คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 46/2545
#65900
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้บุคคลเป็นประกัน

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าจำเลยได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นให้ฎีกาได้ จึงเห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาตีราคาค่าประกัน200,000 บาท (สองแสนบาท) ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย สมาน คำวัน
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ทัน ตากัน ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 45/2545
#65755
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย บุญช่วย บุ้งเครือ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย บุญช่วย บุ้งเครือ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 45/2545
#65899
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย บุญช่วย บุ้งเครือ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย บุญช่วย บุ้งเครือ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 44/2545
#65754
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยได้เสนอบัญชีทรัพย์มาด้วยแล้ว

คำสั่ง

อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาหลักประกัน 350,000บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกัน แล้วดำเนินการต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นาย ไมตรี พิธีการณ์ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง กัลยา เทพราช ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 44/2545
#65898
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยได้เสนอบัญชีทรัพย์มาด้วยแล้ว

คำสั่ง

อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาหลักประกัน 350,000บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกัน แล้วดำเนินการต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นาย ไมตรี พิธีการณ์ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง กัลยา เทพราช ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2545
#42081
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จำเลยตกลงท้ากันให้ถือเอาคำเบิกความของส. เป็นข้อแพ้ชนะในคดี ถือว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84(1) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อน ถ้าผลแห่งการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นเป็นประโยชน์ต่อคู่ความฝ่ายใด อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นทั้งหมดดังนั้น เมื่อ ส. เบิกความว่าน่าเชื่อว่าเส้นแนวเขตของแผนที่พิพาทส่วนที่จำเลยชี้น่าจะเป็นเส้นแนวเขตที่ถูกต้องซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของคำท้าทุกประการ โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับรองแนวเขตที่ดินที่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกของโฉนดเลขที่ 6153 ตามแนวเขตที่ดินที่จำเลยทั้งสองและโจทก์ได้รับรองไว้เมื่อวันที่ 25กุมภาพันธ์ 2535 ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการรังวัดจำนวน 30,200 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่โจทก์ต้องชดใช้แก่ผู้จะซื้อที่ยื่นฟ้องโจทก์จำนวน 60,000 บาท ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 327,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จากการที่โจทก์ไม่อาจรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินเดือนละ 6,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จและรับรองแนวเขตที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี

จำเลยทั้งสองให้การว่า แผนที่ที่โจทก์อ้างยังไม่มีการรับรองแนวเขตว่าถูกต้อง ความจริงโฉนดเดิมของโจทก์มีอาณาเขตทางด้านทิศเหนือจรดคลองบางกรวย ทิศใต้จรดที่ดินของจำเลยที่ 1 กับผู้อื่นทิศตะวันออกจรดที่ดินของนายวิษณุ ลี้ตระกูลนำชัย ทิศตะวันตกจรดที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ให้นางจิรวัลย์ เชื้อสุวรรณซึ่งเป็นน้องสาวโจทก์เช่า ต่อมาที่ดินของโจทก์ถูกถนนตัดผ่านกลางเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2543 และวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยทั้งสองขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 แต่ต้องยกเลิกเนื่องจากไม่สามารถตกลงกับโจทก์ได้ในเรื่องแนวเขตที่ดิน โจทก์สร้างตึกรุกล้ำแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ให้นางจิรวัลย์เช่าจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยทั้งสองตกลงท้ากันว่าหากนายสมพุทธ จองมั่นคง ผู้จำลองแผนที่พิพาทเอกสารหมายจล.1 เบิกความโดยนำแผนที่พิพาท เอกสารหมาย จล.1 มาดูเปรียบเทียบกับรูปจำลองแผนที่ของที่ดินโฉนดเลขที่ 6153 ตำบลวัดชลอ (บางกรวยฝั่งใต้) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์แล้วมีความเห็นว่าหรือน่าเชื่อว่าเส้นแนวเขตตามแผนที่พิพาทส่วนที่โจทก์นำชี้หรือส่วนที่จำเลยนำชี้ เส้นแนวเขตไหนน่าจะเป็นเส้นแนวเขตที่ถูกต้องคู่ความต่างยอมรับให้เป็นไปตามนั้น หากเส้นแนวเขตส่วนที่โจทก์นำชี้ถูกต้องจำเลยยอมแพ้คดี หากส่วนที่จำเลยนำชี้ถูกต้อง โจทก์ยอมแพ้คดี และคู่ความต่างแถลงสละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 2ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 บัดนี้พ้นกำหนดหนึ่งปีแล้ว