คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 8/2545
#65867
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง หากปล่อยชั่วคราวไปจำเลยน่าจะหลบหนี จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 108 ม. 114 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย เกา แซ่ฟุ้ง
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย เกา แซ่ฟุ้ง จำเลย
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 8/2545
#419344
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๔๕

วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง

ศาลจังหวัดลพบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการฯ

ศาลจังหวัดลพบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องและศาลที่รับฟ้องเห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของอีกศาลหนึ่ง แต่ศาลดังกล่าวเห็นว่า คดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๔ ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระเบียน หมู่ที่ ๒ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี โดยนายไพฑูรย์ โยธานัน ผู้ร้อง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระเบียน หมู่ที่ ๒ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เครื่องหมายประจำตัวหมายเลข ๘ ปรากฏว่า องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระเบียนได้ประกาศผลการเลือกตั้งให้ ผู้สมัครเครื่องหมายประจำตัว หมายเลข ๕ และหมายเลข ๓ เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงได้ยื่นคำร้องต่อ ศาลจังหวัดลพบุรี คัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระเบียน หมู่ที่ ๒ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี อ้างว่า การวินิจฉัยของกรรมการตรวจคะแนนกรณีวินิจฉัยว่าบัตรเลือกตั้งเป็นบัตรดีหรือบัตรเสียนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากบัตรเลือกตั้งที่กรรมการตรวจคะแนนวินิจฉัยว่าเป็นบัตรเสียนั้นไม่มีลักษณะเป็นบัตรเสียตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๒ ทำให้ผู้ร้องไม่ได้รับเลือกตั้ง จึงขอให้ศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งว่าไม่มีบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ และจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระเบียน หมู่ที่ ๒ ใหม่ ซึ่งต่อมาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระเบียน ผู้คัดค้าน โดยนายอรัญ ทั่งทองแท้ พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี ทนายความผู้คัดค้าน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดลพบุรีก่อนวันนัดไต่สวนคำร้องว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองและขอให้ศาลจังหวัดลพบุรีดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลจังหวัดลพบุรีเห็นว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่าการปฏิบัติหน้าที่และคำสั่งของเจ้าพนักงานของรัฐไม่ชอบ มีผลไปในทางเสื่อมเสียสิทธิของผู้ร้อง เป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย มีผลเท่ากับเป็นการโต้แย้งคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปกครอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง และได้ส่งความเห็น ดังกล่าวไปยังศาลปกครองกลางจัดทำความเห็นตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลปกครองกลางเห็นว่า การคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลให้นำพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาใช้โดยอนุโลม ซึ่งตามมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลที่พิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งดังกล่าว ต้องดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นวิธีพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม ดังนั้น จึงเห็นว่าศาลที่มีอำนาจพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล คือ ศาลยุติธรรม เช่นเดียวกับการคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๔

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา ศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคำร้องคัดค้าน

การเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง หมายความถึงศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า การคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีลักษณะเป็นการคัดค้านคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ร้องอ้างว่า คณะกรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่ง พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔๕ วรรคสาม บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการสมัครรับเลือกตั้งและการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น" แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นใช้บังคับ กรณีจึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโดยอนุโลม" ซึ่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ บัญญัติว่า "ภายในสิบห้าวัน นับตั้งแต่เทศบาลประกาศผลของการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบคนก็ดี ผู้สมัครคนใดก็ดี ในเขตเลือกตั้งใดเห็นว่าการเลือกตั้งในเขตนั้นเป็นไปโดยไม่ชอบ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจ เพื่อขอให้สั่งว่าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับเลือกตั้งโดยชอบ และหรือว่าผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ หรือว่าไม่มีบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ" และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็ว ..." เป็นการบัญญัติให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลต้องดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นวิธีพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม ซึ่งวิธีพิจารณาคดีถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปตามความมุ่งหมายของกฎหมาย หากให้ศาลปกครองต้องตัดสินคดีปกครองโดยใช้วิธีพิจารณาความแพ่งแทนที่จะใช้วิธีพิจารณาคดีปกครอง ย่อมจะไม่สอดคล้องกับระบบและความมุ่งหมายของกฎหมาย ดังนั้น ศาลยุติธรรมจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓/๒๕๔๔ ถึง ๗/๒๕๔๔

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระเบียน หมู่ที่ ๒ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ของนายไพฑูรย์ โยธานัน ผู้ร้อง อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลจังหวัดลพบุรี

นายสันติ ทักราล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

นายพรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 57 ม. 58 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายไพฑูรย์ โยธานัน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2545
#419342
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๔๕

วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดหนองคาย

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดหนองคายได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลทั้งสองต่างเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของตน จึงส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

