คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4582/2543
#33239
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะทำสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมขึ้นมาโดยการปกปิดข้อเท็จจริงบางประการไว้ แต่หากไม่ได้ทำให้เนื้อความตามข้อสัญญาต้องเปลี่ยนแปลงไปมีความหมายเป็นอย่างอื่นหรือเพิ่มเติมข้อความใหม่ให้แตกต่างไปแทนที่ข้อเท็จจริงที่ปกปิดไว้แล้วย่อมมีสิทธิที่จะทำได้ การปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างไว้เช่นนั้นจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการตัดทอนข้อความอันจะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร อีกทั้งการกระทำดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดหรือไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264

เมื่อสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมดังกล่าวไม่เป็นเอกสารปลอมแล้ว การที่จำเลยเบิกความในคดีอาญาอ้างถึงสัญญาดังกล่าวจึงไม่อาจถือว่าเป็นการเบิกความเท็จได้ เพราะได้มีการทำสัญญาดังกล่าวกันจริง ทั้งจำเลยก็เบิกความไปตามที่ระบุไว้ในสัญญานั้น อีกทั้งศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อความที่ถูกปกปิดมิใช่เป็นข้อสำคัญในคดีที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทจำเลยที่ 1 จึงมิได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 172, 174, 177, 179, 180, 264, 265, 268, 83, 84, 90, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดหลายข้อหาต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ในความผิดฐานทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 179 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูลความผิด พิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิที่โจทก์อุทธรณ์สรุปได้ว่า จำเลยทั้งห้าทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานของศาลชั้นต้นอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์จะได้รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ต่อมาเมื่อโจทก์ฎีกาแม้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม ก็ถือว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชอบเพราะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 179 ได้เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกพยานเอกสารที่ฝ่ายจำเลยอ้างประกอบซักค้านพยานโจทก์ขึ้นมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นการชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าการพิจารณาคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาล จำเลยจะเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีได้ตามกฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น คือ ซักค้านพยานโจทก์และส่งเอกสารเพื่อซักค้านพยานโจทก์ แต่จำเลยนำสืบพยานยังไม่ได้ จึงไม่มีพยานมาสืบประกอบเอกสารที่จำเลยนำเข้ามาใช้ซักค้านพยานโจทก์เลย เหตุอื่นที่ศาลจะนำมาพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้จะต้องเป็นเหตุอื่นอันเป็นพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเท่านั้น โจทก์นำสืบแค่ไหน ศาลก็จะต้องรับฟังเพียงเท่าที่โจทก์นำสืบไว้เท่านั้น ส่วนศาลอุทธรณ์ก็ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่ได้นำสืบในศาลชั้นต้นและตามประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเอาเอกสารหมาย ล.16 ที่จำเลยทั้งห้านำมาซักค้านพยานโจทก์ โดยที่จำเลยทั้งห้ายังไม่ได้สืบพยานประกอบอันจะให้รับฟังข้อความในเอกสารดังกล่าวเป็นยุติแล้ว พร้อมทั้งหยิบยกเอาเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ขึ้นมาวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยทั้งห้าย่อมเป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาวินิจฉัยคดี จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162(1)บัญญัติให้ศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ก่อนที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณานั้น ก็ด้วยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ศาลได้ตรวจสอบเบื้องต้นก่อนว่า เรื่องที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยมีมูลแห่งคดีพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ คือจะต้องมีเรื่องราวตามฟ้องเกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่กลั่นแกล้งฟ้องร้องกันโดยอาศัยศาลเป็นเครื่องมือทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อน ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองบุคคลผู้ถูกฟ้องเป็นจำเลยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคสาม จึงบัญญัติให้จำเลยมีสิทธิตั้งทนายความมาซักค้านพยานโจทก์ในการไต่สวนมูลฟ้องได้ และก่อนที่ศาลจะประทับฟ้องก็มิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเป็นจำเลย คือจะไปจับกุมคุมขังจำเลยและสอบคำให้การจำเลยทั้งที่จำเลยเองก็ยังไม่มีสิทธิที่จะนำพยานเข้าสืบมิได้ การไต่สวนมูลฟ้องจึงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาลดังเช่นที่โจทก์ฎีกานั้นถูกต้องแล้ว แต่การที่จะให้ศาลรับฟังว่าคดีของโจทก์มีมูลเพียงพอที่จะให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่นั้น หาได้จำกัดว่าศาลจะต้องรับฟังจากพยานหลักฐานที่โจทก์เสนอต่อศาลเท่านั้นไม่ เพราะเมื่อจำเลยใช้สิทธิในการซักค้านพยานโจทก์แล้ว หากการซักค้านนั้นได้มีการกล่าวอ้างพาดพิงถึงเอกสารฉบับใด เมื่อพยานโจทก์ที่ถูกซักค้านได้ตรวจเอกสารและเบิกความยอมรับเอกสารฉบับนั้นแล้วก็ต้องถือว่าเอกสารที่จำเลยอ้างประกอบการซักค้านดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยนำพยานเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 165 วรรคสองบัญญัติห้ามไว้แต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกเอาเอกสารหมาย ล.16 ซึ่งเป็นเอกสารที่จำเลยทั้งห้าอ้างประกอบในการซักค้านพยานโจทก์ขึ้นมาวินิจฉัยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วยนั้น จึงเป็นการชอบแล้วมิใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาวินิจฉัยคดีดังที่โจทก์ฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ฟ้องโจทก์มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174, 177, 180, 264, 265 และ268 หรือไม่ ในความผิดข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ 174 นั้น ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าเหตุที่จำเลยทั้งห้าร้องทุกข์กล่าวหาโจทก์หมิ่นประมาทก็เนื่องจากโจทก์ทำหนังสือร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ว่ามีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บางคนทำการเปลี่ยนแปลงแบบที่จะใช้ในการก่อสร้างอาคารโครงการวังเพชรบูรณ์หรือเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แก้ไขสัญญาเพิ่มเติมสัญญา อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้รับความเสียหายและขาดประโยชน์ที่พึงจะได้เป็นจำนวนมาก เป็นการกระทำความผิดทางอาญาขอให้ดำเนินคดีแก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กระทำความผิดและให้ดำเนินคดีแก่นายอุเทน เตชะไพบูลย์ นายอุธรณ์เตชะไพบูลย์ นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ (จำเลยที่ 2)นายวิวัฒน์ เตชะไพบูลย์ นายวีรมิตร เตชะไพบูลย์ นายวิมล เตชะไพบูลย์นายประสิทธิ์ ชินประเสริฐ นายสัตยาพร ตันเต็มทรัพย์ นายเอี่ยม หัสสรังสีและบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด (จำเลยที่ 1) โดยนายอุเทน เตชะไพบูลย์นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ นายดุษฎี สวัสดิ์ - ชูโต (จำเลยที่ 3) นายวิรุฬเตชะไพบูย์ (จำเลยที่ 2) กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ซึ่งเป็นผู้เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงการ แก้ไขสัญญา เพิ่มเติมสัญญา ทั้งได้ร่วมแก้ไขสัญญาเพิ่มเติมสัญญาในฐานะเป็นผู้ก่อให้กระทำความผิด ผู้ใช้ให้กระทำความผิดตัวการในการกระทำความผิดหรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐพ.ศ. 2502 มาตรา 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 353, 83, 84และ 86 ซึ่งมีรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.10 อันเป็นลักษณะที่โจทก์ได้ร้องเรียนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บางคนกระทำการแสวงหาประโยชน์มิควรได้เพื่อตนเองด้วยการเปลี่ยนแบบที่จะใช้ก่อสร้างอาคารโครงการวังเพชรบูรณ์แก้ไขสัญญา เพิ่มเติมสัญญา ทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เสียหาย แต่เมื่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 ในโครงการวังเพชรบูรณ์ได้ตรวจสอบแล้วมีหนังสือชี้แจงไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ว่าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแบบและแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ทำกันนั้น มิได้ทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้รับความเสียหายใด ๆ แต่กลับทำให้เกิดประโยชน์ต่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้นอีกตามเอกสารหมาย จ.11 โดยเฉพาะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแบบที่จะใช้ในการก่อสร้างอาคารโครงการวังเพชรบูรณ์นั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ชี้แจงว่า "สำหรับรูปแบบสถาปัตยกรรมนั้นไม่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณา และเมื่อบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด(จำเลยที่ 1) เป็นผู้ชนะการประมูลแล้วได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างตัวแทนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และตัวแทนบริษัทวังเพชรบูรณ์จำกัด (รวมทั้งนายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ์ (โจทก์) ผู้ร้องเรียนซึ่งขณะนั้นเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบของบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด) โดยผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ชี้แจงให้ทราบว่า รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เสนอมานั้นคล้ายคลึงกับโครงการศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่าและอาคารวอลสตรีทจึงขอให้บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด แก้ไขรูปแบบทางสถาปัตยกรรมใหม่ให้เป็นเอกลักษณ์ของโครงการวังเพชรบูรณ์โดยเฉพาะ ซึ่งบริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัดได้ยื่นแบบที่ได้แก้ไขใหม่มาให้พิจารณาโดยมีองค์ประกอบเดิมครบถ้วน คือมีอาคารศูนย์การค้า อาคารโรงแรมชั้นหนึ่ง และอาคารสำนักงาน แต่เปลี่ยนแปลงทางรูปแบบสถาปัตยกรรมเท่านั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่เคยตกลงยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับพื้นที่ก่อสร้างหรือมูลค่าของอาคารให้ลดน้อยลงแต่ประการใด จึงไม่ทำให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เสียหายหรือขาดประโยชน์ที่ควรได้หากต่อไปปรากฏว่าไม่สามารถก่อสร้างอาคารได้พื้นที่ตามที่กำหนดไว้เนื่องจากขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครหรือกฎหมายใด ๆ ก็ดีทั้งสองฝ่ายจะต้องทำความตกลงกันในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง" ตามคำชี้แจงในการเปลี่ยนแปลงแบบที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารโครงการวังเพชรบูรณ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ดังกล่าวโจทก์ก็อยู่ร่วมรับรู้ถึงเหตุที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ต้องการให้เปลี่ยนแปลงแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งโจทก์ก็เบิกความยอมรับว่าได้อยู่ด้วยเช่นกัน อันทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงแบบที่จะใช้ในการก่อสร้างอาคารโครงการวังเพชรบูรณ์เป็นความต้องการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่เห็นว่าแบบสถาปัตยกรรมที่โจทก์เป็นผู้ออกแบบไปคล้ายคลึงกับโครงการศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่าและอาคารวอลสตรีทมิใช่เกิดจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบโครงการดังหนังสือร้องเรียนของโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้ทราบหนังสือร้องเรียนของโจทก์และเห็นว่าตนมิได้กระทำการทุจริตใด ๆ อันจะทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ต้องเสียหายแล้ว การกระทำของโจทก์เช่นนี้ย่อมทำให้ตนได้รับความเสียหายถูกดูหมิ่นเกลียดชังว่าดำเนินธุรกิจโดยมิชอบคิดหาประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว ไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้อื่นแล้วก็ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาโจทก์หมิ่นประมาทได้ ส่วนการที่โจทก์ทำหนังสือร้องเรียนตามเอกสารหมาย จ.10 เพื่อป้องกันส่วนได้เสียของโจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการออกแบบอาคารโครงการวังเพชรบูรณ์จากจำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุให้ศาลแขวงดุสิตวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ดังเช่นที่โจทก์นำสืบนั้นเป็นอีกกรณีหนึ่งไม่เกี่ยวข้องกันดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 ทนายความไปร้องทุกข์กล่าวหาโจทก์ดังกล่าวนั้น จึงยังไม่พอที่จะให้รับฟังว่าเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ 174 ส่วนความผิดข้อหาเบิกความเท็จในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เบิกความอันเป็นเท็จในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8505/2534ของศาลแขวงดุสิต เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรม และนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 268 และ 180 ดังนั้น ในชั้นนี้จึงจะวินิจฉัยสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมตามเอกสารหมาย จ.19 ก่อนว่าเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมตามเอกสารหมาย จ.6 ต้องลงทุนปลูกสร้างอาคารให้มีพื้นที่ 712,000 ตารางเมตร และมีมูลค่าของอาคาร 9,485 ล้านบาท แต่จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำสำเนาสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมตามเอกสารหมาย จ.19โดยการถ่ายภาพและลบข้อความที่กำหนดพื้นที่และมูลค่าของอาคารที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.6 ออกทำให้สำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ.19ไม่ถูกต้องตรงกับสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ.6 สำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ.19 จึงเป็นเอกสารปลอม และการกระทำของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายนั้น เห็นว่า แม้สำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ.19 ข้อ 2 จะไม่ปรากฏตัวเลข "712,000" กับ "9,485" และตัวหนังสือ (เก้าพันสี่ร้อยแปดสิบห้าล้านบาท) ซึ่งเป็นพื้นที่อาคารและมูลค่าของอาคารอยู่ด้วยก็ตาม แต่สัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรม มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากัน การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กรรมการผู้มีอำนาจจะทำสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมขึ้นมาโดยการปกปิดข้อเท็จจริงบางประการไว้ แต่หากไม่ได้ทำให้เนื้อความตามข้อสัญญาต้องเปลี่ยนแปลงไปมีความหมายเป็นอย่างอื่น หรือเพิ่มเติมข้อความใหม่ให้แตกต่างไปแทนที่ข้อเท็จจริงที่ปกปิดไว้แล้วย่อมมีสิทธิที่จะทำได้การปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างไว้เช่นนั้นจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการตัดทอนข้อความอันจะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร โดยจะเห็นได้ว่าสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ.19 มีการปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลข "712,000"กับ "9,485" และตัวหนังสือ (เก้าพันสี่ร้อยแปดสิบห้าล้านบาท) อันเกี่ยวกับพื้นที่อาคารและมูลค่าของอาคารไว้เท่านั้น ไม่ได้มีการเพิ่มเติมตัวเลขหรือข้อความใด ๆ ลงแทนที่อันจะทำให้เห็นว่ามีความหมายเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นการกระทำดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดหรือไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยทั้งห้าปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าว เพราะสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องเอาค่าจ้างออกแบบโครงการวังเพชรบูรณ์จากจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างโจทก์ก็ยังคงมีอยู่ ไม่เกี่ยวกับสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ.19 ระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับจำเลยที่ 1 ที่เป็นคู่สัญญากันแต่อย่างใดข้อหาความผิดฐานปลอมเอกสารใช้เอกสารปลอมและนำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 และ 180 จึงไม่มีมูลความผิดเมื่อสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ.19 ไม่เป็นเอกสารปลอมแล้ว การที่จำเลยที่ 2 เบิกความในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8505/2534 ของศาลแขวงดุสิต ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า "โจทก์ร่วม (จำเลยที่ 1) ได้ทำสัญญากับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แล้วปรากฏตามสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ.5 สัญญาทำเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม2526 สัญญาดังกล่าวทำในวันที่โจทก์ร่วมยินยอมที่จะแก้ไขแบบให้เป็นไปตามความต้องการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" นั้น ไม่อาจถือว่าเป็นการเบิกความเท็จได้เพราะได้มีการทำสัญญาเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมตามเอกสารหมาย จ.19 (คือเอกสารหมาย จ.5ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8505/2534 ของศาลแขวงดุสิต) กันจริง ทั้งตามสัญญาดังกล่าวข้อ 2 ก็มีข้อความตอนหนึ่งว่า "ผู้เช่าตกลงเช่าที่ดินดังกล่าวตามสัญญาข้อ 1 เพื่อทำการก่อสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมตามแบบแปลนแผนผังบริเวณและรายการประกอบแบบแปลนขั้นต้น ซึ่งผู้เช่าจะต้องแก้ไขใหม่ตามที่ตกลงไว้กับผู้ให้เช่าและจะส่งมาให้ผู้ให้เช่าพิจารณาภายใน 360 วันนับแต่วันทำสัญญานี้" ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าว ทั้งในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีอาญา หมายเลขดำที่8505/2534 ของศาลแขวงดุสิต ตามเอกสารหมาย จ.26 ก็มิได้หยิบยกจำนวนตัวเลขที่ถูกปกปิดไว้ในสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ.5 ในคดีดังกล่าว(เอกสารหมาย จ.19 คดีนี้) ขึ้นมาวินิจฉัย แต่ได้หยิบยกคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อนุญาตให้โจทก์ร่วม(จำเลยที่ 1) นำพื้นที่ทิวเขียวจำนวน 31 ไร่ ไปรวมคำนวณกับพื้นที่โครงการวังเพชรบูรณ์เพื่อคิดคำนวณการก่อสร้างอาคารเพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอย 700,000กว่าตารางเมตร นอกจากนี้โจทก์ร่วม (จำเลยที่ 1) ได้ขออนุญาตสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก่อสร้างที่จอดรถใต้พื้นดินบริเวณพื้นที่ทิวเขียวจำนวน 17 ไร่ โจทก์ร่วม (จำเลยที่ 1) ได้จ่ายค่าตอบแทนไร่ละ 1,000,000บาท ต่อปี ขึ้นมาวินิจฉัยว่าสอดคล้องกับคำร้องเรียนของโจทก์อันแสดงว่าศาลแขวงดุสิตเห็นว่าจำนวนตัวเลขที่ถูกปกปิดในสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ.19(เอกสารหมาย จ.5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8505/2534 ของศาลแขวงดุสิต)มิใช่เป็นข้อสำคัญในคดีที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทจำเลยที่ 1 จึงมิได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเพื่อยกฟ้องโจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์แล้วเห็นว่า ไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 นั้นชอบแล้วเช่นกัน ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ
จำเลย — บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4582/2543
#98946
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะทำสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมขึ้นมาโดยการปกปิดข้อเท็จจริงบางประการไว้ แต่หากไม่ได้ทำให้เนื้อความตามข้อสัญญาต้องเปลี่ยนแปลงไปมีความหมายเป็นอย่างอื่น หรือเพิ่มเติมข้อความใหม่ให้แตกต่างไปแทนที่ข้อเท็จจริงบางอย่างไว้เช่นนั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการตัดทอนข้อความอันเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร อีกทั้งการกระทำดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดหรือไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264, 265

เมื่อสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมดังกล่าวไม่เป็นเอกสารปลอมแล้ว การที่จำเลยเบิกความในคดีอาญาอ้างถึงสัญญาดังกล่าวจึงไม่อาจถือว่าเป็นการเบิกความเท็จได้ เพราะได้มีการทำสัญญาดังกล่าวกันจริง ทั้งจำเลยก็เบิกความไปตามที่ระบุไว้ในสัญญานั้น อีกทั้งศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อความที่ถูกปกปิดมิใช่เป็นข้อความสำคัญในคดีที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท จึงมิได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๔, ๑๗๗, ๑๗๙, ๑๘๐, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๘๓, ๘๔, ๙๐, ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรม และนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘ และ ๑๘๐ หรือไม่ จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำสำเนาสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมตามเอกสารหมาย จ. ๑๙ โดยการถ่ายภาพและลบข้อความที่กำหนดพื้นที่และมูลค่าของอาคารที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ. ๖ ออกทำให้สำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ. ๑๙ ไม่ถูกต้อง เป็นเอกสารปลอม และการกระทำของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายนั้น เห็นว่า แม้สำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ. ๑๙ ข้อ ๒ จะไม่ปรากฏตัวเลข "๗๑๒,๐๐๐" กับ "๙,๔๘๕" และตัวหนังสือ (เก้าพัน สี่ร้อยแปดสิบห้าล้านบาท) ซึ่งเป็นพื้นที่อาคารและมูลค่าของอาคารอยู่ด้วยก็ตาม แต่สัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรม มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และจำเลยที่ ๑ เป็นคู่สัญญากัน การที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ กรรมการผู้มีอำนาจจะทำสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมขึ้นมาโดยการปกปิดข้อเท็จจริงบางประการไว้ แต่หากไม่ได้ทำให้เนื้อความตามข้อสัญญาต้องเปลี่ยนแปลงไปมีความหมายเป็นอย่างอื่น หรือเพิ่มเติมข้อความใหม่ให้แตกต่างไปแทนที่ข้อเท็จจริงที่ปกปิดไว้แล้วย่อมมีสิทธิที่จะทำได้ การปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างไว้เช่นนั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการตัดทอนข้อความอันจะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร โดยจะเห็นได้ว่ามีการปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลขและตัวหนังสืออันเกี่ยวกับพื้นที่อาคารและมูลค่าของอาคารไว้เท่านั้น ไม่ได้มีการเพิ่มเติมตัวเลขหรือข้อความใด ๆ ลงแทนที่อันจะทำให้เห็นว่ามีความหมายเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น การกระทำดังกล่าวย่อมไม่ก่อให้เกิดหรือไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ข้อหาความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘ และ ๑๘๐ จึงไม่มีมูลความผิด เมื่อสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมเอกสารหมาย จ. ๑๙ ไม่เป็นเอกสารปลอมแล้ว การที่จำเลยที่ ๒ เบิกความในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๘๕๐๕/๒๕๓๔ ของศาลแขวงดุสิตอ้างถึงสัญญาดังกล่าวนั้น ไม่อาจถือว่าเป็นการเบิกความเท็จได้ เพราะได้มีการทำสัญญาเพื่อการลงทุนปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมตามเอกสารหมาย จ. ๑๙ กันจริง อีกทั้งศาลแขวงดุสิตเห็นว่าจำนวนตัวเลขที่ถูกปกปิดในสำเนาภาพถ่ายสัญญาเช่าดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสำคัญในคดีที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทจำเลยที่ ๑ จึงมิได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเพื่อยกฟ้องโจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ นั้น ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 ม. 264 ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ
จำเลย — บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4581/2543
#36400
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้มีดดาบฟันผู้เสียหาย 2 ครั้ง ขณะผู้เสียหายอยู่ในมุ้งแล้วจำเลยไม่ได้ฟันซ้ำอีกทั้งที่มีโอกาสกระทำได้ ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่แขนและใบหูไม่ถึงสาหัส บาดแผลที่ใบหูผู้เสียหายเป็นบาดแผลในแนวราบ ซึ่งหากคมมีดถูกศีรษะผู้เสียหายโดยแรง ใบหูผู้เสียหายย่อมขาด และคมมีดย่อมบาดเข้าในขมับผู้เสียหายเป็นแผลลึกการที่มีบาดแผลเพียงใบหูเกือบขาด แสดงว่าคมมีดถูกศีรษะผู้เสียหายไม่แรง ส่วนที่มีมุ้งกีดขวาง เป็นสภาพที่มีอยู่ก่อนจำเลยลงมือกระทำหากจำเลยมีเจตนาให้เกิดบาดแผลร้ายแรงแก่ผู้เสียหาย จำเลยย่อมกระทำให้สัมฤทธิ์ผลได้ เช่น ฟันให้แรงขึ้น หรือฟันสายมุ้งให้ขาดและผ้ามุ้งคลุมแนบตัวผู้เสียหายแล้วจึงฟันผู้เสียหาย หรือตลบมุ้งขึ้นก่อนแล้วจึงฟันผู้เสียหาย พฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยเจตนาฆ่า ได้ใช้มีดยาวประมาณ 70 เซนติเมตรฟันศีรษะนายเลิศ ยังประสม ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นบิดาจำเลยหลายครั้ง จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายหลบหลีกและยกแขนรับมีดไว้ได้ทัน คมมีดที่จำเลยใช้ฟันถูกผู้เสียหายที่ใบหูซ้ายและแขนซ้าย เป็นเหตุให้ใบหูซ้ายเป็นแผลฉีกขาด และเป็นบาดแผลถลอกที่แขนซ้าย ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 289(1) จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(1) ประกอบด้วยมาตรา 80 ให้จำคุกตลอดชีวิตลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้จำคุก 33 ปี4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า จำเลยใช้มีดดาบฟันผู้เสียหาย 2 ครั้ง ขณะผู้เสียหายอยู่ในมุ้ง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยฟันผู้เสียหายเพียง 2 ครั้ง แล้วไม่ได้ฟันซ้ำอีกทั้งที่มีโอกาสกระทำได้ ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่แขนและใบหูไม่ถึงสาหัส หากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย น่าจะฟันซ้ำอีกหลายครั้ง ที่โจทก์กล่าวในฎีกาว่าจำเลยคงคิดว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตายจึงหนีไป เป็นเพียงการคาดคะเนไม่มีพยานหลักฐานอันจะนำมาสนับสนุนให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยเช่นนั้นได้ที่โจทก์กล่าวในฎีกาว่า หากผู้เสียหายหลบไม่ทันและมุ้งไม่กีดขวาง ศีรษะผู้เสียหายคงแยกเป็น 2 เสี่ยงนั้น ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารท้ายฟ้องปรากฏว่าบาดแผลที่ใบหูผู้เสียหายเป็นบาดแผลในแนวราบ ใบหูเกือบขาดฟังได้ว่าจำเลยฟันถูกศีรษะผู้เสียหายแล้วตรงใบหูโดยฟันในแนวราบ ซึ่งหากคมมีดถูกศีรษะผู้เสียหายโดยแรง ใบหูผู้เสียหายย่อมขาดและคมมีดย่อมบาดเข้าในขมับผู้เสียหายเป็นแผลลึก การที่มีบาดแผลเพียงใบหูเกือบขาดเท่านั้น แสดงว่าคมมีดถูกศีรษะผู้เสียหายไม่แรง ส่วนข้อที่มีมุ้งกีดขวางนั้น เป็นสภาพที่มีอยู่ก่อนจำเลยลงมือกระทำ หาใช่เหตุขัดขวางที่เกิดขึ้นภายหลังลงมือกระทำ หากจำเลยมีเจตนาให้เกิดบาดแผลร้ายแรงแก่ผู้เสียหายจำเลยย่อมกระทำให้สัมฤทธิ์ผลได้ เช่น ฟันให้แรงขึ้นหรือฟันสายมุ้งให้ขาดและผ้ามุ้งคลุมแนบตัวผู้เสียหายแล้วจึงฟันผู้เสียหายหรือตลบมุ้งขึ้นก่อนแล้วจึงฟันผู้เสียหาย พยานโจทก์ที่นำสืบและพฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายนั้นชอบแล้ว การกระทำของจำเลยฟังได้ว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าบุพการี แม้ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า หากรับฟังว่าเป็นเพียงกรณีทำร้ายร่างกายก็จะต้องลงโทษฐานทำร้ายร่างกายบุพการีก็ตาม ย่อมแปลได้ว่า โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 296 ด้วยแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ และศาลฎีกาเห็นต่อไปว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรงไม่ยำเกรงต่อบุพการีควรลงโทษในสถานหนัก"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 296 ลงโทษจำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นาย วิสูตรศักดิ์ ยังประสม
ชื่อองค์คณะ
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4581/2543
#39886
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้มีดดาบฟันผู้เสียหาย 2 ครั้ง ขณะผู้เสียหายอยู่ในมุ้งแล้วไม่ได้ฟันซ้ำอีกทั้งที่มีโอกาสกระทำได้ ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่แขนและใบหูไม่ถึงสาหัส การที่มีบาดแผลเพียงใบหูเกือบขาด แสดงว่าคมมีดถูกศีรษะผู้เสียหายไม่แรงส่วนที่มีมุ้งกีดขวาง ก็เป็นสภาพที่มีอยู่ก่อนจำเลยลงมือกระทำหาใช่เหตุขัดขวางที่เกิดขึ้นภายหลังลงมือกระทำ พฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 296 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าบุพการีแม้ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า หากรับฟังว่าเป็นเพียงกรณีทำร้ายร่างกายก็จะต้องลงโทษฐานทำร้ายร่างกายบุพการี ก็ย่อมแปลได้ว่า โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296ด้วยแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยเจตนาฆ่า ได้ใช้มีดยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ฟันศีรษะนายเลิศ ยังประสม ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นบิดาจำเลยหลายครั้ง จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายหลบหลีกและยกแขนรับมีดไว้ได้ทัน คมมีดที่จำเลยใช้ฟันถูกผู้เสียหายที่ใบหูซ้ายและแขนซ้าย เป็นเหตุให้ใบหูซ้ายเป็นแผลฉีกขาด และเป็นบาดแผลถลอกที่แขนซ้าย ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 289(1)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(1) ประกอบด้วยมาตรา 80ให้จำคุกตลอดชีวิตลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้จำคุก 33 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก1 ปี 4 เดือน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า จำเลยใช้มีดดาบฟันผู้เสียหาย 2 ครั้ง ขณะผู้เสียหายอยู่ในมุ้งมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยฟันผู้เสียหายเพียง 2 ครั้ง แล้วไม่ได้ฟันซ้ำอีกทั้งที่มีโอกาสกระทำได้ ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่แขนและใบหูไม่ถึงสาหัส หากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย น่าจะฟันซ้ำอีกหลายครั้ง ที่โจทก์กล่าวในฎีกาว่า จำเลยคงคิดว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตายจึงหนีไปเป็นเพียงการคาดคะเนไม่มีพยานหลักฐานอันจะนำมาสนับสนุนให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยเช่นนั้นได้ ที่โจทก์กล่าวในฎีกาว่า หากผู้เสียหายหลบไม่ทันและมุ้งไม่กีดขวางศีรษะผู้เสียหายคงแยกเป็น 2 เสี่ยงนั้น ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารท้ายฟ้อง ปรากฏว่าบาดแผลที่ใบหูผู้เสียหายเป็นบาดแผลในแนวราบใบหูเกือบขาดฟังได้ว่าจำเลยฟันถูกศีรษะผู้เสียหายตรงใบหู โดยฟันในแนวราบซึ่งหากคมมีดถูกศีรษะผู้เสียหายโดยแรง ใบหูผู้เสียหายย่อมขาดและคมมีดย่อมบาดเข้าในขมับผู้เสียหายเป็นแผลลึก การที่มีบาดแผลเพียงใบหูเกือบขาดเท่านั้นแสดงว่าคมมีดถูกศีรษะผู้เสียหายไม่แรงส่วนข้อที่มีมุ้งกีดขวางนั้น เป็นสภาพที่มีอยู่ก่อนจำเลยลงมือกระทำหาใช่เหตุขัดขวางที่เกิดขึ้นภายหลังลงมือกระทำ หากจำเลยมีเจตนาให้เกิดบาดแผลร้ายแรงแก่ผู้เสียหายจำเลยย่อมกระทำให้สัมฤทธิ์ผลได้เช่น ฟันให้แรงขึ้น หรือฟันสายมุ้งให้ขาดและผ้ามุ้งคลุมแนบตัวผู้เสียหายแล้วจึงฟันผู้เสียหายหรือตลบมุ้งขึ้นก่อนแล้วจึงฟันผู้เสียหายพยานโจทก์ที่นำสืบและพฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายนั้นชอบแล้ว การกระทำของจำเลยฟังได้ว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าบุพการี แม้ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า หากรับฟังว่าเป็นเพียงกรณีทำร้ายร่างกายก็จะต้องลงโทษฐานทำร้ายร่างกายบุพการี ก็ตาม ย่อมแปลได้ว่า โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ด้วยแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ และศาลฎีกาเห็นต่อไปว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรงไม่ยำเกรงต่อบุพการีควรลงโทษในสถานหนัก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ลงโทษจำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 289 ม. 296
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 226 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นาย วิสูตรศักดิ์ ยังประสม
ชื่อองค์คณะ
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4581/2543
#66168
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้มีดดาบฟันผู้เสียหาย 2 ครั้ง ขณะผู้เสียหายอยู่ในมุ้งแล้วไม่ได้ฟันซ้ำอีกทั้งที่มีโอกาสกระทำได้ ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่แขนและใบหูไม่ถึงสาหัส การที่มีบาดแผลเพียงใบหูเกือบขาด แสดงว่าคมมีดถูกศีรษะผู้เสียหายไม่แรงส่วนที่มีมุ้งกีดขวาง ก็เป็นสภาพที่มีอยู่ก่อนจำเลยลงมือกระทำ หาใช่เหตุขัดขวางที่เกิดขึ้นภายหลังลงมือกระทำ พฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 296 โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าบุพการี แม้ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า หากรับฟังว่าเป็นเพียงกรณีทำร้ายร่างกายก็จะต้องลงโทษฐานทำร้ายร่างกายบุพการี ก็ย่อมแปลได้ว่า โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา 296 ด้วยแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 289 ม. 296
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 226 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายวิสูตรศักดิ์ ยังประสม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4580/2543
#91206
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 18, 19, 21, 22, 23

แม้การดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายจะต้องดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการที่กรรมการแต่งตั้งก็ตาม แต่การตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านในคดีนี้ เลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้ออกคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินและมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ด้วยเหตุมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบทรัพย์สิน ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านและทำบันทึกการพิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์สิน ตลอดจนมีความเห็นขอให้คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพิจารณาวินิจฉัย เพื่อมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน กับคณะอนุกรรมการประจำคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้มีมติเห็นชอบตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอ ต่อมาคณะกรรมการ ตรวจสอบทรัพย์สินได้มีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดกับมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน ทั้งได้ส่งคำวินิจฉัยและขอให้พนักงานอัยการได้พิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินแล้ว ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งและตามที่ได้รับมอบหมาย จากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยชอบแม้การตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านจะไม่ปรากฏรายชื่อของคณะอนุกรรมการหรือความเห็นของคณะอนุกรรมการหรือผู้ร้องมิได้นำคณะอนุกรรมการมาเบิกความยืนยันว่าการตรวจสอบทรัพย์สินดังกล่าวได้ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินแต่งตั้งก็ตาม ก็หาทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่อันชอบด้วยกฎหมายต้องเสียไปไม่ ผู้ร้องมีอำนาจขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินตามคำร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๗๓๗๗/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น ฟ้องผู้คัดค้านที่ ๑ และผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นจำเลยฐานร่วมกันผลิตและมียาเสพติดให้โทษชนิดเฮโรอีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษชนิดฝิ่น ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีและ ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ โดยมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าวแทนและต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินรวม ๓๑ รายการ โดยวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินทั้ง ๓๑ รายการดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่อง กับการกระทำความผิดของจำเลย ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๗๓๗๗/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๒๗, ๒๙, ๓๑

ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามคำร้อง เพราะผู้ร้องและพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ขอให้มีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านทั้งสี่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ตามคำร้องของผู้ร้องในรายการที่ ๑ ถึง ๒๙ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๒๙, ๓๑ และให้ยกคำร้องของผู้ร้องเฉพาะทรัพย์สินรายการที่ ๓๐ กับ ๓๑

ผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ ๒ ซึ่งเป็นจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิตและคดีถึงที่สุดแล้ว ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดรวม ๓๑ รายการ ดังกล่าวข้างต้น

ผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ฎีกาว่า การดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมาย จะต้องดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการแต่งตั้งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ออกตามความใน พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ แต่การตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ มิได้มีความเห็นหรือรายชื่อของคณะอนุกรรมการ คงมีแต่บันทึกการพิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับมอบหมายเท่านั้น กรณีจึงมิได้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตาม ขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมายื่นคำร้องเพื่อให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินตามคำร้องได้นั้น เห็นว่า แม้ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๘ จะบัญญัติว่า คณะกรรมการจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ได้รับมอบหมายก็ได้ ? และกฎกระทรวงฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ข้อ ๑ จะกำหนดว่าการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินตามกฎกระทรวงนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับ มอบหมายจะต้องดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการแต่งตั้งก็ตาม แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินรายใดอาจมีการโอน ยักย้าย ซุกซ่อน มาตรา ๑๙ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวบัญญัติว่า

ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เลขาธิการอาจสั่งให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ต้องหาไปก่อน แล้วรายงาน ให้คณะกรรมการทราบก็ได้

มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า

? เลขาธิการอาจมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินแทนแล้วรายงานให้ทราบก็ได้?

มาตรา ๒๒ วรรคสอง บัญญัติว่า

เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบทรัพย์สิน หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินรายใดอาจมีการโอน ยักย้าย ซุกซ่อน หรือเป็นกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นอย่างอื่น ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินรายนั้นไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีการวินิจฉัยตามมาตรา ๑๖ (๓)?

และมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า

เมื่อคณะกรรมการหรือเลขาธิการแล้วแต่กรณีได้มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินใดแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินและประเมินราคาทรัพย์สินนั้นโดยเร็วแล้วรายงานให้ทราบ

จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวถือได้ว่า ถ้าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน กฎหมายได้ให้อำนาจแก่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีอำนาจสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ต้องหา ไปก่อนแล้วรายงานให้ทราบ กับให้มีอำนาจสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินใดไว้ชั่วคราว แล้วรายงานให้ทราบ จนกว่าจะได้มีการวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามมาตรา ๑๖ (๓) ว่า ทรัพย์สินใดของผู้ต้องหาเป็นทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินนั้นตามความในมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ซึ่งการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้ออกคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินและมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินและประเมินราคาทรัพย์สิน ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สิน ต่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินด้วยเหตุมีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่อาจเชิญประชุมคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ทัน หากไม่รีบดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สิน อาจมีการเปลี่ยนแปลง โยกย้าย หรือทำลายพยานหลักฐานได้

พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายได้ตรวจสอบทรัพย์สิน ตลอดจนยึดและอายัดทรัพย์สินของพวกผู้คัดค้านและทำบันทึกการพิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์สิน ตลอดจนมีความเห็นขอให้คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินกับคณะอนุกรรมการประจำคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้มีมติเห็นชอบตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอ จึงเสนอให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อวินิจฉัยยึดอายัดทรัพย์สิน และต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้มีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สิน ของพวกผู้คัดค้านเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กับมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน ดังกล่าว ทั้งได้ส่งคำวินิจฉัยและขอให้พนักงานอัยการได้พิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินแล้ว ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งและตามที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดดังกล่าวมาจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยชอบ แม้การตรวจสอบทรัพย์สิน ของพวกผู้คัดค้านจะไม่ปรากฏรายชื่อของคณะอนุกรรมการหรือความเห็นของคณะอนุกรรมการดังที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ กล่าวอ้าง ตลอดจนผู้ร้องมิได้นำคณะอนุกรรมการเบิกความยืนยันว่า การตรวจสอบทรัพย์สินของพนักงาน เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายได้ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการตรวจสอบ ทรัพย์สินแต่งตั้งก็ตาม ก็หาได้ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตลอดจนคณะกรรมการตรวจสอบ ทรัพย์สิน และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อันชอบด้วยกฎหมายต้องเสียไปไม่ ผู้ร้อง มีอำนาจร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินตามคำร้องได้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสมทรง แก้วมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ศาลอุทธรณ์ — นายชาลี ทัพภวิมล
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4579/2543
#39885
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนพกออโตเมติกบราวนิ่งขนาด .32(7.65 มม.) เครื่องหมายเลขประจำปืนถูกขูดลูบแก้ไขไม่อาจยืนยันได้ว่าเลขหมายเดิมคืออะไร 1 กระบอก และมีซองบรรจุกระสุน 1 ซอง กระสุนปืนขนาดเดียวกัน 6 นัด ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 2 ได้พาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมืองหมู่บ้าน ตามถนน ซึ่งเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ,72 และ 72 ทวิแต่โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 ด้วย ศาลจะยกมาตราดังกล่าวมาปรับบทลงโทษไม่ได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน 1,650 เม็ด หนัก 144.375 กรัมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 13.976 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชุดสืบสวนจับกุมของตำรวจได้จับกุมผู้ค้าเมทแอมเฟตามีน 5 คน และสอบสวนขยายผลได้ความว่า ยังมีผู้ลักลอบค้าอยู่อีก จึงได้ให้ผู้ต้องหาคนหนึ่งพาไปห้องเกิดเหตุโดยผู้ต้องหาบอกว่าเป็นห้องของจำเลยที่ 1เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่ผู้ต้องหาบอกเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้พบอยู่บนตู้เสื้อผ้าของจำเลยที่ 1 และก่อนที่จะถูกจับจำเลยที่ 2 ยังได้มอบเมทแอมเฟตามีนให้ผู้ต้องหานำไปส่งให้ลูกค้ามาแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 2พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจและจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 รวมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 1,650 เม็ด น้ำหนักรวม144.375 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 13.976 กรัมเกินปริมาณ 0.500 กรัม ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาตจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนพกออโตเมติก บราวนิ่ง ขนาด .32 (7.65 มม.)เครื่องหมายเลขประจำปืนถูกขูดลูบแก้ไขไม่อาจยืนยันได้ว่าเลขหมายเดิมคืออะไร 1 กระบอกและมีซองบรรจุกระสุน 1 ซองกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 6 นัด ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตและจำเลยที่ 2 ได้พาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน ตามถนนซึ่งเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ซองบรรจุกระสุนดังกล่าว และยึดได้กระป๋องน้ำอัดลมที่ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีน จำนวน 1 กระป๋อง ซองพกในอาวุธปืนสีดำ 1 ซอง เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ,62, 89, 106, 106 ทวิ และ 116 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 และ 72 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และ 91 ริบกระป๋องน้ำอัดลมของกลางและริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 และ 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และ 83 ในส่วนของจำเลยที่ 2เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก 16 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก 48 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาตลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด49 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ริบเมทแอมเฟตามีนและกระป๋องน้ำอัดลมของกลาง

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2มีเมทแอมเฟตามีน 1,650 เม็ด หนัก 144.375 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 13.976 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาตและเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสามได้ในขณะที่จำเลยทั้งสามอยู่ในห้องเลขที่ 48/86 ศิวลีคอนโด ซอยลาซาล (สุขุมวิท 105)แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกยุทธนา ตั้งกอบลาภเป็นพยานเบิกความว่าชุดสืบสวนจับกุมของสถานีตำรวจนครบาลมักกะสันได้จับกุมผู้ค้าเมทแอมเฟตามีน 5 คน และสอบสวนขยายผลได้ความว่า ยังมีผู้ลักลอบค้าอยู่ที่ศิลลีคอนโด จึงได้ให้นางสาวเกวดีจิตรพินิจ ผู้ต้องหาคนหนึ่งพาไปห้องเกิดเหตุโดยนางสาวเกวดีบอกว่าเป็นห้องของจำเลยที่ 1 และพันตำรวจตรีสัมพันธ์ นวมดี พนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 รับว่าห้องเกิดเหตุเป็นของมารดาจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 กับภริยาอาศัยอยู่และกระป๋องน้ำอัดลมที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนวางอยู่บนตู้เสื้อผ้าของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นว่า แม้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจะเป็นเพียงพยานบอกเล่าก็ตาม แต่เมื่อนางสาวเกวดีพาไปห้องเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจก็สามารถค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่นางสาวเกวดีบอก ทำให้คำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักที่จะรับฟัง ประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าห้องเกิดเหตุมีชื่อมารดาจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของแต่ให้จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กับภริยาเพียงสองคนตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.14 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ในห้องเกิดเหตุ และข้อเท็จจริงปรากฏจากบันทึกคำให้การของนางสาวเกวดีและนายประเสริฐ บัวแก้ว เอกสารหมาย จ.8 และ จ.9ว่า นายประเสริฐกับจำเลยที่ 2 เดินทางจากจังหวัดสุโขทัยไปที่ห้องเกิดเหตุพบนายโอเล่ เปรมปราย นางสาวเกวดี และจำเลยที่ 1จนกระทั่งถึงเวลานัดจำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีน 990 เม็ดให้นายโอเล่และนางสาวเกวดีช่วยกันนำไปซ่อนไว้ในถุงขนมก่อนที่จะนำไปส่งให้ลูกค้า เมื่อนางสาวเกวดีและนายประเสริฐถูกจับ จึงแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซ่อนอยู่ในห้องเกิดเหตุอีก ศาลฎีกาเห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้พบอยู่บนตู้เสื้อผ้าของจำเลยที่ 1 และก่อนที่จะถูกจับจำเลยที่ 2 ยังได้มอบเมทแอมเฟตามีนให้นายโอเล่และนางสาวเกวดีนำไปส่งให้ลูกค้ามาแล้ว อีกทั้งในขณะถูกจับกุมจำเลยที่ 1 ก็ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 2 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต

อนึ่ง โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 ด้วย ศาลจะยกมาตราดังกล่าวมาปรับบทลงโทษไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ปรเมศวร์ ยืนทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4579/2543
#66167
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนพกออโตเมติก บราวนิ่งขนาด .32 (7.65 มม.) เครื่องหมายเลขประจำปืนถูกขูดลูบแก้ไขไม่อาจยืนยันได้ว่าเลขหมายเดิมคืออะไร 1 กระบอก และมีซองบรรจุกระสุน 1 ซอง กระสุนปืนขนาดเดียวกัน 6 นัด ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 2 ได้พาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน ตามถนน ซึ่งเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 และ 72 ทวิแต่โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม ป.อ.มาตรา 371 ด้วย ศาลจะยกมาตราดังกล่าวมาปรับบทลงโทษไม่ได้ เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน 1,650 เม็ด หนัก 144.375 กรัมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 13.976 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชุดสืบสวนจับกุมของตำรวจได้จับกุมผู้ค้าเมทแอมเฟตามีน5 คน และสอบสวนขยายผลได้ความว่า ยังมีผู้ลักลอบค้าอยู่อีก จึงได้ให้ผู้ต้องหาคนหนึ่งพาไปห้องเกิดเหตุโดยผู้ต้องหาบอกว่าเป็นห้องของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่ผู้ต้องหาบอก เมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้พบอยู่บนตู้เสื้อผ้าของจำเลยที่ 1 และก่อนที่จะถูกจับจำเลยที่ 2 ยังได้มอบเมทแอมเฟตามีนให้ผู้ต้องหานำไปส่งให้ลูกค้ามาแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 2 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปรเมศวร์ ยืนทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายนฤเทพ อภิรักษ์เนติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย อภิชาติอำมฤต
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4578/2543
#36399
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ซ. ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เลิกบริษัท และตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องบริษัทเรียกค่าจ้างว่าความซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่มีอยู่จริงจำเลยที่ 2 และที่ 3 สมยอมกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้บริษัทชำระเงินจำนวนหนึ่งแก่จำเลยที่ 1 และศาลมีคำพิพากษาตามยอมยังผลให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่แท้จริงต้องเสียเปรียบ สัญญาที่จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำขึ้นดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการฉ้อฉล ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยแจ้งชัดว่าโจทก์ทั้งห้าร้องขอให้ศาลเพิกถอนซึ่งนิติกรรมอันเกิดจากการฉ้อฉล หาใช่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามละเมิดต่อโจทก์ทั้งห้าไม่ โจทก์ทั้งห้าชอบที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ซี.ไอ.ซี.อีเล็คโทรนิคส์ อินดัสตรี่ จำกัด ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เลิกบริษัทแล้วและตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชี โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับเงินปันผลจากผลประกอบการของบริษัทที่มีกำไรก่อนเลิกบริษัทในปี 2535 และปี 2536 รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 2,880,000 บาท แต่บริษัทยังไม่ได้จ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้โจทก์ทั้งห้า และโจทก์ทั้งห้ายังมีสิทธิได้รับสินทรัพย์ที่เหลือภายหลังจากการจัดการชำระบัญชีชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกแล้ว ต่อมาระหว่างจัดการชำระบัญชีเมื่อเดือนสิงหาคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องบริษัทซี.ไอ.ซี. อีเล็คโทรนิคส์ อินดัสตรี่ จำกัด เรียกค่าจ้างว่าความจำนวน 8,000,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่มีอยู่จริงเพราะบริษัทตกลงว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นเงินเพียง 2,000,000 บาท และได้ชำระให้จำเลยที่ 1 เรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ชำระบัญชีกลับสมยอมกับโจทก์ (จำเลยที่ 1) ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้บริษัทชำระเงินจำนวน 8,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมไป เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้โดยชอบเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการฉ้อฉล ไม่มีผลผูกพันบริษัท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหรือทำลายสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 หรือมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่านิติกรรมสัญญาประนีประนอมยอมความตกเป็นโมฆะ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วให้งดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมไปแล้วได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทซี.ไอ.ซี.อีเล็คโทรนิคส์ อินดัสตรี่ จำกัดซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เลิกบริษัทแล้ว และตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องบริษัทดังกล่าวในข้อหาผิดสัญญาจ้างทำของเรียกค่าจ้างว่าความซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่มีอยู่จริง ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับสมยอมกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้บริษัทชำระเงินจำนวน8,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 และศาลมีคำพิพากษาตามยอม ยังผลให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่แท้จริงต้องเสียเปรียบ สัญญาที่จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำขึ้นดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการฉ้อฉลจึงขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความที่ว่านั้น ดังนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า โจทก์ทั้งห้าซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นระหว่างลูกหนี้อันได้แก่บริษัทซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ชำระบัญชีเป็นผู้ทำการแทนกับบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอก อันได้แก่จำเลยที่ 1 โดยกล่าวหาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบกับมีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหรือทำลายสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยแจ้งชัดว่าโจทก์ทั้งห้าร้องขอให้ศาลเพิกถอนซึ่งนิติกรรมอันเกิดจากการฉ้อฉลของจำเลยทั้งสาม หาใช่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามละเมิดต่อโจทก์ทั้งห้าไม่ ซึ่งโจทก์ทั้งห้าชอบที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าหนี้บริษัทจริงหรือไม่ และสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกระทำลงโดยจำเลยทั้งสามรู้เท่าถึงความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ทั้งห้าต้องเสียเปรียบหรือไม่ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้ครบถ้วนเสียก่อนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พนิดา จันทาภากุล กับพวก
จำเลย — นาย โกวิทย์ จิปิภพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4578/2543
#91205
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ซ. จำกัด ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เลิกบริษัทแล้ว และตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชี ต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องบริษัทดังกล่าวในข้อหาผิดสัญญาจ้างทำของเรียกค่าจ้าง ว่าความซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่มีอยู่จริง ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 สมยอมกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้บริษัทชำระเงินจำนวน 8,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 และศาลมีคำพิพากษาตามยอม ยังผลให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็น เจ้าหนี้ที่แท้จริงต้องเสียเปรียบ สัญญาที่จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำขึ้นดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการฉ้อฉล ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่า โจทก์ทั้งห้าซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นระหว่างลูกหนี้อันได้แก่บริษัทซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ชำระบัญชีเป็นผู้ทำการแทนกับบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกอันได้แก่จำเลยที่ 1 โดยกล่าวหาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ กับมีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหรือทำลายสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลัก แห่งข้อหาโดยแจ้งชัดว่า โจทก์ทั้งห้าร้องขอให้ศาลเพิกถอนซึ่งนิติกรรมอันเกิดจากการฉ้อฉลของจำเลยทั้งสาม หาใช่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามละเมิดต่อโจทก์ทั้งห้าไม่ โจทก์ทั้งห้าชอบที่จะกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าหนี้บริษัทจริงหรือไม่ และสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกระทำลงโดยจำเลยทั้งสาม รู้เท่าถึงความจริง อันเป็นทางให้โจทก์ทั้งห้าต้องเสียเปรียบหรือไม่ ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้ครบถ้วนเสียก่อน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพนิดา จันทาภากุล กับพวก
จำเลย — นายโกวิทย์ จิปิภพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศิลป์ โสเจยยะ
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4577/2543
#36398
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับโจทก์ยังมีอำนาจฟ้องและการกระทำของจำเลยตามฟ้องก็เป็นความผิดเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปภายหลังและความปรากฏขึ้นในอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความเท่านั้น ซึ่งจะมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นระงับไปโดยไม่ต้องพิพากษายกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องรวม 2 กระทงให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี และปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 60,000 บาทเรียงกระทงลงโทษรวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับจำเลยที่ 1เป็นเงิน 120,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาทไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1ที่มิได้อุทธรณ์ด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วโจทก์ยังได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งขอบังคับให้ชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับอันเป็นเช็คที่ฟ้องในคดีนี้ด้วย ต่อมาในวันที่ 17 มิถุนายน 2540 โจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 17064/2539 หมายเลขแดงที่ 11654/2540 ของศาลแพ่ง

คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยทั้งสอง ในคดีแพ่งดังกล่าวทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งอันเป็นมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับในคดีนี้แล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเช็คพิพาททั้งสองฉบับระงับสิ้นไป และโจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องตามที่แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 หนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีนี้ ต้องถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 กรณีมิใช่เรื่องการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ดังที่โจทก์อ้างในฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นแต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเสียนั้นไม่ถูกต้องเพราะขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับโจทก์ยังมีอำนาจฟ้องและการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องก็เป็นความผิดเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปภายหลังและความปรากฏขึ้นในอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความเท่านั้น ซึ่งจะมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นระงับไปโดยไม่ต้องพิพากษายกฟ้องศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วรวิทย์ วงศ์วรวิทย์
จำเลย — บริษัท เอฟ.เอ็น.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4577/2543
#39884
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ฟ้อง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับ โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องและการกระทำของจำเลยตามฟ้องก็เป็นความผิด เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปภายหลังและความปรากฏขึ้นในอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความเท่านั้นซึ่งจะมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นระงับไปโดยไม่ต้องพิพากษายกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องรวม 2 กระทง ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี และปรับจำเลยที่ 1กระทงละ 60,000 บาท เรียงกระทงลงโทษรวมจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 2 ปี และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 1 ปี ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งอันเป็นมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับในคดีนี้แล้วย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเช็คพิพาททั้งสองฉบับระงับสิ้นไป และโจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องตามที่แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้นทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 หนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงสิ้นผลผูกพันไปก่อน ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ในคดีนี้ ต้องถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเสียนั้นไม่ถูกต้อง เพราะขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับโจทก์ยังมีอำนาจฟ้องและการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องก็เป็นความผิด เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปภายหลังและความปรากฏขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความเท่านั้น ซึ่งจะมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นระงับไปโดยไม่ต้องพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วรวิทย์ วงศ์วรวิทย์
จำเลย — บริษัท เอฟ.เอ็น.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4577/2543
#66166
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ฟ้อง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับโจทก์ยังมีอำนาจฟ้องและการกระทำของจำเลยตามฟ้องก็เป็นความผิด เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปภายหลังและความปรากฏขึ้นในอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความเท่านั้น ซึ่งจะมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นระงับไปโดยไม่ต้องพิพากษายกฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยวรวิทย์ วงศ์วรวิทย์
จำเลย — ิษัทเอฟ.เอ็น.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นางสาวรุ่งระวี โสขุมา
ศาลอุทธรณ์ — นายสันต์ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4565 -ที่ 4576/2543
#37803
เปิดฉบับเต็ม

สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของตามคำนิยามของคำว่า รัฐวิสาหกิจ ในมาตรา 4แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534กรณีไม่อาจนำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานลงวันที่ 16 เมษายน2515 หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541มาใช้บังคับได้แต่ต้องนำพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พ.ศ. 2534 มาใช้บังคับเทียบเคียง ซึ่งมีผลให้โจทก์ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับหรือข้อกำหนดของรัฐวิสาหกิจไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสองสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12

โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบสองเข้าทำงานเป็นลูกจ้างในสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครของจำเลย ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสองเพราะเหตุเกษียณอายุโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสิบสองเป็นเงิน 352,700 บาท 213,200 บาท114,120 บาท 141,120 บาท 78,240 บาท 144,000 บาท 203,700 บาท129,600 บาท 68,520 บาท 48,240 บาท 152,760 บาท และ 170,640บาทตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยสำหรับโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 3 ถึงโจทก์ที่ 11อัตราร้อยละสิบห้าต่อปี โจทก์ที่ 2 กับโจทก์ที่ 12 อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินต้นที่โจทก์แต่ละคนฟ้องเรียก นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสิบสองสำนวนให้การว่า จำเลยเป็นหน่วยงานจำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบกับสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครเป็นกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้นและเป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของตามความหมายของ รัฐวิสาหกิจ แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1) ไม่อยู่ในบังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16เมษายน 2515 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541แต่ต้องนำพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534มาใช้บังคับโดยเทียบเคียงซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 47ออกตามความในมาตรา 11(1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้พนักงานที่พ้นจากตำแหน่งเพราะเกษียณอายุตามระเบียบไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย แต่มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนความชอบในการทำงานเป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันหากทำงานติดต่อกันครบห้าปีก่อนเกษียณอายุโจทก์ทั้งสิบสองได้รับเงินบำเหน็จพนักงานซึ่งถือเป็นเงินตอบแทนความชอบในการทำงานไปแล้ว จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยอีก โจทก์ทั้งสิบสองพ้นจากงานเพราะเกษียณอายุเมื่ออายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของจำเลยซึ่งไม่ใช่การเลิกจ้างตามความหมายแห่งกฎหมายคุ้มครองแรงงานดังกล่าวข้างต้นจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสิบสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แม้สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครจะมิใช่ส่วนราชการกรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น แต่ปรากฏว่ากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครพ.ศ. 2528 ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 97(3) แห่งบทกฎหมายดังกล่าวจัดตั้งสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครขึ้นเพื่อดำเนินการพาณิชย์โดยกรุงเทพมหานครเป็นผู้ควบคุมดูแลการบริหารงานทั้งหมด สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครจึงเป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของตามคำนิยามของคำว่ารัฐวิสาหกิจ ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พ.ศ. 2534 กรณีไม่อาจนำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานลงวันที่ 16 เมษายน 2515 หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสิบสองได้ แต่ต้องนำพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาใช้บังคับเทียบเคียงแก่กรณีของโจทก์ทั้งสิบสองซึ่งปรากฏตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 47 ออกใช้บังคับโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(1) และมาตรา 11 วรรคสองของบทกฎหมายดังกล่าวว่าพนักงานที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับหรือข้อกำหนดของรัฐวิสาหกิจนั้นไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย เมื่อโจทก์ทั้งสิบสองพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามข้อกำหนดของจำเลย จึงไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชยตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์ทั้งสิบสองอุทธรณ์ในข้อ 6.2 และ 6.3 ว่า สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครมิได้เป็นหน่วยธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของตามคำนิยามคำว่า รัฐวิสาหกิจ ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 โดยอ้างว่าได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยว่า พนักงานของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม แต่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 มาตรา 4(6) ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกากำหนดลูกจ้างตามมาตรา 4(6) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 พ.ศ. 2534แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดลูกจ้างตามมาตรา 4(6) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 มาตรา 3ไม่ให้นำพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ไปใช้บังคับแก่ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจตามความหมายของคำว่ารัฐวิสาหกิจ ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 แสดงว่าสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครไม่ใช่รัฐวิสาหกิจเพราะมิฉะนั้นแล้วพนักงานของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครทุกคนคงไม่ต้องเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมดังกล่าวแต่อย่างใด และหากสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครเป็นรัฐวิสาหกิจตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางแล้ว ผลกำไรที่ได้จากการประกอบธุรกิจจะต้องนำส่งเพื่อเป็นรายได้ของกรุงเทพมหานครแต่กรณีของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าไม่ได้ใช้เงินงบประมาณจากกรุงเทพมหานคร เงินเดือนของพนักงานก็ใช้เงินจากการประกอบกิจการของสถานธนานุบาลเองการประกอบกิจการพาณิชย์ดังกล่าวมีผลกำไรก็ไม่ต้องนำส่งผลกำไรเพื่อเป็นรายได้ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเหตุผลยืนยันได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกันว่าสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครไม่ใช่รัฐวิสาหกิจหรือไม่ใช่หน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ ในปัญหานี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานธุรกิจที่กรุงเทพมหานครจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการพาณิชย์ถือเป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสองดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า แม้สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครจะมิใช่ราชการส่วนท้องถิ่น แต่เป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของตามคำนิยามของคำว่า รัฐวิสาหกิจ ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 กรณีไม่อาจนำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสิบสองได้ แต่ต้องนำพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาใช้บังคับเทียบเคียงแก่กรณีของโจทก์ทั้งสิบสอง ซึ่งมีผลให้โจทก์ทั้งสิบสองที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับหรือข้อกำหนดของรัฐวิสาหกิจไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามฟ้อง ดังนั้น ที่โจทก์ทั้งสิบสองอุทธรณ์ในข้อ 6.1และ 6.4 ว่า เมื่อสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครมิใช่ราชการส่วนท้องถิ่นไม่เข้าข้อยกเว้นที่มิให้นำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานลงวันที่ 16 เมษายน 2515 หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาใช้บังคับ เมื่อโจทก์ทั้งสิบสองออกจากงานเพราะเหตุเกษียณอายุซึ่งถือว่าเป็นการเลิกจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งสิบสองตามฟ้องโดยนำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16เมษายน 2515 หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้บังคับแก่กรณีของโจทก์ทั้งสิบสองนั้น จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน"

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสองสำนวน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นภา โชตยาภรณ์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สละ เทศรำพรรณ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4565 -ที่ 4576/2543
#91204
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ว่า สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครมิได้เป็นหน่วยธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของตามคำนิยามคำว่า รัฐวิสาหกิจ ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 โดยอ้างว่าพนักงานของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม แสดงว่าสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ มิฉะนั้นแล้วพนักงานของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครทุกคนคงไม่ต้องเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม และหากสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครเป็นรัฐวิสาหกิจตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางแล้ว ผลกำไรที่ได้จากการประกอบธุรกิจจะต้องนำส่งเพื่อเป็นรายได้ของกรุงเทพมหานคร แต่กรณีของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าไม่ได้ใช้เงินงบประมาณจากกรุงเทพมหานคร เงินเดือนของพนักงานก็ใช้เงินจากการประกอบกิจการของสถานธนานุบาลเอง การประกอบกิจการพาณิชย์ดังกล่าวมีผลกำไรก็ไม่ต้องนำส่งผลกำไรเพื่อเป็นรายได้ของกรุงเทพมหานคร ในปัญหานี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานธุรกิจที่กรุงเทพมหานครจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการพาณิชย์ ถือเป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

แม้สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครจะมิใช่ราชการส่วนท้องถิ่น แต่เป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของตามคำนิยามของคำว่า รัฐวิสาหกิจ ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 กรณีไม่อาจนำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้บังคับแก่โจทก์ได้ แต่ต้องนำ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาใช้บังคับเทียบเคียงแก่กรณีของโจทก์ ซึ่งมีผลให้โจทก์ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับหรือข้อกำหนดของรัฐวิสาหกิจไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามฟ้อง ดังนั้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครมิใช่ราชการส่วนท้องถิ่น ไม่เข้าข้อยกเว้นที่มิให้นำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้บังคับ เมื่อโจทก์ออกจากงานเพราะเหตุเกษียณอายุซึ่งถือว่าเป็นการเลิกจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ตามฟ้อง โดยนำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้บังคับแก่กรณีของโจทก์ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสองสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12

โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสอง เพราะเหตุเกษียณอายุโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสิบสองพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสิบสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสิบสองอุทธรณ์ว่า สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครมิได้เป็นหน่วยธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของตามคำนิยามคำว่า รัฐวิสาหกิจ ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 โดยอ้างว่าได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยว่า พนักงานของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม แต่ปรากฏว่า พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 (6) ประกอบด้วย พ.ร.ฎ.กำหนดลูกจ้าง ตามมาตรา 4 (6) แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ฎ.กำหนดลูกจ้างตามมาตรา 4 (6) แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 มาตรา 3 ไม่ให้นำ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ไปใช้บังคับแก่ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจตามความหมายของคำว่า รัฐวิสาหกิจ ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 แสดงว่าสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ เพราะมิฉะนั้นแล้วพนักงานของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครทุกคนคงไม่ต้องเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมดังกล่าวแต่อย่างใด และหากสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครเป็นรัฐวิสาหกิจตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางแล้ว ผลกำไรที่ได้จากการประกอบธุรกิจจะต้องนำส่งเพื่อเป็นรายได้ของกรุงเทพมหานคร แต่กรณีของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าไม่ได้ใช้เงินงบประมาณจากกรุงเทพมหานคร เงินเดือนของพนักงานก็ใช้เงินจากการประกอบกิจการของสถานธนานุบาลเอง การประกอบกิจการพาณิชย์ดังกล่าวมีผลกำไรก็ไม่ต้องนำส่งผลกำไรเพื่อเป็นรายได้ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเหตุผลยืนยันได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกันว่าสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครไม่ใช่รัฐวิสาหกิจหรือไม่ใช่หน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ ในปัญหานี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานธุรกิจที่กรุงเทพมหานครจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการพาณิชย์ ถือเป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสองดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า แม้สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครจะมิใช่ราชการส่วนท้องถิ่น แต่เป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของตามคำนิยามของคำว่า รัฐวิสาหกิจ ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 กรณีไม่อาจนำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2441 มาใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสิบสองได้ แต่ต้องนำ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาใช้บังคับเทียบเคียงแก่กรณีของโจทก์ทั้งสิบสอง ซึ่งมีผลให้โจทก์ทั้งสิบสองที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับหรือข้อกำหนดของรัฐวิสาหกิจไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามฟ้อง ดังนั้น ที่โจทก์ทั้งสิบสองอุทธรณ์ว่า เมื่อสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครมิใช่ราชการส่วนท้องถิ่น ไม่เข้าข้อยกเว้นที่มิให้นำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้บังคับ เมื่อโจทก์ทั้งสิบสองออกจากงานเพราะเหตุเกษียณอายุซึ่งถือว่าเป็นการเลิกจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งสิบสองตามฟ้อง โดยนำประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้บังคับแก่กรณีของโจทก์ทั้งสิบสองนั้น จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานกลางและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสองสำนวน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 4 (6)
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 4
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 46 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนภา โชตยาภรณ์ กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชลิต จั่นประดับ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สละ เทศรำพรรณ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4564/2543
#34982
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยแบ่งขายที่ดินของตนให้แก่โจทก์กับพวก จำเลยสัญญาว่าจะแบ่งที่ดินของจำเลยทำเป็นทางเข้าออกของที่ดินโจทก์สู่ทางสาธารณะอันถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนการซื้อขายที่ดินของจำเลย จำเลยจึงต้องผูกพันตามสัญญา ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายอันเกิดจากกรณีที่ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินของจำเลยล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ศาลจึงไม่มีอำนาจในการกำหนดสถานที่และวิธีการทำทางโดยต้องคำนึงถึงที่ดินจำเลยให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางเข้าออกและรื้อถอนบ้านเรือนที่ปลูกขวางทางเข้าออก ถือได้ว่าในส่วนคำขอให้รื้อถอนบ้านเรือนเป็นคดีฟ้องขอให้ขับไล่ แม้บ้านที่ปลูกขวางทางเข้าออกเป็นบ้านของบุตรสาวจำเลย ก็ถือว่าเป็นวงศ์ญาติของจำเลย เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปคำพิพากษาดังกล่าวย่อมใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนที่ดินนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 145

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดฟ้องว่า โจทก์ทั้งแปดต่างเป็นเจ้าของที่ดินจำนวน7 แปลง ซึ่งจำเลยแบ่งขายให้ โดยจำเลยตกลงด้วยวาจาว่าจะยกที่ดินของจำเลยที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งแปดมีความกว้าง 5 วา ตลอดแนวจากทางสาธารณะเพื่อทำทางเข้าออกและใช้ประโยชน์ร่วมกันและจำเลยยังทำหนังสือสัญญายกที่ดินให้ไว้แก่โจทก์ทั้งแปดด้วย ต่อมาปี 2535 จำเลยได้สร้างบ้าน 1 หลัง ปิดกั้นทางเข้าออกดังกล่าว และขุดหน้าดินไปถมเป็นคันดินกว้างประมาณ 1 เมตร เพื่อให้โจทก์ทั้งแปดใช้เป็นทางเข้าออก ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งแปดตกอยู่ในวงล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งกีดขวางซึ่งสร้างปิดกั้นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะเพื่อเป็นประโยชน์ร่วมกันตามสัญญา ซึ่งเป็นทางจำเป็นระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งแปดกับทางสาธารณะและไม่ให้กั้นอีกต่อไป ถ้าจำเลยไม่รื้อก็ให้โจทก์ทั้งแปดเป็นผู้รื้อเอง โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นกว้าง 5 วา ตลอดแนวจากทางสาธารณะจนถึงที่ดินของโจทก์ทั้งแปดทุกแปลง ถ้าจำเลยไม่กระทำให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยตกลงที่จะยกที่ดินของจำเลยให้โจทก์ทั้งแปดเป็นทางกว้าง 5 วา ตลอดแนวจากทางสาธารณะ เพียงแต่ให้โจทก์ทั้งแปดอาศัยเดินผ่านในที่ดินของจำเลยกว้าง 1 วา จำเลยไม่เคยทำหนังสือสัญญายกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปด บ้านตามฟ้องเป็นของบุตรจำเลยซึ่งปลูกเว้นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะให้โจทก์ทั้งแปดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านหรือสิ่งกีดขวางที่สร้างปิดกั้นทางพิพาทกว้าง 5 วา ในที่ดินของจำเลยและห้ามมิให้ปิดกั้นต่อไป คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งแปดเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 22667 ถึง 22673 รวม 7 แปลง ซึ่งมีเขตที่ดินเรียงติดต่อเป็นแนวเดียวกัน โดยที่ดินทั้งหมดแบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18538 ของจำเลยซึ่งยังคงเหลืออยู่คิดเป็นเนื้อที่ 3 ไร่3 งาน 96 ตารางวา พื้นที่ดินที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่อยู่ด้านในถัดจากที่ดินของโจทก์ทั้งแปดเข้าไป แต่มีส่วนหนึ่งเป็นแนวยาวกว้างประมาณ10 เมตร ผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งแปดออกไปจดกับทางสาธารณะบนที่ดินของจำเลยส่วนที่ติดกับทางสาธารณะมีบ้านของบุตรสาวจำเลยปลูกอยู่ เป็นเหตุให้ที่ดินจำเลยมีทางออกสู่ทางสาธารณะกว้างไม่ถึง 3 เมตร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องทำให้ที่ดินของจำเลยส่วนที่ผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งแปดเป็นทางกว้าง 5 วายาวไปจนจดทางสาธารณะเพื่อประโยชน์ของโจทก์ทั้งแปดหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยแบ่งขายที่ดินของตนให้แก่โจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 4 โจทก์ที่ 5 และนายสะอาดกับพวกนั้น จำเลยสัญญาว่าจำเลยจะแบ่งที่ดินของจำเลยทำเป็นทางเข้าออกของที่ดินของโจทก์ทั้งแปดกว้าง 5 วา ออกสู่ทางสาธารณะ อันถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนการซื้อขายที่ดินของจำเลย จำเลยจึงต้องผูกพันตามสัญญา ซึ่งโจทก์ทั้งแปดมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายอันเกิดจากกรณีที่ที่ดินของโจทก์ทั้งแปดถูกที่ดินของจำเลยล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 อันจะทำให้ศาลมีอำนาจในการกำหนดสถานที่และวิธีการทำทางโดยต้องคำนึงถึงที่ดินจำเลยให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า บ้านที่ปลูกขวางทางเข้าออกดังกล่าวเป็นบ้านของบุตรสาวจำเลย ไม่ใช่บ้านของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาไปรื้อถอนบ้านดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งแปดฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางเข้าออกและรื้อถอนบ้านเรือนที่ปลูกขวางทางเข้าออก ถือได้ว่าในส่วนคำขอให้รื้อถอนบ้านเรือนเป็นคดีฟ้องขอให้ขับไล่ แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าบ้านดังกล่าวเป็นบ้านของบุตรสาวจำเลย ก็ถือว่าเป็นวงศ์ญาติของจำเลย เมื่อโจทก์ทั้งแปดเป็นฝ่ายชนะคดีและศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไป คำพิพากษาดังกล่าวย่อมใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนที่ดินนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 145

