คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4487/2543
#34977
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถโดยขับรถยนต์บรรทุกโดยมิได้รับอนุญาต และโจทก์อ้างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 151 ซึ่งมีความในวรรคสองว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 93 วรรคหนึ่ง และได้กระทำการใด ๆอันเป็นความผิดที่กำหนดไว้สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถตามพระราชบัญญัตินี้ นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดและต้องระวางโทษสำหรับการกระทำนั้นเช่นเดียวกับผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถด้วยแต่เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้อ้างบทมาตรา 102(3 ทวิ) และ 127 ทวิซึ่งเป็นบทห้ามและบทลงโทษผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถซึ่งเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หลังจากนั้นจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ โดยขับรถยนต์บรรทุกโดยมิได้รับใบอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 93, 151

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 93 วรรคหนึ่ง, 151 วรรคหนึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 1 ปี ความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถโดยมิได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 เดือนรวมจำคุก 1 ปี 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยชอบแล้ว แต่เฉพาะความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือนนั้น หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษในความผิดฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

อนึ่ง แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถโดยขับรถยนต์บรรทุกโดยมิได้รับใบอนุญาตและโจทก์อ้างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 151ซึ่งมีความในวรรคสองว่าผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 93 วรรคหนึ่งและได้กระทำการใด ๆ อันเป็นความผิดที่กำหนดไว้สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถตามพระราชบัญญัตินี้ นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดและต้องระวางโทษสำหรับการกระทำนั้นเช่นเดียวกับผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถด้วย แต่เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้อ้างบทมาตรา 102(3 ทวิ) และ 127 ทวิ ซึ่งเป็นบทห้ามและบทลงโทษผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถซึ่งเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายให้จำคุกจำเลย 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 1 เดือนในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถโดยมิได้รับใบอนุญาตเป็นจำคุก 9 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 93 ม. 102 (3 ทวิ) ม. 127 ทวิ ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นาย เทอดศักดิ์ มะหัดคะประทีป
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4487/2543
#66160
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถโดยขับรถยนต์บรรทุกโดยมิได้รับใบอนุญาต และโจทก์อ้าง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 151 ซึ่งมีความในวรรคสองว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 93 วรรคหนึ่ง และได้กระทำการใด ๆ อันเป็นความผิดที่กำหนดไว้สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถตาม พ.ร.บ.นี้ นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดและต้องระวางโทษสำหรับการกระทำนั้นเช่นเดียวกับผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถด้วยแต่เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้อ้างบทมาตรา 102 (3 ทวิ) และ 127 ทวิซึ่งเป็นบทห้ามและบทลงโทษผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถซึ่งเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษศาลจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192วรรคสี่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 93 ม. 102 (3 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นายเทอดศักดิ์ มะหัดคะประทีป
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายณัฐกิตติ์ มฤคินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4470/2543
#37802
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอ บริษัท ส. จะถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของบริษัท ส. โดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โดยผู้ร้องมิได้กล่าวหาว่ามีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของผู้ร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา 188ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติบังคับให้ต้องมีการส่งหมายและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ส. การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่ประกาศคำร้องขอในหน้าหนังสือพิมพ์ กับส่งหมายและสำเนาคำร้องขอแก่บริษัท ส.กับบริษัท ค. ผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าวก่อนการไต่สวน จึงมิได้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทั้งการที่ผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ก็หาได้เสียสิทธิไม่ เพราะผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก หากคำสั่งศาลชั้นต้นทำให้สิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายของบริษัท ส. ถูกโต้แย้ง ก็ชอบที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการจัดกิจการทรัพย์สินของบริษัท ส. ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 22 จะฟ้องผู้ที่โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของบริษัท ส. เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัท ส.มีสิทธิในที่ดินโฉนดดังกล่าวดีกว่าผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145(2) หรือหากการดำเนินการในชั้นบังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีนี้มีผลกระทบต่อสิทธิของบริษัทซึ่งเป็นบุคคลผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว บริษัท ส. ก็อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามคำสั่งนั้น ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับคดีเพื่อพิสูจน์ว่าบริษัท ส.มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวดีกว่าผู้ร้อง โดยไม่จำต้องไปฟ้องผู้ร้องเป็นคดีใหม่ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ได้ดำเนินมาแล้วโดยชอบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6651, 6654, 6655, 6658, 9101, 12695 และ 12696 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยผู้ร้องได้ครอบครองปรปักษ์มาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6651, 6654, 6655,6658, 9101, 12695 และ 12696 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแน้นซ์ จำกัด ได้ยื่นฟ้องบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด ลูกหนี้กับพวกให้ล้มละลายต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2530 และมีคำพิพากษาให้บริษัทลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2538 จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปรากฏว่าที่ดินที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์โดยอ้างว่าได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทลูกหนี้ ดังนั้นบรรดาอำนาจในการจัดกิจการทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้จึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483แต่ในระหว่างการดำเนินคดีร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ทราบว่ามีคดีนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการในชั้นศาล และมิได้มีหมายแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบ จึงไม่ได้เข้ามาดำเนินคดีแทนบริษัทลูกหนี้ เพิ่งทราบเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 ดังนั้นการดำเนินกระบวนพิจารณาก่อนนั้น จึงเป็นการผิดระเบียบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีแทนบริษัทลูกหนี้ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ โดยการครอบครองปรปักษ์โดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง จึงให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้คัดค้านไว้ไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตามคำร้องของผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่าแม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอและศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ บริษัทสิทธิอำนวยจำกัด จะถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6651, 6654, 6655, 6658, 9101, 12695 และ 12696ของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด โดยการครอบครองปรปักษ์นั้นเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โดยผู้ร้องมิได้กล่าวหาว่ามีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของผู้ร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติบังคับให้ต้องมีการส่งหมายและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่ประกาศคำร้องขอในหน้าหนังสือพิมพ์กับส่งหมายและสำเนาคำร้องขอแก่บริษัทสิทธิอำนวย จำกัด กับบริษัทเงินทุนเครดิตการพาณิชย์ จำกัด ผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าวก่อนการไต่สวนจึงหาได้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังที่ผู้คัดค้านอ้างแต่อย่างใด ทั้งการที่ผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ก็หาได้เสียสิทธิแต่อย่างใดเพราะผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก หากคำสั่งศาลชั้นต้นทำให้สิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด ถูกโต้แย้ง ก็ชอบที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการจัดกิจการทรัพย์สินของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 จะฟ้องผู้ที่โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด เป็นคดีอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด มีสิทธิในที่ดินโฉนดดังกล่าวดีกว่าผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145(2) หรือหากการดำเนินการในชั้นบังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีนี้มีผลกระทบต่อสิทธิของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัดซึ่งเป็นบุคคลผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว บริษัทสิทธิอำนวย จำกัดก็อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามคำสั่งนั้นผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำสั่งนั้นเพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวดีกว่าผู้ร้อง โดยไม่จำต้องไปฟ้องผู้ร้องเป็นคดีใหม่ก็ได้ ดังนั้นผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้ของศาลชั้นต้นที่ได้ดำเนินมาแล้วโดยชอบได้"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 145 ม. 188
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 153
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง แพรวพรรณ จันทร์เฉลี่ย
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4470/2543
#91199
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอและศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ บริษัท ส. จะถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของบริษัท ส. โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นการใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โดยผู้ร้องมิได้กล่าวหาว่ามีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของผู้ร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติบังคับให้ต้องมีการส่งหมายและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ส. การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่ประกาศคำร้องขอในหน้าหนังสือพิมพ์ กับส่งหมายและสำเนาคำร้องขอแก่บริษัท ส. กับบริษัท ง. ผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าวก่อนการไต่สวน จึงมิได้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ทั้งการที่ผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ก็หาได้เสียสิทธิไม่ เพราะผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก หากคำสั่งศาลชั้นต้นทำให้สิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายของบริษัท ส. ถูกโต้แย้ง ก็ชอบที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการจัดกิจการทรัพย์สินของบริษัท ส. ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 จะฟ้องผู้ที่โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของบริษัท ส. เป็นคดีอีกเรื่องหนึ่งต่างหากเพื่อพิสูจน์ว่าบริษัท ส. มีสิทธิในที่ดินโฉนดดังกล่าวดีกว่าผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) หรือหากการดำเนินการในชั้นบังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีนี้มีผลกระทบต่อสิทธิของบริษัท ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีชื่อโฉนดถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว บริษัท ส. ก็อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามคำสั่งนั้น ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำสั่งนั้น เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัท ส. มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวดีกว่าผู้ร้อง โดยไม่จำต้องไปฟ้องผู้ร้องเป็นคดีใหม่ก็ได้ ดังนั้นผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้ของศาลชั้นต้นที่ได้ดำเนินมาแล้วโดยชอบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทสิทธิอำนวย จำกัด เด็ดขาด และมีคำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวล้มละลาย จากการตรวจสอบปรากฏว่าที่ดินที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์โดยอ้างว่าได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด ดังนั้นบรรดาอำนาจในการจัดกิจการทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวจึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 แต่ในระหว่างการดำเนินคดีร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ทราบว่ามีคดีนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการในชั้นศาล และมิได้มีหมายแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบ จึงไม่ได้เข้ามาดำเนินคดีแทน ดังนั้นการดำเนินกระบวนพิจารณาก่อนนั้น จึงเป็นการผิดระเบียบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีแทนบริษัทลูกหนี้ต่อไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์โดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งแต่อย่างใด ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้คัดค้านไว้ไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอและศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ บริษัทสิทธิอำนวย จำกัด จะถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นการใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โดยผู้ร้องมิได้กล่าวหาว่ามีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของผู้ร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติบังคับให้ต้องมีการส่งหมายและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่ประกาศคำร้องขอในหน้าหนังสือพิมพ์ กับส่งหมายและสำเนาคำร้องขอแก่บริษัทสิทธิอำนวย จำกัด กับบริษัทเงินทุนเครดิตการพาณิชย์ จำกัด ผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าวก่อนการไต่สวน จึงหาได้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังที่ผู้คัดค้านอ้างแต่อย่างใด ทั้งการที่ผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ก็หาได้เสียสิทธิแต่อย่างใดเพราะผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก หากคำสั่งศาลชั้นต้นทำให้สิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด ถูกโต้แย้ง ก็ชอบที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการจัดกิจการทรัพย์สินของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 จะฟ้องผู้ที่โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด เป็นคดีอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด มีสิทธิในที่ดินโฉนดดังกล่าวดีกว่าผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) หรือหากการดำเนินการในชั้นบังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีนี้มีผลกระทบต่อสิทธิของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว บริษัทสิทธิอำนวย จำกัด ก็อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามคำสั่งนั้น ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำสั่งนั้น เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวดีกว่าผู้ร้อง โดยไม่จำต้องไปฟ้องผู้ร้องเป็นคดีใหม่ก็ได้ ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้ของศาลชั้นต้นที่ได้ดำเนินมาแล้วโดยชอบได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 55 ม. 70 ม. 145 ม. 188
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 153
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางแพรวพรรณ จันทร์เฉลี่ย
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทสิทธิอำนวย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายฐานันดร กิตติวงศากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4469/2543
#91198
เปิดฉบับเต็ม

การจะจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าตามสัญญาได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทโอนสิทธิการเช่าต่อเจ้าพนักงานเสียก่อนวันนัดจดทะเบียน ซึ่งเจ้าพนักงานต้องออกประกาศเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันจดทะเบียน หากไม่มีผู้ใดคัดค้านเจ้าพนักงานจึงจะจดทะเบียนให้ และต้องมีหนังสือยินยอมให้โอนสิทธิการเช่าจากผู้ให้เช่าไปแสดงต่อเจ้าพนักงานด้วย ในขณะเดียวกันโจทก์ก็มีหน้าที่ต้องชำระเงินส่วนที่เหลือในวันจดทะเบียนโอน ปรากฏว่าในวันจดทะเบียนโอน จำเลยไม่ได้ยื่นเรื่องราวขอจดทะเบียนดังกล่าวและไม่มีหนังสือยินยอมของผู้ให้เช่าไปแสดง โจทก์ก็ไม่ได้เตรียมเงินที่จะต้องชำระให้แก่จำเลย กรณีของโจทก์และจำเลยปรับ ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 210, 211 ถือว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา และต่างบอกเลิกสัญญาแก่กันและกันแล้ว โดยไม่ประสงค์ที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อไป จึงต้องให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 จำเลยต้องคืนเงินที่ได้รับไว้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ และเมื่อจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียก เอาเบี้ยปรับตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 605,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ในวันนัดจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าตามสัญญา จำเลยได้เตรียมเอกสารและบุคคลพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนให้โจทก์ แต่โจทก์ไม่ไปรับโอนและไม่ชำระเงินที่เหลืออีก 900,000 บาท ให้จำเลย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายเป็นอันเลิกกัน จำเลยใช้สิทธิริบเงิน 300,000 บาท ได้โดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ต้องส่งมอบอาคารที่จำเลยมอบให้โจทก์เข้าใช้ประโยชน์ในระหว่างยังไม่จดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าคืนให้จำเลย แต่โจทก์ยังคงอยู่อาศัยในอาคารดังกล่าว ขอให้บังคับโจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบ ที่ดินและอาคารให้จำเลยในสภาพเรียบร้อย

โจทก์ให้การแก้ไขฟ้องแย้งว่า โจทก์ส่งมอบอาคารตามฟ้องแย้งคืนให้จำเลยตั้งแต่วันที่จำเลยบอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงขอส่งมอบอาคารตามสัญญาคืนจำเลย และชำระค่าเสียหายให้จำเลยเพราะเหตุส่งคืนล่าช้าจำนวนหนึ่ง จำเลยยอมรับ และแถลงขอยุติเรื่องตามฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ของวัดสวนป่าน 1 คูหา เลขที่ 409/3 ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าอาคารดังกล่าวกับโจทก์ ในราคา 1,200,000 บาท ชำระล่วงหน้า 300,000 บาท โดยผ่อนชำระ 12 เดือน เดือนละ 25,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระในวันจดทะเบียนโอน ซึ่งกำหนดไว้วันที่ 15 กรกฎาคม 2539 ปรากฏว่าไม่มีการ จดทะเบียนโอนและไม่มีการชำระเงินที่เหลือในวันที่กำหนด หรือในวันหลังตลอดมา

โดยจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ และขอริบเงินที่โจทก์ชำระไว้ เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินจำนวนนั้นพร้อมเบี้ยปรับ มีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์หรือจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความตรงตามกันว่า การจะจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าตามสัญญาได้ ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงาน เพื่อเจ้าพนักงานออกประกาศ 30 วัน หากไม่มีผู้ใดคัดค้านเจ้าพนักงานจึงจะจดทะเบียนให้และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่า อันเห็นได้ว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องจัดการใน 2 เรื่องนี้ จากพยานโจทก์และจำเลยที่นำสืบ รับฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ใส่ใจที่จะเตรียมการเรื่องจดทะเบียนโอนดังที่จำเลยเบิกความรับว่า ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 หากโจทก์นำเงินมาชำระ 900,000 บาท เจ้าพนักงานก็ไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้ได้พฤติการณ์ แห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยรออยู่เฉย ๆ ให้ถึงวันนัดจดทะเบียนโอนเพื่อหวังจะริบเงิน 300,000 บาท ของโจทก์ ด้วยได้ทราบมาว่าโจทก์ยังหาเงิน 900,000 บาทไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยมีหน้าที่ต้องเตรียมการไว้ เพื่อปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ คือการจดทะเบียนโอน หากโจทก์หาเงิน 900,000 บาท มาได้ทัน ดังจะเห็นได้จากการที่จำเลยรีบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาจะริบเงินที่โจทก์ชำระไว้แล้วทันทีในเวลาเพียง 3 วันหลังจาก วันนัดจดทะเบียนโอนขณะเดียวกัน ได้ความตามคำเบิกความรับของตัวโจทก์ว่า ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็น วันนัดจดทะเบียนโอนโจทก์ไม่มีเงิน 900,000 บาท ที่จะต้องชำระให้จำเลย กรณีของโจทก์และจำเลยปรับได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 210, 211 ฟังได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา แต่โจทก์และจำเลยต่างบอกเลิกสัญญาแก่กันและกันแล้ว แสดงว่าทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์ที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อไป จึงต้องให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 กล่าวคือ จำเลยต้องคืนเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ แต่โจทก์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2539 จึงให้เท่าที่ขอ และเมื่อจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยไม่คืนเงินที่โจทก์ชำระแล้วให้โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2539 แก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,625 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 210 ม. 211 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิระ ชวลิต
จำเลย — นางสุภาณี ตรีวิจิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสาวผจงธรรม์ วรินทรเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปกรณ์ บุญญกูล
ชื่อองค์คณะ
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4468/2543
#37374
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยก่อสร้างอาคารในที่ดินของตนทางด้านทิศใต้ มิได้รุกล้ำหรือปิดบังแสงสว่าง ก่อให้เกิดเสียงดังหรือมีฝุ่นละอองมายังบ้านโจทก์หรือเหตุอื่นหากมีเกินกว่าปกติ และโจทก์ยังสามารถเดินผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะได้ โดยเดินผ่านประตูเหล็กที่จำเลยทำไว้ให้เจ้าของที่ดินเดิมใช้เป็นทางเข้าออก แม้โจทก์จะไม่ได้รับความสะดวกเพราะต้องขออนุญาตจากเจ้าของที่ดินเดิมก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินที่ควรคาดหมายเป็นพิเศษ จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนอาคารตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 18407 โจทก์และบริวารสามารถออกไปสู่ทางสาธารณะเพียงเส้นทางเดียวโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 3643 ของจำเลยซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของที่ดินโจทก์และได้ใช้มาเป็นระยะเวลาประมาณ 37 ปี เมื่อเดือนสิงหาคม 2538 จำเลยก่อสร้างอาคารคอนกรีต 3 ชั้นบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3643 ของจำเลยชิดที่ดินด้านทิศใต้ของโจทก์ บังหน้าที่ดินของโจทก์เป็นแนวยาวประมาณ 30 เมตรเป็นเหตุให้ปิดกั้นเส้นทางซึ่งโจทก์และบริวารเคยใช้เป็นทางออกไปสู่ทางสาธารณะเป็นการใช้สิทธิซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนเกินควรอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์และบริวาร ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารคอนกรีต 3 ชั้น ซึ่งปิดบังหน้าที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ยาว 30 เมตร ออกทั้งหมด โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและปรับปรุงที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์ปลูกบ้านในที่ดินของโจทก์ โจทก์และบริวารใช้ทางเดินผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 3643 แขวงสวนหลวงเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ทางด้านทิศใต้สู่ทางสาธารณะมาประมาณ30 ปี ส่วนทางด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันตกและทางด้านทิศเหนือติดกับที่ดินของผู้อื่น ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ ต่อมาจำเลยได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3643 ดังกล่าวแล้วได้ก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น ทางด้านทิศใต้ปิดบังหน้าที่ดินของโจทก์ตลอดแนวยาวประมาณ 30 เมตร มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ปลูกในที่ดินของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยก่อสร้างอาคารในที่ดินของตน ธรรมดาแล้วย่อมไม่เป็นการละเมิด การกระทำที่เป็นละเมิดจะต้องดูผลของการกระทำนั้นว่าก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ กรณีนี้จำเลยก่อสร้างอาคารในที่ดินของตนทางด้านทิศใต้ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใดแก่โจทก์ จึงไม่เป็นการละเมิด ทั้งอาคารที่ก่อสร้างก็มิได้รุกล้ำหรือปิดบังแสงสว่าง ก่อให้เกิดเสียงดังหรือมีฝุ่นละอองมายังบ้านโจทก์หรือเหตุอื่นหากมี เกินกว่าปกติ แต่จำเลยใช้สิทธิของตนในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์แม้จะมีผลทำให้โจทก์และบริวารไม่สามารถใช้ทางเดิมที่เคยเดินผ่านที่ดินของจำเลยสู่ทางสาธารณะได้ แต่ก็ได้ความว่าโจทก์ยังสามารถเดินผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะได้โดยเดินผ่านประตูเหล็กที่จำเลยทำไว้ให้เจ้าของที่ดินเดิมใช้เป็นทางเข้าออก แม้โจทก์จะไม่ได้รับความสะดวกเพราะต้องขออนุญาตจากเจ้าของที่ดินเดิมก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินที่ควรคาดหมายเป็นพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 นอกจากนี้การที่ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ก็ดีหรือโจทก์ใช้ทางเดินผ่านที่ดินของบุคคลอื่นเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีก็ดี หากโจทก์มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างใดโจทก์ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันเป็นกรณีไป เมื่อฟังได้ว่าจำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนอาคารตามฟ้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญล้อม เบญกาญจน์หรือเบ็ญจกาญจน์
จำเลย — นาย วิทวัส เลาหพูนรังษี
ชื่อองค์คณะ
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4462/2543
#98954
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ยืม บัญชีเดินสะพัด จำนอง ++

++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++

++

++ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2533 จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จำนวน 2,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.4และในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน3,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16.5 ต่อปี ตามเอกสารหมาย จ.5 โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30146 ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เป็นประกันในวงเงิน5,000,000 บาท ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.6 จำเลยตกลงให้บัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 001-1-06240-3 เป็นบัญชีเดินสะพัด ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2536 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 2,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปีตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22653 ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่เป็นประกันตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.8 ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์

++ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกมีว่า โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินอีก 2 ฉบับ โดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบหรือไม่ซึ่งจะได้วินิจฉัยพร้อมกันไป

++

++ ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมายจ.4 ข้อ 3 สัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 17 กันยายน 2533 เอกสารหมาย จ.5 ข้อ 3 และสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม 2536เอกสารหมาย จ.7 ข้อ 3 มีข้อความอย่างเดียวกันว่า หากตามประเพณีการค้าซึ่งธนาคารปฏิบัติกันโดยมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่ประกาศโดยผู้ให้กู้ก็ดี หรือหากมีกฎหมายหรือประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับเงินกู้ประเภทต่าง ๆ ก็ดี ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้มีอำนาจที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยตามสัญญานี้ได้ตามสมควรตามดุลพินิจของผู้ให้กู้ โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากผู้กู้ก่อน แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวแล้ว ผู้ให้กู้จะต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบในเวลาอันสมควร โจทก์นำสืบว่าได้ปิดประกาศอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ.18 และตามประกาศของธนาคารโจทก์ไว้ที่ธนาคารของโจทก์ทุกสาขา และทำสำเนาบัญชีกระแสรายวันตามเอกสารหมาย จ.11 ส่งให้แก่จำเลยทุกสิ้นเดือน ฝ่ายจำเลยนำสืบว่าได้นำเงินไปผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วยตนเองเกือบทุกเดือนไม่ทราบว่าโจทก์ได้ปิดประกาศแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยให้ลูกค้าทราบหรือไม่เพราะไม่ได้สังเกต เมื่อได้รับสำเนาบัญชีกระแสรายวันแล้วจำเลยไม่เคยโต้แย้งเรื่องอัตราดอกเบี้ย ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ปิดประกาศแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว

++ จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้ปิดประกาศไว้ที่ธนาคารโจทก์ทุกสาขาเพื่อให้ลูกค้าทราบแล้วจริง เมื่อตามข้อสัญญาเอกสารหมาย จ.4 จ.5 และ จ.7 ข้อ 3 ไม่ได้กำหนดวิธีการแจ้งการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้ผู้กู้ทราบว่าจะต้องกระทำโดยวิธีใดการที่โจทก์ปิดประกาศไว้ดังกล่าวถือได้ว่าได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว ++

++ ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า หลังจากเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดแล้วโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราเท่าใด

++ จำเลยฎีกาว่า นับถัดจากวันเลิกสัญญาแล้ว โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นได้ในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ไม่ใช่ร้อยละ 18 ต่อปี นั้น

++ เห็นว่าโจทก์มีอำนาจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยระหว่างเดินสะพัดทางบัญชีกันอยู่นั้น โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย จ.18 หลังเลิกสัญญาแล้วโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนั้นได้ต่อไป มิใช่ต้องคิดในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีมิฉะนั้นแล้วก็จะกลายเป็นว่าการปฏิบัติผิดสัญญาทำให้จำเลยได้ประโยชน์ ++

++ ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 และ จ.7 ภายหลังจากที่จำเลยผิดนัดแล้วได้หรือไม่

++ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวกำหนดข้อตกลงกันไว้ในข้อ 4 ว่า หากผู้กู้ผิดนัดไม่ส่งชำระตามอัตราและข้อกำหนดแห่งระยะเวลาที่กล่าวในข้อ 2 ผู้กู้ยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญานี้ เมื่อตามสัญญาในข้อ 3 ตกลงกันให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด โจทก์จึงปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้แม้หลังวันที่จำเลยผิดนัดแล้ว กรณีเป็นการปรับเปลี่ยนตามข้อตกลงในสัญญามิใช่เพราะเหตุจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง จึงไม่มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ++

++ ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยโดยชอบแล้วหรือไม่

++ นางชุตินันท์ ยุววิทยาพาณิชนิติกรของโจทก์เบิกความว่า ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้บอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม2537 โดยส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยตามที่จำเลยให้ไว้ในสัญญากู้และสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 การบอกกล่าวทวงถามบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นหน้าที่ของนิติกร ซึ่งตามระเบียบของธนาคารได้มอบอำนาจให้อยู่แล้ว การใดที่นิติกรได้กระทำไปถือว่าธนาคารโจทก์ให้สัตยาบัน จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์มิได้นำสืบหรือส่งระเบียบของธนาคารหรือมีหลักฐานการมอบอำนาจเป็นหนังสือ เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 และ 798นั้น

++ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้ส่งระเบียบหรือหนังสือมอบอำนาจ จึงยังไม่พอฟังว่าได้มีการมอบอำนาจให้บอกกล่าวบังคับจำนองโดยทำเป็นหนังสือก็ตาม แต่นางชุตินันท์เป็นนิติกรของโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์ เมื่อจำเลยได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระหนี้โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของนางชุตินันท์ เป็นการให้สัตยาบันในการกระทำของนางชุตินันท์ซึ่งเป็นตัวแทนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823การบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยจึงชอบแล้ว ++

++ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาทแทนโจทก์. ++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์โดยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ ๐๐๑-๑-๐๖๒๔๐-๓ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๓ จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยแบบทบต้นอัตราร้อยละ๑๖.๕ ต่อปี การเบิกถอนเงินและการนำเงินเข้าฝากชำระหนี้ให้ถือตามบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าวเป็นบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์และจำเลยมีกำหนดระยะเวลา ๑ ปี และในวันเดียวกันนั้นจำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปีและยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ย ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยจำเลยสัญญาจะผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ๗๓,๗๕๓ บาท ตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๓๓ เป็นต้นไป จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๑๔๖ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ทั้งสองรายการดังกล่าววงเงิน๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยินยอมชำระหนี้จนกว่าจะครบ และเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๖ จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์อีก ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาทดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย จำเลยสัญญาจะผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ ๔๑,๒๐๐ บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม๒๕๓๖ เป็นต้นไป จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๖๕๓ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปีหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยยินยอมชำระหนี้จนกว่าจะครบ จำเลยนำเงินฝากเข้าบัญชีและใช้เช็คเบิกถอนเงินหักทอนบัญชีอันเป็นการเดินสะพัดบัญชีกับโจทก์หลายครั้ง กระทั่งมียอดหนี้ค้างชำระจำนวนมาก โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ และบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นถึงวันที่๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๒,๓๗๑,๓๕๐.๔๘ บาทแล้วคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย ๑๐๑,๗๔๐.๖๘ บาท รวมหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน ๒,๔๗๓,๐๙๑.๑๖ บาท สำหรับหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำเลยผิดนัดและค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยกู้ยืมต่อไปจึงทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้วจำเลยเพิกเฉย สัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๓ จำเลยค้างชำระต้นเงินจำนวน ๒,๗๑๒,๔๘๗.๘๙ บาท ค้างชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๖ ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๖๔๔,๑๙๗.๓๐ บาทสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๖ จำเลยค้างชำระต้นเงินจำนวน ๒,๔๙๑,๙๖๔.๔๗ บาท ค้างชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ ๒๙ตุลาคม ๒๕๓๖ ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๓๒๕,๑๔๔.๑๒ บาท รวมหนี้ทุกประเภทแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งสิ้น ๘,๖๔๖,๘๘๔.๙๔ บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๘,๖๔๖,๘๘๔.๙๔ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากต้นเงิน ๗,๕๗๕,๘๐๒.๘๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนกว่าจะชำระหนี้โจทก์ได้ครบถ้วน

จำเลยให้การว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดวันที่๑๖ กันยายน ๒๕๓๔ แล้วไม่มีการต่ออายุสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเพียงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๔ โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ๑๖.๕ ต่อปี จำนวนหนี้อันเกิดจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ระบุในคำฟ้องจึงไม่ถูกต้อง สัญญากู้เงินฉบับแรกโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี และสัญญากู้เงินฉบับที่ ๒ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปี ตามบันทึกข้อตกลงท้ายสัญญากู้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินฉบับแรกจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์นำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อหักทอนหนี้เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ จำเลยจึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในเงินกู้จำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ระหว่างเดือนกันยายน ๒๕๓๓ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ จำเลยผ่อนชำระดอกเบี้ยเดือนละ ๗๓,๗๕๓ บาท รวม ๑๗ เดือน เป็นเงิน ๑,๒๕๓,๘๐๑ บาทโจทก์ต้องนำเงินดังกล่าวมาหักออกจากหนี้ที่ค้างชำระเสียก่อน นางชุตินันท์ยุววิทยาพานิช ไม่มีอำนาจบอกกล่าวบังคับจำนองแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน๘,๔๑๓,๘๕๐.๖๓ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ไม่ทบต้นจากต้นเงิน ๒,๒๔๐,๐๕๖.๘๕ บาท ตั้งแต่วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๗ จากต้นเงิน ๒,๗๑๒,๔๘๗.๘๙ บาท ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ จากต้นเงิน ๒,๔๙๑,๙๖๔.๔๗ บาท ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้บังคับยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ถ้าไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนกว่าจะครบถ้วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๘๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า นางชุตินันท์ ยุววิทยาพานิช นิติกร ฝ่ายหนี้สินและนิติการของโจทก์ทำหน้าที่ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแทนโจทก์ เมื่อวันที่๑๗ กันยายน ๒๕๓๓ จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่๐๐๑-๑-๐๖๒๔๐-๓ และทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์สำนักงานใหญ่ในวงเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ ๒๖ ของแต่ละเดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเป็นต้นเงินได้ กำหนดชำระหนี้ทั้งหมดภายในวันที่ ๑๖กันยายน ๒๕๓๔ ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ จำเลยใช้เช็คเบิกถอนเงินและนำเงินเข้าฝากเพื่อหักทอนหนี้กับโจทก์หลายครั้ง ครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี โจทก์จำเลยตกลงให้บัญชีเดินสะพัดมีผลต่อเนื่องเรื่อยมา ภายหลังจำเลยไม่นำเงินเข้าบัญชีเพื่อหักทอนหนี้ ทำให้ยอดหนี้ค้างชำระมีจำนวนสูงมาก โจทก์โดยพนักงานสินเชื่อทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยแบบทบต้นถึงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ซึ่งเป็นวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา จำเลยเป็นลูกหนี้ ๒,๓๗๑,๓๕๐.๔๘ บาทแล้วคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี แบบไม่ทบต้น นับแต่วันที่ ๑๖พฤศจิกายน ๒๕๓๗ เป็นต้นมาจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย ๑๐๑,๗๔๐.๖๘ บาทตามการ์ดบัญชีกระแสรายวัน รายการคำนวณดอกเบี้ยและประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย และของโจทก์เอกสารหมาย จ.๑๑ จ.๑๒และ จ.๑๘ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๓ จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ฉบับแรกจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปีผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเดือนละ ๗๓,๗๕๓ บาท ตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๓๓ เป็นต้นไป และเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๖ จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ฉบับที่ ๒ จำนวนเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเดือนละ๔๑,๒๐๐ บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๓๖ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๔๑สำหรับสัญญาเงินกู้ฉบับแรก จำเลยได้รับเงินกู้จากโจทก์เมื่อวันที่๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ส่วนเงินกู้ฉบับที่ ๒ จำเลยได้รับเงินกู้จากโจทก์เป็นรายงวด งวดแรกวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๖ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาทงวดที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๖ จำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท งวดที่ ๓เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๓๖ จำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท งวดที่ ๔ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท งวดที่ ๕ เมื่อวันที่๒ กันยายน ๒๕๓๖ จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท รวม ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาทโจทก์เริ่มคิดดอกเบี้ยจากสัญญากู้ฉบับแรกตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์๒๕๓๕ เป็นต้นไป ตามทะเบียนเงินกู้เอกสารหมาย จ.๑๔ จำเลยเบิกรับเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ ๒ งวดแรกเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๖ จากโจทก์สาขาเชียงใหม่ แต่โจทก์ได้รับเอกสารการเบิกรับเงินของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๖ จึงคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาทตั้งแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๖ และเริ่มบันทึกรายการในทะเบียนเงินกู้เอกสารหมาย จ.๑๖ ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๖ ต้นเงินตามสัญญากู้ฉบับที่ ๒ งวดที่ ๒ ถึงงวดที่ ๕ โจทก์คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่จำเลยเบิกและรับเงินเรียงลำดับเป็นต้นไป สัญญากู้ฉบับแรกจำเลยผ่อนชำระตรงตามกำหนดเวลาในช่วงแรกแล้วผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉยโจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองตามเอกสารหมาย จ.๙ และ จ.๑๐ จำเลยเพิกเฉย จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับแรกครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๖ จำนวน๗๓,๗๕๓ บาท หักชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ทั้งหมดแล้วนำไปชำระหนี้ต้นเงินได้บางส่วน ปรากฏว่าจำเลยค้างชำระต้นเงินตามสัญญากู้ฉบับแรกจำนวน ๒,๗๑๒,๔๘๗.๘๙ บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปีตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๖ อัตราร้อยละ๑๖.๕ ต่อปี ตั้งแต่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๗ อัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ตั้งแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๗ ถึงวันฟ้องรวมเป็นดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระ ๖๔๔,๑๙๗.๓๐ บาท อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.๑๘ จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับที่ ๒ ตรงตามกำหนดในช่วงแรกแล้วผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองจำเลยได้รับหนังสือทวงถามโดยชอบแล้วเพิกเฉยจำเลยค้างชำระต้นเงินจำนวน ๒,๔๙๑,๙๖๔.๔๗ บาท และค้างชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี ตั้งแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑ มิถุนายน๒๕๓๗ อัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ตั้งแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๗ ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๕๕๕,๔๖๙.๑๒ บาท จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จำนวน ๒๓๐,๓๒๕ บาท หักแล้วคงเหลือดอกเบี้ยค้างชำระทั้งสิ้น ๓๒๕,๑๔๔.๑๒ บาท ตามทะเบียนเงินกู้และรายการคำนวณยอดหนี้เอกสารหมาย จ.๑๓ จ.๑๔ จ.๑๕ จ.๑๖ และคำแปลเอกสารหมาย จ.๑๗ เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และสัญญากู้เงินฉบับแรก จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๑๔๖ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองพร้อมสิ่งปลูกสร้างวงเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๑๖.๕ ต่อปี และเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับที่ ๒ จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๖๕๓ ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างวงเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๖และ จ.๘

จำเลยนำสืบว่า จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์สำนักงานใหญ่ ตามเอกสารหมาย จ.๓ เพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัด ในการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.๔ ซึ่งมีข้อตกลงชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ทุกวันที่ ๒๖ ของเดือน และในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๕ จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๑๔๖ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เป็นประกันหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินดังกล่าววงเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปีปี ๒๕๓๖ จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินสินเชื่อการเคหะจากโจทก์จำนวน๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อการเคหะอัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปีตามสัญญากู้และบันทึกต่อท้ายเอกสารหมาย จ.๗ แต่โจทก์พิมพ์อัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ขึ้นในภายหลัง จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นประกันเงินกู้วงเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาทตามเอกสารหมาย จ.๘ สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดวันที่๑๖ กันยายน ๒๕๓๔ แล้วจำเลยยังคงเบิกถอนเงินและนำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้หลายครั้งโดยโจทก์ยินยอม จำเลยได้รับสำเนาการ์ดบัญชีกระแสรายวัน ซึ่งถ่ายสำเนามาจากเอกสารหมาย จ.๑๑ เป็นครั้งแรกซึ่งส่งมาพร้อมกับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จำเลยจึงทราบว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเกินกว่าร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและการคิดดอกเบี้ยตามเอกสารหมายจ.๑๑ จึงไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่เคยแจ้งเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยให้จำเลยทราบ จำเลยผ่อนชำระหนี้เดือนละประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท บางเดือน ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยมิได้ระบุว่าเป็นการชำระหนี้รายการใดเป็นเงินเท่าใดจึงเป็นหน้าที่โจทก์ไปจัดสรรเอง การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๗โดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยจึงไม่ถูกต้อง ดังนั้นจำนวนหนี้ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสามประเภทจึงไม่ถูกต้องด้วย โจทก์มอบเงินตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.๕ จำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อกลางปี ๒๕๓๖โดยทยอยจ่าย ๓ ถึง ๔ งวด แล้วนำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี โจทก์ทยอยจ่ายเงินกู้สินเชื่อเพื่อการเคหะตามเอกสารหมาย จ.๗ ไม่ครบถ้วน ยังขาดอยู่อีก ๑๐๐,๐๐๐ บาทเนื่องจากโจทก์นำไปหักชำระดอกเบี้ย จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามหรือหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๓ จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๔และในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี ตามเอกสารหมาย จ.๕ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๑๔๖ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เป็นประกันในวงเงิน๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๖ จำเลยตกลงให้บัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ ๐๐๑-๑-๐๖๒๔๐-๓ เป็นบัญชีเดินสะพัด ต่อมาวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๖ จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปีตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๗ และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๖๕๓ ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่เป็นประกันตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๘ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกมีว่า โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินอีก ๒ ฉบับ โดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบหรือไม่ซึ่งจะได้วินิจฉัยพร้อมกันไป ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมายจ.๔ ข้อ ๓ สัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๓ เอกสารหมาย จ.๕ ข้อ ๓ และสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๖เอกสารหมาย จ.๗ ข้อ ๓ มีข้อความอย่างเดียวกันว่า หากตามประเพณีการค้าซึ่งธนาคารปฏิบัติกันโดยมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่ประกาศโดยผู้ให้กู้ก็ดี หรือหากมีกฎหมายหรือประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับเงินกู้ประเภทต่าง ๆ ก็ดี ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้มีอำนาจที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยตามสัญญานี้ได้ตามสมควรตามดุลพินิจของผู้ให้กู้ โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากผู้กู้ก่อน แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวแล้ว ผู้ให้กู้จะต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบในเวลาอันสมควร โจทก์นำสืบว่าได้ปิดประกาศอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ.๑๘ และตามประกาศของธนาคารโจทก์ไว้ที่ธนาคารของโจทก์ทุกสาขา และทำสำเนาบัญชีกระแสรายวันตามเอกสารหมาย จ.๑๑ ส่งให้แก่จำเลยทุกสิ้นเดือน ฝ่ายจำเลยนำสืบว่าได้นำเงินไปผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วยตนเองเกือบทุกเดือนไม่ทราบว่าโจทก์ได้ปิดประกาศแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยให้ลูกค้าทราบหรือไม่เพราะไม่ได้สังเกต เมื่อได้รับสำเนาบัญชีกระแสรายวันแล้วจำเลยไม่เคยโต้แย้งเรื่องอัตราดอกเบี้ย ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ปิดประกาศแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้ปิดประกาศไว้ที่ธนาคารโจทก์ทุกสาขาเพื่อให้ลูกค้าทราบแล้วจริง เมื่อตามข้อสัญญาเอกสารหมาย จ.๔ จ.๕ และ จ.๗ ข้อ ๓ ไม่ได้กำหนดวิธีการแจ้งการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้ผู้กู้ทราบว่าจะต้องกระทำโดยวิธีใดการที่โจทก์ปิดประกาศไว้ดังกล่าวถือได้ว่าได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้วฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า หลังจากเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดแล้วโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราเท่าใด จำเลยฎีกาว่า นับถัดจากวันเลิกสัญญาแล้ว โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นได้ในอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี ไม่ใช่ร้อยละ ๑๘ ต่อปี นั้น เห็นว่าโจทก์มีอำนาจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยระหว่างเดินสะพัดทางบัญชีกันอยู่นั้น โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย จ.๑๘ หลังเลิกสัญญาแล้วโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนั้นได้ต่อไป มิใช่ต้องคิดในอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปีตามที่จำเลยฎีกา มิฉะนั้นแล้วก็จะกลายเป็นว่าการปฏิบัติผิดสัญญาทำให้จำเลยได้ประโยชน์ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๗ ภายหลังจากที่จำเลยผิดนัดแล้วได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวกำหนดข้อตกลงกันไว้ในข้อ ๔ ว่า หากผู้กู้ผิดนัดไม่ส่งชำระตามอัตราและข้อกำหนดแห่งระยะเวลาที่กล่าวในข้อ ๒ ผู้กู้ยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญานี้ เมื่อตามสัญญาในข้อ ๓ ตกลงกันให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด โจทก์จึงปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้แม้หลังวันที่จำเลยผิดนัดแล้ว กรณีเป็นการปรับเปลี่ยนตามข้อตกลงในสัญญามิใช่เพราะเหตุจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง จึงไม่มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับคำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยโดยชอบแล้วหรือไม่ นางชุตินันท์ ยุววิทยาพาณิชนิติกรของโจทก์เบิกความว่า ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้บอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม๒๕๓๗ โดยส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยตามที่จำเลยให้ไว้ในสัญญากู้และสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.๙ และ จ.๑๐ การบอกกล่าวทวงถามบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นหน้าที่ของนิติกร ซึ่งตามระเบียบของธนาคารได้มอบอำนาจให้อยู่แล้ว การใดที่นิติกรได้กระทำไปถือว่าธนาคารโจทก์ให้สัตยาบัน จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์มิได้นำสืบหรือส่งระเบียบของธนาคารหรือมีหลักฐานการมอบอำนาจเป็นหนังสือ เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒๘ และ ๗๙๘นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้ส่งระเบียบหรือหนังสือมอบอำนาจ จึงยังไม่พอฟังว่าได้มีการมอบอำนาจให้บอกกล่าวบังคับจำนองโดยทำเป็นหนังสือก็ตาม แต่นางชุตินันท์เป็นนิติกรของโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์ เมื่อจำเลยได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระหนี้โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของนางชุตินันท์ เป็นการให้สัตยาบันในการกระทำของนางชุตินันท์ซึ่งเป็นตัวแทนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓การบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยจึงชอบแล้ว ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๕,๐๐๐ บาทแทนโจทก์.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประภัสสร์ ยูประพัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุทิน นาคพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุเทพ เจตนาการณ์กุล
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
ระพินทร บรรจงศิลป
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4461/2543
#91197
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาร่วมลงทุนทำกิจการบ่อทรายในรูปแบบบริษัทจำกัดกับจำเลยทั้งห้าและ น. ต่อมาจำเลยทั้งห้าดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัท ท. หลังจากนั้นทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยทั้งห้าคืนเงินลงทุนแก่โจทก์จำนวน 400,000 บาท และชำระเงินค่าขายทรายที่มิได้ชำระแก่โจทก์จำนวน 17,937.52 บาท อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนทำกิจการบ่อทราย และการจัดตั้งบริษัทดังกล่าวมีข้อตกลงด้วยว่า เงินผลประโยชน์ค่าขายทรายที่จำเลยทั้งห้าหรือบริษัทดังกล่าวจัดจำหน่ายแก่ลูกค้า ไม่ว่าจะมีผลกำไรหรือขาดทุน จำเลยทั้งห้ายินยอมที่จะจ่ายเงินผลประโยชน์แก่โจทก์เสมอไป อันถือเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าในการร่วมลงทุน เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนในทางจัดการ โดยให้จำเลยทั้งห้าเป็นฝ่ายบริหารกิจการบ่อทรายจัดจำหน่ายแก่ลูกค้าด้วยเงินลงทุนร่วมกัน 1,000,000 บาท โจทก์และ น. ร่วมลงทุนคนละ 400,000 บาท แต่ก็มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริหารในบริษัท เมื่อจำเลยทั้งห้ามิได้ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ที่ขอให้คืนเงินลงทุนและชำระเงินค่าขายทรายที่มิได้ชำระ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าคืนเงินลงทุนจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท และเงินผลประโยชน์จากการขายทราย ๑๗,๙๓๗.๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในเงินต้น ๔๑๗,๙๓๗.๕๒ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อการและเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดมาฟ้องร้องขอให้โจทก์ถอนหุ้นที่ลงไว้ได้ หากโจทก์ประสงค์จะถอนหุ้นของตนก็ชอบที่จะโอนหุ้น มิฉะนั้นแล้วเท่ากับโจทก์ประสงค์จะลดหุ้นของบริษัทจำกัดลง เป็นการลดทุนซึ่งจะต้องกระทำโดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๒๔ สำหรับเงินผลประโยชน์นั้นโจทก์ชอบที่จะยื่นฟ้องเป็นคดีต่างหาก จึงไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาคดี

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๗ โจทก์ได้ทำสัญญาร่วมลงทุนทำกิจการบ่อทรายในรูปแบบบริษัทจำกัดกับจำเลยทั้งห้าและ น. โดยจำเลยทั้งห้าเป็นผู้ให้สัญญา ส่วน น. เป็นผู้รับสัญญาฝ่ายที่ ๑ โจทก์โดย ร. ตัวแทนเป็นผู้รับสัญญาฝ่ายที่ ๒ สัญญาดังกล่าวมีทั้งหมด ๖ ข้อ กล่าวคือ ข้อ ๑ และข้อ ๒ ว่าด้วยการลงทุนทำกิจการค้าประเภทบ่อทรายและความรับผิดชอบในการจดทะเบียนตั้งบริษัทจำกัดตามเงินทุนที่กำหนดไว้ โดยให้ฝ่ายผู้ให้สัญญาหรือจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ข้อ ๓ ว่าด้วยผลประโยชน์ที่ฝ่ายผู้รับสัญญาหรือโจทก์และ น. จะพึงได้รับในการขายทราย ข้อ ๔ ว่าด้วยราคาที่ดินที่ฝ่ายจำเลยทั้งห้าหรือบริษัทรับซื้อไว้ และหากทรายในที่ดินดังกล่าวถูกขุดนำไปขายหมดแล้วก็จะต้องขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือผู้รับสัญญาในราคาไร่ละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ข้อ ๕ ว่าด้วยสิทธิของโจทก์หรือฝ่ายผู้รับสัญญาที่ขอรับเงินลงทุนที่จ่ายไปคืนทั้งหมดได้ทันที หากไม่ประสงค์ที่จะลงทุนในบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นตามสัญญาต่อไป และข้อ ๖ ว่าด้วยการผิดสัญญาที่ให้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที ซึ่งต่อมาในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ และวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๓๘ จำเลยทั้งห้าก็ได้ดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัท ท. หลังจากนั้นในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยทั้งห้าหรือฝ่ายผู้ให้สัญญาคืนเงินลงทุนแก่โจทก์จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท และชำระเงินค่าขายทรายที่มิได้ชำระแก่โจทก์จำนวน ๑๗,๙๓๗.๕๒ บาท อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนทำกิจการบ่อทรายข้อ ๕ และการจัดตั้งบริษัทดังกล่าวก็เกิดจากข้อตกลงในสัญญาดังที่ได้ระบุไว้ในสัญญาข้อ ๑ และข้อ ๒ ตามที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งมีข้อตกลงด้วยว่าเงินผลประโยชน์ค่าขายทรายที่ผู้ให้สัญญาหรือจำเลยทั้งห้าหรือบริษัทดังกล่าวจัดจำหน่ายแก่ลูกค้าไม่ว่าจะมีผลกำไรหรือขาดทุน ผู้ให้สัญญาหรือจำเลยทั้งห้าก็ยินยอมที่จะจ่ายเงินผลประโยชน์แก่โจทก์หรือผู้รับสัญญาเสมอไปตามความในสัญญาข้อ ๓ อันถือเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าในการร่วมลงทุนเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนในทางจัดการ โดยให้จำเลยทั้งห้าเป็นฝ่ายบริหารกิจการบ่อทรายจัดจำหน่ายแก่ลูกค้าด้วยเงินลงทุนร่วมกัน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์และ น. ผู้รับสัญญาอีกคนหนึ่งร่วมลงทุนเป็นจำนวนมากถึงคนละ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ทดแทนกัน แต่ก็มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริหารในบริษัท ดังนั้น เพื่อความรอบคอบในทางการค้าและการได้ทุนคืนพร้อมผลกำไรที่โจทก์คาดหวังว่าจะพึงได้รับเพียงพอกับเงินลงทุนก็เลยต่างได้ตกลงกันกำหนดข้อสัญญาดังกล่าวขึ้นไว้ เมื่อจำเลยทั้งห้ามิได้ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ที่ขอให้คืนเงินลงทุนและชำระเงินค่าขายทรายที่มิได้ชำระ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ได้ กรณีมิใช่การฟ้องถอนหุ้นที่ลงไว้ในบริษัทจำกัดดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น จึงต้องให้โจทก์และจำเลยทั้งห้าว่ากล่าวต่อกันไปก่อนจนสิ้นกระแสความ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาคดีใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1224
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมควร ตรีสินธุ์
จำเลย — จ่าสิบเอกสุทันต์ แช่มช้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายศุภวัฒน์ รมยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสรี ภูรีญาณสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4453/2543
#37373
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์กำหนดให้จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้กับโจทก์แต่ในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิตระบุไว้ชัดเจนว่า เพื่อการชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ อันเกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิต รวมทั้งเพื่อถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากผ่านเครื่องฝาก - ถอนเงินอัตโนมัติ ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมเกี่ยวเนื่องจากใช้บัตรเครดิตทั้งสิ้น เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิกได้ชำระเงินให้เจ้าหนี้ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อนตามลักษณะของการประกอบธุรกิจประเภทบัตรเครดิต อันเป็นเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 กำหนดให้เพ่งเล็งถึงเจตนาที่แท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร เมื่อหลักฐานการแจ้งหนี้ที่จำเลยค้างชำระบัตรเครดิตครั้งสุดท้ายในวันที่ 25 สิงหาคม 2536 โดยไม่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชีอีก ซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25เมษายน 2540 พ้นกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2534 จำเลยได้ทำสัญญาการใช้บัตรเครดิต กับเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิตกับโจทก์ เพื่อใช้เป็นบัญชีหักทอนการชำระหนี้เมื่อจำเลยนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้ซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการ โจทก์จะจ่ายแทนไปก่อน แล้วเรียกเก็บจากจำเลยทุกเดือนโดยวิธีหักเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 533-6-70087-8 ของจำเลยหากเงินในบัญชีไม่มีหรือมีไม่พอจ่ายให้ถือว่าเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชี หลังจากจำเลยรับบัตรเครดิตจากโจทก์แล้ว ได้นำบัตรเครดิตไปใช้ซื้อสินค้า ชำระค่าบริการตลอดจนเบิกถอนเงินสดหลายครั้งแต่จำเลยไม่นำเงินเข้าบัญชีให้ครบถ้วนตามที่โจทก์เรียกเก็บ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและทวงถาม ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 44,640.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 41,187.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยยื่นคำขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตและเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์เพื่อความสะดวกในการชำระหนี้ของจำเลยเท่านั้น ไม่มีเจตนาที่จะใช้เป็นบัญชีเดินสะพัดต่อกัน โจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองไป เมื่อพ้นกำหนด 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2534 โจทก์ได้ออกบัตรเครดิตให้แก่จำเลยโดยมีวงเงินสำหรับซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการจำนวน 20,000 บาท และวงเงินสำหรับเบิกเงินสดจำนวน 20,000 บาท ในวันเดียวกันจำเลยได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้กับโจทก์เพื่อใช้หักทอนบัญชีหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยและทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิตกับโจทก์ด้วย จำเลยได้นำบัตรเครดิตไปซื้อสินค้าและชำระค่าบริการรวมทั้งเบิกถอนเงินสดหลายครั้ง ครั้งสุดท้าย ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2536คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ และเรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์มิได้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตโดยเฉพาะแต่ได้กำหนดให้ลูกค้าเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เพื่อใช้บัญชีดังกล่าวหักทอนหนี้อันเนื่องจากการใช้บัตรเครดิตด้วย หนี้ที่เกิดขึ้นจึงเป็นหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี และเป็นมูลหนี้บัญชีเดินสะพัดซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความโดยตรง จึงต้องใช้อายุความ10 ปี อันเป็นอายุความทั่วไป คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่าแม้โจทก์กำหนดให้จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้กับโจทก์แต่ในคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญาเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิตเอกสารหมาย จ.5 ระบุไว้ชัดเจนในข้อ 1 และข้อ 2 ว่า มีความมุ่งหมายเพื่อการชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆอันเกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิต รวมทั้งเพื่อถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องจากใช้บัตรเครดิตทั้งสิ้น ดังนั้น หนี้ที่เกิดขึ้นจึงหาใช่หนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีหรือมูลหนี้บัญชีเดินสะพัดโดยตรงดังที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งไม่ หากแต่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิกได้ชำระเงินให้เจ้าหนี้ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกภายหลังอันเป็นการเรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อนตามลักษณะของการประกอบธุรกิจประเภทบัตรเครดิตอันเป็นเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีทั้งนี้เป็นไปตามหลักการตีความการแสดงเจตนาซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 กำหนดให้เพ่งเล็งถึงเจตนาที่แท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) เมื่อหลักฐานการแจ้งหนี้ที่จำเลยค้างชำระบัตรเครดิตครั้งสุดท้ายในวันที่ 25 สิงหาคม 2536ตามเอกสารหมาย จ.10 แผ่นที่ 3 โดยไม่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชีนับแต่บัดนั้นซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25เมษายน 2540 พ้นกำหนด 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย พิเชษฐ์ วรรณแวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4446/2543
#34976
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ตกลงให้จำเลยใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดชีวิตของจำเลยจำเลยจึงมีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทตลอดชีวิต แม้จะมิได้มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวให้บริบูรณ์อย่างทรัพยสิทธิตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่ก็สมบูรณ์ อย่างบุคคลสิทธิที่ใช้ยันกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์ต้องผูกพัน ตามข้อตกลงดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2846 เนื้อที่ 4 ไร่2 งาน เมื่อประมาณปี 2534 จำเลยขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ดังกล่าว โดยมีข้อตกลงว่า หากโจทก์ตัดสินใจลงทุนประกอบกิจการในที่ดินดังกล่าว จำเลยต้องส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ทันที เมื่อเดือนตุลาคม 2539 โจทก์ประสงค์จะลงทุนประกอบกิจการปูนซีเมนต์สำเร็จรูปโดยต้องสร้างแท่นผสมปูนซีเมนต์และสำนักงานบนที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆของจำเลยออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินเดือนละ 20,000 บาทขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และให้ส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยโดยห้ามมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกและให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยให้กาอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เสมือนบุตรจำเลยให้เงินโจทก์จำนวน 50,000 บาท เพื่อนำไปไถ่ถอนจำนองที่ดินของโจทก์ตามคำฟ้อง จำเลยประกอบกิจการขุดทรายและหินกรวดโดยให้โจทก์ช่วยดูแล ซึ่งโจทก์ยินยอมให้จำเลยนำทราบและหินกรวดไปเก็บไว้ในที่ดินดังกล่าวและยอมให้จำเลยใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นตลอดชีวิตของจำเลย จำเลยจึงเป็นผู้ทรงสิทธิเก็บเกินในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 2846 เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน อันเป็นที่ดินพิพาท จำเลยเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทถึงปัจจุบัน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดชีวิตของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทตลอดชีวิต แม้จะมิได้มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวให้บริบูรณ์อย่างทรัพยสิทธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งแต่ก็สมบูรณ์อย่างบุคคลสิทธิที่ใช้ยันกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลยโจทก์ต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วัฒนา จิ่นจันทร์
จำเลย — นาง วัชรี ลิ้มศรีมณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4446/2543
#66159
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ตกลงให้จำเลยใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดชีวิตของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทตลอดชีวิต แม้จะมิได้มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวให้บริบูรณ์อย่างทรัพยสิทธิ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1299วรรคหนึ่ง แต่ก็สมบูรณ์อย่างบุคคลสิทธิที่ใช้ยันกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์ต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัฒนา จิ่นจันทร์
จำเลย — นางวัชรี ลิ้มศรีมณีรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4445/2543
#33237
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 4(15) บัญญัตินิยามคำว่า"รถ" ไว้ว่ายานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟและรถราง กับตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 กำหนดความหมายของคำว่า "ยาน" และ "พาหนะ" ไว้ โดยคำว่า "ยาน" คือ เครื่องนำไป พาหนะต่าง ๆ เช่น รถ เกวียน เรือ คำว่า "พาหนะ" คือ เครื่องนำไป เครื่องขับขี่ ยานต่าง ๆ มีรถและเรือ เป็นต้น เรียกว่า ยานพาหนะ กับกำหนดความหมายของคำว่า"ขับ" คือบังคับให้เคลื่อนไป เช่น ขับรถ ขับเรือ เป็นต้น

จำเลยเข็นรถขายโรตีไปตามไหล่ทางถนนสายจอมทอง - เชียงใหม่ และถูกรถจักรยานยนต์ที่ ส. ขับตามหลังมาเฉี่ยวชนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับอันตรายแก่กายและ ส. ถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยหลบหนีไปไม่ช่วยเหลือ ดังนี้ เมื่อรถเข็นของจำเลยเป็นเพียงวัสดุอุปกรณ์และเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพขายโรตี มิใช่ด้วยเจตนามุ่งประสงค์ในอันที่จะขนเคลื่อนบุคคลหรือทรัพย์สินใดจากที่แห่งหนึ่งไปยังที่อีกแห่งหนึ่งในลักษณะของยานพาหนะ จึงมิใช่ "รถ" ตามความหมายที่บทบัญญัตินิยามไว้ดังกล่าวและย่อมไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2539 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยเป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติบังกลาเทศ สัญชาติบังกลาเทศ มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2538 โดยได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 9 มกราคม 2539 แต่เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยยังอยู่ต่อที่ตำบลดอยหล่อ กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยการอนุญาตสิ้นสุดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้นจำเลยเข็นรถเข็นไปตามถนนสายเชียงใหม่- ฮอด ตำบลดอยหล่อ กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ จากด้านทิศใต้มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่จำเลยเข็นรถไปถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 42 - 43 หมู่ที่ 13 ตำบลดอยหล่อ กิ่งอำเภอดอยหล่อจังหวัดเชียงใหม่ ที่เกิดเหตุ จำเลยเห็นอยู่แล้วว่าบริเวณดังกล่าวมืดและเป็นเวลากลางคืน จำเลยควรจะติดตั้งโคมไฟที่มีแสงสว่างเพียงพอไว้ที่รถเข็นของจำเลยเพื่อให้ผู้อื่นที่ขับรถตามหลังรถเข็นของจำเลยเห็นรถของจำเลยในระยะห่างพอสมควร และจะได้หลบหลีกรถเข็นของจำเลยได้อย่างปลอดภัย แต่จำเลยกลับติดตั้งดวงไฟดวงเล็กมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อยไว้ที่หน้ารถเข็นไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้อื่นเห็นได้ในระยะห่างพอสมควรเป็นเหตุให้นายสมพร ศรีนันท์ ขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนเชียงใหม่ 7 ค - 0715 ตามหลังรถเข็นของจำเลยโดยไม่เห็นรถเข็นของจำเลยซึ่งเข็นอยู่ด้านหน้า รถของนายสมพรจึงพุ่งชนท้ายรถเข็นของจำเลยเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ของนายสมพรล้มลงและได้รับความเสียหายส่วนนายสมพรได้รับบาดเจ็บคอหักถึงแก่ความตาย ภายหลังจากที่จำเลยเข็นรถก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่บุคคลและทรัพย์สินของนายสมพรผู้ตายแล้ว จำเลยหลบหนีไปไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร พร้อมทั้งไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522มาตรา 81

จำเลยให้การรับสารภาพฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดส่วนข้อหาอื่นปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 81 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160 เรียงกระทงลงโทษ ฐานคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดจำคุก 2 เดือน ฐานหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แจ้งเหตุและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีจำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน ยกฟ้องข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160 อีกข้อหาหนึ่งนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78,160 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวในมาตรา 4(15) บัญญัตินิยามคำว่า "รถ" ไว้ว่า ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟและรถรางกับตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 กำหนดความหมายของคำว่า "ยาน" และ "พาหนะ" ไว้ โดยคำว่า "ยาน" คือ เครื่องนำไป พาหนะต่าง ๆ เช่น รถ เกวียน เรือ คำว่า "พาหนะ" คือเครื่องนำไป เครื่องขับขี่ ยานต่าง ๆ มีรถและเรือ เป็นต้น เรียกว่า ยานพาหนะ กับกำหนดความหมายของคำว่า"ขับ" คือ บังคับให้เคลื่อนไป เช่น ขับรถ ขับเรือ ดังนี้ จะเห็นได้ว่ารถเข็นของจำเลยเป็นเพียงวัสดุ อุปกรณ์และเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพขายโรตีมิใช่ใช้ด้วยเจตนามุ่งประสงค์ในอันที่จะขนเคลื่อนบุคคลหรือทรัพย์สินใดจากที่แห่งหนึ่งไปยังที่อีกแห่งหนึ่งในลักษณะของยานพาหนะจึงมิใช่"รถ" ตามความหมายที่บัญญัตินิยามไว้ดังกล่าว และย่อมไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 78 เช่นกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 78, 160 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 4 (15) ม. 78 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายซูซี ฮากี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4445/2543
#39881
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4(15) บัญญัตินิยามคำว่า "รถ" ไว้ว่า ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟและรถรางทั้งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2525 กำหนดความหมายของคำว่า "ยาน" คือ เครื่องนำไปพาหนะต่าง ๆ เช่น รถ เกวียน เรือ คำว่า "พาหนะ" คือ เครื่องนำไปเครื่องขับขี่ ยานต่าง ๆ มีรถและเรือเป็นต้น เรียกว่ายานพาหนะกับกำหนดความหมายของคำว่า "ขับ" คือ บังคับให้เคลื่อนไป เช่นขับรถ ขับเรือ ดังนี้ "รถเข็น" ของจำเลยเป็นเพียงวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพขายโรตี มิใช่ใช้ด้วยเจตนามุ่งประสงค์ในอันที่จะขนเคลื่อนบุคคลหรือทรัพย์สินใดจากที่แห่งหนึ่งไปยังที่อีกแห่งหนึ่งในลักษณะของยานพาหนะ จึงมิใช่ "รถ"ตามความหมายที่บัญญัตินิยามไว้ดังกล่าว และย่อมไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2539 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยเป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติบังกลาเทศ สัญชาติบังกลาเทศมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2538 โดยได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 9 มกราคม 2539 แต่เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยยังอยู่ต่อที่ตำบลดอยหล่อ กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการอยู่ในราชอาณาจักรไทย โดยการอนุญาตสิ้นสุดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้น จำเลยเข็นรถเข็นไปตามถนนด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่จำเลยเข็นรถไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยเห็นอยู่แล้วว่าบริเวณดังกล่าวมืดและเป็นเวลากลางคืนจำเลยควรจะติดตั้งโคมไฟที่มีแสงสว่างเพียงพอไว้ที่รถเข็นของจำเลยเพื่อให้ผู้อื่นที่ขับรถตามหลังรถเข็นของจำเลยเห็นรถของจำเลยในระยะห่างพอสมควร และจะได้หลบหลีกรถเข็นของจำเลยได้อย่างปลอดภัย แต่จำเลยกลับติดตั้งดวงไฟดวงเล็กมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อยไว้ที่หน้ารถเข็นไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้อื่นเห็นได้ในระยะห่างพอสมควรเป็นเหตุให้นายสมพร ศรีนันท์ ขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนเชียงใหม่ 7 ค - 0715 ตามหลังรถเข็นของจำเลยโดยไม่เห็นรถเข็นของจำเลยซึ่งเข็นอยู่ด้านหน้า รถของนายสมพรจึงพุ่งชนท้ายรถเข็นของจำเลย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ของนายสมพรล้มลงและได้รับความเสียหาย ส่วนนายสมพรได้รับบาดเจ็บคอหักถึงแก่ความตาย ภายหลังจากที่จำเลยเข็นรถก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่บุคคลและทรัพย์สินของนายสมพรผู้ตายแล้ว จำเลยหลบหนีไปไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร พร้อมทั้งไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 81

จำเลยให้การรับสารภาพฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ส่วนข้อหาอื่นปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 81 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160 เรียงกระทงลงโทษ ฐานคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด จำคุก 2 เดือน ฐานหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควรไม่แจ้งเหตุและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือนยกฟ้องข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160 อีกข้อหาหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2539 เวลาประมาณ 19 นาฬิกาขณะจำเลยเข็นรถขายโรตีไปตามไหล่ทางถนนสายจอมทอง - เชียงใหม่ในเขตท้องที่ตำบลดอยหล่อ กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ได้เกิดเหตุถูกรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนเชียงใหม่ 7 ค - 0715 ซึ่งนายสมพร ศรีนันท์ ขับตามหลังมาเฉี่ยวชนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับอันตรายแก่กายและนายสมพรได้รับอันตรายคอหักถึงแก่ความตายจากนั้นจำเลยได้หลบหนีไม่ช่วยเหลือไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78,160 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวในมาตรา 4(15) บัญญัตินิยามคำว่า "รถ" ไว้ว่า ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟและรถรางกับตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 กำหนดความหมายของคำว่า "ยาน" และ "พาหนะ" ไว้ โดยคำว่า "ยาน"คือ เครื่องนำไปพาหนะต่าง ๆ เช่น รถ เกวียน เรือ คำว่า "พาหนะ"คือ เครื่องนำไป เครื่องขับขี่ ยานต่าง ๆ มีรถและเรือเป็นต้น เรียกว่ายานพาหนะกับกำหนดความหมายของคำว่า "ขับ" คือ บังคับให้เคลื่อนไปเช่น ขับรถ ขับเรือ ดังนี้จะเห็นได้ว่ารถเข็นของจำเลยเป็นเพียงวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพขายโรตี มิใช่ใช้ด้วยเจตนามุ่งประสงค์ในอันที่จะขนเคลื่อนบุคคลหรือทรัพย์สินใดจากที่แห่งหนึ่งไปยังที่อีกแห่งหนึ่งในลักษณะของยานพาหนะ จึงมิใช่ "รถ" ตามความหมายที่บัญญัตินิยามไว้ดังกล่าว และย่อมไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 78 เช่นกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 78, 160 ชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 4 (15) ม. 78 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย ซูซี ฮากี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4445/2543
#66158
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (15) บัญญัตินิยามคำว่า "รถ" ไว้ว่า ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟและรถรางทั้งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 กำหนดความหมายของคำว่า"ยาน" คือ เครื่องนำไป พาหนะต่าง ๆ เช่น รถ เกวียน เรือ คำว่า "พาหนะ"คือ เครื่องนำไป เครื่องขับขี่ ยานต่าง ๆ มีรถและเรือเป็นต้น เรียกว่ายานพาหนะกับกำหนดความหมายของคำว่า "ขับ" คือ บังคับให้เคลื่อนไป เช่น ขับรถ ขับเรือดังนี้ "รถเข็น" ของจำเลยเป็นเพียงวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพขายโรตี มิใช่ใช้ด้วยเจตนามุ่งประสงค์ในอันที่จะขนเคลื่อนบุคคลหรือทรัพย์สินใดจากที่แห่งหนึ่งไปยังที่อีกแห่งหนึ่งในลักษณะของยานพาหนะ จึงมิใช่ "รถ" ตามความหมายที่บัญญัตินิยามไว้ดังกล่าว และย่อมไม่อยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 78

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 4 (15) ม. 78 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายซูซี ฮากี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวยุภา พรหมดวง
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายพิศาล อัยยะวรากูล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4444/2543
#98955
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้นที่จะมีอำนาจฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ การจะฟ้องร้องได้หรือไม่จึงต้องพิจารณาว่าผู้ที่ฟ้องร้องมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นเพียงไร และได้รับความเสียหายเกี่ยวกับสิทธินั้นหรือไม่เป็นข้อสำคัญ

โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้หรือครอบครองที่ราชพัสดุจากกระทรวงการคลัง ย่อมมีหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาที่ดินดังกล่าวด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินดังกล่าวเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถกั้นรั้วแนวเขตได้ตามแผนงานและงบประมาณที่ได้รับ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน จำเลยทั้งสองร่วมกันปลูกสร้างอาคารและรั้วสังกะสีรุกล้ำเขตที่ดินดังกล่าว ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปให้พ้นเขตที่ดิน และห้ามจำเลยทั้งสองกับบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวในที่ดินดังกล่าวต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วสังกะสีและระเบียงบ้านส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ป.วิ.พ. มาตรา 55 บัญญัติว่า เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้ ไม่มีบทบัญญัติใดที่บัญญัติว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้นที่จะมีอำนาจฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ การจะฟ้องร้องได้หรือไม่จึงต้องพิจารณาถึงว่าผู้ที่ฟ้องร้องมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นเพียงไรและได้รับความเสียหายเกี่ยวกับสิทธินั้นหรือไม่เป็นข้อสำคัญ

สำหรับคดีนี้ตาม พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 5 และ 11 ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ในมาตรา 12 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมีกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2525) ข้อ 8 ยกเลิกกฎกระทรวง (พ.ศ. 2519) ข้อ 14 วรรคหนึ่ง และใช้ความใหม่แทน ระบุให้กระทรวง ทบวง กรม หรือองค์การปกครองท้องถิ่นซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้หรือครอบครองที่ราชพัสดุดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุเสมอด้วยวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง และจะต้องอนุญาตให้ผู้แทนของกรมธนารักษ์เข้าตรวจทรัพย์สินที่ได้รับอนุญาตให้ใช้หรือครอบครองเป็นครั้งคราวในเวลาและระยะอันควร เมื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้หรือครอบครองที่ราชพัสดุจากระทรวงการคลัง ย่อมต้องมีหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุด้วยตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองมาปลูกอาคารและรั้วสังกะสีรุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาท กระทรวงการคลังจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงย่อมมีอำนาจฟ้องได้ ส่วนโจทก์เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาย่อมมีอำนาจหน้าที่ในที่ดินพิพาทนั้น ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าการปลูกสร้างรุกล้ำดังกล่าวเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าไม่ได้ปลูกสร้างอาคารและรั้วสังกะสีรุกล้ำที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครอง ย่อมถือได้ว่า จำเลยทั้งสองได้โต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 2,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 ม. 4 ม. 5 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมชลประทาน
จำเลย — บริษัทซี. พี. วูด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่ง เรืองโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
กนก พรรณรักษา
กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4441/2543
#39257
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อที่ดินพิพาทมิได้อยู่ในแนวเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯการดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทโดยกรุงเทพมหานครจึงเป็นการกระทำไปโดยปราศจากอำนาจ การที่กรุงเทพมหานครโอนที่ดินพิพาทกลับคืนให้โจทก์เป็นการกระทำโดยชอบแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทถูกเวนคืนโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ฯ ซึ่งมีผู้ว่าของจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนและตามบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องเวนคืนท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังคงมีชื่อโจทก์กับ ส. และ ณ. เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองอยู่ ซึ่งบุคคลทั้งสามมอบอำนาจให้ทนายโจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยนำเงินค่าทดแทนที่ดินมาชำระแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการให้มีการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและจ่ายเงินทดแทนที่ดินให้แก่ฝ่ายโจทก์ตามขั้นตอนของกฎหมาย ทำให้ฝ่ายโจทก์ไม่มีโอกาสที่จะดำเนินการอุทธรณ์หรือฟ้องเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของฝ่ายโจทก์แล้ว และการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมยื่นฟ้องถือว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลตามพระราชกฤษฎีกาแต่ต่อมาภายหลังความจริงปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวมิได้อยู่ในแนวเขตที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลกรุงเทพมหานครจึงโอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวได้เนื่องจากจำเลยได้สร้างทางพิเศษบนที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์ทวงถามให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนทางพิเศษบนที่ดินของโจทก์ หากไม่สามารถรื้อถอนให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำนวน363,919 บาท จากกรุงเทพมหานครแล้วที่ดินของโจทก์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ที่ดินดังกล่าวอยู่ในแนวเขตที่ดินที่ถูกเวนคืนและกรุงเทพมหานครอนุญาตให้จำเลยใช้ที่ดินแปลงนี้โดยไม่ต้องเสียเงินค่าทดแทน จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและมิได้รับมอบอำนาจจากนายสมชายสุวรรณพิไชยศรี และนางสาวสุณีย์ สุวรรณพิไชยศรี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยใช้ที่ดินเนื้อที่เพียง 10 ตารางวา โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนตารางวาละ 37,000 บาท รวมเป็นเงิน 370,000 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนจากทางราชการเป็นเงิน 363,919 บาท และยังมิได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ทางราชการ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า ในปี 2535มีการเวนคืนที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2535 ทำการเวนคืนโดยจำเลย ขณะเวนคืนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 17497 เป็นกรรมสิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร โจทก์แถลงว่าประสงค์เรียกเงินค่าทดแทนที่ดินในราคาตารางวาละ 37,000 บาท จำเลยแถลงว่าที่ดินแนวเดียวกันและใกล้เคียงกับของโจทก์มีการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เจ้าของที่ดินไปในราคาตารางวาละ 37,000 บาท และคู่ความแถลงรับว่า เดิมในปี 2534 กรุงเทพมหานครทำการเวนคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์โดยกรุงเทพมหานครกำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเป็นเงินจำนวน 391,892 บาท เงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน70,000 บาท และต่อมาได้จ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์293,919 บาท จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 70,000 บาท ต่อมาในปี 2539 กรุงเทพมหานครได้เพิกถอนการเวนคืนที่ดินพิพาทของโจทก์โดยให้เหตุผลว่า สำคัญผิดว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในแนวเวนคืนของกรุงเทพมหานคร ภายหลังตรวจสอบแล้วมิได้อยู่ในแนวเวนคืนของกรุงเทพมหานคร จึงโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของโจทก์ดังเดิมคู่ความแถลงไม่ประสงค์สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 444,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 16 เมษายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 370,000 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าเดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 17497ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) จังหวัดพระนครเนื้อที่ 14 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงยานนาวา แขวงทุ่งวัดดอนและแขวงบางโคล่ เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2526 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงยานนาวา แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงบางโคล่ เขตยานนาวา กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2534 แต่ปลายปี 2530 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไทเขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตยานนาวา เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ และต่อมามีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางซื่อเขตจตุจักร เขตพญาไท เขตราชเทวี เขตห้วยขวาง เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตสาธร เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2535ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินที่ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเนื้อที่ 10 ตารางวา และกรุงเทพมหานครอนุญาตให้จำเลยใช้ที่ดินพิพาทนี้ต่อมาภายหลังความปรากฏว่าที่ดินพิพาทมิได้อยู่ในแนวเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงยานนาวา แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงบางโคล่ เขตยานนาวากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 กรุงเทพมหานคร จึงดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของโจทก์โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2539 อธิบดีกรมที่ดินได้สั่งเพิกถอนรายการจดทะเบียนการโอนเมื่อวันที่ 12กรกฎาคม 2534 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่ากรุงเทพมหานครดำเนินการทางธุรการผิดพลาด แจ้งกรมที่ดินให้เพิกถอนการจดทะเบียนของโฉนดเลขที่ 17497 และได้จดทะเบียนโอนเป็นชื่อของโจทก์กับพวกเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2539 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินตกเป็นของจำเลยแล้วตั้งแต่ปี 2535 ตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2535 การที่กรุงเทพมหานครโอนที่ดินให้แก่โจทก์โดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบเพื่อคัดค้านจึงตกเป็นโมฆะ อีกทั้งการฟ้องคดีนี้โจทก์ไม่ได้รับมอบอำนาจจากนายสมชาย สุวรรณพิไชยศรี และนางสาวสุณีย์ สุวรรณพิไชยศรี เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ และโจทก์ก็ไม่ได้อุทธรณ์และฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 อีกทั้งโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินจากกรุงเทพมหานครจำนวน 70,000 บาท ไปแล้วยังไม่ได้คืนให้กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงไม่ใช่ฝ่ายเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และเป็นการเรียกค่าทดแทนซ้ำซ้อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อความปรากฏว่าที่ดินพิพาทมิได้อยู่ในแนวเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงยานนาวา แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงบางโคล่ เขตยานนาวากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ดังนั้น การดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทโดยกรุงเทพมหานครจึงเป็นการกระทำไปโดยปราศจากอำนาจและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การที่กรุงเทพมหานครโอนที่ดินพิพาทกลับคืนให้โจทก์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2539 เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทถูกเวนคืนโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผู้ว่าการของจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน และตามบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องเวนคืนท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับนี้ยังคงมีชื่อโจทก์กับนายสมชายและนางสาวสุณีย์เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองอยู่ ทั้งโจทก์กับนายสมชายและนางสาวสุณีย์ได้มอบอำนาจให้ทนายโจทก์มีหนังสือ ขอให้จำเลยนำเงินค่าทดแทนที่ดินมาชำระให้แก่โจทก์กับนายสมชายและนางสาวสุณีย์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการให้มีการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ฝ่ายโจทก์ตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ฝ่ายโจทก์ย่อมไม่มีโอกาสที่จะดำเนินการอุทธรณ์หรือฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 ถือได้ว่าจำเลยกระทำการโต้แย้งสิทธิของฝ่ายโจทก์แล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ และการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืนคนหนึ่งยื่นฟ้องให้จำเลยรื้อถอนทางพิเศษในส่วนบริเวณที่ปลูกสร้างอยู่บนโฉนดเลขที่ 17497 หากไม่สามารถที่จะรื้อถอนได้ ก็ให้จำเลยชำระค่าทดแทนที่ดิน ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359โจทก์จึงไม่ต้องได้รับมอบอำนาจจากนายสมชายและนางสาวสุณีย์เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกับโจทก์เสียก่อน โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทจำนวน 70,000 บาท ไปจากกรุงเทพมหานครแล้ว และศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้คืนเงินค่าทดแทนแก่กรุงเทพมหานคร จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เนื่องจากศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงสองข้อคือ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และจำเลยจะต้องรับผิดจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยมิได้กำหนดประเด็นเรื่องที่โจทก์จะต้องคืนเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทที่รับมาแล้วแก่กรุงเทพมหานครหรือไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วย เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทจึงถือว่าจำเลยได้สละประเด็นข้อนี้แล้ว และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาเกินหรือนอกเหนือคำฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งปรากฏว่าในตอนพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้ระบุไว้ด้วย จึงเห็นสมควรระบุไว้ให้ชัดเจน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 21 ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พรชัย สุวรรณพิไชยศรี
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4441/2543
#91196
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อที่ดินพิพาทมิได้อยู่ในแนวเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลของกรุงเทพมหานคร การดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทโดยกรุงเทพมหานครจึงเป็นการกระทำไปโดยปราศจากอำนาจ การที่กรุงเทพมหานครโอนที่ดินพิพาทกลับคืนให้แก่โจทก์จึงเป็นการกระทำโดยชอบแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทดังกล่าวถูกเวนคืนโดย พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ฯ และตามบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องเวนคืนท้าย พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังคงมีชื่อโจทก์กับ ส. และ ณ. เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองอยู่ ซึ่งบุคคลทั้งสามมอบอำนาจให้ทนายโจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยนำเงินค่าทดแทนที่ดินมาชำระแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการให้มีการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและจ่ายเงินทดแทนที่ดินให้แก่ฝ่ายโจทก์ตามขั้นตอนของกฎหมาย ทำให้ฝ่ายโจทก์ไม่มีโอกาสที่จะดำเนินการอุทธรณ์หรือฟ้องเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของฝ่ายโจทก์แล้ว และการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมยื่นฟ้อง ให้จำเลยรื้อถอนทางพิเศษในส่วนที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท หากไม่สามารถที่จะรื้อถอนได้ ก็ให้จำเลยชำระค่าทดแทนที่ดิน ถือว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนทางพิเศษบนที่ดินของโจทก์ หากไม่สามารถรื้อถอนให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 444,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 16 เมษายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 370,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า เมื่อความปรากฏว่าที่ดินพิพาทมิได้อยู่ในแนวเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงยานนาวา แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงบางโคล่ เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ดังนั้น การดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาทโดยกรุงเทพมหานครจึงเป็นการกระทำไปโดยปราศจากอำนาจและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การที่กรุงเทพมหานครโอนที่ดินพิพาทกลับคืนให้โจทก์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2539 เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทถูกเวนคืนโดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่? พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผู้ว่าการของจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน และตามบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องเวนคืนท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับนี้ยังคงมีชื่อโจทก์กับนายสมชายและนางสาวสุณีย์เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองอยู่ ทั้งโจทก์กับนายสมชายและนางสาวสุณีย์ได้มอบอำนาจให้ทนายโจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยนำเงินค่าทดแทนที่ดินมาชำระให้แก่โจทก์กับนายสมชายและนางสาวสุณีย์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการให้มีการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ฝ่ายโจทก์ตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ฝ่ายโจทก์ย่อมไม่มีโอกาศที่จะดำเนินการอุทธรณ์หรือฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ถือได้ว่าจำเลยกระทำการโต้แย้งสิทธิของฝ่ายโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ และการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืนคนหนึ่งยื่นฟ้องให้จำเลยรื้อถอนทางพิเศษในส่วนบริเวณที่ปลูกสร้างอยู่บนโฉนดเลขที่ 17497 หากไม่สามารถที่จะรื้อถอนได้ ก็ให้จำเลยชำระค่าทดแทนที่ดิน ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 โจทก์จึงไม่ต้องได้รับมอบอำนาจจากนายสมชายและนางสาวสุณีย์ เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกับโจทก์เสียก่อน โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทจำนวน 70,000 บาท ไปจากกรุงเทพมหานครแล้ว และศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้คืนเงินค่าทดแทนแก่กรุงเทพมหานคร จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เนื่องจากศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงสองข้อคือ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และจำเลยจะต้องรับผิดจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยมิได้กำหนดประเด็นเรื่องที่โจทก์จะต้องคืนเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทที่รับมาแล้วแก่กรุงเทพมหานครหรือไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วย เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทจึงถือว่าจำเลยได้สละประเด็นข้อนี้แล้ว และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาเกินหรือนอกเหนือคำฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปรากฏว่าในตอนพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้ระบุไว้ด้วย จึงเห็นสมควรระบุไว้ให้ชัดเจน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 15 ม. 23
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคีณอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530
พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงยานนาวา แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงบางโคล่เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2531
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรชัย สุวรรณพิไชยศรี
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวินัย สร้อยพลอย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4439/2543
#36397
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 4 ได้นิยามคำว่า "จัดหางาน" หมายความว่า "ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางาน" เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันจัดหางาน โดยใช้คำที่กฎหมายให้ความหมายไว้โดยเฉพาะก็เท่ากับบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้ประกอบธุรกิจจัดหางานอันถือได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาจัดหางาน ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 30 วรรคหนึ่ง,82 แล้ว โดยมิต้องบรรยายว่าจำเลยเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพโดยทำธุรกิจด้วยการจัดหางานอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม 2541 เวลากลางวันถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2541 เวลากลางวันติดต่อกันจำเลยกับพวกอีก 1 คนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันจัดหางานให้แก่นายสมชัย เตียงไธสง ซึ่งเป็นคนหางานโดยเรียกเงินจากนายสมชัยเป็นเงิน 200,000 บาท เพื่อจัดหางานให้นายสมชัยไปทำงานที่ประเทศอังกฤษ โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1619/2542ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1619/2542(ต่อมาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1778/2542) ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง,82 ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก1 ปี 6 เดือน นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1778/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบอันจะเป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ได้นิยามคำว่า "จัดหางาน"หมายความว่า "ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางาน" เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันจัดหางาน โดยใช้คำที่กฎหมายให้ความหมายไว้โดยเฉพาะ ก็เท่ากับบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้ประกอบธุรกิจจัดหางาน อันถือได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาจัดหางานครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แล้ว โดยมิต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพโดยทำธุรกิจด้วยการจัดหางานโดยตรงอีก ฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 4 ม. 30 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นาง กอบแก้ว จันทร์เพ็ญมงคล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4439/2543
#39880
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ได้นิยามคำว่า "จัดหางาน" หมายความว่า"ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางาน" เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันจัดหางานโดยใช้คำที่กฎหมายให้ความหมายไว้โดยเฉพาะ ก็เท่ากับบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้ประกอบธุรกิจจัดหางาน อันถือได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาจัดหางาน ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 30 วรรคหนึ่ง,82 แล้ว โดยมิต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพโดยทำธุรกิจด้วยการจัดหางานโดยตรงอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม 2541 เวลากลางวันถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2541 เวลากลางวันติดต่อกัน จำเลยกับพวกอีก1 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันจัดหางานให้แก่นายสมชัยเตียงไธสง ซึ่งเป็นคนหางานโดยเรียกเงินจากนายสมชัยเป็นเงิน200,000 บาท เพื่อจัดหางานให้นายสมชัยไปทำงานที่ประเทศอังกฤษโดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1619/2542 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 30, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1619/2542 (ต่อมาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1778/2542) ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง,82 ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1778/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกามีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบอันจะเป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่นั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ได้นิยามคำว่า "จัดหางาน" หมายความว่า "ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางาน"เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันจัดหางานโดยใช้คำที่กฎหมายให้ความหมายไว้โดยเฉพาะ ก็เท่ากับบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้ประกอบธุรกิจจัดหางาน อันถือได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาจัดหางานครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82แล้ว โดยมิต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพโดยทำธุรกิจด้วยการจัดหางานโดยตรงอีก ฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 4 ม. 30 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นาง กอบแก้ว จันทร์เพ็ญมงคล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4439/2543
#66157
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 4 ได้นิยามคำว่า "จัดหางาน" หมายความว่า "ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางาน..." เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันจัดหางานโดยใช้คำที่กฎหมายให้ความหมายไว้โดยเฉพาะ ก็เท่ากับบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้ประกอบธุรกิจจัดหางาน อันถือได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาจัดหางาน ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30วรรคหนึ่ง, 82 แล้ว โดยมิต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพโดยทำธุรกิจด้วยการจัดหางานโดยตรงอีก

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 4 ม. 30 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นางกอบแก้ว จันทร์เพ็ญมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายวิกรม ดีเสมอ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายพันวะสา บัวทอง
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา