ไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 ยังไม่ยื่นฎีกา ในชั้นนี้ ยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราว ยกคำร้อง
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 ยังไม่ยื่นฎีกา ในชั้นนี้ ยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราว ยกคำร้อง
ไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมแล้ว
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกา ในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาให้ยกคำร้อง
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมแล้ว
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกา ในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาให้ยกคำร้อง
ไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว กรณีไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว กรณีไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง
ไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา
คำสั่ง
อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกันสองแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา
คำสั่ง
อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกันสองแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
ไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
คำสั่ง
พิเคราะห์เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาหลักประกันห้าแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
คำสั่ง
พิเคราะห์เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาหลักประกันห้าแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป
ไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับ
จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาที่ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพียงกรรมเดียว แต่ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองหลายกระทง ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับโทษมากขึ้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองด้วย
หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง,75 วรรคหนึ่ง,76 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคแรก,83 ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายกัญชา จำคุกคนละ 2 ปี และฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยมีหรือใช้อาวุธ จำคุกคนละ 1 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นสมควรลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ฯลฯ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 73)
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 80)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายจำคุกคนละ 2 ปี และฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยมีและใช้อาวุธ จำคุกคนละ 1 ปีรวมจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือนศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกัน เป็นพิรุธ ไม่มีน้ำหนักให้พอรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง และหากฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด ก็ขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองด้วยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกา ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาว่า จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดกรรมเดียว แต่ศาลลงโทษหลายกรรม เป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น จำเลยทั้งสองฎีกามีใจความว่า หากศาลฎีกาลงโทษเป็นรายกระทง กระทงละไม่เกิน 2 ปี ก็ขอให้รอการลงโทษด้วย หาได้ฎีกาดังที่กล่าวอ้างในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้นชอบแล้วให้ยกคำร้อง
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับ
จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาที่ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพียงกรรมเดียว แต่ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองหลายกระทง ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับโทษมากขึ้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองด้วย
หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง,75 วรรคหนึ่ง,76 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคแรก,83 ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายกัญชา จำคุกคนละ 2 ปี และฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยมีหรือใช้อาวุธ จำคุกคนละ 1 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นสมควรลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ฯลฯ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 73)
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 80)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายจำคุกคนละ 2 ปี และฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยมีและใช้อาวุธ จำคุกคนละ 1 ปีรวมจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือนศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกัน เป็นพิรุธ ไม่มีน้ำหนักให้พอรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง และหากฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด ก็ขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองด้วยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกา ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาว่า จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดกรรมเดียว แต่ศาลลงโทษหลายกรรม เป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น จำเลยทั้งสองฎีกามีใจความว่า หากศาลฎีกาลงโทษเป็นรายกระทง กระทงละไม่เกิน 2 ปี ก็ขอให้รอการลงโทษด้วย หาได้ฎีกาดังที่กล่าวอ้างในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้นชอบแล้วให้ยกคำร้อง
ไม่มีย่อสั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความว่า เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ได้ถึงแก่กรรมแล้ว โจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดา - มารดาเดียวกันและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ มีความประสงค์ที่จะขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ผู้มรณะ
หมายเหตุ ศาลชั้นต้นสอบโจทก์ที่ 1 และทนายผู้ร้องสอดแล้วไม่คัดค้าน (อันดับ 157)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้แบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 5 หน้า 156 สารบบหมู่ที่ 2 หน้า 326 หมู่ที่ 2ตำบลไก่คำ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เนื้อที่ 40 ไร่ 2 งาน 41 ตารางวาเป็นของผู้ร้องสอดในฐานะเจ้าของรวม 20 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา ส่วนที่เหลือให้แบ่งออกเป็น 9 ส่วน เท่า ๆ กัน แก่ผู้ร้องสอด โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสาม และทายาทคือนางยอนใจทองนางบังอร ใจทอง คนละส่วนเท่า ๆ กัน แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ ไม่สามารถดำเนินการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวแก่คู่ความได้ เนื่องจากที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ทั้งแปลงน้อยกว่าที่ระบุในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) กับปรากฏว่าผู้ร้องสอดได้จดทะเบียนยกส่วนของตนตาม น.ส.3 ดังกล่าวให้แก่นางคำเพียรสินชู เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 ก่อนที่จะมีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม และนางคำเพียร สินชู ผู้รับโอนที่ดินจากผู้ร้องสอดคัดค้านวิธีการแบ่งแยกที่ดินศาลชั้นต้นนัดพร้อมคู่ความ แล้วมีคำสั่งให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสาม ผู้ร้องสอด นางยอนใจทองและนางบังอร ใจทอง โดยให้ด้านหนึ่งของที่ดินที่แบ่งแยกทุกแปลงติดทางสาธารณะ
นางคำเพียร สินชู อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
นางคำเพียร สินชู ฎีกา (อันดับ 123)
โจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 153)
ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณา (อันดับ 163)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีของโจทก์ที่ 2 ผู้ถึงแก่กรรมอยู่ในระหว่างผู้ร้องฎีกาปัญหาในชั้นบังคับคดี จึงอนุญาตให้โจทก์ที่ 3 เข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ได้