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 369 ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาญชัย ช้างสิงห์ กับพวก
จำเลย — นาย ประเทือง อ่อนชื่น
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4564/2543
#66164
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยแบ่งขายที่ดินของตนให้แก่โจทก์กับพวก จำเลยสัญญาว่าจะแบ่งที่ดินของจำเลยทำเป็นทางเข้าออกของที่ดินโจทก์สู่ทางสาธารณะอันถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนการซื้อขายที่ดินของจำเลย จำเลยจึงต้องผูกพันตามสัญญา ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายอันเกิดจากกรณีที่ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินของจำเลยล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ.มาตรา 1349ศาลจึงไม่มีอำนาจในการกำหนดสถานที่และวิธีการทำทางโดยต้องคำนึงถึงที่ดินจำเลยให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางเข้าออกและรื้อถอนบ้านเรือนที่ปลูกขวางทางเข้าออก ถือได้ว่าในส่วนคำขอให้รื้อถอนบ้านเรือนเป็นคดีฟ้องขอให้ขับไล่แม้บ้านที่ปลูกขวางทางเข้าออกเป็นบ้านของบุตรสาวจำเลย ก็ถือว่าเป็นวงศ์ญาติของจำเลย เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไป คำพิพากษาดังกล่าวย่อมใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนที่ดินนั้นได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 ประกอบมาตรา 145

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 369 ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญชัย ช้างสิงห์ กับพวก
จำเลย — นายประเทือง อ่อนชื่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายเรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4563/2543
#34981
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถอดกางเกงเดินเข้าไปเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายในขณะที่ผู้ตายไม่ได้สวมกางเกงและยืนพิงลูกกรงระเบียงอาคารซึ่งสูงเพียงระดับสะโพก โดยผู้ตายมิได้ยินยอม จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากผู้ตายหลบหลีกขัดขืนมิให้ข่มขืนกระทำชำเราแล้วอาจจะตกลงไปจากระเบียงอาคารถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายดิ้นรนขัดขืนเพื่อมิให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราจนผู้ตายพลัดตกลงไปจากระเบียงอาคารจนได้รับบาดเจ็บและตายในเวลาต่อมา จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำของจำเลยอันเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง, 80, 278, 288, 310, 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 80, 278, 288, 310,83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ(ที่ถูกจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ) 20 ปี จำเลยที่ 2 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80,มาตรา 278 และมาตรา 291 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 อายุ 18 ปีเศษ มีความรู้สึกผิดชอบดีแล้วไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำมีลักษณะร้ายแรงก่อให้เกิดผลร้ายจนผู้เสียหายถึงแก่ความตายให้ลงโทษสถานหนักจำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ขณะเกิดเหตุผู้ตายกับนายไพศาลขึ้นไปบนอาคารโรงเรียนเพื่อร่วมประเวณีกัน ต่อมาจำเลยทั้งสามตามขึ้นไปนายไพศาลจึงได้ผละออกมาจากผู้ตายซึ่งไม่ได้สวมกางเกงยืนหันหลังติดลูกกรงระเบียง จำเลยที่ 1 ถอดกางเกงเดินเข้าไปหาผู้ตายหันหน้าชนกันกับผู้ตายเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย แต่ผู้ตายไม่ยินยอมโดยร้องว่าให้ศาลคนเดียวคนอื่นไม่เกี่ยว จำเลยที่ 1 พยายามจะข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย ผู้ตายขัดขืนจนพลัดตกลงไปจากระเบียงอาคารโรงเรียนได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ถอดกางเกงเดินเข้าไปเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายในขณะที่ผู้ตายไม่ได้สวมกางเกงและยืนพิงลูกกรงระเบียงซึ่งสูงเพียงกันโดยผู้ตายมิได้ยินยอมที่จะให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเรานั้น จำเลยที่ 1ย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากผู้ตายหลบหลีกขัดขืนมิให้จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราแล้วอาจจะตกลงไปจากระเบียงอาคารโรงเรียนถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายดิ้นรนขัดขืนเพื่อมิให้จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราจนผู้ตายพลัดตกลงไปจากระเบียงอาคารโรงเรียนจนได้รับบาดเจ็บและตายในเวลาต่อมา จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตายพยานฐานที่อยู่ จำเลยไม่มีน้ำหนักพอฟังหักล้างพยานโจทก์ จำเลยที่ 1จึงมีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กระทำอนาจารพยายามข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้อื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและไม่มีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80,มาตรา 278, มาตรา 288 และมาตรา 310 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นาย ชำนาญหรือนาน ตามไวย หรือตามวัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ชวลิต ธรรมฤาชุ
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4563/2543
#91203
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ถอดกางเกงเดินเข้าไปเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายในขณะที่ผู้ตายไม่ได้สวมกางเกงและยืนพิงลูกกรงระเบียงซึ่งสูงเพียงก้น โดยผู้ตายมิได้ยินยอมที่จะให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเรานั้น จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากผู้ตายหลบหลีกขัดขืนมิให้จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราแล้วอาจจะตกลงไปจากระเบียงอาคารโรงเรียนถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายดิ้นรนขัดขืนเพื่อมิให้จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราจนผู้ตายพลัดตกลงไปจากระเบียงอาคารโรงเรียนจนได้รับบาดเจ็บและตายในเวลาต่อมา จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กระทำอนาจาร พยายามข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้อื่น

จำเลยทั้งสามขึ้นไปบนอาคารโรงเรียนพร้อมกัน ขณะที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนอยู่ข้างหน้าพยานโจทก์ซึ่งยืนอยู่ห่างผู้ตายประมาณ 1 วา พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมหรือสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 80, 278, 288, 310, 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 80, 278, 288, 310, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ (ที่ถูกจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ) 20 ปี จำเลยที่ 2 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, มาตรา 278 และมาตรา 291 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 อายุ 18 ปีเศษ มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้วไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำมีลักษณะร้ายแรงกิอให้เกิดผลร้ายจนผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ให้ลงโทษสถานหนัก จำคุก 10 ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ถอดกางเกงเดินเข้าไปเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายในขณะที่ผู้ตายไม่ได้สวมกางเกงและยืนพิงลูกกรงระเบียงซึ่งสูงเพียงก้น โดยผู้ตายมิได้ยินยอมที่จะให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเรานั้น จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากผู้ตายหลบหนีขัดขืนมิให้จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราแล้วอาจจะตกลงไปจากระเบียงอาคารโรงเรียนถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายดิ้นรนขัดขืนเพื่อมิให้จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราจนผู้ตายพลัดตกลงไปจากระเบียงอาคารโรงเรียนจนได้รับบาดเจ็บและตายในเวลาต่อมา จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย พยานฐานที่อยู่จำเลยไม่มีน้ำหนักพอฟังหักล้างพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กระทำอนาจาร พยายามข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และไม่มีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายธวัชพยานโจทก์เพียงว่า จำเลยทั้งสามขึ้นไปบนอาคารเรียนพร้อมกัน ขณะที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนอยู่ข้างหน้าพยานและพยานยืนอยู่ห่างจากผู้ตายประมาณ 1 วา พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมหรือสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, มาตรา 278, มาตรา 288 และมาตรา 310 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 276 ม. 278 ม. 288 ม. 310
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายชำนาญหรือนาน ตามไวยหรือตามวัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายมณฑล เกตุไทย
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ชวลิต ธรรมฤาชุ
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4562/2543
#34980
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 901,635 บาทเพียงสถานเดียวและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองลดโทษปรับให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งเฉพาะค่าปรับบุหรี่ซิกาแรตในจำนวนที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยมีไว้เพื่อขายโดยมิได้ปิดแสตมป์ตามกฎหมายเป็นการลดโทษที่ไม่ชอบ ควรจะลดโทษให้กึ่งหนึ่งของค่าปรับทั้งหมด ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลว่าสมควรลดโทษให้จำเลยเพียงใด เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

การยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับและการกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เป็นวิธีที่จะกระทำเพื่อเป็นการชดใช้ค่าปรับเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล มิใช่เป็นมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด โจทก์จึงไม่จำต้องกล่าวในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีไว้เพื่อขายซึ่งบุหรี่ซิกาแรต ตรามาร์ลโบโร่อันเป็นยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ตามกฎหมาย จำนวน 2,920 ซอง น้ำหนักรวม 55,480 กรัม ซึ่งตามกฎหมายจะต้องปิดแสตมป์ซองละ 21.70 บาทคิดเป็นค่าแสตมป์ที่จำเลยจะต้องติดรวม 63,364 บาท เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยบุหรี่ซิกาแรตดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 4, 19, 24, 44, 50ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยมีบุหรี่ซิกาแรต ซึ่งได้ปิดแสตมป์ไว้เพื่อขาย จำนวน 300 ซอง ส่วนที่เหลือจำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 มาตรา 24 วรรคแรก, 50 ปรับ 950,460 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะบุหรี่ จำนวน 300 ซอง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้เฉพาะบุหรี่จำนวนดังกล่าวกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงปรับ 501,635 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบบุหรี่ของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 901,635 บาท เพียงสถานเดียวและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าศาลล่างทั้งสองลดโทษปรับให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่งเฉพาะค่าปรับบุหรี่ซิกาแรตในจำนวนที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยมีไว้เพื่อขายโดยมิได้ปิดแสตมป์ตามกฎหมายจำนวน 300 ซองเป็นการลดโทษที่ไม่ชอบ ควรจะลดโทษให้กึ่งหนึ่งของค่าปรับทั้งหมดนั้นเห็นว่า ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจของศาลว่าสมควรลดโทษให้จำเลยเพียงใดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30และให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เพราะโจทก์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509มาตรา 50 ซึ่งมิได้บัญญัติโทษกักขังแทนค่าปรับไว้ด้วยนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 การยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับและการกักขังแทนค่าปรับเป็นวิธีที่จะกระทำเพื่อเป็นการชดใช้ค่าปรับเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล มิใช่เป็นมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ซึ่งโจทก์จำต้องกล่าวในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทขึ้นไป ศาลจะสั่งให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีก็ได้" คดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับจำเลยเกินสี่หมื่นบาท ศาลล่างทั้งสองจึงมีคำพิพากษาให้กักขังจำเลยเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีได้ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงไม่เกินคำขอของโจทก์

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายภัทรชัย อาภากาศ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา