 ที่ 16 และที่ 17 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์บางส่วน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 14 ร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 17,796,433 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

โจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 ฎีกาโดยจำเลยทุกคนได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา แต่จำเลยที่ 12 ไม่นำส่งสำเนาฎีกาภายในเวลาที่กำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายฎีกาจำเลยที่ 12

ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล ขณะเกิดเหตุมีพลตำรวจเอกณรงค์เป็นอธิบดีผู้มีอำนาจกระทำการแทน โดยมอบอำนาจให้เรือตรีดนัย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างเดือนเมษายน 2525 ถึงเดือนกันยายน 2527 จำเลยที่ 3 มีตำแหน่งเป็นสารวัตรการเงินและบัญชี กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างปี 2525 ถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2528 จำเลยที่ 4 ถึงจำเลยที่ 10 เป็นเจ้าหน้าที่แผนกการเงินและบัญชีของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 11 มีตำแหน่งเป็นคลังจังหวัดอุบลราชธานี จำเลยที่ 12 เป็นผู้ช่วยคลังจังหวัด จำเลยที่ 13 และที่ 14 เป็นเจ้าหน้าที่การคลัง สำนักงานคลังจังหวัดอุบลราชธานี จำเลยที่ 15 มีตำแหน่งเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2526 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2527 จำเลยที่ 16 มีตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างปี 2525 ถึงเดือนธันวาคม 2528 จำเลยที่ 17 มีตำแหน่งเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างเดือนตุลาคม 2527 ถึงเดือนธันวาคม 2528 และจำเลยที่ 18 มีตำแหน่งเป็นรองสารวัตรการเงินและบัญชี กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างปี 2523 ถึงเดือนธันวาคม 2528 จำเลยที่ 15 และที่ 17 เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 17 เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 18 มีหน้าที่ควบคุมดูแลจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 18 ให้ปฏิบัติงานไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการควบคุมการจ่ายเงินและเป็นผู้เบิกเงินในฎีกาเบิกเงินของทางราชการ ในกรณีที่จำเลยที่ 15 และที่ 17 ไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ จำเลยที่ 2 หรือที่ 16 จะได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่แทนและเป็นผู้ลงลายมือชื่อเบิกเงินในฎีกาต่าง ๆ แทน เมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2526 ถึงเดือนกันยายน 2527 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่แผนกการเงินและบัญชี กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 และที่ 15 ได้ร่วมกันจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตปลอมแปลงเอกสารราชการ ทำหลักฐานเท็จ จัดทำฎีกาเบิกเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนและเงินเพิ่ม เงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) และเงินช่วยเหลือบุตรของข้าราชการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี รวม 164 ฎีกา เกินกว่าหลักฐานการจ่ายแล้วเบียดบังเงินที่เบิกเกินไปจำนวน 19,597,486.38 บาท โดยทุจริต โดยจำเลยที่ 15 ได้ลงลายมือชื่อเบิกเงินในฎีกาเบิกเงินเดือนจำนวน 13 ฎีกา โดยประมาทเลินเล่อหรือบกพร่องต่อหน้าที่ ปล่อยให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตยักยอกเงินที่เบิกเกินกว่าหลักฐานการจ่ายไปเป็นเงิน 4,959,920 บาท เมื่อระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม 2527 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2528 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 18 ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลังและอยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ได้ร่วมกันจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ปลอมแปลงเอกสารราชการทำหลักฐานเท็จ จัดทำฎีกาเบิกเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนและเงินเพิ่ม เงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) และเงินช่วยเหลือบุตรของข้าราชการสังกัดกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี รวม 186 ฎีกา เกินกว่าหลักฐานการจ่าย แล้วเบียดบังเงินที่เบิกเกินไปจำนวน 40,271,015.97 บาท โดยทุจริต ต่อมาระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 2528 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2528 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 18 ซึ่งมีหน้าที่เบิกจ่ายเงินจากคลังและอยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 17 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตปลอมแปลงเอกสารราชการ ทำหลักฐานเท็จ จัดทำฎีกาเบิกเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนและเงินเพิ่ม เงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) และเงินช่วยเหลือบุตรข้าราชการสังกัดกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี รวม 77 ฎีกา เกินกว่าหลักฐานการจ่าย แล้วเบียดบังเงินที่เบิกเกินไปจำนวน 27,275,927.55 บาท โดยทุจริต วันที่ 10 มกราคม 2529 จำเลยที่ 17 เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอุบลราชธานี ว่ามีการทุจริตขึ้นภายในกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 5 ตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีพลตำรวจตรีปุณมาณเป็นประธานกรรมการสอบสวน ผลการตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตเกี่ยวกับการเบิกเงินเดือน เงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) และเงินช่วยเหลือบุตรข้าราชการในกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างเดือนสิงหาคม 2526 ถึงเดือนธันวาคม 2528 คณะกรรมการสอบสวนได้ทำบันทึกรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสนออธิบดีกรมตำรวจ ต่อมาจังหวัดอุบลราชธานีโดยเรือตรีดนัย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่งเกี่ยวกับการทุจริตดังกล่าว มีนายประถม รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานกรรมการ ผลการสอบสวนพบว่ามีการทุจริตเบิกเงินเดือน เงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค) และเงินช่วยเหลือบุตรข้าราชการในกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ในลักษณะซ้ำซ้อนกันเดือนละหลายครั้ง แล้วนำเงินที่เบิกเกินไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง รวมเป็นเงินประมาณ 80,000,000 บาท โดยมีผู้ต้องรับผิดชอบทางแพ่ง 18 คน รวมทั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 18 ด้วย คณะกรรมการสอบสวนได้เสนอรายงานและความเห็นไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีได้ทำรายงานเสนอให้อธิบดีกรมตำรวจรับทราบเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2529

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินที่มีการทุจริตคดีนี้ บางส่วนเป็นเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นราชการส่วนภูมิภาคในสังกัดของโจทก์ บางส่วนเป็นงบกลางอยู่ภายใต้การครอบครองดูแลของคลังจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงการคลังก็ตาม แต่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี จะต้องทำฎีกาขอเบิกจากคลังจังหวัดอุบลราชธานี ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520 เมื่อคลังจังหวัดอุบลราชธานีจ่ายเงินให้กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว เงินดังกล่าวก็อยู่ในความครอบครองดูแลของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อนำไปใช้จ่ายตามภารกิจที่โจทก์ได้กำหนดไว้ และไม่ปลดเปลื้องความรับผิดชอบที่จะต้องดูแลให้มีการจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิ ถ้ามีเงินเบิกเกินมาแล้วไม่ได้จ่ายหรือจ่ายไม่หมด ส่วนราชการผู้เบิกต้องนำส่งคืนคลังภายใน 15 วัน นับจากวันรับเงินจากคลัง ตามข้อ 53 วรรคสอง และข้อ 66 วรรคหนึ่ง ของระเบียบฉบับเดียวกัน การที่มีการทุจริตไม่นำเงินที่เกินกว่าหลักฐานการจ่ายส่งคืนคลังจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีการเบียดบังเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต โจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 11 และที่ 17 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจมีข้อความว่า กรมตำรวจโดยพลตำรวจเอกณรงค์ อธิบดีกรมตำรวจ ขอทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี โดยเรือตรีดนัย มีอำนาจเป็นโจทก์ดำเนินการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับการทุจริตหรือต้องชดใช้เงินคืนทุกเรื่องเกี่ยวกับการเงินของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ฯลฯ มีความหมายว่า โจทก์มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่ง เป็นการแต่งตั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีโดยตำแหน่งเป็นผู้รับมอบอำนาจ ขณะยื่นฟ้องคดีนี้บุคคลใดดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีย่อมอยู่ในฐานะผู้รับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว การที่เรือตรีดนัยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีได้ลงลายมือชื่อแต่งตั้งทนายความโจทก์โดยระบุตำแหน่งว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ย่อมถือได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดได้ลงลายมือชื่อแต่งตั้งทนายความโจทก์เพื่อดำเนินคดีนี้ถูกต้องตามหนังสือมอบอำนาจแล้ว แม้หนังสือมอบอำนาจจะมิได้ระบุว่าให้ฟ้องผู้ใดบ้าง แต่การระบุให้ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับการทุจริต หรือต้องชดใช้เงินคืนทุกเรื่องเกี่ยวกับการเงินของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ย่อมหมายความถึงดำเนินการฟ้องร้องหรือเรียกเงินคืนจากผู้ทุจริตหรือผู้ต้องรับผิดชอบคืนเงินที่เบียดบังเอาเงินงบประมาณของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบจนทราบตัวข้าราชการที่ต้องรับผิดชอบชดใช้เงินของโจทก์ได้แล้ว ถือว่าหนังสือมอบอำนาจมีความชัดเจนในการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแล้ว การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้จึงสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 11 ถึงที่ 17 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดหรือไม่ เห็นว่า แม้ตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี หรือรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการตำรวจในสังกัดกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีรวมทั้งแผนกการเงินและบัญชีในกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 18 ปฏิบัติงานอยู่ด้วย แต่ข้าราชการแต่ละคนรวมทั้งจำเลยที่ 2 ที่ 15 และที่ 16 ล้วนแต่รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณของโจทก์ ถือได้ว่าข้าราชการในสังกัดกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี แต่ละคนเป็นผู้แทนของโจทก์ปฏิบัติหน้าที่แทนโจทก์ตามตำแหน่งและหน้าที่ของแต่ละคนที่ได้รับมอบหมายตามแผนงานและนโยบายของโจทก์ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 15 ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี เป็นหัวหน้าส่วนราชการกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี มีหน้าที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกเงินจากคลังจังหวัดมาใช้จ่ายในกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี โดยต้องปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 16 ดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี มีหน้าที่ลงลายมือชื่อในฎีกาเป็นผู้เบิกเงินแทนในกรณีผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 3 เป็นสารวัตรการเงิน จำเลยที่ 18 เป็นรองสารวัตรการเงิน มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการเบิกจ่ายเงินของข้าราชการในกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีจำเลยที่ 4 ถึงที่ 10 เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำแผนกการเงินและบัญชี มีหน้าที่ร่วมกันจัดทำฎีกาเบิกเงินเดือน เงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) และเงินค่าช่วยเหลือบุตรข้าราชการ เสนอต่อผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกเงิน แล้วรับเงินที่เบิกได้จากคลังจังหวัดมาใช้จ่ายตามแผนงานของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีตามนโยบายของโจทก์ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 18 มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่ 15 และที่ 16 การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 18 ร่วมกันทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ที่ 15 และที่ 16 ผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 18 ตามสายงานต้องร่วมรับผิดในการละเมิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 18 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ที่ 15 และที่ 16 จะต้องรับผิดชอบเฉพาะการกระทำในส่วนที่จำเลยที่ 2 ที่ 15 และที่ 16 แต่ละคนได้กระทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเบิกเงินในฎีกาทั้ง 28 ฎีกา โดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันได้ความว่า การเบิกจ่ายเงินงบประมาณของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีจากคลังจังหวัด ผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520 และระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ.2520 ของกระทรวงการคลัง ซึ่งกำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการในภูมิภาคเป็นผู้เบิก แต่จะมอบหมายให้ข้าราชการในส่วนราชการนั้นเป็นผู้เบิกแทนได้อีกหนึ่งคน ในส่วนของการจ่ายเงินที่เบิกไปจะต้องมีหลักฐานการจ่ายไว้เพื่อการตรวจสอบ และให้ผู้เบิกลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในหลักฐานการจ่ายทุกฉบับ พร้อมทั้งประทับตราจ่ายเงินและลงวัน เดือน ปีกำกับไว้ด้วย แสดงให้เห็นได้ว่า ระเบียบได้กำหนดให้ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเบิกจ่ายเงินของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีให้เป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 15 ให้เป็นผู้เบิกแทนอีกคนหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 2 จะทำหน้าที่เป็นผู้เบิกแทนเฉพาะในกรณีที่ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ นอกจากนี้ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลังดังกล่าวยังกำหนดไว้ว่า เงินประเภทใดมีลักษณะจะต้องจ่ายประจำเดือนในวันสิ้นเดือนโดยปกติให้วางฎีกาภายในวันที่สิบห้าของเดือนนั้น ซึ่งจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า เงินที่เบิกประจำเดือนของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ในส่วนของเงินเดือนมีจำนวนเดือนละประมาณ 4,000,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท ส่วนเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) เดือนละประมาณ 500,000 บาท แต่ยังสามารถตั้งฎีกาเบิกเงินเดือนหรือเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) ได้อีกในส่วนของข้าราชการที่ย้ายมาใหม่ รวมถึงเงินตกเบิกด้วย ทั้งได้ความว่า ฎีกาเบิกเงินเดือนจำนวน 26 ฎีกา และฎีกาเบิกเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) จำนวน 2 ฎีกา ที่จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้เบิกนั้น เป็นฎีกาที่ไม่ปกติ ทำรายการเบิกเงินอันเป็นเท็จ ซ้ำซ้อนกับที่เบิกไปแล้ว เป็นฎีกาประเภทเงินตกเบิก ซึ่งเดือนหนึ่งอาจทำฎีกาเบิกได้หลายครั้ง และแต่ละฎีกาจะเบิกเงินเป็นจำนวนหนึ่งแสนบาทขึ้นไป และได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เหตุที่ตรวจพบความผิดปกติเนื่องจากไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินมาแสดง ซึ่งตามระเบียบผู้เบิกต้องตรวจสอบและส่งคืนคลังจังหวัด แต่ไม่มีการส่งคืน และฎีกาเงินเดือนประเภทเงินตกเบิกที่มีการเบิกปกติ จำนวนเงินที่เบิกแต่ละฎีกาประมาณหลักพันบาทถึงหลักหมื่นบาทเท่านั้น และจะมีหลักฐานการจ่ายเงินมาแสดงว่ามีการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับเงินไปแล้ว ซึ่งการเบิกเงินประเภทนี้อาจทำฎีกาเบิกเงินได้เดือนละหลายครั้ง หากเปรียบเทียบกับเดือนสิงหาคม 2526 กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีมีการทำฎีกาเบิกเงินประเภทนี้ทั้งสิ้น 8 ครั้ง ซึ่งเป็นฎีกาปกติ และในเดือนกันยายน 2526 ก็มีการตั้งฎีกาเบิกเงินเดือนประเภทตกเบิกและฎีกาย่อย รวมกันถึง 27 ครั้ง มีฎีกาที่ไม่ปกติ 3 ฎีกา ฎีกาที่ปกติถึง 24 ฎีกา และเป็นการทำฎีกาเบิกเงินในวันเดียวกันคือ วันที่ 20 กันยายน 2526 ถึง 22 ฎีกา แต่สามารถสังเกตได้ชัดว่าฎีกาไม่ปกติจำนวน 3 ฎีกา มีจำนวนเงินที่ขอเบิกสูงกว่าฎีกาปกติมาก คือจำนวน 264,440 บาท 438,075 บาท และ 200,100 บาท ส่วนฎีกาปกติ 24 ฎีกา มีจำนวนเงินที่ขอเบิกสูงสุดในแต่ละฎีกาไม่เกิน 10,890 บาท นายมังกร ข้าราชการกรมบัญชีกลาง ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่งคดีนี้ และนางสาวสุวัฒนา ข้าราชการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ภูมิภาคที่ 3 ซึ่งตรวจสอบสืบสวนคดีนี้ พยานโจทก์เบิกความยืนยันตรงกันว่า หากตรวจดูเฉพาะฎีกาและหลักฐานที่เสนอให้ผู้เบิกลงลายมือชื่อแล้วจะไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบางฎีกามีการแก้ไขข้อความ โดยเฉพาะแก้จากฎีกาเบิกเงินประจำเดือนเป็นฎีกาเบิกเงินประเภทตกเบิก หลังจากที่ผู้เบิกได้ลงลายมือชื่อไปแล้ว ดังนั้น การที่ผู้เบิกได้ลงลายมือชื่อในฎีกาเบิกเงินเดือนโดยตรวจข้อความและหลักฐานของแต่ละฎีกาที่เสนอขึ้นมาให้ลงลายมือชื่อแล้วมีจำนวนเงินตรงกันกับหลักฐาน ไม่อาจถือได้ว่าผู้เบิกปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องหรือประมาทเลินเล่อ อย่างไรก็ตาม หากผู้เบิกที่มีหน้าที่ลงลายมือชื่อเบิกเงินในฎีกาเบิกเงินเดือนเป็นประจำหรือบ่อยครั้งอาจตรวจพบความผิดปกติในฎีกาเบิกเงินจากจำนวนเงินที่ขอเบิกสูงกว่าฎีกาอื่นอย่างมากและเป็นการเบิกซ้ำซ้อนกับที่เคยขอเบิกไปแล้ว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นหัวหน้าส่วนราชการกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี จึงไม่มีหน้าที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกเงินในฎีกา และรับผิดชอบตรวจสอบเงินที่เบิกมาจากคลังจังหวัด แต่จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกเงินในฎีกาแทนจำเลยที่ 15 เฉพาะในกรณีที่จำเลยที่ 15 ไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ สำหรับฎีกาเบิกเงินเดือนข้อเท็จจริงได้ความว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2526 ถึงเดือนกันยายน 2527 ในปีงบประมาณ 2527 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกเงินในฎีกาเบิกเงินเดือนแทนจำเลยที่ 15 สองช่วง ช่วงแรกเบิกเงินเดือนแทนตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2526 ถึงวันที่ 11 มกราคม 2527 รวม 7 ฎีกา โดยในวันที่ 23 ธันวาคม 2526 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกเงินแทน 2 ฎีกา คือฎีกาที่ 139/2527 เบิกเงินเดือนประเภทตกเบิกจำนวน 226,100 บาท ซึ่งเป็นฎีกาที่ไม่ปกติและมีการทุจริต และฎีกาที่ 140/2527 เบิกเงินเดือนประเภทประจำเดือนจำนวน 31,569 บาท ซึ่งเป็นฎีกาปกติ ในวันที่ 27 ธันวาคม 2526 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเบิกเงินเดือน 2 ฎีกา คือฎีกาที่ 154/2527 เป็นประเภทฎีกาย่อยจำนวน 10,605 บาท และฎีกาประเภทฎีกาประจำเดือน คือฎีกาที่ 155/2527 จำนวน 19,418 บาท ซึ่งเป็นฎีกาปกติ ในวันที่ 10 มกราคม 2527 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเบิกเงินเดือนประเภทตกเบิก 1 ฎีกา คือฎีกาที่ 169/2527 จำนวน 382,700 บาท ซึ่งเป็นฎีกาที่ไม่ปกติและมีการทุจริต ในวันที่ 11 มกราคม 2527 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเบิกเงินในฎีกาประเภทประจำเดือน 2 ฎีกา คือฎีกาที่ 165/2527 เบิกเงินจำนวน 4,795,715 บาท และฎีกาที่ 166/2527 เบิกเงินจำนวน 632,296 บาท ซึ่งเป็นฎีกาปกติ ก่อนหน้านั้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2526 เป็นต้นมา และหลังจากนั้นจนถึงวันที่ 28 มีนาคม 2527 จำเลยที่ 15 เป็นผู้ลงลายมือชื่อเบิกเงินในฎีกาตามปกติ จะเห็นได้ว่า ก่อนที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเบิกเงินครั้งแรกในฎีกาที่ 139/2527 ประเภทตกเบิกจำนวน 226,100 บาท ซึ่งเป็นฎีกาที่ไม่ปกติ จำเลยที่ 2 ยังไม่เคยเข้าปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวกับการเบิกเงินจากคลังจังหวัดแทนจำเลยที่ 15 มาก่อน ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จำเลยที่ 2 จะสังเกตเห็นว่าจำนวนเงิน 226,100 บาท เป็นจำนวนเงินที่สูงผิดปกติสำหรับฎีกาเบิกเงินเดือนประเภทตกเบิกหรือไม่ ทั้งเป็นการซ้ำซ้อนกับการเบิกครั้งก่อน ๆ หรือไม่ แม้จำเลยที่ 2 สามารถตรวจดูรายการเบิกเงินครั้งก่อน ๆ ได้จากสมุดคู่มือวางฎีกาเบิกเงินคลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่การเงินต้องนำเสนอมาให้ลงลายมือชื่อพร้อมกับฎีกาเบิกเงินเดือนก็ตาม แต่รายการในสมุดดังกล่าวลงรายการปรากฏลำดับที่ของฎีกา วัน เดือน ปี ประเภทของเงินและจำนวนเงินที่ขอเบิกเท่านั้น จึงไม่อาจตรวจสอบได้ว่าฎีกาที่ 139/2527 เป็นการเบิกเงินจำนวนสูงผิดปกติ และซ้ำซ้อนกับที่เบิกมาแล้วหรือไม่ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฎีกาที่ 139/2527 โดยไม่ใช้ความระมัดระวังและประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในเงินจำนวน 226,100 บาท ที่มีผู้ทุจริตเบียดบังเอาไป ส่วนฎีกาที่ 169/2527 เป็นฎีกาไม่ปกติจำนวนเงิน 382,700 บาท มีการแก้ไขช่วงเวลา แม้เป็นฎีกาประเภทตกเบิก แต่ปรากฏตามรายการเบิกว่าเป็นการตกเบิกเงินเดือนของข้าราชการจำนวน 8 นาย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2525 ถึงเดือนธันวาคม 2526 ช่วงเวลาตกเบิกเช่นเดียวกับฎีกาที่ 139/2527 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเบิกเงินไว้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2526 แตกต่างกันเพียงฎีกาที่ 139/2527 ปรากฏตามรายการเบิกว่าเป็นการตกเบิกเงินเดือนของข้าราชการจำนวน 6 นาย ซึ่งจำเลยที่ 2 ควรจะสังเกตถึงความผิดปกติและควรดำเนินการตรวจสอบให้ยิ่งกว่าตรวจจากฎีกาและหลักฐานประกอบฎีกาที่เสนอขึ้นมาเพียงอย่างเดียว ถือว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวด้วย ส่วนในช่วงที่สองจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ 15 ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2527 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2527 เป็นระยะเวลานานถึงหกเดือนเบิกเงินเดือนตามฎีกาไม่ปกติ 24 ฎีกา และเบิกเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) ไม่ปกติ 2 ฎีกา คือฎีกาที่ 380/2527 และฎีกาที่ 769/2527 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่กำหนดค่าเสียหายสำหรับ 2 ฎีกาให้ และข้อเท็จจริงฟังได้จากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 15 ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 15 ป่วยต้องไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลประสาท ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ จำเลยที่ 2 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีอาวุโส จึงต้องรักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ดังนั้น นอกจากจำเลยที่ 2 ต้องลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกเงินในฎีกาแล้วยังต้องรับผิดชอบดูแลรักษาเงินการจ่ายเงิน หลักฐานการจ่ายเงินที่เบิกจากคลังจังหวัดและตรวจสอบบัญชีเงินคงเหลือตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ.2520 การที่จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า ได้มอบหมายให้สารวัตรการเงินและบัญชีดูแลรับผิดชอบโดยจะตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเป็นครั้งคราวเท่านั้น หากไม่ได้รับรายงานเงินคงเหลือก็ไม่อาจทราบได้ว่ามีจำนวนเงินที่ต้องส่งคืนคลังจังหวัดหรือไม่ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ตรวจสอบหลักฐานการใช้จ่ายเงินที่เบิกมา ทำให้มีการทุจริตเบียดบังเอาเงินคงเหลือที่เกินกว่าหลักฐานการจ่ายไป ถือว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ประมาทเลินเล่อ ไม่ว่าจะมีการปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ในฎีกาบางฉบับตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาหรือไม่ เมื่อความรับผิดเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบในฐานะหัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวแล้ว จึงต้องรับผิดในเงินที่มีการเบียดบังไปโดยทุจริตในช่วงเวลาที่สองทั้งหมด รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดสำหรับฎีกาเบิกเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ค.ช.) 2 ฎีกา จำนวน 267,300 บาท และสำหรับฎีกาเบิกเงินเดือน 25 ฎีกา จำนวน 9,917,630 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 10,184,930 บาท ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 17 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่า จำเลยที่ 17 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้มีผู้ทุจริตเบียดบังเงินงบประมาณของโจทก์ไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย พิพากษาให้จำเลยที่ 17 ร่วมรับผิดชดใช้เงินจำนวนที่มีผู้ทุจริตเบียดบังเอาไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ 17 ปฏิบัติหน้าที่อยู่จำนวน 67,546,823.52 บาท จำเลยที่ 17 ฎีกาว่า การที่มีผู้ทุจริตเบียดบังเอาเงินของโจทก์ไป โดยจำเลยที่ 17 ไม่ได้รู้เห็น ทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างดีแล้วถือเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 17 ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 17 เป็นหัวหน้าส่วนราชการกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ต้องดูแลรับผิดชอบผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายและระเบียบแบบแผนของทางราชการการที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 17 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตทำให้ราชการได้รับความเสียหาย แม้จะมีบุคคลหลายคนร่วมกันทำเป็นขบวนการ แต่ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 17 ไม่สามารถป้องกันได้ จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ปัญหาว่าจำเลยที่ 17 ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวด้วยความประมาทเลินเล่อหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 17 มีตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี เป็นหัวหน้าส่วนราชการกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี จึงต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบดูแลงบประมาณของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ควบคุมการเบิกและจ่ายเงินงบประมาณให้เป็นไปตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520 และเงินที่เบิกออกจากคลังจังหวัดไปแล้วจะต้องปฏิบัติตามระเบียบการเก็บรักษาและนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ.2520 ดังนั้น จำเลยที่ 17 จึงมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลการเบิกจ่ายและการเก็บรักษาเงินให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบดังกล่าว จำเลยที่ 17 ทราบอยู่แล้วว่า มีเงินที่จะต้องเบิกจากคลังจังหวัดเป็นประจำทุกเดือนและจ่ายให้แก่ผู้รับในวันสิ้นเดือนนั้น มีฎีกาเบิกเงินเดือนและฎีกาเบิกเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) ที่จะต้องทำฎีกาเบิกจากคลังจังหวัดภายในทุกวันที่ 15 ของเดือน แต่ละประเภทเดือนละ 1 ครั้ง และนำไปจ่ายให้แก่ข้าราชการในวันสิ้นเดือน เงินเดือนเป็นเงินเดือนละประมาณ 5,000,000 บาท เงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) เป็นเงินเดือนละประมาณ 500,000 บาท แต่หากทำฎีกาเบิกเงินประจำเดือนไปไม่ครบถ้วนก็อาจทำฎีกาเบิกเงินเพิ่มเติมได้ หรือกรณีมีการตกเบิกก็อาจทำฎีกาเบิกเงินเกินกว่าเดือนละ 1 ครั้ง ก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2527 ซึ่งจำเลยที่ 17 เข้าดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี มีการทุจริตทำฎีกาไม่ปกติเบิกเงินเดือนและเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) ทุกเดือนเสนอสลับไปกับฎีกาปกติเบิกเงินเดือน และเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) ตามปกติ ทำให้จำนวนฎีกาที่นำเสนอเบิกเงินจากคลังจังหวัดมีมากขึ้น จำนวนเงินที่ขอเบิกในแต่ละเดือนก็เพิ่มมากขึ้นกว่าปีงบประมาณที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก ก่อนเข้ารับตำแหน่งจำเลยที่ 17 ก็ทราบบ้างแล้วถึงความไม่ชอบมาพากลของเจ้าหน้าที่แผนการเงินและบัญชี จึงทำเรื่องเสนอขอให้กรมตำรวจย้ายจำเลยที่ 3 ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสารวัตรการเงินและบัญชีออกไป แต่ก็ไม่อาจย้ายได้โดยทันที ดังนั้น จำเลยที่ 17 จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบและลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกในแต่ละฎีกาให้เข้มงวดมากขึ้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 17 ปฏิบัติหน้าที่อย่างสม่ำเสมอเป็นผู้ตรวจและลงลายมือชื่อผู้เบิกเงินในฎีกาเบิกเงินทุกฎีกาในแต่ละเดือน จะเว้นเป็นบางวันและบางช่วงสั้น ๆ ที่ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 16 จึงต้องตรวจลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกแทน ดังนั้น แม้ข้อความและหลักฐานในฎีกาเบิกเงินที่เสนอให้จำเลยที่ 17 ลงลายมือชื่ออาจไม่พบข้อพิรุธหรือความผิดปกติ แต่จำเลยที่ 17 ควรต้องระแวงสงสัยว่าจำนวนฎีกาและจำนวนเงินรวมที่เสนอขอเบิกจากคลังจังหวัดมีจำนวนมากและสูงผิดปกติดังที่ศาลล่างทั้งสองได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 17 ยังต้องรับผิดชอบตรวจสอบบัญชีเงินสดและบัญชีเงินคงเหลือเพื่อดูแลรักษาเงินที่เบิกจากคลังจังหวัดว่ายังมีเงินค้างจ่ายในแต่ละวัน แต่ละเดือน ที่ไม่มีหลักฐานการจ่ายอันจะต้องส่งคืนคลังจังหวัดมากน้อยเพียงใด หากจำเลยที่ 17 ได้ทำการตรวจสอบเป็นปกติตามระเบียบการเก็บรักษาและนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ.2520 ย่อมต้องทราบว่าเงินที่เบิกจากคลังจังหวัดมาแล้วยังไม่มีการจ่ายมีมากน้อยเพียงใด เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมไม่อาจกระทำการทุจริต ทำฎีกาเท็จเบิกเงินซ้ำซ้อนแล้วเบียดบังไปเป็นประโยชน์ของตนได้โดยง่าย ไม่ว่าจำนวนเงินตามฎีกาไม่ปกติที่เบิกจากคลังจังหวัด จำเลยที่ 17 จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อหรือมีจำเลยที่ 16 ลงลายมือชื่อเบิกเงินแทน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 17 ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่วิสัยและพฤติการณ์ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวแล้ว ถือว่าจำเลยที่ 17 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ จึงต้องรับผิดในส่วนเงินเดือนและเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ค.ช.) ในปีงบประมาณ 2528 สำนวนที่สองรวมจำนวน 40,270,215.97 บาท กับรับผิดในส่วนเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ค.ช.) ในปีงบประมาณ 2529 สำนวนที่สามจำนวน 25,660,530 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 17 ต้องรับผิดจำนวน 65,930,745.97 บาท แต่ที่จำเลยที่ 17 ฎีกาว่า หลังจากทราบการกระทำผิด จำเลยที่ 17 ได้ติดตามยึดทรัพย์คืนได้จากผู้กระทำผิดจำนวนถึง 30 ล้านบาทเศษ จึงต้องนำจำนวนเงินดังกล่าวหักออกจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ 17 ต้องรับผิด และหากรวมค่าเสียหายที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดจะเกินกว่าทุนทรัพย์ตามฟ้องนั้น เป็นกรณีที่ความรับผิดของจำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมไม่เกินไปกว่าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนการจะติดตามทรัพย์สินคืนได้เพียงใดก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 17 ชอบที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นบังคับคดี ฎีกาจำเลยที่ 17 ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 11 ว่า จำเลยที่ 11 ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจอนุมัติฎีกาเบิกเงินเดือนและฎีกาเบิกเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) ด้วยความประมาทเลินเล่อหรือไม่ ได้ความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 11 ดำรงตำแหน่งคลังจังหวัดอุบลราชธานี มีอำนาจลงลายมือชื่ออนุมัติฎีกาเบิกเงินทุกประเภทที่ส่วนราชการในจังหวัดยื่นขอเบิกจากสำนักงานคลังจังหวัดอุบลราชธานีแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2526 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2528 กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี เสนอฎีกาเบิกเงินเดือน จำนวนทั้งสิ้น 222 ฎีกา จำเลยที่ 11 ลงลายมือชื่อตรวจอนุมัติฎีกาเบิกเงินเดือนจำนวน 133 ฎีกา ซึ่งเป็นฎีกาไม่ปกติ มีการทำรายการอันเป็นเท็จ 25 ฎีกา ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2526 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2528 ส่วนฎีกาเบิกเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) มีจำนวนทั้งสิ้น 178 ฎีกา จำเลยที่ 11 ลงลายมือชื่อตรวจอนุมัติฎีกาเบิกเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) จำนวน 113 ฎีกา เป็นฎีกาไม่ปกติมีการทำรายการเบิกเงินอันเป็นเท็จ 61 ฎีกา เห็นว่า จำเลยที่ 11 เป็นคลังจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ตรวจอนุมัติฎีกาเบิกเงินทุกประเภทแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี จำเลยที่ 11 เบิกความว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ตรวจอนุมัติฎีกา จำเลยที่ 11 จะตรวจดูรายการทั้งหมดว่ามีการลงลายมือชื่อครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ มีการแก้ไขจำนวนเงินหรือไม่ จำนวนเงินที่ขอเบิกในฎีกาทั้ง 3 ฉบับ ที่เสนอให้ตรวจอนุมัติถูกต้องตรงกัน และตรงกับใบหน้างบหรือไม่ เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้วก็จะลงลายมือชื่ออนุมัติในช่องผู้ว่าราชการจังหวัด หลังเกิดเหตุแล้ว กรมบัญชีกลางตั้งคณะกรรมการสอบสวน ผลการสอบสวนคณะกรรมการมีความเห็นว่า คลังจังหวัดปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องแล้ว จากคำเบิกความของนายจรูญ พยานโจทก์ ซึ่งเคยรับราชการตำแหน่งผู้ช่วยคลังจังหวัดอุบลราชธานีในช่วงเวลาเกิดเหตุได้เบิกความเจือสมคำเบิกความของจำเลยที่ 11 ว่า ส่วนราชการที่ยื่นฎีกาขอเบิกเงินจากคลังจังหวัดอุบลราชธานี มีมากกว่า 160 แห่ง และในวันหนึ่ง ๆ คลังจังหวัดต้องลงลายมือชื่ออนุมัติฎีกาประมาณ 100 ถึง 200 ฎีกา ดังนั้น เป็นที่เห็นได้ว่าในการปฏิบัติหน้าที่ตรวจอนุมัติฎีกานั้น จำเลยที่ 11 ต้องดำเนินการโดยรวดเร็วเพื่อให้การปฏิบัติราชการของส่วนราชการในจังหวัดอุบลราชธานีนำเงินไปใช้ในการบริหารงานในส่วนราชการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การตรวจอนุมัติฎีกาของจำเลยที่ 11 เป็นการกระทำในขั้นตอนสุดท้ายของการเสนอขอเบิกเงินจากคลังจังหวัดซึ่งแต่ละฎีกากว่าจะทำเสนอให้จำเลยที่ 11 ตรวจและลงลายมือชื่ออนุมัตินั้น ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจากข้าราชการระดับล่างหลายขั้นตอนจนถึงผู้ช่วยคลังจังหวัด ซึ่งจะต้องตรวจสอบความถูกต้องเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะนำเสนอให้จำเลยที่ 11 อนุมัติ เห็นว่า การตรวจสอบก่อนลงลายมือชื่ออนุมัติ จำเลยที่ 11 จะต้องตรวจสอบว่ามีการลงลายมือชื่อครบถ้วนและถูกต้องในฎีกาเป็นลำดับหรือไม่ มีการแก้ไขจำนวนเงินหรือไม่ และจำนวนเงินที่ขอเบิกตรงกันกับใบหน้างบและเอกสารแนบท้ายฎีกาหรือไม่ จึงถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้อนุมัติฎีกาแล้ว เพราะเหตุที่มีฎีกาเสนอให้อนุมัติวันหนึ่งเป็นจำนวนกว่าร้อยฎีกา จึงยากที่จำเลยที่ 11 หรือคลังจังหวัดคนใดจะสามารถจดจำว่าส่วนราชการใดเบิกซ้ำซ้อนกันหรือเบิกแล้วเบิกใหม่อีกหรือไม่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 11 ลงลายมือชื่ออนุมัติในฎีกาที่มีการตรวจผ่านตามลำดับขั้นตอนและตามระเบียบราชการ แม้จะเป็นฎีกาที่ไม่ปกติ ก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ 11 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีหลายฎีกาที่นอกจากจำเลยที่ 11 ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นผู้อนุมัติฎีกา จำเลยที่ 11 ยังได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ตรวจฎีกาแทนที่ผู้ช่วยคลังจังหวัดอีกฐานะหนึ่งด้วย ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 11 ในส่วนนี้จำเลยที่ 11 ต้องปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของฎีกาโดยละเอียด ยิ่งกว่าการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้อนุมัติฎีกาเพียงฐานะเดียว ดังนั้น หากจำเลยที่ 11 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบฎีกาแทนผู้ช่วยคลังจังหวัดอีกฐานะหนึ่ง โดยเฉพาะฎีกาที่ไม่ปกติหลายฎีกาต่อเนื่องกัน หากตามพฤติการณ์จำเลยที่ 11 ควรทราบถึงความผิดสังเกตของฎีกาไม่ปกติแล้ว จำเลยที่ 11 ลงลายมือชื่อตรวจผ่านและลงลายมือชื่ออนุมัติในฐานะคลังจังหวัดด้วยแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 11 ถือได้ว่าเป็นการประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 11 ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายนั้นด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นอันดับสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 11 ที่ 14 และที่ 17 ว่า คำฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 11 และที่ 14 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า โจทก์ได้รับเรื่องการสอบสวนและบันทึกความเห็นในการดำเนินคดีลงวันที่ 12 มีนาคม 2529 ถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าวแล้วนั้น โจทก์ฟ้องคดีทั้งสามสำนวนเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2530 เกินกำหนด 1 ปี คำฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวนจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า อายุความเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดนั้น ต้องนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งหมายความถึงว่าผู้เสียหายต้องรู้ถึงความเสียหายด้วย รายงานการสอบสวนและบันทึกความเห็นในการดำเนินคดีนั้น มุ่งสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดอาญาและการฟ้องร้องผู้กระทำผิดให้รับโทษทางอาญา ในรายงานการสอบสวนและบันทึกดังกล่าวไม่ปรากฏจำนวนความเสียหายว่ามากน้อยเพียงใด จึงไม่อาจเริ่มต้นนับอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2529 อันเป็นวันที่โจทก์ได้รับทราบรายงานการสอบสวนและบันทึกความเห็นในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำการทุจริตได้ ฎีกาของจำเลยที่ 11 และที่ 14 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 15 รับผิดสำนวนแรกโดยมีทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 19,597,486.38 บาท ให้จำเลยที่ 17 และที่ 18 รับผิดสำนวนที่สอง โดยมีทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 40,271,015.97 บาท และให้รับผิดสำนวนที่สามโดยมีทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 27,275,927.55 บาท ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 15 ถึงที่ 18 ร่วมกับจำเลยอื่นใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทุกสำนวนแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามสำนวนรวม 100,000 บาท นั้น เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 วรรคหนึ่ง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยแต่ละคนร่วมรับผิดตามจำนวนเงินที่ฟ้องทั้งหมดโดยไม่แบ่งแยกเป็นรายสำนวน ซึ่งมีผลให้จำเลยบางคนต้องร่วมรับผิดในสำนวนที่ไม่ถูกฟ้องหรือข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความไม่ปรากฏความรับผิดร่วมด้วย เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) รวมทั้งเพื่อความถูกต้องในการบังคับคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า สำนวนแรกให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ร่วมกันรับผิดชำระเงิน 19,597,486.38 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดจำนวน 10,184,930 บาท จำเลยที่ 12 ร่วมรับผิดจำนวน 13,500,010 บาท จำเลยที่ 13 ร่วมรับผิดจำนวน 267,300 บาท จำเลยที่ 14 ร่วมรับผิดจำนวน 6,704,215 บาท จำเลยที่ 15 ร่วมรับผิดจำนวน 4,959,920 บาท สำนวนที่สองให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และที่ 18 ร่วมกันรับผิดชำระเงิน 40,271,015.97 บาท โดยให้จำเลยที่ 11 ร่วมรับผิดจำนวน 11,414,790 บาท จำเลยที่ 12 ร่วมรับผิดจำนวน 9,694,873 บาท จำเลยที่ 13 ร่วมรับผิดจำนวน 24,002,880 บาท จำเลยที่ 14 ร่วมรับผิดจำนวน 833,760 บาท จำเลยที่ 17 ร่วมรับผิดจำนวน 40,270,215.97 บาท และสำนวนที่สามให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 10 และที่ 18 ร่วมกันรับผิดชำระเงิน 27,275,927.55 บาท โดยให้จำเลยที่ 11 ร่วมรับผิดจำนวน 9,769,950 บาท จำเลยที่ 12 ร่วมรับผิดจำนวน 12,700,390 บาท จำเลยที่ 13 ร่วมรับผิดจำนวน 23,502,740 บาท จำเลยที่ 17 ร่วมรับผิดจำนวน 25,660,530 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 16 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 16 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 จำเลยที่ 17 และที่ 18 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในแต่ละสำนวนที่ต้องรับผิดในศาลชั้นต้นแ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 132 (1) ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 174 (2) ม. 247
ป.พ.พ. ม. 74 ม. 420 ม. 448
ระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520
ระเบียบการเก็บรักษาเงินและนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ.2520
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมตำรวจ
จำเลย — พันตำรวจเอกแนบ ศิริจรรยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจรูญ อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ จันทรา
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5303/2553
#501951
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสี่พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดพรากผู้เสียหายที่ 1 โดยเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุกว่าสิบห้าปี อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ศาลย่อมปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีการกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องและมีโทษเบากว่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้ายได้ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 317 วรรคแรก และวรรคสาม

จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้อ้างเหตุสำคัญผิดในข้อเท็จจริงของอายุผู้เสียหายที่ 1 แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสี่ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 83 จำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 5 ปี ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 10 ปี การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปจากมารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 5 ปี และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ให้จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสี่ฎีกาโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จึงไม่ชอบ เห็นว่า แม้ความผิดที่โจทก์ฟ้องจะขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสี่พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดพรากผู้เสียหายที่ 1 โดยเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุกว่าสิบห้าปี อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ศาลย่อมปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก มีการกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องและมีโทษเบากว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายได้ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 277 ม. 279 ม. 317 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม ม. 319 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายอุเทน เนาว์พิมาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายครรชิต ปังคานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุรีพร อัชฌานนท์
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5303/2553
#506653
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสี่พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดพรากผู้เสียหายที่ 1 โดยเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุกว่าสิบห้าปี อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ศาลย่อมปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีการกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องและมีโทษเบากว่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้ายได้ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 317 วรรคแรก และวรรคสาม

จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้อ้างเหตุสำคัญผิดในข้อเท็จจริงของอายุผู้เสียหายที่ 1 แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสี่ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 83 จำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 5 ปี ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 10 ปี การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 5 ปี และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ให้จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาประการแรกว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ความผิดที่โจทก์ฟ้องจะขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสี่พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดพรากผู้เสียหายที่ 1 โดยเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุกว่าสิบห้าปี อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ศาลย่อมปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีการกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องและมีโทษเบากว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายได้ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาประการต่อไปขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่นั้น เห็นว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านเนื่องจากมีปัญหาภายในครอบครัว เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 พบผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งมีวุฒิภาวะมากกว่าควรพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งบ้านหรือแนะนำให้ผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้าน แต่จำคุกที่ 1 ถึงที่ 3 กลับพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวงานประจำปีที่วัดสระเพลง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปพักอาศัยที่บ้านของเด็กหญิง ร. ต่อมาจำเลยทั้งสี่ยังได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวอีก และจำเลยที่ 4 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 จนกระทั้งทราบว่าผู้เสียหายที่ 2 ตามหาผู้เสียหายที่ 1 จึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่อนุสาวรีย์วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้าน การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการฉกฉวยโอกาสโดยอาศัยความอ่อนวัยไร้เดียงสาและขาดวุฒิภาวะที่จะพิจารณาไตร่ตรองของผู้เสียหายที่ 1 อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นอย่างมาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 2 จะแต่งงานกับผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยทั้งสี่ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายที่ 2 กับมีภาระเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว ก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายอุเทน เนาว์พิมาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิ เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5272/2553
#510286
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นผู้ออกเช็คมีความผิด" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้น จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วยอันเป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่าจำเลยออกเช็คให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ครั้นเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค จึงเป็นที่เห็นได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่าจำเลยออกเช็คเพียงชำระหนี้อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยครบถ้วนเพียงพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยเป็นหนี้อะไรนั้นเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา โจทก์ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่าย การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่ไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นผู้ออกเช็คมีความผิด" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้น จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วยอันเป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่าจำเลยออกเช็คให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ครั้นเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คจึงเป็นที่เห็นได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยออกเช็คจึงเป็นที่เห็นได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยครบถ้วนเพียงพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยเป็นหนี้อะไรนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา โจทก์ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว เมื่อได้ความตามพยานหลักฐานชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำไพวรรณ เดชะรินทร์
จำเลย — นางพินทิพา เทวกุล
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