ไม่ปรากฏว่าผู้ใดมีคำขอเข้าเป็นคู่ความแทน หรือคู่ความฝ่ายใดมีคำขอให้ศาลหมายเรียกผู้ใดเข้าเป็นคู่ความแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 เห็นสมควรให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความของศาลฎีกาจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้นข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ก่อนจะมีการชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาท โดยให้เจ้าพนักงานที่ดินระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแนวเขตที่ดินที่พิพาท รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งเพาะปลูกบนดินรวมทั้งสิ่งอื่นใดตามที่เจ้าพนักงานที่ดินเห็นสมควร เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาคดี เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทเสร็จแล้วศาลได้ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายตรวจดู ต่างรับรองว่าแผนที่พิพาทถูกต้องและอ้างเป็นพยานร่วมกันตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จล.1 และคู่ความได้ท้ากันว่าเอาคำเบิกความของนายสมพุทธ จองมั่นคง เจ้าพนักงานที่ดินผู้จำลองแผนที่พิพาท เป็นข้อแพ้ชนะในคดีหากนายสมพุทธนำแผนที่พิพาทเปรียบเทียบกับรูปจำลองแผนที่ของที่ดินโฉนดเลขที่ 6153 ตำบลวัดชลอ (บางกรวยฝั่งใต้) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แล้วนายสมพุทธเห็นว่าหรือน่าเชื่อว่าเส้นแนวเขตตามแผนที่พิพาทส่วนที่โจทก์นำชี้หรือส่วนที่จำเลยนำชี้แนวเขตไหนน่าจะเป็นเขตที่ถูกต้องคู่ความยอมรับตามนั้น หากเส้นแนวเขตที่โจทก์นำชี้ถูกต้องจำเลยยอมแพ้คดี หากส่วนที่จำเลยนำชี้ถูกต้องโจทก์ยอมแพ้คดีและคู่ความต่างแถลงสละประเด็นพิพาททั้งหมด ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดนนทบุรี ลงวันที่ 29เมษายน 2541 ต่อมานายสมพุทธเบิกความต่อศาลว่า น่าเชื่อว่าเส้นแนวเขตตามแผนที่พิพาทส่วนที่จำเลยนำชี้น่าจะเป็นแนวเขตที่ถูกต้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีตามคำท้าเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยฎีกาของโจทก์สรุปใจความได้ว่า การที่นายสมพุทธเบิกความว่าน่าเชื่อว่าเส้นแนวเขตตามแผนที่ส่วนที่จำเลยนำชี้น่าจะเป็นเส้นแนวเขตที่ถูกต้องนั้นเป็นการเบิกความอย่างไม่ได้มั่นใจจึงไม่อาจอาศัยข้อเท็จจริงตามคำเบิกความดังกล่าวพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ เห็นว่า การที่โจทก์จำเลยตกลงท้ากันให้ถือเอาคำเบิกความของนายสมพุทธเป็นข้อแพ้ชนะในคดีนั้น ถือว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84(1) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อน ถ้าผลแห่งการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นเป็นประโยชน์ต่อคู่ความฝ่ายใด อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่านายสมพุทธเบิกความว่าน่าเชื่อว่าเส้นแนวเขตของแผนที่พิพาทส่วนที่จำเลยชี้น่าจะเป็นเส้นแนวเขตที่ถูกต้องซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของคำท้าทุกประการ โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พงษ์เกียรติ ชลวิไล
จำเลย — วัดชลอ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิศภัครกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2545
#98290
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกา ความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายพ้นกำหนดหนึ่งปีแล้วไม่ปรากฏว่าผู้ใดมีคำขอเข้าเป็นคู่ความแทน หรือคู่ความฝ่ายใดมีคำขอให้ศาลหมายเรียกผู้ใดเข้าเป็นคู่ความแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความของศาลฎีกา

ก่อนชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทโดยให้เจ้าพนักงานที่ดินระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแนวเขต ที่ดินพิพาท รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งเพาะปลูกบนดินรวมทั้งสิ่งอื่นใดตามที่เจ้าพนักงานที่ดินเห็นสมควร เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาคดี เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทเสร็จแล้ว ศาลได้ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายตรวจดู ต่างรับรองว่าแผนที่พิพาทถูกต้องและอ้างเป็นพยานร่วมกันและคู่ความได้ท้ากันว่า ให้ถือเอาคำเบิกความของ ส. เจ้าพนักงานที่ดินผู้จำลอง แผนที่พิพาทเป็นข้อแพ้ชนะในคดี หาก ส. นำแผนที่พิพาทเปรียบเทียบกับรูปจำลองแผนที่ของที่ดินซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แล้ว ส. เห็นว่าหรือน่าเชื่อว่าเส้นแนวเขตตามแผนที่พิพาทส่วนที่โจทก์นำชี้หรือส่วนที่จำเลยนำชี้เส้นแนวเขตไหนน่าจะเป็นเขตที่ถูกต้องคู่ความยอมรับตามนั้น หากเส้นแนวเขตที่โจทก์นำชี้ถูกต้อง จำเลยยอมแพ้คดี หากส่วนที่จำเลยนำชี้ถูกต้องโจทก์ยอมแพ้คดีและคู่ความต่างแถลงสละประเด็นข้อพิพาททั้งหมด ต่อมา ส. เบิกความต่อศาลว่าน่าเชื่อว่า เส้นแนวเขตตามแผนที่พิพาทส่วนที่จำเลยนำชี้น่าจะเป็นแนวเขตที่ถูกต้อง การที่โจทก์จำเลยตกลงท้ากันให้ถือเอาคำเบิกความของ ส. เป็นข้อแพ้ชนะในคดีถือว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (1) โดยมี เงื่อนไขว่าต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อน ถ้าผลแห่งการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นเป็นประโยชน์ต่อคู่ความฝ่ายใด อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นทั้งหมด เมื่อ ส. เบิกความว่าน่าเชื่อว่าเส้นแนวเขตของแผนที่พิพาทส่วนที่จำเลยชี้น่าจะเป็นเส้นแนวเขตที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของคำท้า ทุกประการ โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับรองแนวเขตที่ดินที่ติดกับที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แผนที่ที่โจทก์อ้างยังไม่มีการรับรองแนวเขตว่าถูกต้อง จำเลยทั้งสองขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๑ แต่ต้องยกเลิก เนื่องจากไม่สามารถตกลงกับโจทก์ได้ในเรื่องแนวเขต ที่ดิน โจทก์สร้างตึกรุกล้ำแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ ที่ให้นางจิรวัลย์เช่า จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ก่อนจะมีการชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาท โดยให้เจ้าพนักงานที่ดินระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแนวเขตที่ดินพิพาท รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งเพาะปลูกบนดิน รวมทั้งสิ่งอื่นใดตามที่เจ้าพนักงานที่ดินเห็นสมควร เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาคดีเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทเสร็จแล้ว ศาลได้ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายตรวจดู ต่างรับรองว่าแผนที่พิพาทถูกต้องและอ้างเป็นพยานร่วมกันตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จล. ๑ และคู่ความได้ท้ากันว่า ให้ถือเอาคำเบิกความของนายสมพุทธ จองมั่นคง เจ้าพนักงานที่ดินผู้จำลองแผนที่พิพาท เป็นข้อแพ้ชนะในคดี หากนายสมพุทธนำแผนที่พิพาทเปรียบเทียบกับรูปจำลองแผนที่ของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๑๕๓ ตำบลวัดชลอ (บางกรวยฝั่งใต้) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แล้ว นายสมพุทธเห็นว่าหรือน่าเชื่อว่าเส้นแนวเขตตามแผนที่พิพาทส่วนที่โจทก์นำชี้หรือส่วนที่จำเลยนำชี้เส้นแนวเขตไหนน่าจะเป็นเขตที่ถูกต้องคู่ความยอมรับตามนั้นหากเส้นแนวเขตที่โจทก์นำชี้ถูกต้อง จำเลยยอมแพ้คดี หากส่วนที่จำเลยนำชี้ถูกต้องโจทก์ยอมแพ้คดี และคู่ความต่างแถลงสละประเด็นข้อพิพาททั้งหมด ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดนนทบุรี ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๑ ต่อมานายสมพุทธเบิกความต่อศาลว่าน่าเชื่อว่า เส้นแนวเขตตามแผนที่พิพาทส่วนที่จำเลยนำชี้น่าจะเป็นแนวเขตที่ถูกต้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีตามคำท้าเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยฎีกาของโจทก์สรุปใจความได้ว่า การที่นายสมพุทธเบิกความว่า น่าเชื่อว่าเส้นแนวเขตตามแผนที่ส่วนที่จำเลยนำชี้น่าจะเป็นเส้นแนวเขตที่ถูกต้องนั้นเป็นการเบิกความอย่างไม่ได้มั่นใจ จึงไม่อาจอาศัยข้อเท็จจริงตามคำเบิกความดังกล่าว พิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ เห็นว่า การที่โจทก์จำเลยตกลงท้ากันให้ถือเอาคำเบิกความของนายสมพุทธเป็นข้อแพ้ชนะในคดีนั้น ถือว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔ (๑) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อน ถ้าผลแห่งการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นเป็นประโยชน์ต่อคู่ความฝ่ายใด อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายสมพุทธเบิกความว่าน่าเชื่อว่าเส้นแนวเขตของแผนที่พิพาทส่วนที่จำเลยชี้น่าจะเป็นเส้นแนวเขตที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของคำท้าทุกประการ โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 84 (1) ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์เกียรติ ชลวิไล
จำเลย — วัดชลอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเกียรติ แก้วตระกูลพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุรินทร์ ตั้งประพันธ์วงศ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 42 -ที่ 43/2545
#65753
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยได้เสนอหลักประกันมาด้วยแล้ว

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2ยังไม่ได้ยื่นฎีกา ในชั้นนี้ยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั่วคราว ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย อนุชา บุญรัตน์ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย อนุชา บุญรัตน์ จำเลยที่ 1
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ยงยุทธ ศรีประดิษฐ ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 42 -ที่ 43/2545
#65897
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยได้เสนอหลักประกันมาด้วยแล้ว

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2ยังไม่ได้ยื่นฎีกา ในชั้นนี้ยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั่วคราว ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย อนุชา บุญรัตน์ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย อนุชา บุญรัตน์ จำเลยที่ 1
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ยงยุทธ ศรีประดิษฐ ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 42/2545
#42732
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 กำหนดให้ตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือส่วนของตราสารเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น ใช้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้นำตราสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานด้วย ดังนั้น เมื่อคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯมาตรา 4 ได้ความว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์โดยมีสัญญากู้ยืมเงินมาแสดง ก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ออกเช็คธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)สาขาย่อยถนนรัถการ ลงวันที่ 6 กันยายน 2542 สั่งจ่ายเงิน 575,000บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยออกเช็คโดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เหตุเกิดที่ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 โดยสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จะถือว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายอันจะทำให้คดีโจทก์มีมูลเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 ที่บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับคู่ฉบับ คู่ฉีก หรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้นำตราสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ด้วย ดังนั้น ในคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 เมื่อทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมายจ.2 เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์โดยมีสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1มาแสดง ก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2544(ประชุมใหญ่) ระหว่าง พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุราษฎร์ธานีโจทก์ นายนิกร ตังควัฒนา โจทก์ร่วม นางนฤพร สุทธิสารหรือนางธนธรณ์มุสิกะวัน กับพวก จำเลย เมื่อเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 แล้ว คดีของโจทก์มีมูลเป็นความผิดในทางอาญาที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประดิษฐ์ ยอศิลป์
จำเลย — นาย โสรัจ สุทธิสังข์
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 40/2545
#65752
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เป็นคดีข้อหาหนักประกอบกับพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งชอบแล้วให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง จิตรา เซ่งอ้น
จำเลย — นาย ล้วน พลราม
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ล้วน พลราม จำเลย
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 40/2545
#65896
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เป็นคดีข้อหาหนักประกอบกับพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งชอบแล้วให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง จิตรา เซ่งอ้น
จำเลย — นาย ล้วน พลราม
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ล้วน พลราม จำเลย
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2545
#42731
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถของจำเลยที่ 1 ซึ่งประจำอยู่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 สามารถย้ายโจทก์ไปปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างจังหวัดใกล้เคียงได้ ดังนั้น คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้โจทก์ไปทำงานในโครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำจังหวัดนนทบุรี จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ไม่ยอมไปทำงานที่โครงการดังกล่าวแม้จะยังคงไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ทุกวัน ย่อมเป็นการละทิ้งหน้าที่สามวันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119(5)

สิทธิในการเลิกจ้างของนายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรจะเกิดขึ้นเมื่อลูกจ้างได้ละทิ้งหน้าที่ล่วงพ้นในวันที่สามไปแล้ว และนายจ้างย่อมไม่อาจให้การเลิกจ้างมีผลย้อนหลังนับแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มละทิ้งหน้าที่ ฉะนั้น การที่โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1ทุกวัน ระหว่างวันที่ 3 ถึงวันที่ 8 มกราคม โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างเวลาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทไทยสุมิคอน จำกัด ได้จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างต่อมาบริษัทไทยสุมิคอน จำกัด ได้โอนโจทก์ไปทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่บริษัทไทยสุมิคอน จำกัด มีอยู่ต่อโจทก์ โจทก์ทำหน้าที่พนักงานขับรถได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 10,880 บาท ต่อมาจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่มากกว่า 3 วัน ซึ่งไม่เป็นความจริงโจทก์ปฏิบัติงานให้จำเลยที่ 1 ตลอดเวลาดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า10,880 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างค้างจ่าย 2,901 บาท ค่าชดเชย108,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินสะสม และเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสุมิโตโม ไทยสุมิคอน จำกัด 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทำงานกับบริษัทสยามสปีริต ซัพพลายจำกัด เมื่อปี 2522 ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้โอนโจทก์ไปเป็นพนักงานบริษัทไทยสุมิคอน จำกัด จากนั้นบริษัทไทยสุมิคอน จำกัด ย้ายโจทก์มาทำงานกับจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขับรถทั้งที่สำนักงานใหญ่และบางช่วงที่มีโครงการก่อสร้างโจทก์ก็ต้องไปปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างตามคำสั่ง ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามปกติในหน้าที่ของโจทก์ต่อมาจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ไปประจำ ณ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 จำเลยมีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งโจทก์อีกครั้งหนึ่ง โจทก์ทราบคำสั่งแล้วแต่มิได้ไปทำงานที่โครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ และมิได้ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ โจทก์ขาดงานตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม2543 ดังนั้น ในวันที่ 8 มกราคม 2543 จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 นับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 โจทก์มิได้มาทำงานให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างตามฟ้องแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสะสม และเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสุมิโตโม ไทยสุมิคอน จำนวน 35,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย คำขอในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงหมดไป เท่ากับโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 คงมีปัญหาให้วินิจฉัยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย108,800 บาท ค่าจ้าง 2,901 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มกราคม 2543)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่นั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขับรถ โดยบางครั้งทำงานที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร บางครั้งต้องปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ในจังหวัดใกล้เคียง ต่อมาวันที่ 3 มกราคม2543 จำเลยที่ 1 ได้ออกคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่โครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ จังหวัดนนทบุรีตามคำสั่งเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งโจทก์ทราบคำสั่งแล้วไม่ยอมไปโดยในระหว่างวันที่ 3 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ทุกวัน จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เกินกว่าสามวันทำงานติดต่อกันตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.2 เห็นว่า โจทก์ทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถในกรุงเทพมหานคร จำเลยสามารถย้ายโจทก์ไปปฏิบัติงานโครงการก่อสร้างจังหวัดใกล้เคียงได้ การที่จำเลยที่ 1มีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่โครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ จังหวัดนนทบุรี คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2543งานในหน้าที่ของโจทก์ คือเป็นพนักงานขับรถของโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์มิใช่หน้าที่พนักงานขับรถของสำนักงานใหญ่ เมื่อโจทก์ไม่ยอมไปทำงานที่โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ในวันที่ 3ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543 แม้โจทก์จะยังคงไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ในระหว่างเวลาดังกล่าวทุกวันก็ตาม การกระทำของโจทก์ย่อมเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรจำเลยที่ 1 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(5)ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อต่อมาของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างวันที่ 3 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่มากกว่าสามวันตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 8 มกราคม2543 จึงขอเลิกจ้างโจทก์นับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 เป็นต้นไปก็ตาม แต่สิทธิในการเลิกจ้างของนายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรจะเกิดขึ้นเมื่อลูกจ้างได้ละทิ้งหน้าที่ล่วงพ้นไปในวันที่สามไปแล้ว และนายจ้างย่อมไม่อาจจะให้การเลิกจ้างมีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มละทิ้งหน้าที่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในระหว่างวันที่ 3 ถึงวันที่ 8มกราคม 2543 โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 ทุกวันโจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างเวลาดังกล่าว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุนทร สุวรรณเลิศ
จำเลย — บริษัท สุมิโตโมคอนสตรัคชั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2545
#48222
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่ขับรถในสำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จำเลยสามารถย้ายโจทก์ไปปฏิบัติงานโครงการก่อสร้างที่จังหวัดใกล้เคียงได้ การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่โครงการก่อสร้างสะพานที่จังหวัดนนทบุรี เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ยอมไปทำงานที่โครงการก่อสร้างสะพานในวันที่ 3 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2543 แม้โจทก์ยังคงไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ในระหว่างเวลาดังกล่าวทุกวัน ก็เป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(5)

จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่มากกว่าสามวันตั้งแต่วันที่3 มกราคม 2543 เป็นต้นไป แต่สิทธิในการเลิกจ้างของนายจ้างเกิดขึ้นเมื่อลูกจ้างละทิ้งหน้าที่ล่วงพ้นในวันที่สามไปแล้ว และนายจ้างย่อมไม่อาจจะให้การเลิกจ้างมีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มละทิ้งหน้าที่ได้ เมื่อในระหว่างวันที่ 3 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543 โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยทุกวัน โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างเวลาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2541 บริษัทไทยสุมิคอน จำกัด ได้จ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2540 บริษัทไทยสุมิคอน จำกัด ได้โอนโจทก์ไปทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่บริษัทไทยสุมิคอน จำกัด มีอยู่ต่อโจทก์ โจทก์ทำหน้าที่พนักงานขับรถโดยรับค่าจ้างอัตราสุดท้าย10,880 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2543 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่มากกว่า 3 วัน ซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ปฏิบัติงานให้จำเลยที่ 1 ตลอดเวลาดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 ติดต่อกันมาเกินกว่า 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้ายสามร้อยวัน ระหว่างที่ทำงานกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 8 มกราคม 2543 จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ 2,901 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้จัดตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสุมิโตโม ไทยสุมิคอน โดยมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเงินสะสมและเงินสมทบว่าโจทก์จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนร้อยละ 3 และ จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนร้อยละ 7 จะจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์เมื่อโจทก์ออกจากงานแล้ว ขณะนี้จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สุมิโตโม ไทยสุมิคอน เป็นเงิน 35,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า10,880 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จค่าจ้าง 2,901 บาท ค่าชดเชย 108,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินสะสม และเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสุมิโตโม ไทยสุมิคอน จำกัด35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทำงานกับบริษัทสยามสปีริต ซัพพลาย จำกัด เมื่อปี 2522 ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้โอนโจทก์ไปเป็นพนักงานบริษัทไทยสุมิคอน จำกัด จากนั้นบริษัทไทยสุมิคอน จำกัด ย้ายโจทก์มาทำงานกับจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขับรถ ทั้งที่สำนักงานใหญ่และบางช่วงที่มีโครงการก่อสร้าง โจทก์ก็ต้องไปปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างตามคำสั่ง ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามปกติในหน้าที่ของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ไปประจำ ณ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2543 จำเลยที่มีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งโจทก์อีกครั้งหนึ่ง โจทก์ทราบคำสั่งแล้วแต่มิได้ไปทำงานที่โครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ และมิได้ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ โจทก์ขาดงานตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 ดังนั้นในวันที่ 8 มกราคม 2543 จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 นับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 โจทก์มิได้มาทำงานให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างตามฟ้องแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสะสม และเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสุมิโตโม ไทยสุมิคอนจำกัด จำนวน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย คำขอในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงหมดไป เท่ากับโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 คงมีปัญหาในวินิจฉัยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 108,800 บาท ค่าจ้าง2,901 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่นั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขับรถ โดยบางครั้งทำงานที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร บางครั้งต้องปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ในจังหวัดใกล้เคียง ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2543 จำเลยที่ 1 ได้ออกคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่โครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ จังหวัดนนทบุรี ตามคำสั่งเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งโจทก์ทราบคำสั่งแล้วไม่ยอมไป โดยในระหว่างวันที่ 2 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543 โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ทุกวัน จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เกินกว่าสามวันทำงานติดต่อตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.2 เห็นว่า โจทก์ทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถในกรุงเทพมหานคร จำเลยสามารถย้ายโจทก์ไปปฏิบัติงานโครงการก่อสร้างจังหวัดใกล้เคียงได้ การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่โครงการสร้างสะพานข้ามแม้น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ จังหวัดนนทบุรีคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 งานในหน้าที่ของโจทก์คือเป็นพนักงานขับรถของโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ มิใช่หน้าที่พนักงานขับรถของสำนักงานใหญ่ เมื่อโจทก์ไม่ยอมไปทำงานที่โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ในวันที่ 3 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543 แม้โจทก์จะยังคงไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ในระหว่างเวลาดังกล่าวทุกวันก็ตาม การกระทำของโจทก์ย่อมเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยที่ 1 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(5) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อต่อมาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างวันที่ 3 ถึง 8 มกราคม 2543 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุว่า โจทก์ละทิ้งหน้าที่มากกว่าสามวันตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543จึงขอเลิกจ้างโจทก์นับตั้งแต่ วันที่ 3 มกราคม 2543 เป็นต้นไปก็ตาม แต่สิทธิในการเลิกจ้างของนายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรจะเกิดขึ้นเมื่อลูกจ้างได้ละทิ้งหน้าที่ล่วงพ้นในวันที่สามไปแล้ว และนายจ้างย่อมไม่อาจจะให้การเลิกจ้างมีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มละทิ้งหน้าที่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในระหว่างวันที่ 3 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543 โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 ทุกวัน โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างเวลาดังกล่าวอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุนทร สุวรรณเลิศ
จำเลย — บริษัท สุมิโตโมคอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2545
#67170
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งพนักงานขับรถ โดยบางครั้งทำงานที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร บางครั้งต้องปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างตามคำสั่งของจำเลยในจังหวัดใกล้เคียง ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2543 จำเลยได้ออกคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่โครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ จังหวัดนนทบุรี เมื่อจำเลยสามารถย้ายโจทก์ไปปฏิบัติงานโครงการก่อสร้างจังหวัดใกล้เคียงได้ การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่โครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ จังหวัดนนทบุรี จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ยอมไปทำงานในวันที่ 3 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543 แม้โจทก์จะยังคงไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ระหว่างเวลาดังกล่าวทุกวันก็ตาม ก็เป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (5)

จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543 โดยเลิกจ้างโจทก์นับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2543 เป็นต้นไปก็ตาม แต่สิทธิในการเลิกจ้างของนายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรจะเกิดขึ้นเมื่อลูกจ้างได้ละทิ้งหน้าที่ล่วงพ้นในวันที่สามไปแล้ว นายจ้างย่อมไม่อาจจะให้การเลิกจ้างมีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มละทิ้งหน้าที่ เมื่อในระหว่างวันที่ 3 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543 โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยทุกวัน โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างเวลาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทไทยสุมิคอน จำกัดได้จ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ต่อมาบริษัทไทยสุมิคอน จำกัด ได้โอนโจทก์ไปทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ยอมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่บริษัทไทยสุมิคอน จำกัด มีอยู่ต่อโจทก์ โจทก์ทำหน้าที่พนักงานขับรถ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๐,๘๘๐ บาท ต่อมาจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่มากกว่า ๓ วัน ซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ปฏิบัติงานให้จำเลยที่ ๑ ตลอดเวลาดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ จ่ายสินจ้างแทนการบอกล่วงหน้า ๑๐,๘๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างค้าง ๒,๙๐๑ บาท ค่าชดเชย ๑๐๘,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินสะสม และเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสุมิโตโม ไทยสุมิคอน จำกัด ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การ ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้จำเลยที่ ๒ จ่ายเงินสะสม และ เงินสมบทพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสุมิโตโม ไทยสุมิคอน จำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย คำขอในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ จึงหมดไป เท่ากับโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ คงมีปัญหาให้วินิจฉัยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชย ๑๐๘,๘๐๐ บาท ค่าจ้าง ๒,๙๐๑ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๓) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์ละทิ้งหน้าที่ เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่นั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ ในตำแหน่งพนักงานขับรถ โดยบางครั้งทำงานที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งตังอยู่ที่กรุงเทพมหานคร บางครั้งต้องปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างตามีคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ในจังหวัดใกล้เคียง ต่อมาวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ได้ออกคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่โครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ จังหวัดนนทบุรี ตามคำสั่ง ซึ่งโจทก์ทราบคำส่งแล้วไม่ยอมไป โดยในระหว่างวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๓ โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ทุกวัน จำเลยที่ ๑ จึงเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เกินกว่าสามวันทำงานติดต่อกันตามหนังสือเลิกจ้าง เห็นว่า โจทก์ทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถในกรุงเทพมหานคร จำเลยสามารถย้ายโจทก์ไปปฏิบัติงานโครงการก่อสร้างจังหวัดใกล้เคียงได้ การที่จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่โครงการก่อสร้างสะพานข้าม แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ จังหวัดนนทบุรี คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๓ งานในหน้าที่ของโจทก์ คือเป็นพนักงานขับรถของโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์มิใช่หน้าที่พนักงานขับรถของสำนักงานใหญ่ เมื่อโจทก์ไม่ยอมไปทำงานที่โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ในวันที่ ๓ ถึงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๓ แม้โจทก์จะยังคงไปทำงาน ที่สำนักงานใหญ่ในระหว่างเวลาดังกล่าวทุกวันก็ตาม การกระทำของโจทก์ย่อมเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควร จำเลยที่ ๑ ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๕) ที่ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อต่อมาของจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างวันที่ ๓ ถึงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๓ หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่มากกว่าสามวันตั้งแต่วันที่ ๓ ถึงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๓ จึงขอเลิกจ้างโจทก์นับตั้งแต่วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๓ เป็นต้นไปก็ตาม แต่สิทธิในการเลิกจ้างของนายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควรจะเกิดขึ้นเมื่อลูกจ้างได้ละทิ้งหน้าที่ล่วงพ้นในวันทีสามไปแล้ว และนายจ้างย่อมไม่อาจจะให้การเลิกจ้างมีผลย้อนหลังนับแต่วันที่ ลูกจ้างเริ่มละทิ้งเริ่มละทิ้งหน้าที่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในระหว่างวันที่ ๓ ถึงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๓ โจทก์ไปทำงาน ที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ ๑ ทุกวัน โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างเวลาดังกล่าว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุนทร สุวรรณเลิศ
จำเลย — บริษัทสุมิโตโมคอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 39/2545
#65751
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ในชั้นนี้ยังไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นาย ประดิษฐ์ ผมคำ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ประเสริฐ ไตรบัญญัติกุล ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สุรพล เจียมจูไร
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 39/2545
#65895
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ในชั้นนี้ยังไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นาย ประดิษฐ์ ผมคำ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ประเสริฐ ไตรบัญญัติกุล ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สุรพล เจียมจูไร
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 38/2545
#65750
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย อนุชัย กาญจโนภาส
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย วรชาติ กาญจโนภาส ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 38/2545
#65894
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย อนุชัย กาญจโนภาส
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย วรชาติ กาญจโนภาส ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 37/2545
#65749
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลักษณะความผิดถือได้ว่าเป็นภัยต่อส่วนรวม จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน และก่อนคดีนี้เคยต้องคำพิพากษาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษมาแล้ว น่าเชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์จำเลยที่ 2 อาจหลบหนีจึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ชวน อิ่มดี กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง ทองดี อิ่มดี จำเลยที่ 2
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา