ความว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลักษณะความผิดถือได้ว่าเป็นภัยต่อส่วนรวม จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน และก่อนคดีนี้เคยต้องคำพิพากษาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษมาแล้ว น่าเชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์จำเลยที่ 2 อาจหลบหนีจึงให้ยกคำร้อง
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาห้าแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาห้าแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
ความว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนจำนวน10 แปลง เพิ่มจากจำเลยทั้งสาม ที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่รวม 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวาหรือ 3,488 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินที่โจทก์อ้างส่งในชั้นพิจารณาศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์เป็นเงิน 13,608,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน2534 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 10.5 ต่อปี คดีของโจทก์ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เงินจำนวน 13,608,000 บาท ดังกล่าว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คิดคำนวณจากเนื้อที่ที่ดินจำนวน 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา หรือ 3,888 ตารางวา ตามคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเกิดจากการที่โจทก์รวมเนื้อที่ที่ดินของโจทก์เองผิดพลาด ทำให้จำนวนเงินค่าทดแทนที่ศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายเพิ่มให้แก่โจทก์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปด้วย อันเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 เมื่อจำนวนเนื้อที่ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนแต่ละโฉนดปรากฏรายละเอียดชัดแจ้งตามสำเนาโฉนดที่โจทก์อ้างส่ง ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบไว้แล้วว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนทั้งแปลงทั้ง 10 โฉนด จึงขอได้โปรดมีคำสั่งแก้ไขจำนวนเงินค่าทดแทนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ต้องจ่ายเพิ่มให้แก่โจทก์ในคำพิพากษาของศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์ที่ระบุให้จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นเงิน 13,608,000 บาท เป็นให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,208,000 บาท
หมายเหตุ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษากับคดีอีกสำนวนหนึ่ง โดยเรียกโจทก์ในคดีนี้ว่าโจทก์ที่ 2
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,608,000บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21มิถุนายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฯลฯ
จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์คดีนี้
ชั้นบังคับคดีจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ตามจำนวนเนื้อที่ที่ดินที่ถูกเวนคืนจริงคือ 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา จำเลยที่ 1 นำเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มตามจำนวนเนื้อที่ที่ดินที่ถูกเวนคืนจริงจำนวน 21,824,669.88 บาท ไปวางศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ครบถ้วนตามเนื้อที่ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนแล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำบังคับและงดการบังคับคดี
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ 1 ฎีกา
คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าคดีนี้มิได้มีการฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์การขอแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่จะมีคำสั่งเพิ่มเติมให้แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปให้ศาลฎีกาพิจารณา จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้องต่อไป
ความว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนจำนวน10 แปลง เพิ่มจากจำเลยทั้งสาม ที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่รวม 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวาหรือ 3,488 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินที่โจทก์อ้างส่งในชั้นพิจารณาศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์เป็นเงิน 13,608,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน2534 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 10.5 ต่อปี คดีของโจทก์ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เงินจำนวน 13,608,000 บาท ดังกล่าว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คิดคำนวณจากเนื้อที่ที่ดินจำนวน 9 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา หรือ 3,888 ตารางวา ตามคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเกิดจากการที่โจทก์รวมเนื้อที่ที่ดินของโจทก์เองผิดพลาด ทำให้จำนวนเงินค่าทดแทนที่ศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายเพิ่มให้แก่โจทก์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปด้วย อันเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 เมื่อจำนวนเนื้อที่ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนแต่ละโฉนดปรากฏรายละเอียดชัดแจ้งตามสำเนาโฉนดที่โจทก์อ้างส่ง ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบไว้แล้วว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนทั้งแปลงทั้ง 10 โฉนด จึงขอได้โปรดมีคำสั่งแก้ไขจำนวนเงินค่าทดแทนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ต้องจ่ายเพิ่มให้แก่โจทก์ในคำพิพากษาของศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์ที่ระบุให้จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นเงิน 13,608,000 บาท เป็นให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,208,000 บาท
หมายเหตุ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษากับคดีอีกสำนวนหนึ่ง โดยเรียกโจทก์ในคดีนี้ว่าโจทก์ที่ 2
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,608,000บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21มิถุนายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฯลฯ
จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์คดีนี้
ชั้นบังคับคดีจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ตามจำนวนเนื้อที่ที่ดินที่ถูกเวนคืนจริงคือ 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา จำเลยที่ 1 นำเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มตามจำนวนเนื้อที่ที่ดินที่ถูกเวนคืนจริงจำนวน 21,824,669.88 บาท ไปวางศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ครบถ้วนตามเนื้อที่ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนแล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำบังคับและงดการบังคับคดี
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ 1 ฎีกา
คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าคดีนี้มิได้มีการฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์การขอแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่จะมีคำสั่งเพิ่มเติมให้แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปให้ศาลฎีกาพิจารณา จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้องต่อไป
ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ก. ลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทจำเลยในสัญญาจ้างและแทนจำเลยในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัท ซ. ทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ทั้งยี่สิบสองตามที่ได้รับมอบหมาย การที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า ก. ลงลายมือชื่อและประทับตราจำเลยในสัญญาจ้างนั้นไม่ใช่เป็นการกระทำในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัท ซ. จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง
จำเลยทำสัญญาจัดหางานให้โจทก์ทั้งยี่สิบสองทำงานก่อสร้างในสนามบินแห่งชาติสาธารณรัฐอินกูเซเทียประเทศรัสเซีย ในตำแหน่งต่าง ๆ แต่เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบสองทำงานมาได้ประมาณ1 ปี นายจ้างติดค้างค่าจ้างโจทก์แต่ละคนและขอผัดผ่อนเรื่อยมาทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสองไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามสัญญาจัดหางานและไม่ประสงค์จะทำงานต่อไปจึงขอลาออกและเดินทางกลับประเทศไทยกรณีจึงต้องด้วยพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯมาตรา 46 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับอนุญาตจัดหางานไปทำงานในต่างประเทศจะต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อปรากฏว่าโจทก์แต่ละคนเสียค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้จำเลยไปตั้งแต่ 75,000ถึง 85,000 บาท มากกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาจัดหางานคือ 30,000 ถึง35,000 บาท แต่โจทก์ทั้งยี่สิบสองขอคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายบางส่วนโดยแนบสำเนาสัญญาจัดหางานมาท้ายฟ้อง อันพอถือได้ว่ามีคำขอให้จำเลยคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายบางส่วนตามจำนวนในสัญญาดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้จำเลยคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้โจทก์แต่ละคนตามจำนวนในสัญญาจัดหางานจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 กำหนดให้หนี้เงินที่แสดงไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ เมื่อจะส่งใช้เป็นเงินไทยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินการที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้เงินดอลลาร์สหรัฐที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์แต่ละคนโดยให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์นั้น จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
คำสั่ง
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ชั้นนี้ยังไม่เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
คำสั่ง
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ชั้นนี้ยังไม่เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
ไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว พฤติการณ์ที่ปรากฏตามคำร้องของจำเลยว่า จำเลยยังไม่สามารถหยุดเสพเมทแอมเฟตามีนได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยเคยต้องโทษจำคุกในฐานความผิดเช่นเดียวกันนี้ จึงนับว่าเป็นอันตรายต่อจำเลยเอง และจะเป็นภัยต่อสังคมโดยรวมได้ ยังไม่มีเหตุสมควรปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว พฤติการณ์ที่ปรากฏตามคำร้องของจำเลยว่า จำเลยยังไม่สามารถหยุดเสพเมทแอมเฟตามีนได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยเคยต้องโทษจำคุกในฐานความผิดเช่นเดียวกันนี้ จึงนับว่าเป็นอันตรายต่อจำเลยเอง และจะเป็นภัยต่อสังคมโดยรวมได้ ยังไม่มีเหตุสมควรปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
ไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยได้เสนอบัญชีมาพร้อมนี้และมีคำร้องประกอบ
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาตีราคาหลักประกัน 500,000 บาท (ห้าแสนบาท) ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและดำเนินการต่อไป
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยได้เสนอบัญชีมาพร้อมนี้และมีคำร้องประกอบ
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาตีราคาหลักประกัน 500,000 บาท (ห้าแสนบาท) ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและดำเนินการต่อไป
ไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีต้องห้ามไม่ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยที่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ให้ยกคำร้อง
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีต้องห้ามไม่ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยที่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ให้ยกคำร้อง
ไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอให้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว เป็นกรณีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในชั้นนี้ ยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราว ยกคำร้อง