เทศบาลเมืองหนองคายเป็นโจทก์ฟ้องนายวีระศักดิ์ พันธ์นาเหนือและนายทวีบุญ อินทราวุธ เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดหนองคาย อ้างว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคาย จำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลเมืองหนองคายและผู้ตรวจการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคาย และจำเลยทั้งสองเป็นคณะกรรมการรักษาเงินของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายอีกด้วย จำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบการว่าด้วยอำนาจหน้าที่พนักงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการควบคุมและดำเนินงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๖ แต่จำเลยทั้งสองละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้นางสาวสุกัญญา สนิทภักดี พนักงานบัญชีของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายทุจริตยักยอกเงินของสถานธนานุบาลไปใช้ประโยชน์ส่วนตนหลายครั้ง รวมเป็นเงิน ๑,๒๑๖,๐๐๐ บาท จึงขอให้ศาลจังหวัดหนองคายพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๕๑๙,๑๘๕.๗๕ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๗๓๕,๑๘๕.๗๕ บาท จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ ว่า คดีนี้มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องที่จำเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำ ที่ ๒๖๙๓/๒๕๔๔ และศาลปกครองกลางรับฟ้องไว้แล้ว เมื่อโจทก์มายื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ที่ศาลจังหวัดหนองคายอีก จึงเป็นกรณีที่ศาลตั้งแต่สองศาลขึ้นไปได้รับฟ้องคดีเรื่องเดียวกันไว้ตามมาตรา ๑๒ ประกอบกับมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งจำเลยที่ ๒ เห็นว่า คดีนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดหนองคาย แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองกลาง จึงขอให้ศาลจังหวัดหนองคายรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำตามหน้าที่แล้วก่อให้เกิดความเสียหาย อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นผู้จัดตั้งควบคุมดูแลสถานธนานุบาล ตามพระราชบัญญัติเทศบาล(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๑๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการควบคุมและดำเนินงานสถานธนานุบาลของหน่วยราชการบริหารส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๖ จึงเป็นหน่วยงานของรัฐตามนัยของมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดเทศบาลเมืองหนองคาย จำเลยทั้งสองจึงเป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายของมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยอ้างว่า จำเลยทั้งสองซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการรักษาเงินของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคาย มีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบการว่าด้วยอำนาจหน้าที่พนักงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๗ แต่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จนเป็นเหตุให้สถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในเหตุละเมิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๐ นั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๖ บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" กรณีจึงเป็นคดีพิพาทระหว่างราชการส่วนท้องถิ่นกับเจ้าหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีที่เทศบาลเมืองหนองคายฟ้องนายวีระศักดิ์ พันธ์นาเหนือ และนายทวีบุญ อินทราวุธ เรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ ได้แก่ศาลปกครองกลาง

นายสันติ ทักราล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

นายพรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2517
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการควบคุมและดำเนินงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองหนองคาย
จำเลย — นายวีระศักดิ์ พันธ์นาเหนือ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6/2545
#42078
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวงแชร์ที่เป็นมูลหนี้ในการสั่งจ่ายเช็คพิพาทมีห้างหุ้นส่วนจำกัดพ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ อันต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ฯ มาตรา 5 นิติกรรมการเล่นแชร์ดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่ายรับผิดตามเช็คพิพาท และการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สลักหลังให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ใช้เงินตามเช็คพิพาทดังกล่าวแก่โจทก์ซึ่งเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 ฎีกาเพียงผู้เดียว ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1)ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน)สาขางามวงศ์วานจำนวน 6 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท ลงวันที่ 10พฤศจิกายน 2540 วันที่ 11 ธันวาคม 2540 วันที่ 10 มกราคม 2540วันที่ 10 มกราคม 2541 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2541 และวันที่ 10 มีนาคม2541 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย และจำเลยที่ 2เป็นผู้ลงลายมือชื่อสลักหลังเพื่อชำระหนี้ค่าแชร์ให้แก่โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540วันที่ 11 ธันวาคม 2540 วันที่ 12 มกราคม 2541 วันที่ 12 มกราคม 2541วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2541 และวันที่ 10 มีนาคม 2541 ตามลำดับโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย35,997 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 635,997 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 635,997 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็ค 6 ฉบับไปในการเล่นแชร์ 2 วงให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้กระทำการแทนหรือตัวแทนของห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมชัย พี.เอส.ที. เทรดดิ้งซัพพลาย ซึ่งเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์ โดยมิได้สั่งจ่ายเช็คเหล่านั้นให้แก่โจทก์ แต่โจทก์รับโอนเช็คมาจากจำเลยที่ 2 โดยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยที่ 1ทั้งนี้เพราะโจทก์รับเช็คมาจากจำเลยที่ 2 ภายหลังวงแชร์ได้ล้มไปแล้วโจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงเช็คโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีอำนาจฟ้องกฎหมายห้ามมิให้นิติบุคคลเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์แชร์แต่ละวงมีจำนวนเงินทุนกองกลางต่อ 1 งวดรวมกันสูงกว่า300,000 บาท นอกจากนั้นยังเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์วงอื่นอีก เมื่อรวมกันแล้วมากกว่า 3 วงและมีสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่า 30 คน ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับกันได้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน635,997 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมชัย พี.เอส.ที. เทรดดิ้งซัพพลาย ซึ่งมีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการกระทำการเป็นนายวงแชร์ 2 วง โจทก์และจำเลยที่ 1เป็นลูกวงแชร์ทั้งสองวงดังกล่าวเมื่อต้นปี 2540 จำเลยที่ 1 ประมูลแชร์ทั้งสองวงได้และรับเงินจากโจทก์ไปแล้วได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทรวม 6 ฉบับโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังเพื่อชำระหนี้ค่าแชร์ให้แก่โจทก์ เช็คแต่ละฉบับสั่งจ่ายเงินจำนวน 100,000 บาท ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน2540 วันที่ 11 ธันวาคม 2540 วันที่ 10 มกราคม 2541 วันที่ 10 มกราคม2541 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2541 และวันที่ 10 มีนาคม 2541 ตามลำดับเมื่อถึงกำหนดชำระเงิน ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับคดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมชัย พี.เอส.ที. เทรดดิ้งซัพพลายกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 5 ที่ห้ามมิให้นิติบุคคลเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์แล้ว สัญญาเล่นแชร์ย่อมเป็นโมฆะและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อวงแชร์ทั้งสองวงที่เป็นมูลหนี้ในการสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งหกฉบับมีห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมชัยพี.เอส.ที. เทรดดิ้งซัพพลาย ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ อันต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 5 นิติกรรมการเล่นแชร์ทั้งสองวงจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เช็คพิพาททั้งหกฉบับจึงไม่มีมูลหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมายโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่ายรับผิดตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับและคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สลักหลังร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ใช้เงินตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่เพียงผู้เดียว เมื่อเช็คพิพาททั้งหกฉบับตามฟ้องไม่มีมูลหนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สูน กอจิตตวนิจ
จำเลย — นาย ยุทธนา สุทธิกิตติบุตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิเทพ ศิริพากย์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 6/2545
#65722
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว จำเลยเคยมีพฤติการณ์หลบหนี จึงไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 108 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย มาโนชหรือคิงส์ อ่อนน้อม
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย มาโนชหรือคิงส์ อ่อนน้อม จำเลย
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 6/2545
#65866
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว จำเลยเคยมีพฤติการณ์หลบหนี จึงไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 108 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย มาโนชหรือคิงส์ อ่อนน้อม
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย มาโนชหรือคิงส์ อ่อนน้อม จำเลย
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 6/2545
#419340
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๔๕

วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแขวงพระนครเหนือ

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) และวรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๔ นายวัลลภ นาคพุก โดยนางกนิษฐา พราหมณ์เสน่ห์ ผู้รับมอบอำนาจ ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และร้อยตำรวจเอก ชัยวัฒน์ อินทร์เทศ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลวิภาวดี ต่อศาลปกครองกลาง อ้างว่าการออกหมายเรียกของร้อยตำรวจเอกชัยวัฒน์ ที่สั่งให้นายวัลลภไปพบ ณ สถานีตำรวจนครบาลวิภาวดี ในวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๔ เวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากในหมายเรียกมิได้แจ้งเหตุแห่งการออกหมายว่าจะเรียกไปสอบปากคำในคดีอาญาเรื่องใดตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๓ และมีข้อความอันมีลักษณะเป็นการข่มขู่ให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่เสรีภาพและทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๒ และมาตรา ๑๕๗ ประกอบกับการสอบปากคำไม่ได้กระทำในเวลาอันสมควร ไม่เป็นกลาง และกระทำไปโดยจูงใจให้รับสารภาพว่านายวัลลภเป็นผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ อันขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๓ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ และมาตรา ๒๓๔ ซึ่งการไปให้ปากคำตามหมายเรียกดังกล่าวทำให้นายวัลลภขาดรายได้จากการประกอบอาชีพทันตแพทย์ ณ โรงพยาบาลแพทย์รังสิต ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ในวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๔ เป็นจำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาท จึงขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดรายได้ ในวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๔ เป็นจำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๔ จนถึงวันชดใช้เสร็จ และขอให้ศาลมีคำสั่งระงับหรือเพิกถอนการออกหมายเรียกที่มีขึ้นในครั้งหลังด้วย ในระหว่างพิจารณา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะรับไว้พิจารณาได้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองกลางจึงส่งความเห็นไปให้ศาลแขวงพระนครเหนือจัดทำความเห็นตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแขวงพระนครเหนือเห็นว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนที่ขอให้เพิกถอนหมายเรียกและส่วนที่เรียกค่าเสียหาย ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือเห็นว่า ส่วนแรกไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือที่จะพิจารณาสำหรับในส่วนที่สองคือ ส่วนที่เรียกค่าเสียหายนั้น เห็นว่า อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือ

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การฟ้องขอให้ระงับหรือเพิกถอนหมายเรียกของพนักงานสอบสวนในคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับการนี้ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า ในการดำเนินกิจการหรือการกระทำต่าง ๆ ของรัฐ ทุกระบบ จะต้องถูกตรวจสอบได้โดยศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง ยกเว้นแต่เป็นเรื่องที่โดยสภาพแล้วไม่อาจที่จะตรวจสอบได้ เช่น การกระทำทางนิติบัญญัติ การกระทำในทางตุลาการและการกระทำของรัฐบาลที่เป็นงานด้านนโยบายหรืองานด้านการเมืองหรือนโยบายต่างประเทศหรือในความสัมพันธ์กับฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นต้น สำหรับศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการกระทำทางปกครองซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ และมาตรา ๙ บัญญัติให้ศาลปกครองมีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีที่มีการฟ้องว่า หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการในการใช้อำนาจทางปกครอง หรือดำเนินกิจการทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือในคดีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือในคดีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือละเลยต่อหน้าที่ในทาง ปกครองตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้า หรือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันเป็นการตรวจสอบการกระทำทางปกครอง ส่วนศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๑ ซึ่งได้แก่ คดีแพ่ง คดีอาญา ในส่วนคดีอาญานั้น ศาลและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา การที่ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจอันถือได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ออกหมายเรียกตนให้มาให้การในฐานะพยานคดีอาญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้เพราะต้องไปให้ปากคำตามหมายเรียกดังกล่าว และขอให้ศาลมีคำสั่งระงับหรือเพิกถอนการออกหมายเรียกที่มีขึ้นในครั้งหลังด้วยนั้น เห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการออกหมายเรียกที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นประการแรก ซึ่งการออกหมายเรียกดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนการดำเนินการของพนักงานสอบสวนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง และอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม ทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ดังนั้น แม้การออกหมายเรียกดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดีโดยตรง แต่ก็เป็นการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ การเรียกค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากการออกหมายเรียกดังกล่าว จึงอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลยุติธรรมเช่นกัน อนึ่ง ประเด็นเรื่องเรียกค่าเสียหายนี้ ทั้งศาลปกครองกลางและศาลแขวงพระนครเหนือเห็นพ้องต้องกันว่า คำฟ้องส่วนนี้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม กรณีจึงมิใช่เป็นการขัดแย้งกันในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยชี้ขาด

สำหรับการขอให้ระงับหรือเพิกถอนหมายเรียกนั้น เมื่อการออกหมายเรียกเป็นการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลยุติธรรมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีฟ้องขอให้เพิกถอนระงับหมายเรียกพยานในคดีอาญา ระหว่าง นายวัลลภ นาคพุก ผู้ฟ้องคดี กับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ร้อยตำรวจเอก ชัยวัฒน์ อินทร์เทศ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ศาลที่มีเขตอำนาจได้แก่ ศาลแขวงพระนครเหนือ

นายสันติ ทักราล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

นายพรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายวัลลภ นาคพุก
โดยนางกนิษฐา พราหมณ์เสน่ห์ ผู้รับมอบอำนาจ
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 5/2545
#65721
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้วไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 119 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นาย สวัสดิ์ เรืองศรี
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สวัสดิ์ เรืองศรี จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 5/2545
#65865
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้วไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 119 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นาย สวัสดิ์ เรืองศรี
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สวัสดิ์ เรืองศรี จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 5/2545
#419339
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๔๕

วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแขวงดุสิต

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง และเมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจเช่นกันให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๔ บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยต่อศาลแขวงดุสิต อ้างว่าบริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน ลธ ๗๖๘๑ กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายอนิรุธ เพ็งนุ่ม โดยมีสาระสำคัญตามเงื่อนไขกรมธรรม์ว่า หากรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเกิดเหตุชนหรือถูกชนบริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันหรือแทน ผู้เอาประกันภัย กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ครอบครองเสาไฟฟ้าส่องทางเดินบริเวณลานจอดรถตลาดนัดสนามหลวง ๒ ธนบุรี แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการปักเสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าล้มลงมาฟาดรถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้รับผิดชดใช้ค่าซ่อมไปเป็นจำนวนเงิน ๓๔,๔๒๑.๕๕ บาท จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิในอันที่จะเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้กรุงเทพมหานครชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์เนื่องจากการกระทำละเมิดเป็นเงินจำนวน ๓๔,๔๒๑.๕๕ บาท และดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๓ ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑,๕๑๔ บาท รวมเป็นเงิน ๓๕,๙๓๕.๕๕ บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจากต้นเงิน ๓๔,๔๒๑.๕๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลแขวงดุสิตเห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ให้จำเลยรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนและความเสียหายเกิดขึ้นจากความระมัดระวังของเจ้าหน้าที่ของจำเลยตามนัยมาตรา ๘ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมจึงไม่รับฟ้อง ให้ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา

บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๔ ศาลปกครองกลางเห็นว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง(๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง แต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมตามนัยมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา เหตุละเมิดคดีนี้เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ และคดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดดังกล่าวอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๙ (๙) ประกอบกับข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง สำนักงานตลาด พ.ศ. ๒๕๓๔ กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานคร ในเรื่องการจัดให้มีตลาดขึ้น โดยความเห็นชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และมาตรา ๘๙ (๑๕) กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการในเขตกรุงเทพมหานครในเรื่องการสาธารณูปโภค หมายถึง การจัดทำบริการสาธารณะที่เป็นการอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนในสิ่งอุปโภคที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่น การไฟฟ้า การประปา เป็นต้น เมื่อคำฟ้องอ้างเหตุละเมิดที่เกิดขึ้นว่าเป็นผลอันเนื่องมาจากการปักเสาไฟฟ้าส่องทางไม่ลึกและยึดติดกับพื้นผิวถนนไม่แน่นหนาภายในบริเวณพื้นที่ตลาดนัดสนามหลวง๒ ธนบุรี ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานคร อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและปราศจากความระมัดระวังของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ในการจัดทำบริการสาธารณะ หน่วยงานทางปกครองจึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในเหตุละเมิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ซึ่งอาจอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมก็ได้ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๔ ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐๖

ดังนั้น การพิจารณาอำนาจศาลในกรณีนี้จำเป็นต้องพิจารณาอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันเป็นการจำกัดประเภทแห่งคดีที่เกิดจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง โดยมิได้มุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดาหรือการกระทำละเมิดที่ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งในคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากความประมาทเลินเล่อของผู้ถูกฟ้องคดีในการที่ไม่ปักยึดเสาไฟฟ้าให้มีความมั่นคงแข็งแรง อันถือได้ว่าเป็นการกระทำทางกายภาพ กรณีพิพาทนี้จึงมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามนัย คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑/๒๕๔๕

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีละเมิดระหว่างบริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ และกรุงเทพมหานคร จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ ศาลที่มี เขตอำนาจ ได้แก่ ศาลแขวงดุสิต

นายสันติ ทักราล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

นายพรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 4/2545
#65720
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 108 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย ศราวุธ อิศวฤทธิ์ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง ยูไหวหยัด และแอ ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 4/2545
#65864
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 108 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย ศราวุธ อิศวฤทธิ์ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง ยูไหวหยัด และแอ ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 4/2545
#419337
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๔๕

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเชียงราย

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่ได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจ เช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๔ นายเจริญ คำพิชัย กับพวกรวม ๒๕ คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องวัดพระธาตุเจดีย์หลวงและกรมที่ดิน เป็นจำเลย ต่อศาลจังหวัดเชียงราย อ้างว่า ได้ครอบครอง ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงตามระวาง ๕๐๔๙ IV ๑๒๔๐ เลขที่ ๗๓๕ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เนื้อที่รวม ๘ ไร่ ๒ งาน ๑๒ ตารางวา โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดจนถึงปัจจุบันไม่เคยมีใครอ้างสิทธิหรือแย่งการครอบครองแต่อย่างใด ทั้งนายเจริญกับพวกได้ก่อสร้างบ้าน มีเลขที่ตามที่ทางราชการออกให้และอาศัยอยู่ในที่ดินแปลงนี้มาจนถึงปัจจุบัน แต่เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๐ วัดพระธาตุเจดีย์หลวงได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินแปลงที่นายเจริญกับพวกครอบครองทำประโยชน์ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสน โดยอ้างว่าได้ที่ดินมาโดยบุกเบิกครอบครองและทำประโยชน์เป็นที่วัด ที่ประกอบศาสนกิจเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๘๓๓ โดยไม่ได้แจ้งการครอบครองไว้และมีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๔ บางส่วน (ไม่เต็มแปลง) และเอกสารหลักฐานประวัติความเป็นมาของวัด และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสน ได้ออกใบไต่สวนเพื่อรังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่วัดพระธาตุเจดีย์หลวง โดยนายเจริญกับพวกได้คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงนี้ตลอดมา ต่อมาวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๔ สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสน มีคำสั่งที่ ๑๒/๒๕๔๔ เรื่อง คัดค้านการออกโฉนดที่ดิน แจ้งให้นายเจริญกับพวกทราบว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสนจะดำเนินการออกโฉนดที่ดินแก่วัดพระธาตุเจดีย์หลวง หากไม่พอใจให้ฟ้องหรือร้องต่อศาลภายในกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งดังกล่าว นายเจริญกับพวกเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการออกใบไต่สวนและโฉนดที่ดินดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด เพราะวัดพระธาตุเจดีย์หลวงมิได้เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวแต่อย่างใด นายเจริญกับพวกจึงยื่นฟ้องวัดพระธาตุเจดีย์หลวงและกรมที่ดินต่อศาลจังหวัดเชียงรายขอให้เพิกถอนใบไต่สวน และโฉนดที่ดินแปลงตามระวาง ๕๐๔๙ IV ๑๒๔๐ เลขที่ ๗๓๕ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และออกโฉนดที่ดินแก่นายเจริญกับพวก ศาลจังหวัดเชียงรายเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองจึงไม่รับฟ้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

นายเจริญกับพวกจึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องประสงค์ให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงพิพาทนั้น กรณีเป็น คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชน ซึ่งเป็นคดีที่การวินิจฉัยขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอันเป็นคดีแพ่งที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลที่มีอำนาจในคดีแพ่ง ณ สถานที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ ศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า การพิจารณาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน กฎหมายกำหนดให้ต้องฟ้องศาล เมื่อศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งถึงที่สุดประการใดให้เจ้าพนักงาน ที่ดินดำเนินการไปตามนั้น เช่น มาตรา ๖๐ วรรคสาม มาตรา ๖๑ วรรคห้า มาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้าและวรรคหก เป็นต้น ซึ่งการโต้แย้งของนายเจริญกับพวกดังกล่าวเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสิทธิในทรัพย์สิน จึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ทรัพย์สิน โดยในมาตรา ๑๒๙๘ บัญญัติว่า "ทรัพยสิทธิทั้งหลายนั้นท่านว่าจะก่อตั้งได้แต่ด้วยอาศัยอำนาจในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น" การพิจารณาข้อพิพาท เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากันย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นที่บัญญัติในเรื่องนั้นไว้เป็นพิเศษ สำหรับคดีนี้การพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทต้องพิจารณาประมวลกฎหมายที่ดินประกอบด้วย โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่กรณี ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ดังนั้น คดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม เมื่อการขอออกโฉนดมีการโต้แย้งสิทธิ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ จึงได้แก่ ศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีที่นายเจริญ คำพิชัย กับพวกรวม ๒๕ คน ฟ้องวัดพระธาตุเจดีย์หลวงและกรมที่ดิน เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในกรณีนี้ได้แก่ ศาลจังหวัดเชียงราย

นายสันติ ทักราล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

นายพรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจริญ คำพิชัย ที่ 1 กับพวกรวม 25 คน
จำเลย — วัดพระธาตุเจดีย์หลวง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 3/2545
#65719
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ความผิดที่จำเลยกระทำเป็นเรื่องร้ายแรงศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกในอัตราสูง หากให้ปล่อยชั่วคราวก็เกรงว่าจะหลบหนี จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 108 ม. 119 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว สมอร จูฑะรักษ์
ผู้ยื่นคำร้อง — นางสาว สมอร จูฑารักษ์ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 3/2545
#65863
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ความผิดที่จำเลยกระทำเป็นเรื่องร้ายแรงศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกในอัตราสูง หากให้ปล่อยชั่วคราวก็เกรงว่าจะหลบหนี จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 108 ม. 119 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว สมอร จูฑะรักษ์
ผู้ยื่นคำร้อง — นางสาว สมอร จูฑารักษ์ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 3/2545
#419336
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๔๕

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสวรรคโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) และวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องเห็นเอง ในระหว่างการพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของอีกศาลหนึ่ง แต่ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๔ นายธงชัย โทขุนทด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเทียน เงินมาก ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๑ ตำบลคลองยาง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย นายจักรกฤษณ์ ถาวรวิสิตย์ เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน ๖ นายอนันต์ รัตนอุทัยกูล ช่างรังวัด ๔ นายวีระ อุบลนุช ช่างรังวัด ๕ และ นายฤทธิรงค์ ช่วยเพ็ญ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสวรรคโลก รวม ๕ คน เป็นจำเลยต่อศาลปกครองกลาง โดยนายธงชัยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. หมายเลข ๑๔ ตำบลคลองยาง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ ๑๖ ไร่ ๑๐ ตารางวา ซึ่งได้รับมอบมาจากมารดาเมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๓๑ และได้ทำประโยชน์ ตลอดจนเสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินนี้ตลอดมา แต่เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๓ นายสอน คมขุนทดและนายบุญธรรม สุวรรณรัตน์ ได้โต้แย้งคัดค้านสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ของนายธงชัย และแจ้งให้นายเทียน เงินมาก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลคลองยาง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ทำการไกล่เกลี่ยและตรวจสอบพื้นที่จริง แต่เมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่าที่ดินของนายธงชัยขาดไปไม่ตรงกับ น.ส.๓ ก. จึงได้มีการแจ้งสำนักงานที่ดินจังหวัดสวรรคโลกให้ทำการตรวจสอบและในขณะเดียวกันได้แจ้งนายสมชาย ศรียิ้ม กำนันตำบลคลองยางให้ทำการไกล่เกลี่ยแต่ไม่เป็นผล เมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสวรรคโลกทำการตรวจสอบแล้วก็ยังปรากฏว่า ที่ดินมีเนื้อที่ขาดไปไม่ตรงกับ น.ส. ๓ ก. ซึ่งนายธงชัยได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ ๑๖ ไร่ ๑๐ ตารางวา มาโดยตลอด นายธงชัยจึงได้ยื่นฟ้องบุคคลต่อไปนี้ต่อศาลปกครองกลางว่า

๑. นายเทียน เงินมาก ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๑ ตำบลคลองยาง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัยวางตนไม่เป็นกลางปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง

๒. นายจักรกฤษณ์ ถาวรวิสิตย์ เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน ๖ ต่อเติมเอกสารไม่มีความจริง

๓. นายอนันต์ รัตนอุทัยกูล ช่างรังวัด ๔ ปลอมแปลงเอกสาร

๔. นายวีระ อุบลนุช ช่างรังวัด ๕ ชี้เขตไม่สมบูรณ์

๕. นายฤทธิรงค์ ช่วยเพ็ญ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสวรรคโลก รับรองเอกสาร ไม่ถูกต้อง

อีกทั้งบุคคลทั้งห้าดำเนินงานนานเกินสมควร จึงทำให้นายธงชัยเสียเวลาในการประกอบอาชีพและต้องเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆ โดยใช่เหตุ และเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใบเสร็จรับรอง จึงขอให้ศาลพิพากษาให้บุคคลทั้งห้าชำระค่าเสียหายจากการกระทำดังกล่าวให้แก่นายธงชัยเป็นจำนวนเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสวรรคโลกจัดทำ น.ส. ๓ ก. ให้ถูกต้องมีเนื้อที่ ตรงกับการเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามแนวเดิมที่นายธงชัยได้ใช้ประโยชน์มาโดยตลอด ส่วนความผิดอื่น ๆ เช่น การปลอมแปลงเอกสาร ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะดำเนินการใด ๆ เพื่อลงโทษผู้กระทำผิดในระหว่างพิจารณา ศาลปกครองกลางเห็นว่า เมื่อมีการคัดค้านการรังวัดสอบเขตเกิดเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การชี้ขาดสิทธิในทรัพย์สินจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองกลางจึงส่งความเห็นไปให้ศาลจังหวัดสวรรคโลกจัดทำความเห็นตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดสวรรคโลกเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีเจตนารมณ์ฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นหลักแห่งข้อหา อันเป็นกรณีการเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบกับมาตรา ๗๒ (๓) ส่วนการฟ้องข้อหาอื่น ๆ เป็นกรณีการกล่าวหาเจ้าพนักงานของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) และเป็นกรณีเอกชนฟ้องเจ้าพนักงานของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา ๖๙ ทวิ ซึ่งมิใช่การฟ้องโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์เพื่อใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน ศาลยุติธรรม ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องบุคคลทั้งห้าโดยมีข้อหาเกี่ยวพันกันหลายประการซึ่งรวมถึงกฎหมายอาญา แต่ผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการดำเนินงานที่นานเกินสมควร และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสวรรคโลกจัดทำ น.ส. ๓ ก. ให้ถูกต้องมีเนื้อที่ตรงกับการเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามแนวเดิมที่ผู้ฟ้องคดีได้ใช้ประโยชน์มาโดยตลอดเท่านั้น ดังนั้น ในคดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังต่อไปนี้

(๑) การเรียกค่าเสียหาย อันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

(๒) การขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำเอกสารให้ถูกต้องตรงกับการเสียภาษีบำรุงท้องที่ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีปกครอง คดีที่มีหลายข้อหาอาจมีลักษณะดังนี้

ก. ข้อหาแต่ละข้อหามีความสำคัญเท่าเทียมกัน ในกรณีนี้ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความจริงในแต่ละข้อหาโดยไม่เกี่ยวข้องกัน

ข. ข้อหาหนึ่งเป็นหลักส่วนข้อหาอื่นเป็นปัญหาเกี่ยวเนื่องหรือปัญหาลำดับรอง ในกรณีนี้ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความจริงในข้อหาหลักก่อนจึงจะพิจารณาข้อหาเกี่ยวเนื่องหรือข้อหาลำดับรอง ต่อไปได้

คณะกรรมการพิจารณาประเด็นในคดีนี้แล้วเห็นว่า ทั้งสองประเด็นในคดีนี้ต่างก็เป็นข้อหาหลักที่แยกออกจากกันได้ กล่าวคือ การเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ ล่าช้าเกินสมควรจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินและความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่เกี่ยวเนื่องกับจำนวนที่ดินที่ขาดไปจากการตรวจสอบหรือการรังวัดที่ดิน การเรียกค่าเสียหายในคดีนี้จึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวเนื่องลำดับรองของปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ซึ่งผู้ฟ้องคดี ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำเอกสารให้ถูกต้อง เมื่อประเด็นพิจารณาทั้งสองต่างมีความสำคัญแยกต่างหากจากกัน ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวเนื่องลำดับรองระหว่างกันและไม่มีผลต่อคำวินิจฉัยที่ต้องเป็นไปในทางเดียวกัน จึงต้องแยกพิจารณาจากกันในศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา

ในประเด็นแรก เมื่อผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ในการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ซึ่งการพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าหรือไม่ จะต้องเป็นไปตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ในกรณีนี้ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร คือ ศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง(๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

สำหรับประเด็นที่สอง ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ ๑๖ ไร่ ๑๐ ตารางวา ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำเอกสารให้ถูกต้องตรงกับการครอบครองและการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ในกรณีนี้จำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าผู้ฟ้องคดีมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินอย่างไร จำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีที่นายธงชัย โทขุนทด ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในกรณีนี้ ได้แก่ ศาลปกครองกลาง ส่วนการขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำเอกสารให้ถูกต้องตรงกับการครอบครอง ทำประโยชน์และการเสียภาษีบำรุงท้องที่ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งกรณีนี้ได้แก่ ศาลจังหวัดสวรรคโลก

นายสันติ ทักราล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

นายพรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธงชัย โทขุนทด
จำเลย — นายเทียน เงินมาก ที่ 1กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 2/2545
#65718
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ตีราคาประกันสองแสนห้าหมื่นบาทให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย จรัญ ฐานวิเศษ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย จรัญ ฐานวิเศษ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 2/2545
#65862
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ตีราคาประกันสองแสนห้าหมื่นบาทให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย จรัญ ฐานวิเศษ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย จรัญ ฐานวิเศษ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 2/2545
#419334
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๔๕

วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดบัวใหญ่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกันให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัย

ข้อเท็จจริงในคดี

นายไพโรจน์ การบรรจง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลบัวใหญ่ และนางสาวปวรี ศรัยสวัสดิ์ เป็นจำเลย ต่อศาลจังหวัดบัวใหญ่อ้างว่า เมื่อวันที่ ๒๑ - ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เด็กหญิงภณัฐฎา การบรรจง ถูกงูพิษกัดและมีผู้นำตัวส่งโรงพยาบาลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ขณะนั้นมีนางสาวปวรี ศรัยสวัสดิ์ ปฏิบัติหน้าที่แพทย์เวรประจำโรงพยาบาล ซึ่งนางสาวปวรีไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการรักษาผู้ป่วยเพื่อช่วยชีวิตตามวิสัยและพฤติการณ์ของแพทย์ ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ กล่าวคือ นางสาวปวรีไม่ได้ฉีดเซรุ่มแก้พิษงูแก่เด็กหญิงภณัฐฎา แต่กลับให้น้ำเกลือและฉีดยาแก้ปวดแทน เป็นเหตุให้เด็กหญิงภณัฐฎาถึงแก่ความตาย อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงเป็นการกระทำละเมิดโดยตรงต่อโจทก์ซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กหญิงภณัฐฎา นายไพโรจน์ การบรรจง จึงได้ยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลบัวใหญ่

ในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ และนางสาวปวรี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานดังกล่าว ให้รับผิด ในผลการกระทำละเมิดโดยขอให้ชำระค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ เป็นจำนวนเงิน ๙๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลจังหวัดบัวใหญ่เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำในการปฏิบัติหน้าที่และจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง คดีโจทก์จึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙(๓) จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง และให้โจทก์ไปฟ้องคดียังศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป

บิดาของผู้ตายจึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองนครราชสีมา เพื่อเรียกค่าเสียหายดังกล่าวจากกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลบัวใหญ่ และนางสาวปวรี ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า แม้การให้บริการทางสาธารณสุขจะเป็นบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้แก่ประชาชนและในกรณีที่รัฐจัดบริการสาธารณะดังกล่าวเอง แพทย์ประจำซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยก็ตาม แต่การรักษาพยาบาลผู้ป่วยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปของแพทย์ซึ่งต้องเป็นตามกรอบหลักเกณฑ์ของจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมที่แพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรควบคุมทางวิชาชีพกำหนดไว้ หากรักษาไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว มีสิทธิกล่าวโทษแพทย์ผู้ทำการรักษาพยาบาลต่อแพทยสภาได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม และหากแพทยสภา ตรวจสอบพบว่ามีการประพฤติไม่ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมจริง ก็จะถูกดำเนินการตามมาตรการลงโทษที่กำหนดไว้ ซึ่งมีระดับตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือนจนถึงเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เวชกรรม ดังนั้น จึงเห็นว่ากรณีนี้มิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้อำนาจตามกฎหมาย ความเสียหาย อันเกิดจากการรักษาพยาบาลไม่ถูกต้องจึงมิใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๒๗๑ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ศาลปกครองนครราชสีมาจึงไม่รับคดีนี้ไว้พิจารณา

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เป็นการกระทำทางกายภาพในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ ประกอบกับพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๒๗ กำหนดให้กระทรวงสาธารณสุขมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการแพทย์ การสาธารณสุข การส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพอนามัย การควบคุมอาหารและยา รวมทั้งสิ่งที่ อาจเป็นพิษหรือเป็นภัยแก่สุขภาพอนามัยและการกำกับ ดูแลและส่งเสริมกิจการกาชาด ซึ่งเป็นการให้บริการสาธารณะประการหนึ่ง โดยมีโรงพยาบาลบัวใหญ่เป็นหน่วยงานในสังกัดและนางสาวปวรี ศรัยสวัสดิ์ ผู้กระทำละเมิดเป็นแพทย์ประจำ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตามคำนิยามศัพท์แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔ การที่นางสาวปวรีปฏิบัติหน้าที่แพทย์ประจำโรงพยาบาลบัวใหญ่ในวันเกิดเหตุถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการให้บริการสาธารณะเกี่ยวกับการแพทย์การสาธารณสุขเมื่อเหตุละเมิดเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนางสาวปวรี ซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กรณีจึงเป็นไปตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งการละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่แต่คดีที่ฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้ต้องรับผิดทางละเมิดอาจอยูในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็ได้กรณีจำต้องพิจารณาอำนาจของศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นสำคัญ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐโดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการกระทำทางกายภาพของเจ้าหน้าที่เมื่อการยื่นฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เป็นการกระทำทางกายภาพในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ คือ การรักษาพยาบาลผู้ป่วยไม่ใช่การฟ้องคดีเนื่องจากผู้ถูกละเมิดยังไม่พอใจในการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑ ประกอบกับมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และ ความเสียหายในคดีนี้มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑/๒๕๔๕

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีละเมิดระหว่างนายไพโรจน์ การบรรจง โจทก์ กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลบัวใหญ่ และนางสาวปวรี ศรัยสวัสดิ์ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ศาลที่มีเขตอำนาจ ได้แก่ ศาลจังหวัดบัวใหญ่

นายสันติ ทักราล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

นายพรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 11 และ 14
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ การบรรจง
จำเลย — กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลบัวใหญ่ กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 1/2545
#65717
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ในชั้นนี้จึงไม่มีเหตุที่จะให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นางสาว สุภาพร สมใจ
ผู้ยื่นคำร้อง — นางสาว สุภาพร สมใจ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา