คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4562/2543
#66163
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 901,635 บาทเพียงสถานเดียวและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลดโทษปรับให้จำเลยตาม ป.อ.มาตรา 78 กึ่งหนึ่งเฉพาะค่าปรับบุหรี่ซิกาแรตในจำนวนที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยมีไว้เพื่อขายโดยมิได้ปิดแสตมป์ตามกฎหมายเป็นการลดโทษที่ไม่ชอบ ควรจะลดโทษให้กึ่งหนึ่งของค่าปรับทั้งหมด ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจของศาลว่าสมควรลดโทษให้จำเลยเพียงใด เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

การยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับและการกักขังแทนค่าปรับตาม ป.อ.มาตรา 29, 30 เป็นวิธีที่จะกระทำเพื่อเป็นการชดใช้ค่าปรับเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล มิใช่เป็นมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด โจทก์จึงไม่จำต้องกล่าวในคำฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 158

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายภัทรชัย อาภากาศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายปัญญา ช่อมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ — นายสมชาติ ธัญญาวินิจกุล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4553/2543
#34979
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตที่ราชพัสดุซึ่งมีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงออกไว้ตั้งแต่ปี 2480 จ. ผู้แจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทแจ้งต่อนายอำเภอว่าได้ที่ดินนี้มาโดยปกครองตั้งแต่ปี 2482 ซึ่งแม้ฟังเป็นจริงก็เป็นเวลาภายหลังจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวแล้ว ดังนั้น จ. จึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อต่อจากส. ผู้ซื้อที่ดินจาก จ. แม้จะครอบครองนานเพียงใดก็หาทำให้เกิดสิทธิครอบครองแต่อย่างใดไม่ เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เชื่อได้ว่ามีการครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนจะมีประกาศหวงห้ามที่ดิน จึงต้องฟังว่าจำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และมีหน้าที่ดูแลรักษาที่ราชพัสดุของรัฐบาลทั้วราชอาณาจักร รวมทั้งที่ราชพัสดุแปลงสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่า ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองจันทบุรีและอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งที่ราชพัสดุแปลงนี้เมื่อปี 2458 สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลจันทบุรีได้มีคำสั่งและประกาศหวงห้ามไว้เพื่อใช้เป็นสนามยิงปืนของกรมทหารพรานในกองพลทหารบกที่ 9 กรมบัญชาการกองพลที่ 9 กระทรวงกลาโหม ทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้แล้วบางส่วนซึ่งส่วนหนึ่งได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 106/2580 ที่ดินส่วนนี้เดิมร้อยโทเจริญ สังขรุจน์ ได้แจ้งขอออก ส.ค.1 และทางราชการได้ออก ส.ค.1 ให้ร้อยโทเจริญโดยผิดหลงและสำคัญผิดต่อมาร้อยโทเจริญได้ขายที่ดินดังกล่าวให้นายสวัสดิ์ สิทธิบุศย์ และจำเลยได้ซื้อและรับโอนสิทธิในที่ดินดังกล่าวจากนายสวัสดิ์ จำเลยได้นำส.ค.1 ไปขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดจันทบุรี เจ้าพนักงานที่ดินได้แจ้งให้โจทก์ไประวังแนวเขต แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ โจทก์จึงคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินได้เรียกคู่กรณีไปเปรียบเทียบ แต่ตกลงกันไม่ได้เจ้าพนักงานที่ดินเห็นว่าจำเลยมีสิทธิดีกว่าโจทก์ จึงมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ดินดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุ ไม่สามารถจะโอนให้แก่กันได้ตามกฎหมายและไม่สามารถอ้างอายุความขึ้นต่อสู้ได้ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งสงวนไว้และใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะและอยู่ในความครอบครองดูแลของโจทก์ ห้ามจำเลยคัดค้านการออกหนังสือสำคัญ ให้จำเลยและบริวารเลิกเกี่ยวข้องและให้ออกไปจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตที่ราชพัสดุแปลงสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่าและไม่ใช่ที่ราชพัสดุ ที่ดินพิพาทนี้จำเลยซื้อจากผู้มีชื่อใน ส.ค.1 โดยมีค่าตอบแทนและได้ครอบครองมาโดยสุจริตหลายสิบปี ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุซึ่งสงวนไว้และใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะและอยู่ในความครอบครองดูแลของโจทก์ ห้ามจำเลยคัดค้านการออกหนังสือสำคัญ และให้จำเลยกับบริวารเลิกเกี่ยวข้องและออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อเดียวว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุแปลงสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่าหรือไม่ ได้ความว่า ที่ราชพัสดุแปลงสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่านั้น ได้มีการประกาศเป็นที่หวงห้ามเพื่อใช้เป็นสนามยิงปืนตั้งแต่ปี 2458 เป็นเนื้อที่ 4,375 ไร่อยู่ในเขตพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอเมืองจันทบุรีและอำเภอท่าใหม่ เฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองจันทบุรีมีอาณาเขตอยู่ใน 2 ตำบล ตำบลหนึ่งได้แก่ตำบลท่าช้างซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในปี 2480 ได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้ที่ราชพัสดุในตำบลนี้ไปแล้ว 6 แปลง ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 102/2480 ถึง 107/2480 โจทก์มีนายโกมล ประสงค์ธรรมเป็นพยานเบิกความว่าพยานเคยรับราชการอยู่ที่สำนักงานราชพัสดุจังหวัดจันทบุรี เป็นผู้รวบรวมหลักฐานส่งพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในที่ราชพัสดุแปลงที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 106/2480 บริเวณที่ขีดเส้นรอบด้วยหมึกสีเหลือง แนวที่ทหารใช้ฝึกยิงปืนเป็นเนินดินอยู่บริเวณหน้าโค้งวัดสนามเป้า ห่างจากถนนรักศักดิ์มูลปัจจุบันประมาณครึ่งกิโลเมตรที่ดินพิพาทตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเนินดิน ห่างจากเนินดินประมาณ 2 ถึง 3 กิโลเมตร และมีนายยุทธศักดิ์ เนียมฤทธิ์นายช่างสำรวจสำนักงานราชพัสดุจังหวัดจันทบุรีเป็นพยานเบิกความว่าในช่วงปี 2530 ได้มีการออกไปรังวัดที่ราชพัสดุแปลงสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่าโดยพยานร่วมตรวจสอบชี้เขตที่ดินพบหลักเขตเป็นหลักหินสี่เหลี่ยม มีตัวอักษร ท.บ. แสดงว่าเป็นหลักเขตของที่ดินทหารอยู่ติดถนนพระยาตรัง2 หลัก ติดถนนรักศักดิ์มูล 1 หลักอยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้านศิริการและพบอีก 1 หลักอยู่ใกล้ทางเข้าหมู่บ้านสามัคคีโฮม ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโค้งวัดสนามเป้าตรวจสอบรังวัดเนื้อที่ได้ 4,000 ไร่เศษที่ดินพิพาทอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเนินดินที่ใช้ยิงปืนอยู่ด้านในบริเวณหลักเขตทหารที่พบซึ่งอยู่ในบริเวณเนื้อที่ 4,000 ไร่เศษที่รังวัดได้ ห่างจากเนินดินประมาณ 2,500 เมตร และอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 106/2480 นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสิน สิริไสยาสน์ อดีตสรรพากรอำเภอเมืองจังหวัดจันทบุรีซึ่งเป็นชาวจังหวัดจันทบุรีเป็นพยานเบิกความว่าพยานเคยเดินกลับบ้านที่อำเภอท่าใหม่สมัยยังเป็นนักเรียนโดยใช้เส้นทางที่ผ่านไปทางสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่า บริเวณสนามยิงปืนมีมูลดินกองอยู่ ทราบว่าเป็นที่ใช้ฝึกยิงปืน จุดดังกล่าวอยู่หลังโค้งวัดสนามเป้าในปัจจุบัน ระหว่างพยานรับราชการตำแหน่งสรรพากรอำเภอเมืองจันทบุรี กระทรวงการคลังเคยมอบหมายให้พยานเป็นผู้ดูแลสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่าแทนกรมธนารักษ์ พยานรู้จักที่ดินพิพาท ตั้งอยู่หลังวัดเขาแก้ว ห่างจากบริเวณหลังโค้งวัดสนามเป้า ซึ่งทหารฝึกยิงปืนเป็นทางตรงประมาณ 4 กิโลเมตรและนายสินยังเบิกความตอบคำถามค้านว่า กรมธนารักษ์เคยมีกรณีพิพาทกับราษฎรที่บุกรุกเข้าไปปลูกบ้านอาศัยในสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่าและถึงกับฟ้องศาล เท่าที่ทราบคือรายของร้อยโทเจริญ สังขรุจน์ ศาลฎีกาพิพากษาให้ร้อยโทเจริญออกโฉนดที่ดินได้ภายหลังร้อยโทเจริญขายให้จำเลย พยานเข้าใจว่าเป็นที่ดินพิพาทนี้เอง เห็นว่า เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้นายสินพยานโจทก์คงจะเบิกความคลาดเคลื่อนไปเพราะจากหลักฐานที่ปรากฏ ที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินแปลงที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ร้อยโทเจริญออกโฉนดที่ดินได้ แม้แต่จำเลยก็ยังเบิกความว่าเป็นที่ดินคนละแปลงกัน ที่ดินที่นายสินเบิกความว่าอยู่ห่างจากบริเวณหลังโค้งวัดสนามเป้าซึ่งทหารฝึกยิงปืนเป็นทางตรงประมาณ 4 กิโลเมตร น่าจะเป็นที่ดินแปลงที่ศาลฎีกาพิพากษา ส่วนที่ดินพิพาทนั้นอยู่ห่างจากเนินดินที่ทหารใช้ฝึกยิงปืนขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 2,000 เมตรถึง 2,500 เมตร ตามที่นายโกมลและนายยุทธศักดิ์พยานโจทก์เบิกความซึ่งถ้าดูจากแผนที่สำหรับยิงเป้า พ.ศ. 2461 ที่ดินพิพาทก็น่าจะอยู่ในบริเวณที่ใช้เป็นสนามยิงปืนซึ่งมีความกว้างประมาณ 1,400 เมตร และกำหนดระยะทางกระสุนผ่านขึ้นไปทางทิศเหนือไว้ 3,000 เมตร ซึ่งโจทก์นำสืบว่า ต่อมามีการขยายออกไปถึง 4,000 เมตร นอกจากนี้โจทก์ยังมีพยานอีกหลายปากซึ่งถ้าพิจารณาจากถ้อยคำพยานโจทก์ทั้งหมดประกอบกับแผนที่ที่ตั้งของสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่าที่ทำไว้ตั้งแต่เริ่มประกาศเป็นที่หวงห้ามจนถึงปัจจุบันแล้วก็พอจะเข้าใจและเห็นสภาพที่ดินที่สงวนไว้เป็นสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่าว่ามีอาณาเขตแน่นอน มิใช่ว่าพยานโจทก์ไม่ทราบแน่ชัดว่าสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่ามีอาณาเขตที่แน่นอนเป็นอย่างไรดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัย โดยเฉพาะที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 106/2480 ที่โจทก์นำสืบว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตนั้น มีน้ำหนักให้รับฟังได้เพราะโจทก์มีใบนำในการสำรวจออกหมายเขตที่ดินแสดงอาณาเขตความกว้างยาวของที่ดินรวมจำนวนประมาณ 706 ไร่ 3 งาน ว่ามีทิศไหนจดอะไร มีแผนที่ระวางชัดเจน มาตราส่วน 1 : 8000 แสดงเส้นทางสาธารณประโยชน์ที่รายล้อมอยู่ และเลขที่ของหมุดหลักเขตที่ปักไว้ ณ มุมต่าง ๆ ที่นายโกมลและนายยุทธศักดิ์พยานโจทก์เบิกความว่าตรวจสอบแล้วที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตที่ราชพัสดุแปลงที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 106/2480 จึงไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ทั้งจำเลยเองก็เบิกความตอบคำถามค้านรับว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยจำเลยอ้างว่าทราบตอนที่จำเลยยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตที่ราชพัสดุแปลงสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่า ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 106/2480 ออกไว้ตั้งแต่ปี 2480 นอกจากนี้ปรากฏจาก ส.ค.1 ว่าร้อยโทเจริญผู้แจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทแจ้งต่อนายอำเภอเมืองจันทบุรีว่าได้ที่ดินนี้มาโดยปกครองตั้งแต่ปี 2482 ซึ่งแม้ฟังเป็นจริงก็เป็นเวลาภายหลังจากออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 106/2480 แล้ว ดังนั้น ร้อยโทเจริญจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อต่อจากนายสวัสดิ์ สิทธิบุศย์ ผู้ซื้อที่ดินจากร้อยโทเจริญ แม้จะครอบครองนานเพียงใดก็หาทำให้เกิดสิทธิครอบครองแต่อย่างใดไม่ ที่จำเลยให้ถ้อยคำไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดจันทบุรีในการสอบสวนเปรียบเทียบเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2535 ว่า เหตุที่ซื้อที่ดินพิพาทเนื่องจากตรวจสอบแล้วทราบว่าเจ้าของเดิมได้ที่ดินแปลงนี้และครอบครองมาก่อนโดยปลูกบ้านพักอาศัย 1 หลัง ปลูกสร้างมาประมาณ 60 ปีเศษ นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ และขัดกับที่ร้อยโทเจริญผู้แจ้งการครอบครองที่ดินได้แจ้งไว้แต่เดิม เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เชื่อได้ว่า มีการครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2458 ก่อนที่จะมีประกาศหวงห้ามที่ดิน จึงต้องฟังว่าจำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1306 ม. 1367
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — นาง ประภารัตน์ รักษ์ศรีทอง
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
กนก พรรณรักษา
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4541/2543
#34978
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 รับธนบัตรจากสายลับที่มาล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนแล้วติดต่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 5 เม็ดมายังหอพักที่เกิดเหตุ โดยเดินทางมาถึงพร้อมกัน พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนแก่สายลับโดย จำเลยที่ 2 ตกลงขายและรับเงิน แล้วติดต่อให้จำเลยที่ 1 นำ เมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบแก่สายลับ เมื่อจำเลยทั้งสองมาถึงบริเวณหน้าหอพัก เจ้าพนักงานตำรวจเข้าแสดงตัวและจับกุม การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยทั้งสองกับสายลับจึงไม่สำเร็จบริบูรณ์ เป็นความผิดฐานพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลาง และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาต

การกระทำผิดฐานขายเมทแอมเฟตามีน เป็นความผิดร้ายแรงด้วยส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นต้นเหตุให้เกิดความเสื่อมโทรมของสังคม บ่อนทำลายสถาบันครอบครัวและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติเป็นภัยร้ายแรงที่แพร่ระบาดในหมู่เยาวชนที่อยู่ในวัยศึกษายากแก่การปราบปรามแก้ไข จำเลยทั้งสองเป็นนักศึกษา ย่อมรู้ถึงพิษภัยร้ายแรงดังกล่าว แต่กลับร่วมกระทำผิดในลักษณะที่ช่วยให้เมทแอมเฟตามีนแพร่กระจายเข้าไปในกลุ่มนักศึกษาและหอพักนักศึกษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จึงไม่มีเหตุอันควรแก่การปรานี ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89, 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันขายวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 มีอายุไม่เกิน 17 ปี ส่วนจำเลยที่ 2มีอายุไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 และ 76 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสอง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 20 เดือน คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการปราบปรามผู้กระทำผิดฐานขายเมทแอมเฟตามีนไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์จะแกล้งจับกุมจำเลยทั้งสองโดยไม่มีมูลความผิดจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าได้มีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนจำนวน5 เม็ดจริง แต่ปฏิเสธว่ามิได้มีไว้เพื่อขายในขณะที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่าธนบัตรของกลางจำนวน 200 บาท จำเลยที่ 2 รับไว้เพื่อนำไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ขาย จึงเจือสมรับกับข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ทั้งนำชี้สถานที่ที่รับมอบธนบัตรของกลางให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน แสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับสารภาพและให้ความจริงต่อเจ้าพนักงานตำรวจด้วยความสมัครใจด้วยจำนนต่อหลักฐานที่ปรากฏจากการตรวจค้น แม้จำเลยทั้งสองจะให้ปากคำในชั้นสอบสวนผิดแปลกไปก็เพราะมีเวลาคิดหาข้อแก้ตัวได้จึงไม่อาจลบล้างคำรับสารภาพที่กระทำด้วยความสมัครใจในเบื้องต้นได้เมื่อจำเลยที่ 2 รับธนบัตรของกลางจากสายลับที่มาล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนแล้วติดต่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 5 เม็ดมายังหอพักที่เกิดเหตุ โดยเดินทางมาถึงพร้อมกัน พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่สายลับโดยจำเลยที่ 2 ตกลงขายเมทแอมเฟตามีนและรับเงินจำนวน 200 บาทที่สายลับนำมาล่อซื้อเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วติดต่อให้จำเลยที่ 1นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบแก่สายลับ แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยทั้งสองกับสายลับจึงไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเพียงความผิดฐานพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 5 เม็ดและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาตเท่านั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่รับอนุญาตและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาตนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุอันควรลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาและรอการลงโทษให้หรือไม่ เห็นว่า การกระทำผิดฐานขายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดร้ายแรงด้วยส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นต้นเหตุให้เกิดความเสื่อมโทรมของสังคม บ่อนทำลายสถาบันครอบครัวและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ เป็นภัยร้ายแรงที่แพร่ระบาดในหมู่เยาวชนที่อยู่ในวัยศึกษายากแก่การปราบปรามแก้ไข จำเลยทั้งสองเป็นนักศึกษาย่อมรู้ถึงพิษภัยร้ายแรงดังกล่าว แต่กลับร่วมกระทำผิดในลักษณะที่ช่วยให้เมทแอมเฟตามีนแพร่กระจายเข้าไปในกลุ่มนักศึกษาและหอพักนักศึกษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จึงไม่มีเหตุอันควรแก่การปรานีที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษและลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษเหมาะสมแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานพยายามขายวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และฐานมีวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89, 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามขายวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุไม่เกิน 17 ปี จำเลยที่ 2 อายุไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 และ 76ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 8 เดือน คำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 13 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ ม. 62 ม. 89 ม. 106
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ประวัติ พงษ์สุวิเชษศักดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4541/2543
#91202
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 รับเงินของกลางจากสายลับที่มาล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน แล้วติดต่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 5 เม็ดมายังหอพักที่เกิดเหตุ โดยเดินทางมาถึงพร้อมกัน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนแก่สายลับ แต่การที่จำเลยที่ 2 ตกลงขายเมทแอมเฟตามีนและรับเงินจำนวน 200 บาท ที่สายลับนำมาล่อซื้อเก็บไว้ แล้วติดต่อให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบแก่สายลับ และถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อนที่จะมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกัน การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยทั้งสองจึงไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายามขายเมทแอมเฟตามีนและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔, ๖, ๑๓ ทวิ, ๖๒, ๘๙, ๑๐๖ คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๘๐๓/๒๕๓๙ และนับโทษจำเลยที่ ๒ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๘๐๔/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๘๙, ๖๒ วรรคหนึ่ง, ๑๐๖ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันขายวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ขณะกระทำผิดจำเลยที่ ๑ มีอายุไม่เกิน ๑๗ ปี ส่วนจำเลยที่ ๒ มีอายุไม่เกิน ๒๐ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ และ ๗๖ ลงโทษจำเลยคนละ ๒ ปี ๖ เดือน คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสอง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๒๐ เดือน คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๘๐๓/๒๕๓๙ กับนับโทษจำเลยที่ ๒ ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๘๐๔/๒๕๓๙ นั้น ไม่ปรากฏว่า ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ รับธนบัตรของกลางจากสายลับที่มาล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน แล้วติดต่อให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำนวน ๕ เม็ด มายังหอพักที่เกิดเหตุ โดยเดินทางมาถึงพร้อมกัน พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่สายลับ โดยจำเลยที่ ๒ ตกลงขายเมทแอมเฟตามีนและรับเงินจำนวน ๒๐๐ บาท ที่สายลับนำมาล่อซื้อเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วติดต่อให้จำเลยที่ ๑ นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบแก่สายลับ แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยทั้งสองกับสายลับจึงไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเพียงความผิดฐานพยายามขายเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน ๕ เม็ด และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาตเท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานพยายามขายวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และฐานมีวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๘๙, ๖๒ วรรคหนึ่ง, ๑๐๖ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๓ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามขายวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ขณะกระทำผิดจำเลยที่ ๑ อายุไม่เกิน ๑๗ ปี จำเลยที่ ๒ อายุไม่เกิน ๒๐ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ และ ๗๖ ลงโทษจำคุกคนละ ๑ ปี ๘ เดือน คำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๑๓ เดือน ๑๐ วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 89 ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 106 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายประวัติ พงษ์สุวิเชษศักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายสุธี ปิ่นนิกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายกฤษณ์ ผือโย
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537 -ที่ 4540/2543
#37378
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมในวันเวลาเดียวกันหรือคราวเดียว โดยแบ่ง สินค้าแยกวางเสนอจำหน่ายในสถานที่ต่างกันนั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 5 มีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าจำนวนดังกล่าว ในคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกวางจำหน่ายในสถานที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 5 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีสินค้าของกลางไว้เพื่อจำหน่าย ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางได้ตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 115 โดยไม่ต้องคำนึงว่าสินค้าของกลาง เป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือเป็นสินค้าที่ผลิตใน ราชอาณาจักร และไม่จำต้องปรับบทริบทรัพย์สินค้าของกลางตาม ประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นบททั่วไปอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องใจความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ากล่องโลหะสำหรับบรรจุเครื่องตัดวงจรไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายการค้า และ SQUARE D อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้นจำนวน 271 กล่อง จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ากล่องโลหะสำหรับบรรจุเครื่องตัดวงจรไฟฟ้าอันมีเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้นจำนวน 15 กล่อง จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ากล่องโลหะสำหรับบรรจุเครื่องตัดวงจรไฟฟ้า อันมีเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้นจำนวน 1 กล่อง และจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 7ร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ากล่องโลหะสำหรับบรรจุเครื่องตัดวงจรไฟฟ้าซึ่งมีเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้นจำนวน 19 กล่อง ทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งเจ็ดรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4,108, 110, 114, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลางทั้งหมดและนับโทษจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนติดต่อกัน

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษติดต่อกัน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 110, 114, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ฐานร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม โดยสำนวนแรกให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท สำนวนที่ 2 ให้ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท สำนวนที่ 3 ให้ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 5 คนละ 8,000 บาท และสำนวนที่ 4 ให้ปรับจำเลยที่ 2และที่ 5 คนละ 12,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือนและปรับ 130,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 5 เป็นปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลางทั้งหมด กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7

จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 สำนวนที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "สินค้าของกลางทั้งสี่สำนวนรวม 306 กล่อง นั้น ได้ความตามคำฟ้องและทางพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในวันเวลาเดียวกันหรือคราวเดียวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าจำนวนดังกล่าวในคราวเดียวกัน เพียงแต่จำเลยที่ 2 แบ่งสินค้านำไปวางเสนอจำหน่ายเพื่อหากำไรที่ร้านค้าของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5ซึ่งตั้งอยู่คนละสถานที่เท่านั้น แม้โจทก์จะแยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นสี่สำนวนเมื่อมีการรวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสี่สำนวนนี้เข้าด้วยกันเสมือนหนึ่งเป็นคดีเดียวกันจึงต้องถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนเป็นความผิดกรรมเดียวเท่านั้น นอกจากนี้การที่ห้างจำเลยที่ 5 ได้แยกวางเสนอจำหน่ายสินค้าของกลางที่สำนักงานใหญ่ 19 กล่อง และที่สำนักงานสาขา 1 กล่องในวันเวลาเดียวกัน ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 5 แยกเป็นความผิด2 กรรมตามที่โจทก์แยกฟ้องมาเป็น 2 สำนวนไม่ เพราะต้องถือว่าจำเลยที่ 5มีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าของกลางทั้ง 20 กล่องในคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกวางจำหน่ายในสถานที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียวเช่นเดียวกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 5 มาเป็นความผิดหลายกรรมตามรายสำนวน จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศนอกจากนี้ยังเห็นว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางปรับบทริบสินค้าของกลางตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 115 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 รวมกันมานั้น ก็ยังไม่ถูกต้องซึ่งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีสินค้าของกลางไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 115 โดยไม่ต้องคำนึงว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือเป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรและเมื่อพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางตามบทกฎหมายมาตรา 115 ดังกล่าวข้างต้นซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทริบทรัพย์สินค้าของกลางนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 และ 33 อันเป็นบททั่วไปอีก จึงสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 108 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยไม่ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 114 ส่วนสินค้าของกลางทั้งหมดให้ริบตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 115 การกระทำของจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนและการกระทำของจำเลยที่ 5 ทั้งสองสำนวนเป็นความผิดกรรมเดียวให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ปรับ 12,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ปรับ 66,666.66บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 8 เดือน และปรับ 66,666.66 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามเดิม จำเลยที่ 3 ให้ปรับ6,666.66 บาท และจำเลยที่ 5 ให้ปรับ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 90
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 115
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท เอ็ม แอล เทคนิคอล แอนด์ ซัพพลาย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537 -ที่ 4540/2543
#267464
เปิดฉบับเต็ม

คดีความผิดอันไม่อาจยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจทำการสอบสวนหรือดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายตามระเบียบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 ดังนั้น ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายมอบอำนาจช่วงโดยชอบหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ซึ่งพนักงานอัยการโจทก์มีคำสั่งและฟ้อง การสอบสวนตลอดจนอำนาจฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

ผู้เสียหายได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นรูปและคำคือ และเครื่องหมายการค้าเป็นคำว่า "SQUARE D" แยกต่างหากจากกัน ผู้เสียหายจึงมีสิทธิที่จะเลือกใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเครื่องหมายใดเครื่องหมายหนึ่งเพียงเครื่องหมายเดียวกับสินค้าของตน หรือจะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งสองเครื่องหมายประกอบกันกับสินค้าของตนก็ได้ การเสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายปลอม แม้จะเป็นการปลอมเพียงเครื่องหมายเดียวก็อาจเป็นความผิดตามฟ้องได้

มาตรา 114 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ใช้บังคับเมื่อกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเท่านั้น แต่ไม่ถึงขั้นเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนิติบุคคล เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นนิติบุคคล และลงโทษมาตรา 114 มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง

สินค้าของกลางทั้งสี่สำนวนจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในวันเวลาเดียวกันหรือคราวเดียว ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าจำนวนดังกล่าวในคราวเดียวกัน เพียงแต่จำเลยแบ่งสินค้านำไปวางเสนอจำหน่ายเพื่อหากำไรหลายสถานที่ แม้โจทก์จะแยกฟ้องจำเลยเป็นสี่สำนวน เมื่อมีการรวมพิจารณาจึงต้องถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว

การมีสินค้าของกลางไว้เพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางได้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 โดยไม่ต้องคำนึงว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือเป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร และเมื่อพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางตามมาตรา 115 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทริบทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 32 และ 33 อันเป็นบททั่วไปอีก

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 13/43 )

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนว่าจำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่ 2 ว่าจำเลยที่ 3 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่ 3 และที่ 4 ว่าจำเลยที่ 5 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 114, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลางทั้งหมดและนับโทษจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนติดต่อกัน

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษติดต่อกัน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 114, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ฐานร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม โดยสำนวนแรกให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท สำนวนที่ 2 ให้ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท สำนวนที่ 3 ให้ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 5 คนละ 8,000 บาท และสำนวนที่ 4 ให้ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 5 คนละ 12,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 130,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 5 เป็นปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลางทั้งหมด กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7

จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวน จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 สำนวนที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า นายรูฟเซล กรรมการบริษัทพิงค์ เคอร์ตั้น (ประเทศไทย) จำกัด แต่ผู้เดียว ไม่มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นางสาวปริญดาร้องทุกข์แทนบริษัทผู้เสียหาย ดังนั้นในการตรวจค้น จับกุมและสอบสวนคดีทั้งสี่สำนวนนี้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ความผิดคดีทั้งสี่สำนวนนี้เป็นความผิดที่ไม่อาจยอมความกันได้ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจทำการสอบสวนหรือดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายตามระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 ดังนั้น ไม่ว่านายรูฟเซลจะมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นางสาวปริญดาร้องทุกข์แทนผู้เสียหายให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 โดยชอบหรือไม่ก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้กระทบกระเทือนถึงอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้วเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการโจทก์ ซึ่งพนักงานอัยการโจทก์ก็ได้มีคำสั่งและฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ในฐานความผิดที่พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนไว้ การสอบสวนตลอดจนอำนาจฟ้องของโจทก์จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นรูปและคำคือ และเครื่องหมายการค้าเป็นคำว่า "SQUARE D" แยกต่างหากจากกัน ผู้เสียหายจึงมีสิทธิที่จะเลือกใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเครื่องหมายใดเครื่องหมายหนึ่งเพียงเครื่องหมายเดียวกับสินค้าของตนก็ได้ หรือจะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งสองเครื่องหมายประกอบกันกับสินค้าของตนก็ได้เช่นเดียวกัน การเสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายปลอม แม้จะเป็นการปลอมเพียงเครื่องหมายเดียวก็อาจเป็นความผิดตามฟ้องได้ ดังนั้น แม้ตามทางพิจารณาจะปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าที่ปิดอยู่บนตัวกล่องโลหะสำหรับบรรจุเครื่องตัดวงจรไฟฟ้าของกลางจะเป็นรูปและคำคือ เพียงเครื่องหมายเดียวโดยไม่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "SQUARE D" รวมอยู่ด้วยดังที่โจทก์บรรยายฟ้องก็ตาม แต่ถ้าหากเครื่องหมายการค้า ดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าปลอม และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ได้เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าดังกล่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหาย ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ตามบทกฎหมายที่โจทก์อ้างมาในคำขอท้ายฟ้องและริบสินค้าของกลางได้

มาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ใช้บังคับเมื่อกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเท่านั้น แต่ไม่ถึงขั้นเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนิติบุคคล เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นนิติบุคคล และลงโทษตามมาตรา 114 มาด้วยจึงไม่ถูกต้อง

สินค้าของกลางทั้งสี่สำนวนจำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในวันเวลาเดียวกันหรือคราวเดียว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าจำนวนดังกล่าวในคราวเดียวกัน เพียงแต่จำเลยที่ 2 แบ่งสินค้านำไปวางเสนอจำหน่ายเพื่อหากำไรที่ร้านค้าของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งตั้งอยู่คนละสถานที่ แม้โจทก์จะแยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นสี่สำนวน เมื่อมีการรวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสี่สำนวนนี้เข้าด้วยกันเสมือนหนึ่งเป็นคดีเดียวกัน จึงต้องถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนเป็นความผิดกรรมเดียวเท่านั้น นอกจากนี้การที่ห้างจำเลยที่ 5 ได้แยกวางเสนอจำหน่ายสินค้าของกลางที่สำนักงานใหญ่และที่สำนักงานสาขาในวันเวลาเดียวกัน ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 5 แยกเป็นความผิด 2 กรรม เพราะต้องถือว่าจำเลยที่ 5 มีเจตนาเดียวที่จะเสนอจำหน่ายสินค้าของกลางในคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกวางจำหน่ายในสถานที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียวเช่นเดียวกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 5 มาเป็นความผิดหลายกรรมตามรายสำนวนจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีสินค้าของกลางไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 โดยไม่ต้องคำนึงว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือเป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร และเมื่อพิพากษาให้ริบสินค้าของกลางตามบทกฎหมาย มาตรา 115 ดังกล่าวข้างต้นซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทริบทรัพย์สินค้าของกลางนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 อันเป็นบททั่วไปอีก จึงสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องด้วย และปัญหาทั้งหมดดังกล่าวมานั้นเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 108 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยไม่ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 114 ส่วนสินค้าของกลางทั้งหมดให้ริบตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 การกระทำของจำเลยที่ 2 ทั้งสี่สำนวนและการกระทำของจำเลยที่ 5 ทั้งสองสำนวนเป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ปรับ 12,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ปรับ 66,666.66 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 8 เดือน และปรับ 66,666.66 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามเดิม จำเลยที่ 3 ให้ปรับ 6,666.66 บาท และจำเลยที่ 5 ให้ปรับ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 121
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44 ม. 114 ม. 115
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
บริษัทเอ็ม แอล เทคนิคอล แอนด์ ซัพพลาย
จำเลย — จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4536/2543
#34179
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ดำเนินการจับกุมและตรวจค้นคือร้อยตำรวจเอก ศ. ซึ่งสืบทราบ และวางแผนจับกุมจำเลย โดยไปซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลยในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ขับรถบรรทุก จากการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน2 เม็ด อยู่ใต้กล่องยากันยุงบนชั้นวางของใกล้กับที่นั่งของจำเลย กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในห้องพักอันเป็น ที่รโหฐานนั้น ประกอบมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากไม่ดำเนินการทันที ยาเสพติดอาจถูกโยกย้าย เมื่อแสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้จำเลยดูแล้ว ร้อยตำรวจเอก ศ. จึงมีอำนาจตรวจค้นเคหสถาน และจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ หรือหมายค้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติดฯ มาตรา 14 กรณีจึงไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุที่ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(1)-(5)หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจค้นร้านอาหารโกแดงเมืองตรังของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมันดอนกลางออยล์ พบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด บรรจุอยู่ในหลอดกาแฟปิดหัวท้ายซุกซ่อนอยู่ใต้กล่องยากันยุงบนชั้นวางของใกล้กับที่จำเลยนั่ง และตรวจค้นห้องพักของจำเลยพบหลอดกาแฟสีขาวที่ยังไม่ได้ตัด 12 หลอด หลอดกาแฟที่ตัดเป็นท่อน ๆ แล้ว 13 ท่อน เทียนไขใช้แล้ว 1 เล่ม และธนบัตรจำนวน 26,000 บาทเศษ จึงยึดไว้เป็นของกลาง จำเลยรับว่าของกลางดังกล่าวเป็นของจำเลยจริง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกศรายุทธ คงทอง และสิบตำรวจตรีโดม ฤทธิเดช เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า ก่อนทำการจับกุมประมาณ 1 เดือน ได้สืบทราบมาก่อนว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามรายงานข่าวสาร วันเกิดเหตุได้วางแผนจับกุม โดยไปซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลยห่างจากร้านจำเลยประมาณ 30 เมตร เห็นรถบรรทุกสิบล้อประมาณ 3 ถึง 4 คัน ขับมาจอดที่หน้าร้านจำเลยโดยไม่ได้เติมน้ำมันแล้วคนขับรถบรรทุกสิบล้อเข้าไปส่งธนบัตรให้จำเลยแล้วจำเลยเอี้ยวตัวไปหยิบสิ่งของจากชั้นวางของด้านหลังส่งให้ เชื่อว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้คนขับรถบรรทุกสิบล้อจึงเข้าไปแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และร้อยตำรวจเอกศรายุทธได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ขอตรวจค้นและพบของกลางดังกล่าวฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลย นางเฉลียว ทองใบ ภรรยาของจำเลยและนางหม่อน ศิริพรรณ ลูกจ้างของจำเลยเบิกความว่าเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ของกลาง จำเลยมีไว้เพื่อเสพแก้ง่วงนอน หลอดกาแฟที่ยังไม่ได้ตัดไว้ใช้สำหรับดื่มเครื่องดื่ม หลอดกาแฟที่ตัดแล้วเป็นหลอดกาแฟที่ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีน จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วทิ้งไว้ เทียนไขใช้จุดเมื่อไฟฟ้าดับ ส่วนธนบัตรจำเลยได้มาจากการขายอาหารและเก็บไว้เป็นค่าเช่าร้านและค่าจ้างลูกจ้าง เห็นว่าจำเลยเบิกความรับว่าร้อยตำรวจเอกศรายุทธกับพวกได้ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่ชั้นวางของ หลังจากนั้นจึงได้ไปค้นห้องพักของจำเลย จึงน่าเชื่อว่าร้อยตำรวจเอกศรายุทธและสิบตำรวจตรีโดมเห็นจำเลยหยิบสิ่งของจากชั้นวางของส่งให้คนขับรถบรรทุกสิบล้อ 3 ถึง 4 คนจริง จึงได้ทำการตรวจค้นที่ชั้นวางของเป็นจุดแรก ส่วนหลอดกาแฟจำนวน 12 หลอด และหลอดกาแฟที่ตัดเป็นท่อน ๆ แล้ว 13 ท่อน ที่พบในห้องพักของจำเลยก็เป็นชนิดและสีเดียวกันกับหลอดที่ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนที่พบบนชั้นวางของ ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะทิ้งหลอดที่ใช้แล้วไว้ในห้องพัก ก่อนทำการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้เฝ้าดูพฤติการณ์ของจำเลยมาก่อนและพบว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริงตามรายงานข่าวสาร โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานดังกล่าวมีสาเหตุโกรธเคืองอย่างใดกับจำเลย พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุผลเพียงพอฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้องที่จำเลยฎีกาว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับและค้นห้องพักของจำเลยในยามวิกาลโดยไม่มีหมายจับและหมายค้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิฎีกา และเห็นว่า ในการจับกุมและตรวจค้นดังกล่าว มีร้อยตำรวจเอกศรายุทธเป็นผู้ดำเนินการหลังจากค้นพบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด อยู่ใต้กล่องยากันยุงบนชั้นวางของใกล้กับที่นั่งของจำเลย กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในห้องพักอันเป็นที่รโหฐานนั้น ประกอบมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากไม่ดำเนินการทันที ยาเสพติดอาจถูกโยกย้าย เมื่อร้อยตำรวจเอกศรายุทธได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้จำเลยดูแล้วร้อยตำรวจเอกศรายุทธจึงมีอำนาจตรวจค้นเคหสถานและจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในเวลากลางคืนหลังจากพระอาทิตย์ตกดินได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 มาตรา 14 ทั้งจำเลยก็ยินยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นแต่โดยดี การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจชอบด้วยกฎหมาย สิ่งของที่ค้นได้จึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้ กรณีจึงไม่ต้องพิจารณาว่า มีเหตุที่ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(1)-(5) ตามที่จำเลยฎีกาหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 92
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นาย แดง ทองใบ
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4536/2543
#39883
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับและค้นห้องพักของจำเลยในยามวิกาลโดยไม่มีหมายจับและหมายค้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิฎีกา

เจ้าพนักงานตำรวจได้สืบทราบมาก่อนว่า จำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน วันเกิดเหตุ (1 พฤษภาคม 2540)ร้อยตำรวจเอก ศ. กับพวก ได้วางแผนจับกุมโดยไปซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลย เห็นรถบรรทุกสิบล้อประมาณ 3 ถึง 4 คัน ขับมาจอดที่หน้าร้านจำเลยโดยไม่ได้เติมน้ำมันแล้วคนขับรถบรรทุกสิบล้อเข้าไปส่งธนบัตรให้จำเลย จำเลยเอี้ยวตัวไปหยิบสิ่งของจากชั้นวางของด้านหลังส่งให้เชื่อว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้คนขับรถบรรทุกสิบล้อ ร้อยตำรวจเอก ศ. จึงเข้าไปแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานป.ป.ส. ขอตรวจค้นที่ชั้นวางของเป็นจุดแรก พบเมทแอมเฟตามีน2 เม็ด อยู่ใต้กล่องยากันยุงบนชั้นวางของใกล้กับที่นั่งของจำเลยกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในห้องพักอันเป็นที่รโหฐาน ประกอบมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากไม่ดำเนินการทันทียาเสพติดอาจถูกโยกย้าย ร้อยตำรวจเอก ศ. จึงมีอำนาจตรวจค้นเคหสถานและจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในเวลากลางคืนหลังจากพระอาทิตย์ตกดินได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติดพ.ศ. 2519 มาตรา 14 ทั้งจำเลยก็ยินยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นแต่โดยดีสิ่งของที่ค้นได้ทั้งหมดรวมทั้งที่ค้นได้จากในห้องพักของจำเลยจึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้ กรณีไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุที่ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(1) ถึง (5)หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 เม็ด น้ำหนัก 0.14 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายและยึดได้หลอดกาแฟ 12 หลอด หลอดกาแฟตัดเป็นท่อนรวม13 ท่อน เทียนไข 1 เล่ม อันเป็นทรัพย์ที่จำเลยมีไว้ใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลาง เมทแอมเฟตามีนของกลางหมดไปในการตรวจวิเคราะห์ ส่วนของกลางอื่นเจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33และริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งกันฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านอาหารโกแดงเมืองตรังของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมันดอนกลางออยล์ พบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ดบรรจุอยู่ในหลอดกาแฟปิดหัวท้ายซุกซ่อนอยู่ใต้กล่องยากันยุงบนชั้นวางของใกล้กับที่จำเลยนั่งและตรวจค้นห้องพักของจำเลยพบหลอดกาแฟสีขาวที่ยังไม่ได้ตัด 12 หลอด หลอดกาแฟที่ตัดเป็นท่อน ๆ แล้ว 13 ท่อน เทียนไขใช้แล้ว 1 เล่ม และธนบัตรจำนวน26,000 บาทเศษ จึงยึดไว้เป็นของกลาง จำเลยรับว่าของกลางดังกล่าวเป็นของจำเลยจริง

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกศรายุทธคงทอง และสิบตำรวจตรีโดม ฤทธิเดช เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่าก่อนทำการจับกุมประมาณ 1 เดือน ได้สืบทราบมาก่อนว่า จำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามรายงานเอกสารหมาย จ.1 วันเกิดเหตุได้วางแผนจับกุมโดยไปซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลยห่างจากร้านจำเลยประมาณ 30 เมตร เห็นรถบรรทุกสิบล้อประมาณ 3 ถึง 4 คัน ขับมาจอดที่หน้าร้านจำเลยโดยไม่ได้เติมน้ำมัน แล้วคนขับรถบรรทุกสิบล้อเข้าไปส่งธนบัตรให้จำเลยแล้วจำเลยเอี้ยวตัวไปหยิบสิ่งของจากชั้นวางของด้านหลังส่งให้ เชื่อว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้คนขับรถบรรทุกสิบล้อจึงเข้าไปแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และร้อยตำรวจเอกศรายุทธได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ขอตรวจค้นและพบของกลางดังกล่าว ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยนางเฉลียว ทองใบ ภรรยาของจำเลยและนางหม่อน ศิริพรรณ ลูกจ้างของจำเลยเบิกความว่า เมทแอมเฟตามีน2 เม็ด ของกลาง จำเลยมีไว้เพื่อเสพแก้ง่วงนอน หลอดกาแฟที่ยังไม่ได้ตัดไว้ใช้สำหรับดื่มเครื่องดื่ม หลอดกาแฟที่ตัดแล้วเป็นหลอดกาแฟที่ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีน จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วทิ้งไว้เทียนไขไว้ใช้จุดเมื่อไฟฟ้าดับ ส่วนธนบัตรจำเลยได้มาจากการขายอาหารและเก็บไว้เป็นค่าเช่าร้านและค่าจ้างลูกจ้าง เห็นว่า จำเลยเบิกความรับว่าร้อยตำรวจเอกศรายุทธกับพวกได้ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน2 เม็ด ที่ชั้นวางของ หลังจากนั้นจึงได้ไปค้นห้องพักของจำเลยจึงน่าเชื่อว่าร้อยตำรวจเอกศรายุทธและสิบตำรวจตรีโดมเห็นจำเลยหยิบสิ่งของจากชั้นวางของส่งให้คนขับรถบรรทุกสิบล้อ 3 ถึง 4 คนจริงจึงได้ทำการตรวจค้นที่ชั้นวางของเป็นจุดแรก ส่วนหลอดกาแฟจำนวน12 หลอด และหลอดกาแฟที่ตัดเป็นท่อน ๆ แล้ว 13 ท่อน ที่พบในห้องพักของจำเลยก็เป็นชนิดและสีเดียวกันกับหลอดที่ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนที่พบนชั้นวางของ ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะทิ้งหลอดที่ใช้แล้วไว้ในห้องพักก่อนทำการจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้เฝ้าดูพฤติการณ์ของจำเลยมาก่อนและพบว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริง ตามรายงานข่าวสารเอกสารหมาย จ.1 โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานดังกล่าวมีสาเหตุโกรธเคืองอย่างใดกับจำเลย พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุผลเพียงพอฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้อง

ที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับและค้นห้องพักของจำเลยในยามวิกาลโดยไม่มีหมายจับและหมายค้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิฎีกา และเห็นว่าในการจับกุมและตรวจค้นดังกล่าว มีร้อยตำรวจเอกศรายุทธเป็นผู้ดำเนินการ หลังจากค้นพบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด อยู่ใต้กล่องยากันยุงบนชั้นวางของใกล้กับที่นั่งของจำเลย กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในห้องพักอันเป็นที่รโหฐานนั้นประกอบมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากไม่ดำเนินการทันทียาเสพติดอาจถูกโยกย้าย เมื่อร้อยตำรวจเอกศรายุทธได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้จำเลยดูแล้วร้อยตำรวจเอกศรายุทธจึงมีอำนาจตรวจค้นเคหสถานและจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ในเวลากลางคืนหลังจากพระอาทิตย์ตกดินได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519มาตรา 14 ทั้งจำเลยก็ยินยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นแต่โดยดีการกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจชอบด้วยกฎหมาย สิ่งของที่ค้นได้จึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้ กรณีจึงไม่ต้องพิจารณาว่า มีเหตุที่ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 92(1) ถึง (5) ตามที่จำเลยฎีกาหรือไม่

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 92 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นาย แดง ทองใบ
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4536/2543
#66162
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับและค้นห้องพักของจำเลยในยามวิกาลโดยไม่มีหมายจับและหมายค้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิฎีกา

เจ้าพนักงานตำรวจได้สืบทราบมาก่อนว่า จำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน วันเกิดเหตุ (1 พฤษภาคม 2540) ร้อยตำรวจเอก ศ.กับพวกได้วางแผนจับกุมโดยไปซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลย เห็นรถบรรทุกสิบล้อประมาณ3 ถึง 4 คัน ขับมาจอดที่หน้าร้านจำเลยโดยไม่ได้เติมน้ำมัน แล้วคนขับรถบรรทุกสิบล้อเข้าไปส่งธนบัตรให้จำเลย จำเลยเอี้ยวตัวไปหยิบสิ่งของจากชั้นวางของด้านหลังส่งให้เชื่อว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้คนขับรถบรรทุกสิบล้อ ร้อยตำรวจเอก ศ.จึงเข้าไปแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานป.ป.ส.ขอตรวจค้นที่ชั้นวางของเป็นจุดแรก พบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด อยู่ใต้กล่องยากันยุงบนชั้นวางของใกล้กับที่นั่งของจำเลย กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในห้องพักอันเป็นที่รโหฐาน ประกอบมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากไม่ดำเนินการทันทียาเสพติดอาจถูกโยกย้าย ร้อยตำรวจเอก ศ.จึงมีอำนาจตรวจค้นเคหสถานและจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในเวลากลางคืนหลังจากพระอาทิตย์ตกดินได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดพ.ศ. 2519 มาตรา 14 ทั้งจำเลยก็ยินยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นแต่โดยดีสิ่งของที่ค้นได้ทั้งหมดรวมทั้งที่ค้นได้จากในห้องพักของจำเลยจึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้กรณีไม่ต้องพิจารณาว่า มีเหตุที่ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 92(1)ถึง (5) หรือไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 92 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายแดง ทองใบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายวศิน ศิลปไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายสุรศักดิ์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4530/2543
#91201
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง คดีแรงงาน

++ คดีแดงที่ 4530-4534/2543

++

การกระทำความผิดของลูกจ้างที่จะทำให้นายจ้างเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น จะต้องเป็นการกระทำความผิดที่นายจ้างถือเป็นเหตุในการเลิกจ้างซึ่งจะต้องเป็นเหตุที่มีอยู่ในขณะเลิกจ้าง

จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2541แต่การกระทำของโจทก์ทั้งหกที่จำเลยอุทธรณ์ว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรงนั้นเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกแล้วการกระทำดังกล่าวจำเลยจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างย้อนหลังเพื่อเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกในวันที่ 24 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างได้ แม้จะให้การเลิกจ้างมีผลในวันที่ 31 มีนาคม 2541 ก็ตาม

จำเลยก็ไม่ได้ออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกใหม่อีกครั้งโดยยกเอาการกระทำภายหลังดังกล่าวของโจทก์ทั้งหกเป็นเหตุเลิกจ้าง ฉะนั้นไม่ว่าการกระทำภายหลังของโจทก์ทั้งหกดังกล่าวจะเป็นความผิดตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ ก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ซึ่งใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างได้กำหนดไว้ในข้อ 2ว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน โดยไม่ได้กำหนดว่าลูกจ้างทดลองงานไม่ให้ถือว่าเป็นลูกจ้างตามความหมายแห่งประกาศข้อดังกล่าว โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ตั้งแต่เป็นลูกจ้างทดลองงานแล้ว จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ(ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 12 กันยายน 2539 ข้อ 7 ที่กำหนดว่า ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเป็นเงินแก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในส่วนที่จ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามประกาศดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๖

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างจำเลย โดยโจทก์แต่ละคนเข้าทำงานในหน้าที่และได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละตามที่ระบุในคำฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวนกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒ และ ๑๖ ของเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยโจทก์ทั้งหกไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามจำนวนที่ระบุในคำฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน กับระหว่างวันที่ ๑มีนาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เข้าทำงานวันแรกถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม๒๕๔๐ จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรวมเป็นเงินคนละ ๑๑,๐๐๙.๕๘ บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งหก และจ่ายค่าจ้างที่จ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่โจทก์ที่ ๒และที่ ๓ ตามฟ้อง

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งหกกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง โดยเอาเอกสารของจำเลยไป ทำให้จำเลยเสียหาย และละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรในระหว่างทำงานโจทก์ที่ ๑ เบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าจากจำเลยไป ๕๐,๐๐๐ บาทคืนบางส่วนแล้ว ยังคงค้างชำระอยู่อีก ๒๑,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าไป ๑,๐๐๐ บาท และยังไม่ชำระคืน กับโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นลูกจ้างทดลองงาน ๓ เดือน จึงไม่อาจเรียกค่าจ้างเพิ่มได้ ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าจำนวน ๒๑,๐๐๐ บาท และ ๑,๐๐๐ บาทตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เงินจำนวน ๒๑,๐๐๐บาท ตามฟ้องแย้งเป็นหนี้เงินยืม หนี้ดังกล่าวเมื่อนำไปหักกลบลบหนี้กับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแล้ว จำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์ที่ ๑ จำนวน๑๑๘,๙๗๐ บาท ส่วนเงินจำนวน ๑,๐๐๐ บาท เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ที่ ๒เป็นค่าจ้างทำงานชั่วคราวหลังจากจำเลยเลิกจ้าง ขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลย

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างจำเลยได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒ และ ๑๖ ของเดือนแม้โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ จะเป็นลูกจ้างทดลองงานก็มีสิทธิได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ โดยให้มีผลในวันสิ้นเดือนมีนาคม ๒๕๔๑เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งหกละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๑ จำเลยแจ้งแก่โจทก์ที่ ๑ ว่าจะจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ ๑ เพียงคนเดียว ส่วนโจทก์อื่นจะไม่จ่ายให้โดยอ้างว่าขาดทุน โจทก์ที่ ๕ ซึ่งเป็นสมุห์บัญชีจึงนำเอกสารทางบัญชีของจำเลยไปตรวจสอบที่ห้องเขียนแบบซึ่งเป็นห้องทำงานของโจทก์ที่ ๑ เพื่อจะทราบว่าจำเลยขาดทุนจริงหรือไม่ โดยโจทก์ที่ ๑ ร่วมตรวจสอบด้วยแล้วเสร็จเมื่อเวลาประมาณ๑๖.๓๐ นาฬิกา หลังจากนั้นโจทก์ที่ ๕ จะนำเอกสารดังกล่าวไปเก็บ แต่ห้องเก็บเอกสารถูกปิดประตูใส่กุญแจแล้วโจทก์ที่ ๕ จึงนำกลับมาเก็บไว้ที่ห้องเขียนแบบฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งหกเอาเอกสารของจำเลยไป โจทก์ทั้งหกไม่ได้ฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยโจทก์ทั้งหกไม่ได้กระทำความผิด จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหก กับโจทก์ที่ ๑ ต้องชำระค่าจ้างที่เบิกไปล่วงหน้าคืนจำเลย ๒๑,๐๐๐บาท และหลังเลิกจ้างแล้วจำเลยจ้างเหมาโจทก์ที่ ๒ ทำงานแกะลายกระจกเงิน ๑,๐๐๐ บาท ที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ที่ ๒ เป็นค่าจ้างเหมา ไม่ใช่โจทก์ที่ ๒เบิกค่าจ้างล่วงหน้า โจทก์ที่ ๒ จึงไม่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลย พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งหกจำนวน ๑๑,๐๔๐ บาท๒,๕๙๒ บาท ๒,๕๙๒ บาท ๔,๐๐๒ บาท ๕,๒๘๐ บาท ๔,๘๐๐ บาท และจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกจำนวน ๑๒๔,๒๐๐ บาท ๑๔,๕๘๐ บาท ๑๔,๕๘๐ บาท๔๕,๐๓๐ บาท ๕๙,๐๐๐ บาท และ ๕๔,๐๐๐ บาท ตามลำดับ กับจ่ายค่าจ้างที่ขาดจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๑๑,๐๐๙.๕๘ บาท และให้โจทก์ที่ ๑ ชำระค่าจ้างล่วงหน้าคืนแก่จำเลย ๒๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยว่า จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ โดยให้มีผลเลิกจ้างในวันสิ้นเดือนมีนาคม๒๕๔๑ โจทก์ทั้งหกจึงต้องทำงานจนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ เมื่อโจทก์ทั้งหกไม่มาทำงานตั้งแต่ก่อนการเลิกจ้างมีผล จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่ แม้โจทก์ทั้งหกจะไม่มาทำงานเพราะไปดำเนินการเกี่ยวกับค่าชดเชยก็ไม่เป็นเหตุอันสมควร เพราะโจทก์ทั้งหกสามารถดำเนินการหลังวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ ได้อยู่แล้ว การไม่มาทำงานของโจทก์ทั้งหกจึงเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควรกับการนำเอกสารทางบัญชีของจำเลยออกจากห้องเก็บเอกสารไปตรวจสอบว่าจำเลยมีกำไรหรือขาดทุนไม่อยู่ในวิสัยที่ลูกจ้างจะพึงกระทำ และโจทก์ที่ ๕ เป็นสมุห์บัญชีของจำเลยย่อมจะทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยมีกำไรหรือขาดทุน ไม่จำต้องตรวจสอบเอกสาร ทั้งการเรียกค่าชดเชยของโจทก์ทั้งหกก็ไม่เกี่ยวกับการมีกำไรหรือขาดทุนของจำเลย การที่โจทก์ทั้งหกนำเอกสารออกจากห้องเก็บเอกสารไปตรวจสอบว่าจำเลยมีกำไรหรือขาดทุนจึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรง เมื่อการกระทำของโจทก์ทั้งหกเป็นความผิดดังกล่าว โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลยนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดของลูกจ้างที่จะทำให้นายจ้างเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น จะต้องเป็นการกระทำความผิดที่นายจ้างถือเป็นเหตุในการเลิกจ้าง ซึ่งจะต้องเป็นเหตุที่มีอยู่ในขณะเลิกจ้าง ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ แต่การกระทำของโจทก์ทั้งหกที่จำเลยอุทธรณ์ว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรงนั้นเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกแล้ว การกระทำดังกล่าวจำเลยจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างย้อนหลังเพื่อเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างได้ แม้จะให้การเลิกจ้างมีผลในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ ก็ตาม นอกจากนี้จำเลยก็ไม่ได้ออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกใหม่อีกครั้งโดยยกเอาการกระทำภายหลังดังกล่าวของโจทก์ทั้งหกเป็นเหตุเลิกจ้าง ฉะนั้นไม่ว่าการกระทำภายหลังของโจทก์ทั้งหกดังกล่าวจะเป็นความผิดตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ ก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างขั้นต่ำในระหว่างเป็นลูกจ้างทดลองงานนั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ ซึ่งใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างได้กำหนดไว้ในข้อ ๒ ว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่าผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน โดยไม่ได้กำหนดว่าลูกจ้างทดลองงานไม่ให้ถือว่าเป็นลูกจ้างตามความหมายแห่งประกาศข้อดังกล่าว โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๕ตั้งแต่เป็นลูกจ้างทดลองงานแล้ว จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ ๕) ลงวันที่ ๑๒ กันยายน๒๕๓๙ ข้อ ๗ ที่กำหนดว่า ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเป็นเงินแก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ดังนั้นจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในส่วนที่จ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามประกาศดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ลงวันที่ 16 เมษายน 2515
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพฤนฑ์ สมวัน
จำเลย — บริษัทอาร์ต แอนด์ ฮาร์ท จำกัด
๔๕๓๐-๔๕๓๕/๒๕๔๓ — ฯลฯ คดีแดงที่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4529/2543
#35121
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสองบัญญัติแต่เพียงว่า ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องสอบถามผู้ต้องหาก่อนเริ่มการสอบสวน ดังนั้น แม้หากพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยโดยไม่ได้ถามจำเลยในเรื่องดังกล่าวก่อนดังที่จำเลยอ้างก็ตามก็ไม่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษ ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แก่จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามและจำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด อยู่ในกระเป๋าด้านหน้าข้างขวาที่จำเลยที่ 2 สวมใส่อยู่ เมื่อจำเลยที่ 2 ยืนอยู่กับจำเลยที่ 1ในขณะที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ทั้งในตัวของจำเลยที่ 2 ยังมีเมทแอมเฟตามีนถึง 10 เม็ด เช่นนี้ พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1กระทำความผิดตามฟ้อง

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสองบัญญัติว่าในชั้นสอบสวนผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้แต่ปรากฏว่าการสอบปากคำของจำเลยที่ 2เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2541 ซึ่งมีร้อยตำรวจโทบุญรอด ชื่นจิตต์ เป็นพนักงานสอบสวน และการสอบปากคำเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 ซึ่งมีพันตำรวจโทนิยม ฤกษ์นิยม เป็นพนักงานสอบสวนนั้น ร้อยตำรวจโทบุญรอดและพันตำรวจโทนิพนธ์มิได้แจ้งสิทธิดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าต้องการให้ทนายหรือผู้ซึ่งจำเลยที่ 2 ไว้วางใจเข้าร่วมการสอบปากคำหรือไม่ การสอบปากคำตามบันทึกคำให้การและตามบันทึกคำให้การเพิ่มเติม จึงขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตกเป็นโมฆะและการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสองบัญญัติแต่เพียงว่า ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องสอบถามผู้ต้องหาก่อนเริ่มการสอบสวน ดังนั้น แม้หากพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้ถามจำเลยที่ 2 ในเรื่องดังกล่าวก่อนดังที่จำเลยที่ 2 อ้างก็ตาม ก็ไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสอง แต่อย่างใด การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อุดมชัย แซ่ลี้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4529/2543
#39882
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 12 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับของเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปล่อซื้อ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ดอยู่ในกระเป๋าด้านหน้าข้างขวาที่จำเลยที่ 2 สวมใส่อยู่เมื่อจำเลยที่ 2ยืนอยู่กับจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ทั้งในตัวของจำเลยที่ 2 ยังมีเมทแอมเฟตามีนถึง 10 เม็ดเช่นนี้พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 1ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสอง บัญญัติแต่เพียงว่า ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องสอบถามผู้ต้องหาก่อนเริ่มการสอบสวน แม้หากพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยโดยไม่ได้ถามจำเลยในเรื่องดังกล่าวก่อนก็ตาม ก็ไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 12 เม็ด น้ำหนักรวม 1.10 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยทั้งสองจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2 เม็ดน้ำหนักไม่ปรากฏชัดให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 200 บาทเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด และได้เมทแอมเฟตามีนจากสายลับผู้ล่อซื้ออีกจำนวน 2 เม็ด เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษ ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำคุกคนละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 10 ปี ลดโทษจำเลยที่ 1หนึ่งในสาม และจำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 12 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2 เม็ดให้แก่สายลับของเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปล่อซื้อในราคา 200 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งแจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน10 เม็ด อยู่ในกระเป๋าด้านหน้าข้างขวาที่จำเลยที่ 2 สวมใส่อยู่ เมื่อจำเลยที่ 2 ยืนอยู่กับจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ทั้งในตัวของจำเลยที่ 2 ยังมีเมทแอมเฟตามีนถึง 10 เม็ด เช่นนี้ พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 2มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสองบัญญัติว่า ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้ แต่ปรากฏว่าการสอบปากคำของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2541ซึ่งมีร้อยตำรวจโทบุญรอด ชื่นจิตต์ เป็นพนักงานสอบสวน และการสอบปากคำเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 ซึ่งมีพันตำรวจโทนิยม ฤกษ์นิยม เป็นพนักงานสอบสวนนั้น ร้อยตำรวจโทบุญรอดและพันตำรวจโทนิพนธ์มิได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยที่ 2ทราบว่าต้องการให้ทนายหรือผู้ซึ่งจำเลยที่ 2 ไว้วางใจเข้าร่วมการสอบปากคำหรือไม่ การสอบปากคำตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ.3 และตามบันทึกคำให้การเพิ่มเติมเอกสารหมายจ.4 จึงขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตกเป็นโมฆะและการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสองบัญญัติแต่เพียงว่าผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องสอบถามผู้ต้องหาก่อนเริ่มการสอบสวนดังนั้น แม้หากพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยที่ 2โดยไม่ได้ถามจำเลยที่ 2 ในเรื่องดังกล่าวก่อนดังที่จำเลยที่ 2อ้างก็ตาม ก็ไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 241 วรรคสอง การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 241
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 134
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อุดมชัย แซ่ลี้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4529/2543
#66161
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 12 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับของเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปล่อซื้อ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด อยู่ในกระเป๋าด้านหน้าข้างขวาที่จำเลยที่ 2 สวมใส่อยู่เมื่อจำเลยที่ 2 ยืนอยู่กับจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ทั้งในตัวของจำเลยที่ 2 ยังมีเมทแอมเฟตามีนถึง 10 เม็ด เช่นนี้พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา241 วรรคสอง บัญญัติแต่เพียงว่า ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องสอบถามผู้ต้องหาก่อนเริ่มการสอบสวน แม้หากพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยโดยไม่ได้ถามจำเลยในเรื่องดังกล่าวก่อนก็ตาม ก็ไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญฯการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 241
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 134
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอุดมชัย แซ่ลี้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายอนันต์ พร้อมมูล
ศาลอุทธรณ์ — นายอุกกฤษฐ์ คล้ายสังข์
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4526/2543
#33238
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่มีต่อผู้เยาว์มิให้ผู้ใดมาพรากไปเสียจากความปกครอง ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอาศัยอยู่กับนาย บ. และนาง ก. ผู้เป็นบิดามารดาและอยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา การที่นาง ก. อนุญาตให้ผู้เสียหายไปเที่ยวกับเพื่อนนั้นเป็นการอนุญาตให้ออกไปเที่ยวเป็นชั่วคราว มิได้อนุญาตให้แยกออกไปอยู่โดยลำพังเป็นการถาวร จึงยังไม่พ้นจากความปกครองดูแลของบิดามารดาการที่ผู้เสียหายออกจากบ้านพักไปหาจำเลยที่หอพัก หลังจากนั้นจำเลยพาผู้เสียหายไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าแล้วชวนผู้เสียหายไปที่ห้องพักของจำเลยและอยู่กับจำเลยเรื่อยมา แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยบิดามารดาของผู้เสียหายมิได้อนุญาตให้ผู้เสียหายไปอยู่กับจำเลย ถือเป็นการพรากผู้เสียหายออกมาจากบิดามารดาอันเป็นการพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 319

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก วางโทษจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่คงจำคุก3 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ความผิดฐานพรากผู้เยาว์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่มีต่อผู้เยาว์มิให้ผู้ใดมาพรากไปเสียจากความปกครอง ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอาศัยอยู่กับนายบุญยืนและนางกัลยาผู้เป็นบิดามารดาและอยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา การที่นางกัลยาอนุญาตให้ผู้เสียหายไปเที่ยวกับเพื่อนนั้น เป็นการอนุญาตให้ออกไปเที่ยวเป็นชั่วคราวมิได้อนุญาตให้แยกออกไปอยู่โดยลำพังเป็นการถาวร จึงยังไม่พ้นจากความปกครองดูแลของบิดามารดา การที่ผู้เสียหายออกจากบ้านพักของบิดามารดาไปหาจำเลยที่หอพัก หลังจากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปเดินเที่ยวที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์บางแค จนกระทั่ง 14 นาฬิกา จำเลยชวนผู้เสียหายไปที่ห้องพักของจำเลยผู้เสียหายไปที่ห้องพักของจำเลยแล้วอยู่กับจำเลยเรื่อยมาแล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยบิดามารดาของผู้เสียหายมิได้อนุญาตให้ผู้เสียหายไปอยู่กับจำเลยถือเป็นการพรากผู้เสียหายออกมาจากบิดามารดาอันเป็นการพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรกฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย กำธรหรือหมู เพชรเกตุ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4517/2543
#37377
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2531และวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2532 เป็นการที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถาม ไม่น้อยกว่าสองครั้งซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวันแล้ว แม้หนังสือทวงถามครั้งที่สามและครั้งที่สี่ที่โจทก์ส่งให้จำเลยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540 และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 จะเป็นการส่งโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยได้ย้ายออกไปจากบ้านที่ได้ส่งหนังสือแล้ว และมีระยะเวลาห่างจากการส่งหนังสือทวงถามในครั้งแรกและครั้งที่สองเป็นเวลาเกือบ 9 ปี ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น แต่อย่างใด กรณีถือได้ว่าจำเลยต้องข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ภาษีอากรรวมเป็นเงิน 66,558 บาท ภายในกำหนด และมิได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หนี้ภาษีอากรดังกล่าวจึงเด็ดขาด โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว 4 ครั้ง ระยะเวลาห่างกันเกินกว่า 30 วัน แต่จำเลยไม่ชำระและจำเลยไม่มีทรัพย์สินใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ พฤติการณ์ของจำเลยเข้าข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2531 และวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2532 นั้นเป็นการที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถามไม่น้อยกว่าสองครั้งซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวันแล้ว เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8(9) แม้หนังสือทวงถามครั้งที่สามและครั้งที่สี่ที่โจทก์ส่งให้จำเลยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540 และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 จะเป็นการส่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยได้ย้ายออกไปจากบ้านที่ได้ส่งหนังสือแล้ว และมีระยะเวลาห่างจากการส่งหนังสือทวงถามในครั้งแรกและครั้งที่สองกับห่างจากการตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยเป็นเวลาเกือบ 9 ปีก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดประกอบกับปรากฏจากบันทึกการเร่งรัดหนี้ เอกสารหมาย จ.10 ว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 68,558 บาท จริงและขอผ่อนชำระเดือนละ 2,000 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2532 และภายในสิ้นเดือนของเดือนถัดไป แต่จำเลยก็ชำระให้โจทก์เพียงครั้งเดียวในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2532 ดังที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.1 หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระให้โจทก์อีก การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 9 ปี จึงได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้อีกนั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ผ่อนผันและให้โอกาสจำเลยจนถึงที่สุดแล้วเมื่อคำนึงถึงหนี้ที่จำเลยค้างชำระเป็นหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระประกอบกับปรากฏจากสำเนาทะเบียนบ้าน ที่โจทก์ส่งตามคำแถลงลงวันที่ 2 เมษายน 2541 ว่า จำเลยถูกย้ายออกไปอยู่ในทะเบียนบ้านกลางเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2534 อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยออกจากบ้านที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไปอยู่ที่อื่นเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยเจ้าบ้านไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 33 และเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีที่อยู่และประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งอันจะมีรายได้ชำระหนี้ให้โจทก์ กรณีจึงฟังได้ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาง สำรวย วงเวียน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
จำลอง สุขศิริ
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4500/2543
#66359
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ในความผิดร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

คำฟ้องข้อ 1(ข) บรรยายว่า จำเลยทั้งสองจัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาโดยเรียกและรับค่าบริการเป็นค่าตอบแทนจากคนหางานโดยจำเลยทั้งสองมิได้รับอนุญาตจาก นายทะเบียนจัดหางานตามกฎหมาย แต่คำฟ้องของโจทก์ข้อ 1 (ก) ที่ว่าจำเลยทั้งสองโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงอันควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยจะได้รับเงินเดือนเป็นค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่สามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกาตามที่หลอกลวงได้ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นคนหางาน คงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82

คดีคงลงโทษจำเลยทั้งสองได้เฉพาะฐานร่วมกันหลอกลวงประชาชนว่าหางานในต่างประเทศ ดังนั้น ปัญหาว่าการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 และมาตรา 91 ตรี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามฎีกาของจำเลยทั้งสองหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

จำเลยทั้งสองได้คืนเงินให้ผู้เสียหายบางส่วนแล้ว แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายโดยไม่ได้หักเงินที่จำเลยทั้งสองคืนให้ผู้เสียหายจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลฎีกายกขึ้นเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔, ๓๐, ๘๒, ๙๑ ตรี ป.อ. มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๘๓, ๙๑ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน ๕๔๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน จำนวน ๕๔๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๕ ประกอบด้วย มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เห็นว่าคำฟ้องข้อ ๑ (ข) บรรยายว่า จำเลยทั้งสองจัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงาน ในต่างประเทศ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเรียกและรับค่าบริการเป็นค่าตอบแทนจากคนหางานโดยจำเลยทั้งสอง มิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานตามกฎหมาย แต่คำฟ้องของโจทก์ข้อ ๑ (ก) ที่ว่าจำเลยทั้งสองโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงประชาชนซึ่งอยู่ภายในบริเวณหมู่บ้านหมู่ที่ ๑๑ ตำบลบ้านกอก อำเภอจตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ด้วยการแสดง ข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงอันควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงาน ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยจะได้รับเงินเดือนเป็นค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๓๕,๐๐๐ บาท ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่สามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกาตามที่หลอกลวงได้ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นคนหางานคงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจาก ผู้เสียหายทั้งหกเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐, ๘๒ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหานี้มาด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา คดีคงลงโทษจำเลยทั้งสองได้เฉพาะฐานร่วมกันหลอกลวงประชาชนว่าหางานในต่างประเทศได้เท่านั้น ดังนั้นปัญหาว่าการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐, ๘๒ และมาตรา ๙๑ ตรี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามฎีกาข้อ ๒.๒ ของจำเลยทั้งสองหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนรวม ๕๔๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายทั้งหกนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทั้งสองได้คืนเงินให้ผู้เสียหายคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยัง ไม่ได้คืนจำนวน ๕๔๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเท่ากับให้จำเลยทั้งสองคืนเงินผู้เสียหายคนละ ๙๐,๐๐๐ บาท โดยไม่ได้หักเงินที่จำเลยทั้งสองคืนให้ผู้เสียหายคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลฎีกายกขึ้นเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๕ ประกอบด้วยมาตรา ๑๙๕ วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน ๔๒๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นให้ยก คงให้จำคุก จำเลยทั้งสองคนละ ๓ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 30 ม. 82 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — พระวิเศษ กิตติโสภโณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชวลิต ศรีสง่า
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2543
#98953
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง การค้าระหว่างประเทศ รับขนของทางทะเล ++

++ ทดสอบทำงานในเครื่อง ++

++

++

++ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการแรกมีว่า ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามประเด็นที่ได้กำหนดไว้เรียงกันไปทุกข้อหรือไม่

++ เห็นว่า การวินิจฉัยชี้ขาดคดีนั้นศาลย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยตามที่เห็นว่าสมควรตามความจำเป็นแห่งคดี

++ เมื่อปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้และศาลได้กำหนดเป็นประเด็นไว้ ฉะนั้นถ้าหากได้วินิจฉัยประเด็นข้อนี้เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยแล้วจะไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีในข้ออื่นเพราะแม้จะพิจารณาไปก็ไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลก็มีอำนาจที่จะวินิจฉัยเช่นนั้นได้โดยไม่จำต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นที่กำหนดไว้ให้หมดทุกข้อ

++

++ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการต่อไปมีว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

++ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 46 สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายแห่งของที่รับขนในกรณีที่ไม่มีการส่งมอบของเลยให้นับอายุความ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ล่วงเลยกำหนดส่งมอบของนั้นหรือล่วงเลยกำหนดเวลาอันสมควรส่งมอบ

++ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยสอดคล้องกันว่า มีการส่งสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งที่ท่าเรือซานโฮเซเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.18 การขนส่งจากท่าเรือซานโฮเซไปยังท่าเรือลอสแองเจลิสใช้เวลาประมาณ 4 วัน และจากท่าเรือลอสแองเจลิสใช้เวลาเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครประมาณ 1 เดือน และได้ความจากนางพรรณี ตั้งเรือนวงศ์ กรรมการผู้จัดการของโจทก์ที่ 1 ว่าได้ตรวจสอบเอกสารทราบว่าเรือจะเดินทางมาถึงประเทศไทยประมาณต้นเดือนตุลาคม 2538 จึงไปติดต่อขอรับสินค้าพิพาทจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าเรือมาเทียบท่าแล้ว แต่ไม่มีตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าพิพาทมาด้วย ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์ที่ 2ว่าได้รับแจ้งจากตัวแทนจำเลยในประเทศไทยว่าสินค้าจะมาถึงท่าเรือกรุงเทพประมาณกลางเดือนตุลาคม 2538 แสดงว่าในการขนส่งสินค้าพิพาท สินค้าพิพาทควรจะต้องมาถึงประเทศไทยและส่งมอบประมาณเดือนตุลาคม 2538 ฉะนั้น อายุความจะต้องเริ่มนับแต่ช่วงเวลานั้นเมื่อนับแต่ช่วงเวลาดังกล่าวถึงวันฟ้องคือวันที่ 12 พฤษภาคม 2540เป็นเวลาเกิน 1 ปี แล้ว คดีของโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความฟ้องร้องในกรณีที่ขอให้รับผิดเมื่อไม่มีการส่งมอบสินค้าตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 46

++ ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญารับขนโดยสิ้นเชิงจึงต้องนำอายุความทั่วไปคือ 10 ปี มาบังคับนั้น

++ ได้ความว่า จำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่ขนส่งสินค้าพิพาทมาช่วงหนึ่งแล้ว ก่อนที่สินค้าจะถูกกัก เพราะมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก ข้อเท็จจริงจึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญารับขนโดยสิ้นเชิง

++ เมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เป็นคดีที่โอนมาจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยการร้องขอของคู่ความตามมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙

โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตถึงบริษัทเซ็นทรัลอเมริกาไฮด์ส จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อสั่งซื้อหนังม้า จำนวน ๗๕๐ ผืน และหนังวัวจำนวน ๔๐๐ ผืน ราคารวมค่าขนส่งถึงประเทศไทย เป็นเงิน ๒๔,๖๓๖.๒๕ ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตถึงบริษัทเซ็ลทรัลอเมริกาไฮด์ส จำกัดเพื่อสั่งซื้อหนังวัว จำนวน ๘๐๐ ผืน รวมราคาค่าขนส่งถึงประเทศไทยเป็นเงิน๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทเซ็นทรัลอเมริกาไฮด์ส จำกัด ได้ส่งใบตราส่งให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยระบุว่าได้จัดส่งสินค้าที่สั่งซื้อโดยสายการเดินเรือของจำเลย เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ จากประเทศคอสตาริกาถึงประเทศไทย และผู้ส่งสินค้าได้ชำระค่าขนส่งเรียบร้อยแล้ว ต่อมาวันที่ ๓๐ตุลาคม ๒๕๓๘ จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ที่ ๑ ว่า สินค้าหนังสัตว์ที่โจทก์ที่ ๑สั่งซื้อถูกกักไว้ที่ท่าเรือลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะบรรทุกสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์น้ำหนักเกินพิกัด ให้โจทก์ที่ ๑ เสียค่าระวางขนถ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ ๒,๑๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ โดยจำเลยอ้างว่าได้ติดต่อผู้ส่งสินค้าแล้ว แต่ผู้ส่งสินค้าไม่รับผิดชอบ โจทก์ทั้งสามขอให้บริษัทเซ็นทรัล-อเมริกาไฮด์ส จำกัด รับผิดชอบค่าระวางขนถ่ายที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นแต่บริษัทเซ็นทรัลอเมริกาไฮด์ส จำกัด ไม่ยอมรับผิดชอบ วันที่ ๒๔พฤศจิกายน ๒๕๓๘ โจทก์ที่ ๑ มีหนังสือถึงตัวแทนจำเลยในประเทศไทยแจ้งว่ายังไม่ได้รับสินค้าตามใบตราส่ง ขอให้จำเลยจัดการให้สินค้ามาถึงโจทก์ที่ ๑ โดยเร็วและอยู่ในสภาพดี วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๓๘ ตัวแทนจำเลยในประเทศไทยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ ๑ ทราบว่าสินค้าของโจทก์ที่ ๑ ที่ถูกกักอยู่ที่ท่าเรือลอสแองเจลลิสเริ่มเน่าเสียและสาธารณสุขของประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องการให้ทำลายหรือขนถ่ายสินค้าหนังสัตว์ดังกล่าวลงเรือออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาไป โจทก์ที่ ๑ มีหนังสือให้จำเลยรับผิดชอบค่าเสียหายของโจทก์ที่ ๑ แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาโจทก์ทั้งสามทราบว่าสินค้าหนังสัตว์ของโจทก์ทั้งสามได้ถูกทำลายแล้วการที่โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับสินค้าหนังสัตว์ที่สั่งซื้อเป็นผลมาจากความผิดและความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่รับขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าพิพาทโดยไม่ตรวจสอบน้ำหนักของสินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ว่าถูกต้องตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งและน้ำหนักสินค้าเกินพิกัดว่าด้วยระเบียบการขนส่งทางทะเลหรือไม่ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม ความเสียหายของโจทก์ที่ ๑ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมธนาคาร ค่าประกัน และดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่วันที่ ๑๓ธันวาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๙ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น๒๙,๗๖๒.๖๓ ดอลลาร์สหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยนในวันฟ้อง ๑ ดอลลาร์สหรัฐต่อ ๒๖ บาท คิดเป็นเงินไทย ๗๗๓,๘๒๘.๓๘ บาท ความเสียหายของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า ค่าดอกเบี้ย และค่าประกันภัย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓๑,๐๔๒.๑๙ ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย ๘๐๗,๐๙๖.๙๔ บาทจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ที่ ๑ กับโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ที่ ๑ กับโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไปยังผู้ขายสินค้าคือวันที่ ๒๗กรกฎาคม ๒๕๓๘ จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๑ ปี ๙ เดือน ๑๗ วัน คิดเป็นดอกเบี้ย ๑๐๔,๓๒๘.๑๗ บาท และ ๑๐๘,๗๕๐.๗๙ บาท ตามลำดับค่าเสียหายของโจทก์ที่ ๑ รวมเป็นเงิน ๘๗๘,๑๕๖.๕๕ บาท ค่าเสียหายของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ รวมเป็นเงิน ๙๑๕,๘๔๗.๗๓ บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน ๘๗๘,๑๕๖.๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ต่อปีในต้นเงิน ๗๗๓,๘๒๘.๓๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ และใช้เงินจำนวน ๙๑๕,๘๔๗.๗๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๘๐๗,๐๙๖,๙๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ทั้งสามไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าพิพาท และในขณะเกิดเหตุโจทก์ทั้งสามไม่ได้เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในสินค้า ความเสียหายของสินค้าพิพาทไม่ได้เกิดจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลย ผู้ส่งสินค้าตกลงให้ทำการขนส่งในแบบซีวาย หรือเอฟซีแอล/เอฟซีแอล คือเป็นการขนส่งที่ผู้ส่งสินค้าไปขอรับตู้คอนเทนเนอร์จากผู้ขนส่งแล้วนำไปทำการบรรจุตรวจนับสินค้าเข้าตู้และปิดผนึกตู้ ณ โกดังสินค้าของผู้ส่งเอง โดยผู้ขนส่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ขนส่งจึงไม่ทราบและไม่สามารถตรวจสอบความแท้จริงของสินค้าภายในตู้ได้ ก่อนที่จำเลยจะนำตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกลงเรือเพื่อขนส่งมายังประเทศไทย ท่าเรือลอสแองเจลลิสได้ตรวจพบว่าน้ำหนักของสินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์เกินกว่าที่กฎระเบียบของท่าเรือหรือศุลกากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ จึงไม่อนุญาตให้บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ลงเรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎระเบียบเสียก่อนจำเลยไม่มีอำนาจดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับสินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ได้เองโดยลำพัง จึงได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสามและผู้ส่งสินค้าทราบเพื่อให้ดำเนินการเกี่ยวกับน้ำหนักของสินค้าในตู้ได้ถูกต้อง แต่โจทก์ทั้งสามและผู้ส่งสินค้าเพิกเฉย เป็นเหตุให้สินค้าตกค้างอยู่ที่ท่าเรือลอสแองเจลลิสเป็นเวลานานและเริ่มเน่าเสียเนื่องจากสภาพของสินค้าเอง ต่อมาสาธารณสุขของเมืองลอสแองเจลลิสได้มีคำสั่งให้จำเลยทำลายสินค้าดังกล่าวความเสียหายของสินค้าพิพาทเป็นผลจากความผิดของโจทก์ทั้งสามหรือผู้ส่งสินค้าและเพราะคำสั่งของสาธารณสุขของเมืองลอสแองเจลลิส ฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุม ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องมาสูงเกินความเป็นจริงและโจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าธรรมเนียมในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมธนาคาร ค่าประกันภัย และค่าดอกเบี้ยเงินกู้เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่โจทก์ทั้งสามทำขึ้นกับธนาคารและบริษัทประกันภัยเอง ไม่เกี่ยวกับการขนส่งและไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากสัญญารับขนของทำขึ้นตั้งแต่วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ หากมีการขนส่งจากเมืองลอนแองเจลลิสมายังประเทศไทยจะใช้เวลาอย่างช้าที่สุดประมาณ ๑ เดือน และผู้ขนส่งสามารถส่งมอบสินค้าแก่ผู้รับตราส่งได้อย่างช้าที่สุดไม่เกินเดือนตุลาคม ๒๕๓๘แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นระยะเวลาเกือบ๒ ปี นับแต่วันที่ล่วงเลยกำหนดส่งมอบหรือกำหนดเวลาอันควรที่ผู้ขนส่งจะส่งมอบสินค้าที่ขนส่ง คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๖ จำเลยรับขนส่งสินค้าเพียง๒ ตู้คอนเทนเนอร์ มีน้ำหนักทั้งสิ้น ๔๕,๒๕๘ กิโลกรัม ดังนั้นหากจำเลยจะต้องรับผิดก็ไม่เกิน ๑,๓๕๗,๗๔๐ บาท ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๕๘ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์ทั้งสามนำสืบว่าโจทก์ที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.๑ โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ประกอบกิจการโรงงานฟอกหนังสัตว์และจำหน่ายหนังสัตว์ที่ฟอกแล้ว ใช้ชื่อว่าโรงงานฟอกหนังหมินแซ โดยโจทก์ที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ปรากฏตามหนังสือแต่งตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการเอกสารหมาย จ.๑๕ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนในประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๘โจทก์ทั้งสามตกลงสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทเซ็นทรัลอเมริกาไฮด์ส จำกัดและได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไปยังบริษัทเซ็นทรัลอเมริกาไฮด์ส จำกัดผู้ขาย โดยโจทก์ที่ ๑ เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าหนังม้าจำนวน ๗๕๐ ผืน และหนังวัว จำนวน ๔๐๐ ผืน ราคารวมค่าขนส่งถึงประเทศไทยเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๔,๖๓๖ ดอลลาร์สหรัฐ ปรากฏตามสำเนาเลตเตอร์ออฟเครดิตเอกสารหมาย จ.๔ โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าหนังวัว จำนวน ๘๐๐ ผืน ราคารวมค่าขนส่งถึงประเทศไทยเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ปรากฏตามสำเนาเลตเตอร์ออฟเครดิตเอกสารหมาย จ.๑๗ หลังจากนั้นบริษัทเซ็นทรัลอเมริกาไฮด์ส จำกัด ได้จัดส่งใบตราส่งเอกสารหมายจ.๖ ให้แก่โจทก์ที่ ๑ และจัดส่งใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๑๘ ให้แก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๖ และ จ.๑๘ มีข้อความระบุว่าสินค้าที่โจทก์ทั้งสามสั่งซื้อจะส่งมาโดยสายการเดินเรือเน็ดลอยด์คาตาจินา ในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ จากเมืองซานโฮเซ ประเทศคอสตาริกา มายังกรุงเทพมหานคร และผู้ส่งสินค้าได้ชำระค่าสินค้าแล้วต่อมาตัวแทนของจำเลยในประเทศไทยมีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสามว่าสินค้าหนังสัตว์ที่โจทก์ที่ ๑ สั่งซื้อถูกกักไว้ที่ท่าเรือลอสแองเจลิส เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าน้ำหนักเกินพิกัด ขอให้โจทก์ทั้งสามเสียค่าระวางขนถ่ายเพิ่ม ๒,๑๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ โดยจำเลยอ้างว่าได้ติดต่อให้ผู้ส่งสินค้าชำระเงินส่วนที่เหลือแล้ว แต่ผู้ส่งสินค้าไม่ยอมชำระ ปรากฏตามสำเนาโทรสารเอกสารหมาย จ.๒๕ โจทก์ทั้งสามได้ติดต่อให้ผู้ขายรับผิดชอบค่าระวางขนถ่ายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว แต่ผู้ขายปฏิเสธ โจทก์ทั้งสามจึงแจ้งตัวแทนของจำเลยในประเทศไทยขอให้จำเลยรีบดำเนินการจัดส่งสินค้ามายังประเทศไทย ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๘ และ จ.๒๖ตัวแทนของจำเลยในประเทศไทยมีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสามว่า สินค้าของโจทก์ทั้งสามถูกกักอยู่ที่ท่าเรือลอสแองเจลิสเริ่มเน่าเสีย และกระทรวงสาธารณสุขของประเทศสหรัฐอเมริกาต้องการให้ทำลายสินค้าดังกล่าวหรือขนถ่ายออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาไป ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๙ และ จ.๒๗ โจทก์ทั้งสามแจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑๐ และ จ.๒๘ แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาสินค้าหนังสัตว์ที่โจทก์ทั้งสามสั่งซื้อถูกทำลาย โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายเนื่องจากกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลย เพราะจำเลยในฐานะผู้ขนส่งย่อมต้องทราบถึงกฎเกณฑ์พิธีการรวมถึงพิกัดน้ำหนักของแต่ละท่าเรือและมีหน้าที่ตรวจสอบน้ำหนักของสินค้าที่รับขนส่งให้ถูกต้องหรือไม่เกินพิกัดน้ำหนักสินค้าของแต่ละท่าเรือ โจทก์ที่ ๑ ได้รับความเสียหายคือ ค่าธรรมเนียมในการปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ค่าสินค้า ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมธนาคารค่าประกันภัย และดอกเบี้ยเงินกู้ รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นประมาณ๒๙,๗๖๒ ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยในวันฟ้องประมาณ ๗๗๓,๘๒๘ บาทโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ได้รับความเสียหาย คือ ค่าธรรมเนียมเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ค่าสินค้า ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมธนาคาร และค่าประกันภัยคิดเป็นเงินไทยในวันฟ้อง ๘๒๔,๗๑๗.๐๙ บาท

จำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ บริษัทอาร์มาด้าเดอนาวิเกชั่นเอสเอ ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่เมืองซานโฮเซ ประเทศคอสตาริกา ได้ตกลงรับขนส่งสินค้าหนังม้าและหนังวัวให้แก่บริษัทอินเวอร์ชั่นเบลลาวิสต้าเดอเซ็นทรัลอเมริกาเอสเอ โดยจะมีการขนส่ง ๒ ทอดทอดแรกจากเมืองซานโฮเซมายังเมืองลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเรือเน็ดลอยด์คาตาจิน่า และทอดที่สองจากเมืองลอสแองเจลิสมายังประเทศไทย โดยเรือเพรสซิเดนท์เคนเนดี้ สินค้าที่ขนส่งมีจำนวน ๒ตู้คอนเทนเนอร์ การขนส่งเป็นแบบ CY (Container Yard) หรือFCL/FCL (Full Container Load) ผู้ส่งสินค้าเป็นผู้นำตู้คอนเทนเนอร์จำนวน ๒ ตู้ ไปทำการบรรจุตรวจนับสินค้าเข้าตู้ ปิดผนึกปากตู้แล้วนำตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวไปบรรทุกลงเรือเน็ดลอยด์คาตาจิน่าที่เมืองซานโฮเซเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ เพื่อนำตู้คอนเทนเนอร์ไปบรรทุกลงเรือเพรสซิเดนท์เคนเนดี้ที่เมืองลอสแองเจลิสเพื่อขนส่งมายังประเทศไทยอีกทอดหนึ่ง จำเลยหรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทอาร์มาด้าเดอนาวิเกชั่นเอสเอไม่อาจทราบจำนวนน้ำหนัก หรือสภาพที่แท้จริงของสินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์ทั้งสองตู้ได้ จึงได้บันทึกข้อสงวนไว้ในใบตราส่งว่า "Shipper's Stow, Load and Count"ปรากฏตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๖ และ จ.๑๘ รายละเอียดของสินค้าที่ระบุในใบตราส่งทั้งสองฉบับเป็นการระบุตามที่ผู้ส่งสินค้าแจ้ง ก่อนที่จะมีการนำตู้คอนเทนเนอร์ทั้งสองตู้บรรทุกลงเรือเพรสซิเดนท์เคนเนดี้ที่ท่าเรือลอสแองเจลิส เจ้าหน้าที่ท่าเรือลอสแองเจลิสได้ตรวจสอบน้ำหนักของสินค้าที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ทั้งสองตู้ ปรากฏว่าสินค้าที่บรรจุภายในตู้ทั้งสองตู้มีน้ำหนักเกินพิกัดที่แต่ละตู้จะรับได้ ท่าเรือลอสแองเจลิสจึงมีคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขน้ำหนักของสินค้าที่เกินพิกัดให้ได้เท่ากับพิกัดของตู้ตามระเบียบที่กำหนดไว้ จำเลยได้ติดต่อไปยังผู้ส่งสินค้าให้ดำเนินการแก้ไขหรืออนุญาตให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขน้ำหนักของสินค้าที่เกินพิกัดหลายครั้งแต่ผู้ส่งสินค้าเพิกเฉย จำเลยจึงแจ้งตัวแทนของจำเลยในประเทศไทยให้ติดต่อผู้ซื้อสินค้าทั้งสองราย คือโจทก์ที่ ๑ และโรงฟอกหนังหมินแซ ให้ดำเนินการแก้ไขหรืออนุญาตให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขน้ำหนักของสินค้าที่เกินพิกัดดังกล่าว ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.๑แต่โจทก์ที่ ๑ และโรงงานฟอกหนังหมินแซปฏิเสธ อ้างว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้ส่งสินค้า ตู้คอนเทนเนอร์ทั้งสองตู้ถูกกักตกค้างอยู่ที่ท่าเรือลอสแองเจลิสเป็นเวลานานจนทำให้สินค้าภายในตู้เริ่มเน่าเสีย สาธารณสุขของเมืองลอสแองเจลิสมีคำสั่งให้ทำลายสินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์ทั้งสองตู้เสียการที่ตู้คอนเทนเนอร์ทั้งสองตู้ถูกกักจนสินค้าเน่าเสียหายและถูกสั่งให้ทำลายเป็นเพราะความผิดของผู้ส่งสินค้าหรือโจทก์ที่ ๑ และโรงงานฟอกหนังหมินแซเอง ตัวแทนของจำเลยได้แจ้งเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้โจทก์ที่ ๑ และโรงงานฟอกหนังหมินแซทราบโดยตลอด ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.๓ ถึง ล.๕ หากสินค้าไม่ถูกกักอยู่ที่ท่าเรือลอสแองเจลิสจะใช้เวลาเดินทางมายังประเทศไทยประมาณ ๓๐ วัน และมาถึงประเทศไทยประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๓๘

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการแรกมีว่า ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามประเด็นที่ได้กำหนดไว้เรียงกันไปทุกข้อหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยชี้ขาดคดีนั้นศาลย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยตามที่เห็นว่าสมควรตามความจำเป็นแห่งคดี เมื่อปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้และศาลได้กำหนดเป็นประเด็นไว้ ฉะนั้นถ้าหากได้วินิจฉัยประเด็นข้อนี้เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยแล้วจะไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีในข้ออื่นเพราะแม้จะพิจารณาไปก็ไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลก็มีอำนาจที่จะวินิจฉัยเช่นนั้นได้โดยไม่จำต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นที่กำหนดไว้ให้หมดทุกข้อ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการต่อไปมีว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๖ สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายแห่งของที่รับขนในกรณีที่ไม่มีการส่งมอบของเลยให้นับอายุความ ๑ ปี ตั้งแต่วันที่ล่วงเลยกำหนดส่งมอบของนั้นหรือล่วงเลยกำหนดเวลาอันสมควรส่งมอบ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยสอดคล้องกันว่ามีการส่งสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งที่ท่าเรือซานโฮเซเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑๘ การขนส่งจากท่าเรือซานโฮเซไปยังท่าเรือลอสแองเจลิสใช้เวลาประมาณ ๔ วัน และจากท่าเรือลอสแองเจลิสใช้เวลาเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครประมาณ ๑ เดือน และได้ความจากนางพรรณี ตั้งเรือนวงศ์ กรรมการผู้จัดการของโจทก์ที่ ๑ ว่าได้ตรวจสอบเอกสารทราบว่าเรือจะเดินทางมาถึงประเทศไทยประมาณต้นเดือนตุลาคม ๒๕๓๘ จึงไปติดต่อขอรับสินค้าพิพาทจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าเรือมาเทียบท่าแล้วแต่ไม่มีตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าพิพาทมาด้วย ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์ที่ ๒ว่าได้รับแจ้งจากตัวแทนจำเลยในประเทศไทยว่าสินค้าจะมาถึงท่าเรือกรุงเทพประมาณกลางเดือนตุลาคม ๒๕๓๘ แสดงว่าในการขนส่งสินค้าพิพาท สินค้าพิพาทควรจะต้องมาถึงประเทศไทยและส่งมอบประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๓๘ ฉะนั้น อายุความจะต้องเริ่มนับแต่ช่วงเวลานั้นเมื่อนับแต่ช่วงเวลาดังกล่าวถึงวันฟ้องคือวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๐เป็นเวลาเกิน ๑ ปี แล้ว คดีของโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความฟ้องร้องในกรณีที่ขอให้รับผิดเมื่อไม่มีการส่งมอบสินค้าตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๖ ดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่ากรณีเป็นเรื่องที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญารับขนโดยสิ้นเชิงจึงต้องนำอายุความทั่วไปคือ ๑๐ ปี มาบังคับนั้น ได้ความว่าจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่ขนส่งสินค้าพิพาทมาช่วงหนึ่งแล้ว ก่อนที่สินค้าจะถูกกัก เพราะมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก ข้อเท็จจริงจึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญารับขนโดยสิ้นเชิงดังที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมั่นคงแทน จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทเน็ดลอยด์ลิจเนน บี.วี.รอทเตอร์ดัม จำกัด หรือบริษัทพีแอนด์โอเน็ดลอยด์ไลน์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุวิชา นาควัชระ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4498/2543
#37376
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าเครื่องจักรผลิตกล่องและบรรจุอาหารโดยโจทก์เช่าเครื่องจักรจากบริษัทในประเทศสิงคโปร์แล้วนำมาให้ลูกค้าในประเทศไทยเช่าช่วง ค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ให้เช่ารวมทั้งค่าภาษีอากร ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเครื่องจักรที่เช่าเป็นรายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการเช่าเครื่องจักร ซึ่งสิทธิการเช่า เครื่องจักรนี้ถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง การได้มาซึ่งสิทธิการเช่า จึงเป็นการได้สิทธิในทรัพย์สิน และเนื่องจากสิทธิการเช่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่กิจการของโจทก์เกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี จึงถือว่า เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน โจทก์จึงไม่มีสิทธินำไปหักเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์นำเครื่องจักรดังกล่าว ออกให้เช่าช่วง โจทก์คงมีสิทธิทยอยหักในรูปของค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา เมื่อการเช่าเครื่องจักรระหว่างโจทก์กับผู้ให้เช่าเป็นการเช่า ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจึงหักได้ไม่เกินรอบระยะเวลาบัญชีละร้อยละ 10 ตามมาตรา 4(3) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 การที่เจ้าพนักงานประเมิน นำรายจ่ายดังกล่าวมาเฉลี่ยหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเป็นเวลา10 ปี จึงชอบด้วยกฎหมาย

ลูกค้าเช่าช่วงเครื่องจักรจากโจทก์เพื่อนำไปผลิตกล่องใช้บรรจุนมและผลไม้ โจทก์คิดค่าเช่าช่วงตามจำนวนกล่องที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่บรรจุในกล่องได้แล้ว ซึ่งจะมีการบันทึกไว้ในมิเตอร์ของเครื่องจักรในแต่ละเดือน สิทธิของโจทก์ที่เรียกให้ผู้เช่าช่วงรับผิดในจำนวนเงิน ค่าเช่าช่วงจึงเกิดขึ้นในวันที่ผู้เช่าช่วงผลิตกล่องที่บรรจุนมและน้ำผลไม้ และจำหน่ายได้แล้ว รายได้จากค่าเช่าช่วงจึงเกิดขึ้นในวันดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์สิทธิ โจทก์ต้องนำรายได้ตามหนี้ดังกล่าวมารวมคำนวณ ภาษีเงินได้นิติบุคคลในวันดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง ที่โจทก์อ้างว่าผู้เช่าช่วงจะส่งรายงานเป็นหนังสือระบุจำนวนกล่องที่ผลิต ได้จากเครื่องจักรในระหว่างเดือนปฏิทินที่ผ่านมาให้แก่โจทก์ไม่ช้ากว่าวันที่ 20 ของทุกเดือนปฏิทิน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะออกใบแจ้งหนี้ และเรียกเก็บค่าเช่าช่วงจากผู้เช่าช่วงได้ก่อนที่ผู้เช่าช่วงจะรายงานแจ้งจำนวนการผลิตของเดือนที่ผ่านมา โจทก์จึงต้องบันทึกรายได้ค่าเช่าของเดือนที่ผ่านมาเป็นรายได้ของเดือนที่ออกใบแจ้งหนี้นั้น เป็นเพียงวิธีการชำระเงินค่าเช่าช่วงตามสัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับผู้เช่าช่วงเท่านั้น และเป็นเรื่องกิจการภายในธุรกิจของโจทก์เอง โจทก์จะนำ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับผู้เช่าช่วงมาเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การ จัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากรหาได้ไม่ การบันทึกรายได้ค่าเช่ารับ ตามขนาดและยอดการผลิตที่โจทก์บันทึกไว้จึงเหลื่อมเดือนกัน เมื่อเจ้าพนักงานประเมินนำค่าเช่าที่คำนวณจากยอดการผลิตและ จำหน่ายได้แล้วซึ่งโจทก์คำนวณไว้มาบันทึกรายได้ให้ถูกต้องตาม เงื่อนไขของมาตรา 65 วรรคสอง จึงถือเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วย กฎหมายแล้ว

ประเด็นที่ว่าหากรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานของโจทก์ต้องเฉลี่ย หักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในระยะเวลา 10 ปีแล้ว รายได้ ค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์ได้รับจากผู้เช่าช่วงและโจทก์ได้ลงเป็นรายรับ ในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันกับรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานก็ต้องปรับปรุงเป็นรายได้เฉลี่ย 10 ปี เช่นเดียวกันตามหลักการบัญชีว่าด้วยการรับรู้ รายได้และรายจ่ายโดยใช้เกณฑ์สิทธิและหลักการจับคู่รายจ่ายกับ รายได้นั้น แม้โจทก์จะกล่าวอ้างมาในคำฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้ แต่ในชั้นชี้สองสถานเมื่อศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดเป็นประเด็น ข้อพิพาท โจทก์ก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน อุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับ ประเด็นนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณา คดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับนั้น โจทก์มิได้ยกปัญหา ดังกล่าวเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำฟ้อง จึงเป็น ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้ อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ให้ส่วนลดเพื่อจูงใจลูกค้าของบริษัทโดยกำหนดหลักเกณฑ์การให้ส่วนลดไว้แน่นอนและใช้สำหรับลูกค้าทุกรายของโจทก์ดังนี้ (1) ลูกค้าที่บรรจุและขายผลิตภัณฑ์บริษัทได้มากกว่า 5 ล้านกล่อง จะให้ส่วนลดร้อยละ 2 ของราคาวัตถุดิบ (2) ลูกค้าที่บรรจุและขาย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้มากกว่า 75 ล้านกล่องจะให้ส่วนลดร้อยละ 3 ของราคาวัตถุดิบ การให้ส่วนลดนี้ถ้าลูกค้าสามารถบรรจุและขาย ผลิตภัณฑ์ได้มากแล้ว โจทก์จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ค่าส่วนลดที่โจทก์ ให้แก่ลูกค้าตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายเพื่อประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ของโจทก์อันเกี่ยวข้องกับธุรกิจของโจทก์โดยตรง โจทก์ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร และลำพังเพียงแต่ โจทก์ไม่ได้แจ้งให้ลูกค้าของโจทก์ทราบทุกรายถึงแผนการให้ส่วนลดดังกล่าวก็ยังไม่อาจถือว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะ เป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หาหรือการกุศลตามมาตรา 65 ตรี (3)แห่งประมวลรัษฎากร อันจะเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.3/1016/2/100297 ถึง100299 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2536 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 95 ถึง 97/2541/สภ. (กม.1)ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หาหรือรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากรค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าเครื่องจักรจากบริษัทเต็ดตรา แพ้ค แปซิฟิก พีทีอีจำกัด ประเทศสิงคโปร์ และนำไปให้เช่าช่วงแก่ลูกค้าในประเทศไทย ในช่วงปี 2530ถึง 2532 โจทก์เช่าเครื่องจักรเพื่อนำออกให้เช่าช่วงรวม 15 เครื่อง และเช่ามาเก็บในสต็อก 3 เครื่อง ตามสัญญาเช่าไม่ได้กำหนดอายุของสัญญาเช่าไว้ แต่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าผู้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาเช่าได้เมื่อพ้นระยะเวลาการเช่า 2 ปีแล้วโดยต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้า 12 เดือน การจ่ายค่าเช่าเครื่องจักรผู้เช่าต้องจ่ายให้แก่ผู้ให้เช่าแบ่งออกเป็น 3 รายการ คือ 1. ค่าเช่าพื้นฐาน ผู้เช่าต้องชำระเป็นเงินก้อนจำนวนหนึ่งตามที่ตกลงไว้ในสัญญาให้แก่ผู้ให้เช่าโดยจะไม่มีการคืนเงินดังกล่าวไม่ว่ากรณีใด ๆ 2. ค่าเช่ารายไตรมาส ผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าเป็นรายไตรมาส (ทุก 3 เดือน) เป็นการจ่ายหลังจากเครื่องจักรได้ใช้งานแล้ว หรือ 60 วัน หลังจากวันส่งมอบเครื่องจักรให้ผู้เช่า 3. ค่าเช่าตามขนาดหรือยอดการผลิต ผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่าตามจำนวนกล่องที่บรรจุสินค้าและขายได้แล้วต่อเดือนตามอัตราที่กำหนดในสัญญาเช่าแต่ละฉบับ จำเลยตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 แล้วจำเลยแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 โดยภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 ที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 105,121,679 บาท ส่วนภาษีการค้าคงรับผิดชำระเพิ่ม เฉพาะปีภาษี 2531 และ 2532 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 81,550 บาท เนื่องจากจำเลยอ้างว่าโจทก์บันทึกรายรับเหลื่อมเดือน โจทก์นำค่าเช่าพื้นฐานหักเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชีเป็นการไม่ถูกต้อง และโจทก์จ่ายส่วนลดแก่ลูกค้าไม่ถูกต้องเป็นรายจ่ายต้องห้าม กรณีรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ให้เช่าเครื่องจักรที่จำเลยอ้างว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 จำนวน 36,558,498.84 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 68,250,606.74 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน 36,661,683.68 บาท โจทก์เห็นว่าการคำนวณของจำเลยไม่ถูกต้องเพราะรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานดังกล่าวไม่ใช่เป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน เนื่องจากโจทก์ไม่ได้นำเครื่องจักรที่เช่ามาใช้เพื่อการผลิตสินค้าของโจทก์หรือเพื่อก่อให้เกิดรายได้ของโจทก์เอง แต่โจทก์นำไปให้เช่าช่วงต่อทุกเครื่อง กรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นรายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในทรัพย์สินเพราะเครื่องจักรที่โจทก์เช่ามิได้กลายเป็นทรัพย์สินของโจทก์จึงมิได้เป็นทุนรอนของโจทก์ โจทก์เพียงแต่มีสิทธินำไปให้เช่าช่วงได้ตามเงื่อนไขของสัญญาเช่าเท่านั้น รายจ่ายดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายที่โจทก์สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์นำเครื่องจักรนั้นออกไปให้เช่าช่วงทั้งจำนวนและตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่องข้อสมมุติขั้นมูลฐานการบัญชีและฉบับที่ 6 เรื่องการรับรู้รายได้ ได้กำหนดให้รับรู้รายได้โดยมีเงื่อนไข 2 ประการคือ 1. กระบวนการก่อให้เกิดรายได้ ได้สำเร็จหรือถือว่าสำเร็จแล้ว และ2. การแลกเปลี่ยนได้เกิดขึ้นแล้วตามมาตรฐานบัญชีดังกล่าวได้กำหนดหลักการจับคู่รายจ่ายและรายได้อันจะต้องบันทึกรายได้ตามหลักการการเกิดขึ้นของรายได้ก่อน หลังจากนั้นจึงนำรายจ่ายไปจับคู่กับรายได้นั้น ระบบบัญชีของโจทก์ โจทก์ได้บันทึกรายได้รายจ่ายตามหลักบัญชีดังกล่าวคือโจทก์ได้จ่ายค่าเช่าพื้นฐานเป็นจำนวนหนึ่งก่อน เพื่อให้ได้สิทธิการเช่า และเมื่อโจทก์นำเครื่องจักรออกไปให้เช่าช่วง โจทก์ก็เรียกเก็บเงินค่าเช่าพื้นฐานจำนวนหนึ่งก่อนเช่นเดียวกันตามระบบบัญชีดังกล่าว หากจำเลยถือว่าค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์จ่ายให้แก่เจ้าของเครื่องจักรเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ซึ่งจะต้องหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามระยะเวลาการเช่า จำเลยจะต้องนำค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์ได้รับจากผู้เช่าช่วงเป็นรายได้ที่ได้รับล่วงหน้าและจะต้องคิดแบ่งเฉลี่ยเป็นรายได้ตลอดระยะเวลาการเช่าตามเกณฑ์สิทธิตามหลักการจับคู่ รายจ่ายกับรายได้เช่นเดียวกันแต่จำเลยไม่ได้ปรับปรุงคิดเฉลี่ยในส่วนที่เป็นรายได้ของโจทก์ และที่จำเลยคิดเฉลี่ยหักเป็นรายจ่ายเป็นระยะเวลา 10 ปีทั้งหมดนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเครื่องจักรที่โจทก์เช่ามาจำนวน3 เครื่อง โจทก์ไม่ได้นำออกให้เช่าช่วงและโจทก์ไม่ได้ลงบันทึกค่าเช่าเป็นรายจ่ายของโจทก์ในปีนั้น จนกว่าจะนำออกไปให้เช่าช่วงได้ แต่เจ้าพนักงานประเมินไม่ได้นำรายจ่ายค่าเช่าส่วนนี้มาพิจารณาคิดเฉลี่ยด้วยและมีเครื่องจักรอีก 2 เครื่องที่โจทก์ได้เลิกสัญญาเช่าและส่งคืนไปต่างประเทศก่อนครบ 10 ปี การคิดเฉลี่ยรายจ่ายเป็นระยะเวลา 10 ปีจึงไม่ถูกต้อง ซึ่งโจทก์ได้ชี้แจงและส่งเอกสารประกอบแล้วตามคำชี้แจงลงวันที่ 23 มิถุนายน 2540 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 82 ถึง 94 ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 โจทก์ลงบัญชีรายได้จากค่าเช่ารับตามยอดการผลิตจำนวน 14,122,275.78 บาท จำนวน 17,386,947.78 บาท และจำนวน 20,620,580.60 บาท ตามลำดับตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 79 ถึง 81 สาเหตุที่โจทก์ลงบัญชีดังกล่าวเนื่องจากตามสัญญาเช่าเครื่องจักรระหว่างโจทก์กับผู้เช่าช่วง ตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4(ค) ระบุว่าค่าเช่าให้คิดตามจำนวนการผลิตสินค้าและขายได้แล้ว ไม่ใช่คิดตามจำนวนกล่องที่ผลิตอย่างเดียว ในทางปฏิบัติผู้เช่าช่วงจะแจ้งยอดการผลิตและขายได้แล้วให้โจทก์ทราบในเดือนถัดจากเดือนที่ผลิตและขายได้จริงตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 4 ข้อที่ 8 ระบุให้ผู้เช่าช่วงแจ้งยอดการผลิตและจำนวนการขายกล่องให้แก่ผู้ให้เช่าทราบไม่เกินวันที่ 20 ของเดือนถัดไป สัญญาเช่าช่วงของโจทก์ทุกฉบับมีเงื่อนไขเช่นเดียวกันนี้ เมื่อโจทก์ได้รับแจ้งจากผู้เช่าช่วงโจทก์จะออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าเช่าช่วงเดือนนั้นจากผู้เช่าช่วงโจทก์ถือว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเช่าแต่ละเดือนเมื่อโจทก์ได้ออกใบแจ้งหนี้ให้แก่ผู้เช่าช่วงเพราะโจทก์ลงบัญชีตามเกณฑ์สิทธิ เมื่อโจทก์ออกใบแจ้งหนี้ในเดือนใด โจทก์ถือว่าเป็นรายได้ของเดือนนั้น โจทก์จึงบันทึกรายได้ของเดือนนั้นตามสำเนาใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.3 หมาย จ.4 และหมาย จ.5 การลงบัญชีรายได้ของโจทก์จะตรงกับรายจ่ายของผู้เช่าช่วง ไม่ได้เหลื่อมเดือนกัน ที่จำเลยแจ้งว่าโจทก์จะต้องบันทึกรายได้ให้ตรงกับการผลิตของผู้เช่าช่วงในเดือนเดียวกันนั้น ไม่สามารถจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติเพราะไม่ตรงกับข้อตกลงในสัญญาเช่าเพราะหากผู้เช่าช่วงทำการผลิตในวันสุดท้ายของเดือนและยังไม่ได้ขายสินค้าออกไป ผู้เช่าช่วงยังไม่ต้องชำระค่าเช่าช่วงแก่โจทก์ตามสัญญา โดยจำเลยอ้างว่าสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 โจทก์ลงบัญชีค่าเช่ารับต่ำไปจำนวน 227,706.65 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 โจทก์ลงบัญชีค่าเช่ารับต่ำไปจำนวน 146,147.31 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 โจทก์ลงบัญชีค่าเช่ารับต่ำไปจำนวน 421,897.69 บาท ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 59 ถึง 61 และการที่จำเลยแก้ไขบัญชีรายรับของโจทก์ทำให้ภาษีการค้ารอบปี 2531 และ 2532 คลาดเคลื่อนไปด้วย ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 โจทก์มีรายจ่ายที่เป็นส่วนลดแก่ลูกค้าจำนวน 11,403,234 บาท ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 57 และแผ่นที่ 89 ถึง 91 ส่วนลดดังกล่าวเป็นนโยบายของฝ่ายการตลาดของบริษัทโจทก์ที่ต้องการจูงใจให้ลูกค้าเพิ่มยอดการผลิตเพื่อจะได้รับส่วนลดตามเกณฑ์ที่โจทก์ตั้งไว้ ซึ่งจะมีผลให้โจทก์มีรายได้จากค่าเช่าเพิ่มขึ้น ตามรายงานการประชุมของฝ่ายการตลาดเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 1 โดยผู้จัดการฝ่ายการตลาดของโจทก์ได้แจ้งหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้แก่ลูกค้าของโจทก์ทราบเป็นหนังสือแต่ไม่ได้แจ้งให้ผู้เช่าช่วงเครื่องจักรทราบทุกรายเพราะลูกค้าบางรายมียอดการผลิตต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้มากแม้โจทก์จะแจ้งนโยบายให้ส่วนลดแก่ลูกค้า ลูกค้ารายนั้นก็ไม่มีโอกาสที่จะทำยอดขายถึงเกณฑ์ที่จะได้รับส่วนลด การแจ้งให้ลูกค้าดังกล่าวทราบจึงไม่เกิดประโยชน์แก่โจทก์แต่อาจเสียลูกค้าไป ลูกค้าที่สามารถทำยอดการผลิตตามเกณฑ์ที่ได้รับส่วนลดในปี 2530 มี 3 บริษัท คือ บริษัทโฟร์โมสต์ ฟรีสแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัดองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย และสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรีจำกัด ในปี 2531 ถึง 2532 มีเพียงบริษัทเดียวคือบริษัทโฟร์โมสต์ฟรีสแลนด์(ประเทศไทย) จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 1 และ 2 บริษัทโปกิ(ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ผลิตไอศครีม ในช่วงปี 2530 ถึง 2532 ลูกค้ารายนี้มียอดการผลิตและขายเฉลี่ยประมาณปีละสองล้านกล่อง เป็นลูกค้าของโจทก์มาหลายปี บริษัทนี้มียอดขายต่ำและไม่มีโอกาสที่จะทำยอดการผลิตถึงเกณฑ์ที่โจทก์กำหนด โจทก์จึงไม่ได้แจ้งหลักเกณฑ์การให้ส่วนลดดังกล่าว บริษัทเนสเล่(ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทผลิตนมกล่อง ในช่วงปี 2530 ถึง 2532 ลูกค้ารายนี้มียอดการผลิตและขายเฉลี่ยประมาณปีละสามสิบสี่ล้านกล่องเป็นลูกค้าของโจทก์มาหลายปี โจทก์ไม่ได้แจ้งหลักเกณฑ์การให้ส่วนลดเพราะมียอดการผลิตต่ำกว่าเกณฑ์ บริษัทคิกคาปู้ (ประเทศไทย) จำกัด ในช่วงปี 2530 ถึง2532 ลูกค้ารายนี้มียอดการผลิตและขายเฉลี่ยประมาณปีละสามสิบสองล้านกล่อง บริษัทนี้ไม่สามารถทำยอดขายจนมีสิทธิได้รับส่วนลดตามที่โจทก์วางหลักเกณฑ์ได้ โจทก์จึงไม่ได้แจ้งให้ทราบ นโยบายให้ส่วนลดดังกล่าว โจทก์ไม่ได้เลือกปฏิบัติ หากลูกค้ารายใดสามารถทำยอดการผลิตได้ถึงเกณฑ์ที่โจทก์กำหนด โจทก์จะให้ส่วนลดแก่ลูกค้าทุกราย ที่ผ่านมาลูกค้าที่ทำยอดการผลิตถึงเกณฑ์ที่กำหนดมีเพียงสามบริษัท ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เลือกปฏิบัติจึงไม่ถือว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการหรือเป็นการให้โดยเสน่หานั้นไม่ถูกต้อง

จำเลยนำสืบว่า สัญญาเช่าเครื่องจักรระหว่างโจทก์กับผู้ให้เช่าและสัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับลูกค้าของโจทก์จะมีรายละเอียดเหมือนกันยกเว้นเพียงเรื่องค่าเช่าที่สัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับลูกค้าจะแบ่งค่าเช่าออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ 1. เป็นค่าเช่าพื้นฐาน 2. เป็นค่าเช่ารายไตรมาส และ 3. เป็นค่าเช่าตามยอดการผลิตและขายได้ การจ่ายค่าเช่าพื้นฐานระหว่างโจทก์กับลูกค้า คือ ลูกค้าของโจทก์จะต้องจ่ายค่าเช่าพื้นฐานก่อนการส่งมอบและติดตั้งเครื่องจักรรวมทั้งก่อนเครื่องจักรจะใช้งานได้ โจทก์เป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรดังกล่าวเองโดยโจทก์จะเป็นผู้ชำระค่าภาษีอากรสำหรับการนำเข้าเครื่องจักร สำหรับค่าเช่ารายไตรมาส มีลักษณะการชำระค่าเช่าโดยชำระทุกวันที่ 20 ของเดือนแรกของแต่ละไตรมาส สำหรับค่าเช่าตามยอดการผลิตและขายได้จะคิดเมื่อผลิตกล่องพร้อมที่จะขายได้ โจทก์บันทึกค่าเช่ารับตามขนาดหรือยอดการผลิต โดยถือเอาตามจำนวนกล่องที่บรรจุสินค้าเสร็จและขายได้แล้ว ซึ่งจะมีการบันทึกไว้ในมิเตอร์ของเครื่องจักรในแต่ละเดือน โจทก์บันทึกรายได้ค่าเช่ารับดังกล่าวโดยยึดใบแจ้งหนี้ของโจทก์เป็นหลัก ถ้าเป็นใบแจ้งหนี้ที่ออกในเดือนใดก็จะถือเป็นรายได้ของโจทก์ในเดือนนั้น การบันทึกรายได้ค่าเช่ารับดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะใบแจ้งหนี้ของโจทก์กำหนดไว้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เป็นค่าเช่าเครื่องจักรสำหรับเดือนใด เมื่อใบแจ้งหนี้ของโจทก์กำหนดว่า เป็นค่าเช่าสำหรับเดือนใดแล้วจะต้องบันทึกเป็นรายได้ของเดือนนั้น มิใช่บันทึกเป็นรายได้ของโจทก์ตามวันที่ออกใบแจ้งหนี้ เนื่องจากโจทก์ใช้เกณฑ์สิทธิในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้ารายจ่ายที่เป็นส่วนลดแก่ลูกค้าเพื่อสนับสนุนยอดการผลิตของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 นั้น ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ได้ให้การแก่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่า โจทก์มีหนังสือแจ้งให้ลูกค้าของโจทก์ทราบทุกรายว่า ถ้าผลิตกล่องได้ตามจำนวนที่กำหนดไว้จะได้รับส่วนลดแต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้สุ่มตัวอย่างเลือกตรวจสอบลูกค้าของโจทก์จำนวน 4 ราย พบว่าบริษัททั้งสี่ดังกล่าวไม่เคยเห็นเอกสารที่แจ้งให้ส่วนลดแก่ลูกค้าของโจทก์ แต่โจทก์เลือกปฏิบัติให้แก่ลูกค้าของโจทก์เพียงบางรายคือ บริษัทโฟร์โมสต์ ฟรีสแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด กรณีค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์ได้รับจากผู้เช่าช่วงโจทก์รับในเดือนใดต้องถือเป็นรายได้ของโจทก์ในเดือนนั้น และค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ให้เช่าถือเป็นรายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการเช่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน เนื่องจากรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ให้เช่ามีลักษณะเป็นเงินกินเปล่าในกรณีที่มีการเลิกสัญญาไม่จำเป็นต้องคืนเงินค่าเช่าพื้นฐานดังกล่าวให้แก่ผู้ให้เช่า นอกจากนี้รายจ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นก่อนมีการส่งมอบเครื่องจักรเพื่อไปทำการติดตั้งให้แก่ผู้เช่าช่วงจนสามารถใช้งานได้การที่โจทก์นำรายจ่ายดังกล่าวทั้งจำนวนมาหักเป็นรายจ่ายของโจทก์ในปีที่จ่ายค่าเช่าพื้นฐานดังกล่าวจึงไม่ชอบ รายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานดังกล่าวประกอบไปด้วยค่าเช่าพื้นฐานค่าภาษีอากร ภาษีการค้า และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการนำเข้า จากการตรวจสอบการเสียภาษีอากรของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 พบว่าโจทก์บันทึกรายได้และลงบัญชีรายจ่ายไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 49 ถึง 61 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 3 ถึง 7กรณีเครื่องจักร 5 เครื่องที่โจทก์อ้างในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ว่าเครื่องจักรดังกล่าวได้มีการเลิกสัญญาเช่าและส่งคืนเครื่องจักรที่เช่าก่อนครบ 10 ปีรวมทั้งเครื่องจักรบางตัวโจทก์เช่าและเสียค่าเช่าแล้วแต่ยังมิได้นำออกให้เช่าช่วงนั้น โจทก์มิได้ส่งหลักฐานเกี่ยวกับเครื่องจักรดังกล่าวไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจึงไม่เชื่อตามที่โจทก์กล่าวอ้างสำหรับการประเมินภาษีการค้าโจทก์ในปีภาษี 2531 และ 2532 เนื่องจากโจทก์ใช้เกณฑ์สิทธิในการเสียภาษีการค้า ประเด็นความผิดของโจทก์จึงเป็นลักษณะเช่นเดียวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 63 ถึง 65โจทก์ยื่นคำอุทธรณ์เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2536 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 109 ถึง 135 เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์ได้จัดทำรายงานพิจารณาอุทธรณ์ไว้ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 59 ถึง 75 และ 76 ถึง 78 รายงานการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1แผ่นที่ 1 ถึง 18 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 19 ถึง 23

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจค้าขายทุกชนิดรวมทั้งเช่าหรือให้เช่าทรัพย์สิน จำเลยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลังมีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายเมื่อปี 2524 โจทก์เริ่มประกอบการให้เช่าเครื่องจักรผลิตกล่องและบรรจุอาหาร โดยโจทก์จะทำสัญญาเช่าจากบริษัทเต็ดตรา แพ้ค แปซิฟิก พีทีอี จำกัด ประเทศสิงคโปร์แล้วนำไปให้ลูกค้าในประเทศไทยเช่าช่วงต่อ ในระหว่างปี 2530 ถึงปี 2532 โจทก์ได้เช่าเครื่องจักรเพื่อนำออกให้เช่าช่วงต่อในประเทศรวม 15 เครื่อง และเช่ามาเก็บในสต็อก 3 เครื่องตามสัญญาเช่า เอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้ยื่นแบบเสียภาษีอากรและนำค่าภาษีอากรชำระแก่จำเลยแล้ว หลังจากนั้นโจทก์ยื่นคำขอคืนภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึงปี 2532 จำนวน 8,578,725 บาทต่อจำเลยจำเลยได้ตรวจสอบการเสียภาษีอากรของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2536 จำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.3/1016/2/10098 ให้โจทก์นำเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2530 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2530 ชำระเพิ่มเติมคือ เงินภาษีจำนวน 11,799,005.11 บาท เบี้ยปรับจำนวน 11,799,005.11 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 11,327,045.12 บาท รวมเป็นเงิน 34,925,055 บาท หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.3/1016/2/100299 ให้โจทก์นำเงินภาษีนิติบุคคล รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2531 ชำระเพิ่มเติมคือ เงินภาษีจำนวน 16,164,109.26 บาท เบี้ยปรับจำนวน 16,164,109.26 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 12,608,008.28 บาท รวมเป็นเงิน44,936,223 บาท หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ต.3/1016/2/100297 ให้โจทก์นำเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2532 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2532 ชำระเพิ่มเติมคือเงินภาษีจำนวน 9,715,539.06 บาท เบี้ยปรับจำนวน 9,715,539.06 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 5,829,323.60 บาท รวมเป็นเงิน 25,260,401 บาท หนังสือแจ้งภาษีการค้าที่ ต.3/1016/4/107136 ให้โจทก์ชำระภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเทศบาล สำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2531 เพิ่มเติมจำนวน 16,066 บาท หนังสือแจ้งภาษีการค้าที่ ต.3/1016/4/107137 ให้โจทก์ชำระภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเทศบาลสำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2531 เพิ่มเติมจำนวน 65,484 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 121 ถึง 123 และหนังสือแจ้งภาษีการค้าเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 124, 125 โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการแจ้งประเมินภาษีของจำเลยทั้งห้าฉบับจึงได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2536 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้วินิจฉัยว่า ข้อโต้แย้งของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แต่ได้ลดเบี้ยปรับของทุกรายการร้อยละ 50 รวมเป็นเงินภาษีที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสิ้นจำนวน 86,335,571.06 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 19 ถึง 23

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่าโจทก์บันทึกรายได้ค่าเช่ารับตามขนาดหรือยอดการผลิตไว้เหลื่อมเดือนหรือไม่การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีการค้าในปี 2531 และ 2532 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 นั้น ระบุว่าค่าเช่าจากยอดการผลิตขึ้นอยู่กับจำนวนกล่องที่ผลิตและจำหน่ายได้แล้ว ทั้งผู้เช่าช่วงจะต้องส่งรายงานเป็นหนังสือระบุจำนวนกล่องที่ผลิตได้จากเครื่องจักรในระหว่างเดือนที่ผ่านมาให้แก่โจทก์ไม่ช้ากว่าวันที่ 20 ของทุกเดือน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะออกใบแจ้งหนี้และเรียกเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าช่วงได้ก่อนที่ผู้เช่าช่วงจะรายงานแจ้งจำนวนการผลิตของเดือนที่ผ่านมา ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกเก็บค่าเช่าจึงเกิดเมื่อโจทก์ได้รับรายงานจากผู้เช่าช่วงและโจทก์ได้ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าเช่าดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงต้องบันทึกรายได้ค่าเช่าของเดือนที่ผ่านมาเป็นรายได้ของเดือนที่ออกใบแจ้งหนี้ มิใช่เป็นการบันทึกรายได้เหลื่อมเดือนการบันทึกรายได้ของโจทก์สำหรับค่าเช่าตามยอดการผลิตในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 จึงชอบด้วยประมวลรัษฎากรมาตรา 65 วรรคสอง เห็นว่า เดิมประมวลรัษฎากรไม่ได้บัญญัติว่า จะต้องใช้เกณฑ์ใดในการคำนวณกำไรสุทธิจากเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต่อมาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 โดยได้แก้ไขมาตรา 65 วรรคหนึ่งว่า "เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณจากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน" วรรคสองว่า "การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิโดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นเกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น" ซึ่งจากผลของการแก้ไขมาตรา 65ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2528 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจึงต้องใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเมื่อโจทก์เป็นบริษัทจำกัดจึงต้องปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 เช่นเดียวกัน คดีนี้ได้ความว่าโจทก์คิดค่าเช่าช่วงตามยอดการผลิต ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนกล่องที่ผลิตได้จากเครื่องจักรที่ผ่านการบรรจุและจำหน่ายได้แล้วกับผู้เช่าช่วงทุกรายของโจทก์เมื่อผู้เช่าช่วงเครื่องจักรจากโจทก์ทำการผลิตกล่องที่บรรจุนมและน้ำผลไม้และจำหน่ายได้แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้ผู้เช่าช่วงรับผิดในจำนวนเงินค่าเช่าช่วงดังกล่าวได้ในวันที่ผู้เช่าช่วงผลิตกล่องที่บรรจุนมและน้ำผลไม้และจำหน่ายได้แล้วถือเป็นรายได้จากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีตามหลักเกณฑ์สิทธิโจทก์ต้องนำรายได้ตามหนี้ดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในวันดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง ที่โจทก์อ้างว่าผู้เช่าช่วงจะส่งรายงานเป็นหนังสือระบุจำนวนกล่องที่ผลิตได้จากเครื่องจักรในระหว่างเดือนปฏิทินที่ผ่านมาให้แก่โจทก์ไม่ช้ากว่าวันที่ 20 ของทุกเดือนปฏิทิน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะออกใบแจ้งหนี้และเรียกเก็บค่าเช่าช่วงจากผู้เช่าช่วงได้ก่อนที่ผู้เช่าช่วงจะรายงานแจ้งจำนวนการผลิตของเดือนที่ผ่านมาจากผู้เช่าช่วงโจทก์จึงต้องบันทึกรายได้ค่าเช่าของเดือนที่ผ่านมาเป็นรายได้ของเดือนที่ออกใบแจ้งหนี้นั้น เป็นเพียงวิธีการชำระเงินค่าเช่าช่วงตามสัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับผู้เช่าช่วงเท่านั้น และเป็นเรื่องกิจการภายในธุรกิจของโจทก์เองโจทก์จะนำข้อตกลงระหว่างโจทก์กับผู้เช่าช่วงมาเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรหาได้ไม่ การบันทึกรายได้ค่าเช่ารับตามขนาดและยอดการผลิตที่โจทก์บันทึกไว้จึงเหลื่อมเดือนกัน เมื่อเจ้าพนักงานประเมินนำค่าเช่าที่คำนวณจากยอดการผลิตและจำหน่ายได้แล้วซึ่งโจทก์คำนวณไว้มาบันทึกเป็นรายได้ให้ถูกต้องตามเงื่อนไขมาตรา 65 วรรคสอง เช่นนี้ ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว สำหรับภาษีการค้านั้น เมื่อโจทก์บันทึกรายได้ค่าเช่ารับตามขนาดและยอดการผลิตเหลื่อมเดือนกันเช่นนี้ จึงมีผลทำให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงยอดรายรับของแต่ละเดือนเหลื่อมเดือนกันด้วย ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาเกี่ยวกับภาษีการค้าในปี 2531 และ 2532จึงชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองมีว่ารายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ให้เช่าก่อนส่งมอบและติดตั้งเครื่องจักรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 จำนวน 36,558,498.84 บาท รอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 68,250,606.74 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน36,661,683.68 บาท เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (5) หรือไม่ และเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรที่โจทก์เช่ามาจากบุคคลอื่นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่โจทก์เสียค่าเช่าพื้นฐานไปมิได้ทำให้โจทก์มีทรัพย์สินหรือทุนรอนเพิ่มขึ้นแม้โจทก์จะมีสิทธิในการใช้เครื่องจักรตามสัญญาเช่าก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และไม่ได้ใช้ในกระบวนการผลิตของโจทก์ด้วยการนำสิทธิการเช่าออกไปให้เช่าช่วงเปรียบเสมือนว่าโจทก์ซื้อสินค้ามาเพื่อขายไป ดังนั้นรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานของโจทก์ที่ได้จ่ายเพื่อให้ได้เครื่องจักรเสมือนโจทก์จ่ายไปเพื่อให้ได้สิทธิคือสิทธิการเช่าอันเป็นสินค้าของโจทก์เพื่อนำออกให้เช่าช่วงเงินค่าเช่าพื้นฐานจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนแต่เป็นรายจ่ายในการประกอบธุรกิจของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีได้เต็มจำนวน เห็นว่า การประกอบกิจการของโจทก์ โจทก์จะดำเนินการต่อเมื่อลูกค้าในประเทศได้ทำสัญญาเช่าเครื่องจักรกับโจทก์ก่อน โจทก์จึงได้ติดต่อไปยังเจ้าของเครื่องจักรในประเทศสิงคโปร์เพื่อเช่าเครื่องจักรตามแบบและขนาดที่ลูกค้าในประเทศต้องการ ซึ่งโจทก์ต้องจ่ายค่าเช่าพื้นฐานให้แก่เจ้าของเครื่องจักรในประเทศสิงคโปร์รวมทั้งค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้าและรายจ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตอนนำเข้าเพราะโจทก์เป็นผู้นำเข้าและผ่านพิธีศุลกากรเองรายจ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวมาจึงเป็นรายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการเช่าเครื่องจักรซึ่งสิทธิการเช่าเครื่องจักรนี้ถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง การได้มาซึ่งสิทธิการเช่าจึงเป็นการได้สิทธิในทรัพย์สิน และเนื่องจากสิทธิการเช่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่กิจการของบริษัทโจทก์เกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี จึงถือว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สามมีว่าเจ้าพนักงานประเมินหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรที่โจทก์เช่ามาจากบุคคลอื่นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าหากรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานของโจทก์เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนแล้ว จำเลยชอบที่จะเฉลี่ยหักในอัตราร้อยละ 20 และเฉลี่ยหักภายในเวลา 5 ปี เท่านั้น อีกทั้งตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 1 ข้อ 5 ได้กำหนดอายุสัญญาเช่าไว้เป็นเวลา 2 ปีและให้สิทธิผู้เช่าบอกเลิกสัญญาได้โดยแจ้งล่วงหน้า 12 เดือน ดังนั้น สัญญาเช่าเครื่องจักรของโจทก์จึงไม่ใช่สัญญาเช่าไม่มีกำหนดระยะเวลา การที่เจ้าพนักงานประเมินได้นำรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานมาเฉลี่ยหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรที่โจทก์เช่ามาเป็นเวลา 10 ปี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 1 ข้อ 5 (หรือเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 5)นั้นไม่ได้ระบุว่ามีกำหนดระยะเวลาเช่าเท่าใด คงระบุแต่เพียงว่าไม่ว่าเวลาใด ๆ หลังจากครบกำหนด 2 ปี นับจากวันที่การเช่ามีผลบังคับผู้เช่าอาจบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่านี้เป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้า 12 เดือน ซึ่งมีความหมายว่าหากผู้เช่ายังไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาแล้วผู้เช่าก็เช่าได้ต่อไปโดยไม่มีกำหนด ลักษณะเช่นนี้ถือว่าเป็นสัญญาเช่าไม่มีกำหนดระยะเวลาสำหรับการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคานั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (2)ได้บัญญัติว่าการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 มาตรา 4 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินว่าให้คำนวณหักตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีทั้งนี้ไม่เกินอัตราร้อยละของมูลค่าต้นทุนตามประเภทของทรัพย์สิน เมื่อค่าเช่าพื้นฐานดังกล่าวเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการเช่าดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น และการเช่าเครื่องจักรดังกล่าวเป็นการเช่าที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรดังกล่าวจึงต้องบังคับตามมาตรา 4(3) ซึ่งกำหนดถึงทรัพย์สินประเภทที่เป็นต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิการเช่าว่า กรณีมีหนังสือสัญญาเช่าที่มีข้อกำหนดให้ต่ออายุการเช่าได้โดยเงื่อนไขการต่ออายุนั้น เปิดโอกาสให้ต่ออายุการเช่ากันได้ต่อ ๆ ไปจะหักได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าต้นทุน ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินนำรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานของโจทก์มาเฉลี่ยหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรที่เช่ามาเป็นเวลา 10 ปี จึงชอบด้วยกฎหมาย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หากรายจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 65 ม. 65 ทวิ (2) ม. 65 ตรี (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4498/2543
#91200
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์คิดค่าเช่าช่วงตามยอดการผลิต ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนกล่องที่ผลิตได้จากเครื่องจักรที่ผ่านการบรรจุและจำหน่ายได้แล้วกับผู้เช่าช่วงทุกรายของโจทก์ เมื่อผู้เช่าช่วงเครื่องจักรจากโจทก์ทำการผลิตกล่องที่บรรจุนมและน้ำผลไม้และจำหน่ายได้แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้ผู้เช่าช่วงรับผิดในจำนวนเงินค่าเช่าช่วงดังกล่าวได้ในวันที่ผู้เช่าช่วงผลิตกล่องที่บรรจุนมและน้ำผลไม้และจำหน่ายได้แล้ว ถือเป็นรายได้จากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีตามหลักเกณฑ์สิทธิโจทก์ต้องนำรายได้ตามหนี้ดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในวันดังกล่าวตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง การที่ผู้เช่าช่วงส่งรายงานเป็นหนังสือระบุจำนวนกล่องที่ผลิตได้จากเครื่องจักรในระหว่างเดือนปฏิทินที่ผ่านมาให้แก่โจทก์ไม่ช้ากว่าวันที่ 20 ของทุกเดือนปฏิทิน เป็นเพียงวิธีการชำระเงินค่าเช่าช่วงตามสัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับผู้เช่าช่วงเท่านั้น และเป็นเรื่องกิจการภายในธุรกิจของโจทก์เอง โจทก์จะนำข้อตกลงระหว่างโจทก์กับผู้เช่าช่วงมาเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรหาได้ไม่ และเมื่อโจทก์บันทึกรายได้ค่าเช่ารับตามขนาดและยอดการผลิตเหลื่อมเดือนกัน จึงมีผลทำให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงยอดรายรับของแต่ละเดือนเหลื่อมเดือนกันด้วย

การประกอบกิจการของโจทก์ โจทก์จะดำเนินการต่อเมื่อลูกค้าในประเทศได้ทำสัญญาเช่าเครื่องจักรกับโจทก์ก่อน โจทก์จึงได้ติดต่อไปยังเจ้าของเครื่องจักรในประเทศสิงคโปร์เพื่อเช่าเครื่องจักรตามแบบและขนาดที่ลูกค้าในประเทศต้องการ ซึ่งโจทก์ต้องจ่ายค่าเช่าพื้นฐานให้แก่เจ้าของเครื่องจักรในประเทศสิงคโปร์รวมทั้งค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้าและรายจ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตอนนำเข้าเพราะโจทก์เป็นผู้นำเข้าและผ่านพิธีศุลกากรเอง รายจ่ายต่าง ๆ ดังกล่าว จึงเป็นรายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการเช่าเครื่องจักร ซึ่งเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง การได้มาซึ่งสิทธิการเช่าจึงเป็นการได้สิทธิในทรัพย์สิน และเนื่องจากสิทธิการเช่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่กิจการของบริษัทโจทก์เกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี จึงถือว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน

สัญญาเช่าไม่ได้ระบุว่ามีกำหนดระยะเวลาเช่าเท่าใด คงระบุแต่เพียงว่า ไม่ว่าเวลาใด ๆ หลังจากครบกำหนด 2 ปี นับจากวันที่การเช่ามีผลบังคับผู้เช่าอาจบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่านี้เป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้า 12 เดือนมีความหมายว่าหากผู้เช่ายังไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาแล้วผู้เช่าก็เช่าได้ต่อไปโดยไม่มีกำหนด ลักษณะเช่นนี้ถือว่าเป็นสัญญาเช่าไม่มีกำหนดระยะเวลา เมื่อค่าเช่าพื้นฐานดังกล่าวเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนเป็นการเช่าที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรดังกล่าวจึงต้องบังคับตามมาตรา4 (3) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 ซึ่งกำหนดถึงทรัพย์สินประเภทที่เป็นต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิการเช่าว่า กรณีมีหนังสือสัญญาเช่าที่มีข้อกำหนดให้ต่ออายุการเช่าได้โดยเงื่อนไขการต่ออายุนั้น เปิดโอกาสให้ต่ออายุการเช่ากันได้ต่อ ๆ ไปจะหักได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าต้นทุน การที่เจ้าพนักงานประเมินนำรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานของโจทก์มาเฉลี่ยหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรที่เช่ามาเป็นเวลา 10 ปี จึงชอบด้วยกฎหมาย

แม้ประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์โจทก์จะกล่าวอ้างมาในคำฟ้อง และจำเลยให้การต่อสู้ แต่เมื่อศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถานและโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นดังกล่าวไว้ อุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับนั้น โจทก์มิได้ยกปัญหาดังกล่าวเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากร ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่ประชุมฝ่ายการตลาดของโจทก์ได้อนุมัติแผนการให้ส่วนลดเพื่อจูงใจลูกค้าของบริษัท ตามหลักเกณฑ์ดังนี้ (1). สำหรับลูกค้าที่บรรจุและขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้มากกว่า 50 ล้านกล่อง จะให้ส่วนลดร้อยละ 2 (ของราคาวัตถุดิบ)(2). สำหรับลูกค้าที่บรรจุและขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้มากกว่า 75 ล้านกล่องจะให้ส่วนลดร้อยละ 3 (ของราคาวัตถุดิบ) หลักเกณฑ์การให้ส่วนลดดังกล่าวกำหนดไว้แน่นอน และใช้สำหรับลูกค้าทุกรายของโจทก์ ทั้งแผนการให้ส่วนลดเพื่อจูงใจลูกค้าของโจทก์นั้น ถ้าลูกค้าสามารถบรรจุและขายผลิตภัณฑ์ได้มากแล้ว โจทก์จะมีรายได้เพิ่มขึ้น รายจ่ายดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายเพื่อประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ของโจทก์อันเกี่ยวข้องกับธุรกิจของโจทก์โดยตรง จำเลยไม่มีหลักฐานมาสนับสนุนให้เห็นว่าลูกค้าของโจทก์ทั้ง 3 ราย ที่ได้รับส่วนลดนั้นมีความผูกพันเฉพาะกับโจทก์อย่างไรอันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้เลือกปฏิบัติ ลำพังเพียงแต่โจทก์ไม่ได้แจ้งให้ลูกค้าของโจทก์ทราบทุกรายถึงแผนการให้ส่วนลดนั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หาหรือการกุศล เมื่อโจทก์ได้จ่ายเพื่อผลในการดำเนินธุรกิจของโจทก์หรือเพื่อกิจการของโจทก์ โจทก์ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคล ของกองตรวจภาษีอากร กรมสรรพากรที่ ต.๓/๑๐๑๖/๒/๑๐๐๒๙๗ ถึง ๑๐๐๒๙๙ ลงวันที่๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๖ รวม ๓ ฉบับ และให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีการค้าของจำเลยเลขที่ ต.๓/๑๐๑๖/๔/๑๐๗๑๓๖ ถึง ๑๐๗๑๓๗ ลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๖ รวม๒ ฉบับ และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์รายบริษัทเต็ดตรา แพ้ค (ไทย) จำกัด เลขที่ ๙๕ ถึง ๙๙/๒๕๔๑/สภ.๑ (กม.๑) ลงวันที่ ๑๗กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ รวม ๕ ฉบับ การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.๓/๑๐๑๖/๒/๑๐๐๒๙๗ถึง ๑๐๐๒๙๙ ลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๖ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ๙๕ ถึง ๙๗/๒๕๔๑/สภ. (กม.๑) ลงวันที่๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หาหรือรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ตามมาตรา ๖๕ ตรี (๓) และ (๑๓) แห่งประมวลรัษฎากร คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี ๒๕๒๔ โจทก์เริ่มประกอบการให้เช่าเครื่องจักรผลิตกล่องและบรรจุอาหาร โดยโจทก์จะทำสัญญาเช่าจากบริษัทเต็ดตรา แพ้ค แปซิฟิก พีทีอี จำกัดประเทศสิงคโปร์ แล้วนำไปให้ลูกค้าในประเทศไทยเช่าช่วงต่อ ในระหว่างปี ๒๕๓๐ถึงปี ๒๕๓๒ โจทก์ได้เช่าเครื่องจักรเพื่อนำออกให้เช่าช่วงต่อในประเทศ รวม ๑๕เครื่อง และเช่ามาเก็บในสต๊อก ๓ เครื่อง ตามสัญญาเช่า เอกสารหมาย จ.๒โจทก์ได้ยื่นแบบเสียภาษีอากรและนำค่าภาษีอากรชำระแก่จำเลยแล้ว หลังจากนั้นโจทก์ได้ยื่นคำขอคืนภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๐ ถึงปี ๒๕๓๒ จำนวน๘,๕๗๘,๗๒๕ บาท ต่อจำเลย จำเลยได้ตรวจสอบการเสียภาษีอากรของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ต.๓/๑๐๑๖/๒/๑๐๐๒๙๘ ให้โจทก์นำเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๐ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๐ ชำระเพิ่มเติมคือเงินภาษีจำนวน ๑๑,๗๙๙,๐๐๕.๑๑ บาท เบี้ยปรับจำนวน ๑๑,๗๙๙,๐๐๕.๑๑ บาทและเงินเพิ่มจำนวน ๑๑,๓๒๗,๐๔๕.๑๒ บาท รวมเป็นเงิน ๓๔,๙๒๕,๐๕๕ บาทหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.๓/๑๐๑๖/๒/๑๐๐๒๙๙ ให้โจทก์นำเงินภาษีนิติบุคคล รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๑ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม๒๕๓๑ ชำระเพิ่มเติมคือ เงินภาษีจำนวน ๑๖,๑๖๔,๑๐๙.๒๖ บาท เบี้ยปรับจำนวน๑๖,๑๖๔,๑๐๙.๒๖ บาท และเงินเพิ่มจำนวน ๑๒,๖๐๘,๐๐๕.๒๘ บาท รวมเป็นเงิน๔๔,๙๓๖,๒๒๓ บาท หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ต/๑๐๑๖/๒/๑๐๐๒๙๗ ให้โจทก์นำเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๒ ถึงวันที่๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๒ ชำระเพิ่มเติมคือ เงินภาษีจำนวน ๙,๗๑๕,๕๓๙.๐๖ บาทเบี้ยปรับจำนวน ๙,๗๑๕,๕๓๙.๐๖ บาท และเงินเพิ่มจำนวน ๕,๘๒๙,๓๒๓.๖๐ บาทรวมเป็นเงิน ๒๕,๒๖๐,๔๐๑ บาท หนังสือแจ้งภาษีการค้าที่ ต.๓/๑๐๑๖/๔/๑๐๗๑๓๖ให้โจทก์ชำระภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเทศบาล สำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๑ เพิ่มเติมจำนวน ๑๖,๐๖๖ บาท หนังสือแจ้งภาษีการค้าที่ต.๓/๑๐๑๖/๔/๑๐๗๑๓๗ ให้โจทก์ชำระภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเทศบาลสำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๑ เพิ่มเติมจำนวน ๖๕,๔๘๔ บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เอกสารหมาย ล.๑ แผ่นที่ ๑๒๑ ถึง ๑๒๓ และหนังสือแจ้งภาษีการค้า เอกสารหมาย ล.๑ แผ่นที่ ๑๒๔, ๑๒๕ โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการแจ้งประเมินภาษีของจำเลยทั้งห้าฉบับจึงได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๖ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้วินิจฉัยว่า ข้อโต้แย้งของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แต่ได้ลดเบี้ยปรับของทุกรายการร้อยละ ๕๐ รวมเป็นเงินภาษีที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสิ้นจำนวน ๘๖,๓๓๕,๕๗๑.๐๖ บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.๑ แผ่นที่ ๑๙ ถึง ๒๓

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่าโจทก์บันทึกรายได้ค่าเช่ารับตามขนาดหรือยอดการผลิตไว้เหลื่อมเดือนหรือไม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีการค้าในปี ๒๕๓๑ และ ๒๕๓๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.๒ นั้น ระบุว่า ค่าเช่าจากยอดการผลิตขึ้นอยู่กับจำนวนกล่องที่ผลิตและจำหน่ายได้แล้ว ทั้งผู้เช่าช่วงจะต้องส่งรายงานเป็นหนังสือระบุจำนวนกล่องที่ผลิตได้จากเครื่องจักรในระหว่างเดือนที่ผ่านมาให้แก่โจทก์ไม่ช้ากว่า วันที่ ๒๐ ของทุกเดือน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะออกใบแจ้งหนี้และเรียกเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าช่วงได้ก่อนที่ผู้เช่าช่วงจะรายงานแจ้งจำนวนการผลิตของเดือนที่ผ่านมา ดังนั้นสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกเก็บค่าเช่าจึงเกิดเมื่อโจทก์ได้รับรายงานจากผู้เช่าช่วงและโจทก์ได้ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าเช่าดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงต้องบันทึกรายได้ค่าเช่าของเดือนที่ผ่านมาเป็นรายได้ของเดือนที่ออกใบแจ้งหนี้ มิใช่เป็นการบันทึกรายได้เหลื่อมเดือน การบันทึกรายได้ของโจทก์สำหรับค่าเช่าตามยอดการผลิตในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๐ ถึง ๒๕๓๒ จึงชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ วรรคสอง เห็นว่า เดิมประมวลรัษฎากรไม่ได้บัญญัติว่าจะต้องใช้เกณฑ์ใดในการคำนวณกำไรสุทธิจากเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต่อมาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๑๓)พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยได้แก้ไขมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่งว่า "เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณจากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ ทวิ และมาตรา ๖๕ ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน..." วรรคสองว่า "การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นเกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาปัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น" ซึ่งจากผลของการแก้ไขมาตรา ๖๕ ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม๒๕๒๘ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจึงต้องใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี เมื่อโจทก์เป็นบริษัทจำกัดจึงต้องปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๖๕เช่นเดียวกัน คดีนี้ได้ความว่า โจทก์คิดค่าเช่าช่วงตามยอดการผลิต ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนกล่องที่ผลิตได้จากเครื่องจักรที่ผ่านการบรรจุและจำหน่ายได้แล้วกับผู้เช่าช่วงทุกรายของโจทก์ เมื่อผู้เช่าช่วงเครื่องจักรจากโจทก์ทำการผลิตกล่องที่บรรจุนมและน้ำผลไม้และจำหน่ายได้แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้ผู้เช่าช่วงรับผิดในจำนวนเงินค่าเช่าช่วงดังกล่าวได้ในวันที่ผู้เช่าช่วงผลิตกล่องที่บรรจุนมและน้ำผลไม้และจำหน่ายได้แล้ว ถือเป็นรายได้จากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีตามหลักเกณฑ์สิทธิโจทก์ต้องนำรายได้ตามหนี้ดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในวันดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ วรรคสอง ที่โจทก์อ้างว่า ผู้เช่าช่วงจะส่งรายงานเป็นหนังสือระบุจำนวนกล่องที่ผลิตได้จากเครื่องจักรในระหว่างเดือนปฏิทินที่ผ่านมาให้แก่โจทก์ไม่ช้ากว่าวันที่ ๒๐ ของทุกเดือนปฏิทิน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะออกใบแจ้งหนี้และเรียกเก็บค่าเช่าช่วงจากผู้เช่าช่วงได้ก่อนที่ผู้เช่าช่วงจะรายงานแจ้งจำนวนการผลิตของเดือนที่ผ่านมาจากผู้เช่าช่วง โจทก์จึงต้องบันทึกรายได้ค่าเช่าของเดือนที่ผ่านมาเป็นรายได้ของเดือนที่ออกใบแจ้งหนี้นั้น เป็นเพียงวิธีการชำระเงินค่าเช่าช่วงตามสัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับผู้เช่าช่วงเท่านั้น และเป็นเรื่องกิจการภายในธุรกิจของโจทก์เอง โจทก์จะนำข้อตกลงระหว่างโจทก์กับผู้เช่าช่วงมาเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรหาได้ไม่ การบันทึกรายได้ค่าเช่ารับตามขนาดและยอดการผลิตที่โจทก์บันทึกไว้จึงเหลื่อมเดือนกัน เมื่อเจ้าพนักงานประเมินนำค่าเช่าที่คำนวณจากยอดการผลิตและจำหน่ายได้แล้วซึ่งโจทก์คำนวณไว้มาบันทึกเป็นรายได้ให้ถูกต้องตามเงื่อนไข มาตรา ๖๕ วรรคสอง เช่นนี้ ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว สำหรับภาษีการค้านั้น เมื่อโจทก์บันทึกรายได้ค่าเช่ารับตามขนาดและยอดการผลิตเหลื่อมเดือนกันเช่นนี้ จึงมีผลทำให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงยอดรายรับของแต่ละเดือนเหลื่อมเดือนกันด้วย ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาเกี่ยวกับภาษีการค้าในปี ๒๕๓๑ และ ๒๕๓๒ จึงชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองมีว่ารายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ให้เช่าก่อนส่งมอบและติดตั้งเครื่องจักรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๐ จำนวน ๓๖,๕๕๘,๔๙๘.๘๔ บาท รอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๑ จำนวน ๖๘,๒๕๐,๖๐๖.๗๔ บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๒ จำนวน๓๖,๖๖๑,๖๘๓.๖๘ บาท เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๖๕ ตรี (๕) หรือไม่ และเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรที่โจทก์เช่ามาจากบุคคลอื่นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์เสียค่าเช่าพื้นฐานไปมิได้ทำให้โจทก์มีทรัพย์สินหรือทุนรอนเพิ่มขึ้น แม้โจทก์จะมีสิทธิในการใช้เครื่องจักรตามสัญญาเช่าก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และไม่ได้ใช้ในกระบวนการผลิตของโจทก์ด้วยการนำสิทธิการเช่าออกไปให้เช่าช่วงเปรียบเสมือนว่าโจทก์ซื้อสินค้ามาเพื่อขายไป ดังนั้นรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานของโจทก์ที่ได้จ่ายเพื่อให้ได้เครื่องจักร เสมือนโจทก์จ่ายไปเพื่อให้ได้สินค้าคือสิทธิการเช่า อันเป็นสินค้าของโจทก์เพื่อนำออกให้เช่าช่วงเงินค่าเช่าพื้นฐานจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่าย อันมีลักษณะเป็นการลงทุน แต่เป็นรายจ่ายในการประกอบธุรกิจของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีได้เต็มจำนวน เห็นว่า การประกอบกิจการของโจทก์ โจทก์จะดำเนินการต่อเมื่อลูกค้าในประเทศได้ทำสัญญาเช่าเครื่องจักรกับโจทก์ก่อน โจทก์จึงได้ติดต่อไปยังเจ้าของเครื่องจักรในประเทศสิงคโปร์เพื่อเช่าเครื่องจักรตามแบบและขนาดที่ลูกค้าในประเทศต้องการ ซึ่งโจทก์ต้องจ่ายค่าเช่าพื้นฐานให้แก่เจ้าของเครื่องจักรในประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้าและรายจ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตอนนำเข้าเพราะโจทก์เป็นผู้นำเข้าและผ่านพิธีศุลกากรเอง รายจ่ายต่าง ๆดังกล่าวมา จึงเป็นรายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการเช่าเครื่องจักร ซึ่งสิทธิการเช่าเครื่องจักรนี้ถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง การได้มาซึ่งสิทธิการเช่าจึงเป็นการได้สิทธิในทรัพย์สิน และเนื่องจากสิทธิการเช่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่กิจการของบริษัทโจทก์เกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี จึงถือว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สามมีว่าเจ้าพนักงานประเมินหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรที่โจทก์เช่ามาจากบุคคลอื่นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า หากรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานของโจทก์เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนแล้ว จำเลยชอบที่จะเฉลี่ยหักในอัตราร้อยละ๒๐ และเฉลี่ยหักภายในเวลา ๕ ปี เท่านั้น อีกทั้งตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.๒แผ่นที่ ๑ ข้อ ๕ ได้กำหนดอายุสัญญาเช่าไว้เป็นเวลา ๒ ปี และให้สิทธิผู้เช่าบอกเลิกสัญญาได้โดยแจ้งล่วงหน้า ๑๒ เดือน ดังนั้น สัญญาเช่าเครื่องจักรของโจทก์จึงไม่ใช่สัญญาเช่าไม่มีกำหนดระยะเวลา การที่เจ้าพนักงานประเมินได้นำรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานมาเฉลี่ยหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรที่โจทก์เช่ามาเป็นเวลา ๑๐ ปี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามสัญญาเช่าเอกสารหมายจ.๒ แผ่นที่ ๑ ข้อ ๕ (หรือเอกสารหมาย จ.๗ ข้อ ๕) นั้นไม่ได้ระบุว่ามีกำหนดระยะเวลาเช่าเท่าใด คงระบุแต่เพียงว่า ไม่ว่าเวลาใด ๆ หลังจากครบกำหนด๒ ปี นับจากวันที่การเช่ามีผลบังคับ ผู้เช่าอาจบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่านี้เป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้า ๑๒ เดือน ซึ่งมีความหมายว่าหากผู้เช่ายังไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาแล้วผู้เช่าก็เช่าได้ต่อไปโดยไม่มีกำหนด ลักษณะเช่นนี้ถือว่าเป็นสัญญาเช่าไม่มีกำหนดระยะเวลา สำหรับการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคานั้นประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ทวิ (๒) ได้บัญญัติว่าการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ ๑๔๕) พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๔ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินว่า ให้คำนวณหักตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี... ทั้งนี้ไม่เกินอัตราร้อยละของมูลค่าต้นทุนตามประเภทของทรัพย์สิน เมื่อค่าเช่าพื้นฐานดังกล่าวเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการเช่าดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นและการเช่าเครื่องจักรดังกล่าวเป็นการเช่าที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรดังกล่าวจึงต้องบังคับตามมาตรา ๔ (๓) ซึ่งกำหนดถึงทรัพย์สินประเภทที่เป็นต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิการเช่าว่า กรณีมีหนังสือสัญญาเช่าที่มีข้อกำหนดให้ต่ออายุการเช่าได้โดยเงื่อนไขการต่ออายุนั้น เปิดโอกาสให้ต่ออายุการเช่ากันได้ต่อ ๆ ไปจะหักได้ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของมูลค่าต้นทุน ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินนำรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานของโจทก์มาเฉลี่ยหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรที่เช่ามาเป็นเวลา ๑๐ ปี จึงชอบด้วยกฎหมาย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หากรายจ่ายค่าเช่าพื้นฐานของโจทก์ต้องเฉลี่ยหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในระยะเวลา ๑๐ ปี แล้วรายได้ค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์ลงเป็นรายรับในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันก็ต้องปรับปรุงเป็นรายได้เฉลี่ย๑๐ ปี เช่นเดียวกัน ตามหลักการบัญชีเกี่ยวกับการรับรู้รายได้และรายจ่ายโดยใช้เกณฑ์สิทธิและหลักการจับคู่รายจ่ายกับรายได้ เพราะค่าเช่าพื้นฐานที่โจทก์คิดจากผู้เช่าช่วงเป็นค่าเช่าส่วนหนึ่งที่เรียกเก็บเป็นก้อนเดียวล่วงหน้าตลอดสัญญาเช่าจึงถือเป็นรายได้รับล่วงหน้าที่โจทก์ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทโดยยังไม่ได้ให้ประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้เช่าช่วงในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทนั้น เห็นว่า แม้ประเด็นที่อุทธรณ์ดังกล่าวโจทก์จะกล่าวอ้างมาในคำฟ้อง และจำเลยให้การต่อสู้ แต่ในชั้นชี้สองสถาน เมื่อศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท โจทก์ก็มิได้โต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นดังกล่าวไว้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๙ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ยกปัญหาดังกล่าวเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘มาตรา ๒๙ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า รายจ่ายที่เป็นส่วนลดแก่ลูกค้าเพื่อสนับสนุนยอดการผลิตของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๐ถึง ๒๕๓๒ เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๓) หรือ(๑๓) หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า การลดราคาหรือให้รางวัลเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ในทุกสาขาธุรกิจนั้นจะต้องแจ้งหรือประกาศโดยเปิดเผยให้ลูกค้าหรือผู้เกี่ยวข้องทราบโดยทั่วถึงกันทุกราย แต่ปรากฏว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของโจทก์ไม่ได้รับแจ้งการให้รางวัลเป็นส่วนลดจากโจทก์แต่อย่างใด จึงถือว่าเป็นการให้โดยเสน่หาเป็นการส่วนตัว มิใช่เป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะต้องห้ามมิให้นำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๖๕ ตรี (๓) และ (๑๓) เห็นว่า ตามรายงานการประชุมฝ่ายการตลาดของโจทก์เอกสารหมาย จ.๑ แผ่นที่ ๑ ปรากฏว่าที่ประชุมของโจทก์ได้อนุมัติแผนการให้ส่วนลดเพื่อจูงใจลูกค้าของบริษัท ตามหลักเกณฑ์ดังนี้ (๑).สำหรับลูกค้าที่บรรจุและขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้มากกว่า ๕๐ ล้านกล่อง จะให้ส่วนลดร้อยละ ๒ (ของราคาวัตถุดิบ) (๒). สำหรับลูกค้าที่บรรจุและขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้มากกว่า ๗๕ ล้านกล่อง จะให้ส่วนลดร้อยละ ๓ (ของราคาวัตถุดิบ)ซึ่งในรายงานการประชุมดังกล่าวไม่มีข้อความให้เห็นว่า จะให้ส่วนลดเฉพาะรายหนึ่งรายใด แต่กลับปรากฏว่า หลักเกณฑ์การให้ส่วนลดเป็นการกำหนดไว้แน่นอน และใช้สำหรับลูกค้าทุกรายของโจทก์ ทั้งแผนการให้ส่วนลดเพื่อจูงใจลูกค้าของโจทก์นั้น ถ้าลูกค้าสามารถบรรจุและขายผลิตภัณฑ์ได้มากแล้ว โจทก์จะมีรายได้เพิ่มขึ้น รายจ่ายดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายเพื่อประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ของโจทก์อันเกี่ยวข้องกับธุรกิจของโจทก์โดยตรง ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายยงยุทธ คอวณิชกิจผู้บริหารฝ่ายการตลาดของโจทก์ว่า ปี ๒๕๓๐ ลูกค้าของโจทก์ได้รับส่วนลด ๓ รายคือ บริษัทโฟร์โมสต์ฟรีสแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด องค์การสงเสริมการโคนมแห่งประเทศไทย และสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ปี ๒๕๓๑ ถึง ๒๕๓๒ ลูกค้าของโจทก์ที่ทำยอดถึงเกณฑ์เพียงรายเดียว คือ บริษัทโฟร์โมสต์ฟรีสแลนด์ (ประเทศไทย)จำกัด ในข้อนี้จำเลยมิได้นำสืบหักล้าง รวมทั้งไม่มีหลักฐานมาสนับสนุนให้เห็นว่าลูกค้าของโจทก์ทั้ง ๓ ราย ที่ได้รับส่วนลดนั้นมีความผูกพันเฉพาะกับโจทก์อย่างไร อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้เลือกปฏิบัติ ลำพังเพียงแต่โจทก์ไม่ได้แจ้งให้ลูกค้าของโจทก์ทราบทุกรายถึงแผนการให้ส่วนลดนั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หาหรือการกุศล เมื่อโจทก์ได้จ่ายเพื่อผลในการดำเนินธุรกิจของโจทก์หรือเพื่อกิจการของโจทก์ โจทก์ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณสุทธิได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๖๕ ตรี (๓) และ (๑๓) การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 วรรคสอง ม. 65 ทวิ (2) ม. 65 ตรี (3)
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเต็ดตรา แพ้ค (ไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายนรินทร ตั้งศรีไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4493/2543
#37375
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติอาคารชุดฯ ต้องการให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดอันเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลสามารถใช้สิทธิในห้องชุดได้ตามสิทธิของตนแต่ทรัพย์ส่วนกลางถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของห้องชุดซึ่งมีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดล้วนกำหนดให้เป็นหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ต้องดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดเมื่อสาเหตุที่น้ำท่วมห้องชุดของโจทก์เพราะน้ำฝนเอ่อล้นจากท่อรับน้ำภายในอาคารชุดเนื่องจากท่อรวมรับน้ำอุดตัน ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลให้ท่อระบายน้ำดังกล่าวระบายน้ำได้ตลอดเวลา แม้โจทก์มิได้นำสืบว่าเหตุใดท่อน้ำจึงอุดตันและจำเลยที่ 1 ได้กระทำอย่างไรกับสิ่งอุดตันนั้นหรือบริเวณที่อุดตันนั้นไม่อาจตรวจพบได้โดยง่าย ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 แล้วเพราะจำเลยที่ 1 ได้เก็บเงินค่าดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลาง แล้วว่าจ้างบริษัทเอกชนที่มีอาชีพในการบริหารอาคารชุดมาทำหน้าที่แทน เมื่อบริษัทดังกล่าวละเว้นหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อปล่อยให้ท่อระบายน้ำอุดตันจนน้ำท่วมห้องชุดของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 1349/136 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีหน้าที่จัดการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดรวมถึงการจัดการดูแลท่อน้ำประปา ท่อระบายน้ำของอาคารเพื่อมิให้เกิดความชำรุดเสียหายหรืออุดตัน อันจะทำให้ทรัพย์ส่วนกลางและทรัพย์ส่วนบุคคลของเจ้าของร่วมอาคารชุดได้รับความเสียหาย โดยจำเลยที่ 1ได้เรียกเก็บเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการจากโจทก์และเจ้าของห้องชุดรายอื่นเป็นรายเดือน จำเลยที่ 2 เป็นประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยที่ 1 มิได้จัดการและดูแลรักษาท่อน้ำประปาและท่อระบายน้ำของอาคารชุดดังกล่าว เป็นเหตุทำให้ท่อระบายน้ำอุดตันไม่สามารถระบายน้ำซึ่งใช้แล้วภายในอาคารสู่ท่อระบายน้ำและถังรองรับน้ำที่ติดตั้งไว้ชั้นใต้ดินของอาคารได้ ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมห้องชุดของโจทก์เป็นเหตุให้ทรัพย์สินที่ติดตั้งอยู่ภายในห้องชุดของโจทก์ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 560,382 บาท และโจทก์ไม่สามารถเข้าพักอาศัยภายในห้องชุดได้คิดเป็นค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,110,382 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายอันเนื่องจากการที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ไม่สามารถเข้าพักอาศัยในห้องชุดของโจทก์ได้ในอัตราเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ ค่าเสียหายในทรัพย์สินที่เสียหายนั้นโจทก์เรียกร้องมาสูงเกินไปและโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ไม่สามารถเข้าพักอาศัยในห้องชุดได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 559,682 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายอันเนื่องจากการที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ไม่สามารถเข้าพักอาศัยในห้องชุดของโจทก์ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระค่าเสียหายเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัทบางกอกริเวอร์ไซด์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างอาคารชุดสายชลแมนชั่นได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทแล้วตกแต่งห้องชุดพิพาทแต่ยังไม่ได้เข้าอยู่อาศัย เมื่อเดือนตุลาคม 2537 เกิดเหตุน้ำเอ่อล้นออกมาจากท่อระบายน้ำบริเวณชั้นที่ 6 ของอาคารชุดไหลเข้าท่วมห้องชุดพิพาทของโจทก์ได้รับความเสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ได้ให้คำนิยามคำว่า "อาคารชุด" หมายความว่า อาคารที่บุคคลสามารถแยกการถือกรรมสิทธิ์ออกได้เป็นส่วน ๆ โดยแต่ละส่วนประกอบด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง "ทรัพย์ส่วนบุคคล" หมายความว่า ห้องชุด และหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้าง หรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละราย "ทรัพย์ส่วนกลาง" หมายความว่าส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม "เจ้าของร่วม" หมายความว่า เจ้าของห้องชุดในอาคารชุดแต่ละอาคารชุด จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กฎหมายต้องการให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเป็นเจ้าของในห้องชุดอันเป็นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลซึ่งสามารถใช้สิทธิในห้องชุดได้ตามสิทธิของตนแต่ทรัพย์ส่วนกลางถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของห้องชุดซึ่งมีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ในการจัดการทรัพย์สินส่วนกลางนั้น พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 33 บัญญัติว่า นิติบุคคลอาคารชุดที่ได้จดทะเบียนตามมาตรา 31 ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและในวรรคสอง บัญญัติว่า นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการ และดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ นอกจากนี้ตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดข้อ 6 ระบุว่า นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้ห้องชุดและการใช้ทรัพย์ส่วนกลางร่วมกัน ทั้งนี้ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด เช่น ข้อ 6.3 จัดการดูแลรักษาและซ่อมแซมบรรดาทรัพย์ส่วนกลางที่มีอยู่และที่จะจัดให้มีขึ้นในอนาคตให้อยู่ในสภาพที่เจ้าของร่วมในอาคารชุดใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา ดังนี้ จะเห็นได้ว่าทั้งในกฎหมายก็ดี ในข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดก็ดี กำหนดให้เป็นหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดที่จะต้องดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดนั้น ปรากฏจากข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ตรวจพบว่าเกิดการอุดตันในท่อระบายน้ำรวมของอาคารชุดระหว่างชั้นที่ 5 กับชั้นที่ 6 เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทุบข้อต่อที่อุดตันออกจึงพบหินทรายเกาะเป็นก้อนแข็งคล้ายซีเมนต์ สาเหตุที่น้ำท่วมห้องชุดพิพาทเพราะน้ำฝนเอ่อล้นจากท่อรับน้ำภายในอาคารชุดเนื่องจากท่อรวมรับน้ำเกิดการอุดตัน (ท่อ MAIN ระบายน้ำฝนอุดตันที่ใต้ชั้นที่ 6) ซึ่งท่อระบายน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์สินส่วนกลางอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1มีหน้าที่ดูแลรักษาให้น้ำในท่อระบายน้ำดังกล่าวระบายน้ำได้ตลอดเวลาไม่ใช่ปล่อยปละละเลย แม้โจทก์มิได้นำสืบว่าเหตุใดท่อน้ำจึงอุดตัน และจำเลยที่ 1 ได้กระทำอย่างไรกับสิ่งที่อุดตันนั้น หรือบริเวณที่อุดตันนั้นไม่อาจตรวจพบได้โดยง่าย แต่กรณีดังกล่าวมิใช่เป็นเรื่องต้องใช้ความรู้ความสามารถพิเศษอย่างใด ปรากฏจากข้อเท็จจริงว่าในการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดมีผู้จัดการคือ บริษัทบิซิเนส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยนายธงชัย หวานฉ่ำ เป็นผู้จัดการบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินการแทน แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้นำผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทบิซิเนส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดในขณะนั้นมานำสืบปฏิเสธให้เห็นเป็นอย่างอื่น นายจิรศักดิ์ ขวัญดี ผู้จัดการอาคารชุดและนายชัยวัฒน์ เมฆดี รองกรรมการผู้จัดการบริษัทสแควร์ อาคิเทคส์จำกัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันสำรวจความเสียหาย และนายจิรศักดิ์ผู้จัดการอาคารชุดของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัทบิซิเนส อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด ซึ่งมีอาชีพในการบริหารอาคารชุดโดยเฉพาะนับแต่วันจดทะเบียนอาคารชุดจนถึงวันเกิดเหตุเป็นเวลาเพียง 7 เดือน ทั้ง ๆ ที่อาคารชุดเพิ่งจะเสร็จเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าบริษัทที่มีอาชีพในการบริหารอาคารชุดที่จำเลยที่ 1 จ้างมาเป็นผู้จัดการปล่อยปละละเลยไม่ดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางอันเป็นการละเว้นการปฏิบัติงานตามหน้าที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ นับว่าเป็นการละเว้นหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อและในการพิสูจน์ว่า จำเลยที่ 1ประมาทเลินเล่อนั้นเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1ดังที่โจทก์ฎีกา แต่การกระทำโดยประมาทเลินเล่ออาจเกิดจากการกระทำประการหนึ่งหรืองดเว้นกระทำเมื่อมีหน้าที่จักต้องกระทำอีกประการหนึ่งเมื่อโจทก์นำสืบถึงข้อเท็จจริงให้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตามกฎหมายและข้อบังคับที่จะต้องจัดการดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางแล้ว จำเลยที่ 1 กระทำโดยละเว้นจนเกิดผลเสียหายขึ้นก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้นำสืบถึงการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย การที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางทั้งตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดได้เก็บเงินค่าดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลาง โดยได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนที่มีอาชีพในการบริหารอาคารชุดมาทำหน้าที่แทน แล้วบริษัทดังกล่าวละเว้นหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อปล่อยให้ท่อระบายน้ำอุดตันจนน้ำท่วมห้องชุดของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับประเด็นเรื่องค่าเสียหายของโจทก์นั้น ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ศาลฎีกาได้พิจารณาถึงค่าเสียหายต่าง ๆ ของโจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประกอบภาพถ่ายแล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดให้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ดี อาร์ พัฒนาการ จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดสายชลแมนชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