คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2563
#643913
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดระยอง
จำเลย — บริษัท ไรวินทร์ บำรุงรักษาและบริการ จำกัด กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1435/2563
#662877
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยอนุมัติให้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ธ. เป็นบริษัทย่อยของจำเลย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัท ธ. รับงานก่อสร้างของจำเลย และให้พนักงานของจำเลยไปร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คของบริษัท ธ. เพื่อตรวจสอบการสั่งซื้อสินค้าของบริษัท ธ. ย่อมเอื้ออำนวยในทางที่เป็นคุณประโยชน์ต่อจำเลยเป็นสำคัญ เมื่อจำเลยว่าจ้างบริษัท ธ. ดำเนินการก่อสร้างโครงการคอนโด ล. และ ช. ของจำเลยและบริษัท ธ. สั่งซื้อสินค้าประเภทพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารชุดโครงการดังกล่าวของจำเลยที่บริษัท ธ. เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ย่อมเป็นเรื่องปกติแห่งวิถีทางธุรกิจที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลยในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ธ. เป็นบริษัทย่อยของจำเลย เพื่อให้บริษัท ธ. รับงานก่อสร้างของจำเลย อันถือได้ว่าบริษัท ธ. เป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 วรรคสอง ในการก่อนิติสัมพันธ์กับโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกที่ได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนของจำเลย จำเลยในฐานะตัวการย่อมมีความผูกพันต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันบริษัท ธ. ในฐานะตัวแทนได้ทำไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 820

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,303,339.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,303,339.76 บาท (ที่ถูก 1,303,339.75 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มกราคม 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 และวันที่ 17 มิถุนายน 2557 บริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด สั่งซื้อพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป (งานระบบโพสเท็นชั่น) จากโจทก์ 2,308 ตารางเมตร และ 7,193 ตารางเมตร คิดเป็นเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 703,824.60 บาท และ 2,693,778.50 บาท เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารชุดโครงการคอนโดเลต พิกเซล สาธร และโครงการแชปเตอร์วัน เดอะแคมปัส ลาดพร้าว 1 ของจำเลยที่บริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โจทก์ส่งมอบสินค้าที่สั่งซื้อและยินยอมให้หักเงินประกันผลงานแล้ว แต่บริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ชำระค่าสินค้าให้เพียงบางส่วนกับไม่คืนเงินประกันผลงานให้ตามข้อตกลง คงค้างชำระค่าสินค้าและเงินประกันผลงานรวมเป็นเงิน 1,303,339.75 บาท

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าตามคำฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ประเด็นนี้เมื่อตรวจพิเคราะห์หนังสือแจ้งมติที่ประชุมของจำเลยต่อกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยอนุมัติให้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด เป็นบริษัทย่อยของจำเลย ตามมติที่ประชุมของคณะกรรมการของจำเลย โดยให้บริษัทเกสรก่อสร้าง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของจำเลยเข้าร่วมลงทุนถือหุ้นในบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ร้อยละ 51 ทั้งนี้เป็นไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด รับงานก่อสร้างของจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามทางนำสืบของจำเลยยังปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของนายณรงค์ชัย พนักงานของจำเลยตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชีต้นทุนว่า นายณรงค์ชัยได้รับการแต่งตั้งจากจำเลยให้เป็นผู้ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คของบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด โดยนายณรงค์ชัยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า การที่จำเลยให้นายณรงค์ชัยไปร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คของบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด เพื่อตรวจสอบการสั่งซื้อสินค้าของบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด การที่จำเลยอนุมัติให้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด เป็นบริษัทย่อยของจำเลย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด รับงานก่อสร้างของจำเลย และให้พนักงานของจำเลยไปร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คของบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด เพื่อตรวจสอบการสั่งซื้อสินค้าของบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ย่อมเอื้ออำนวยในทางที่เป็นคุณประโยชน์ต่อจำเลยเป็นสำคัญ เมื่อจำเลยว่าจ้างบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ดำเนินการก่อสร้างโครงการคอนโดเลต พิกเซล สาธร และแชปเตอร์วัน เดอะแคมปัส ลาดพร้าว 1 ของจำเลย และบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด สั่งซื้อสินค้าประเภทพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป (งานระบบโพสเท็นชั่น) จากโจทก์ 2,308 ตารางเมตร และ 7,193 ตารางเมตร คิดเป็นเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 703,824.60 บาท และ 2,693,778.50 บาท เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารชุดโครงการคอนโดเลต พิกเซล สาธร และโครงการแชปเตอร์วัน เดอะแคมปัส ลาดพร้าว 1 ของจำเลยที่บริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ย่อมเป็นเรื่องปกติแห่งวิถีทางธุรกิจที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลยในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด เป็นบริษัทย่อยของจำเลย เพื่อให้บริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด รับงานก่อสร้างของจำเลย อันถือได้ว่า บริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด เป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 วรรคสอง ในการก่อนิติสัมพันธ์กับโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกที่ได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนของจำเลย จำเลยในฐานะตัวการย่อมมีความผูกพันต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ในฐานะตัวแทนได้ทำไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 ด้วยเหตุนี้เอง การที่บริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ในฐานะตัวแทนโดยปริยายของจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าสินค้าและเงินประกันผลงานรวมเป็นเงิน 1,303,339.75 บาท ตามคำฟ้อง จำเลยในฐานะตัวการต้องร่วมกับบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด รับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าตามคำฟ้องแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มกราคม 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างในคำแก้ฎีกาในทำนองว่า จำเลยมิได้สั่งการหรือมอบหมายให้บริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตามคำฟ้อง เป็นเพียงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ หรือหน้าที่และความรับผิดของตัวการต่อตัวแทน มิใช่เป็นข้อกล่าวแก้ให้จำเลยไม่มีความผูกพันต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันบริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ในฐานะตัวแทนโดยปริยายของจำเลยได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า บริษัทธนะเทพเอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรั๊คชั่น จำกัด มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยมิได้ดำเนินการภายใต้อำนาจการสั่งการหรือบังคับบัญชาจากจำเลย และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางยุพา กิตตินภดล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2563
#663676
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแสดงความประสงค์เรื่อง การอุทิศที่ดินให้กับทางราชการหรือยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้บริจาคกับจำเลยในฐานะผู้รับบริจาค แม้จะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลยในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ระบุไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์ดังกล่าว เมื่อการยกให้ แก่จำเลยเป็นการยกให้โดยมีเงื่อนไข ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจะตกเป็นของทางราชการและตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว จำเลยไม่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ภายในระยะเวลาตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์ ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทยังไม่ตกเป็นของทางราชการและไม่ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญา เรื่องการอุทิศที่ดินให้กับทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2555 หรือมีคำพิพากษาว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3399 ให้แก่โจทก์ที่ 1 และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3405 ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3399 ฉบับเจ้าของที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 และส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3405 ฉบับเจ้าของที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 กับห้ามจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน 2555 และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3399 คืนโจทก์ที่ 1 และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3405 คืนโจทก์ที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางรัชนี ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2555 โจทก์ทั้งสองและนายสัญญา ร่วมบริจาคที่ดินให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 1 บริจาคที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 36 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3399 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 946 โจทก์ที่ 2 บริจาคที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 35 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3405 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 28977 นายสัญญาบริจาคที่ดินโฉนดเลขที่ 17860 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 31.58 ตารางวา โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยจะต้องนำที่ดินไปสร้างตลาดสดและสถานีขนส่งผู้โดยสารพร้อมทั้งอำนวยความสะดวกทางสัญจรเข้าออกให้แล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานภายใน 36 เดือน หากจำเลยผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งถือว่าผิดสัญญา โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องเรียกที่ดินคืนได้ เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดแล้วจำเลยไม่ก่อสร้างตามเงื่อนไข ปัจจุบันที่ดินยังคงมีสภาพเป็นที่ว่างเปล่า โจทก์ทั้งสองได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสองทำกับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า หนังสือแสดงความประสงค์เรื่อง การอุทิศที่ดินให้กับทางราชการหรือยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้บริจาคกับจำเลยในฐานะผู้รับบริจาค เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงทำหนังสือกันไว้เช่นนี้ แม้จะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลยในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ระบุไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์ฯ ซึ่งตามสัญญาข้อ 3 ระบุไว้ว่า "ผู้บริจาครายที่ 1 ผู้บริจาครายที่ 2 ผู้บริจาครายที่ 3 กับผู้รับบริจาคได้กำหนดเงื่อนไขร่วมกันที่จะต้องปฏิบัติตาม ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "เงื่อนไขบริจาค" โดยมีรายละเอียดดังนี้ ข้อ 3.1 ผู้รับบริจาคจะต้องนำที่ดินบริจาคที่ได้รับไปดำเนินการก่อสร้างตลาดสดของเทศบาลตำบลแคนดง และสถานีขนส่งผู้โดยสารของเทศบาลตำบลแคนดง โดยมีรายการดังนี้ ข้อ 3.1.1 อาคารตลาดสดของเทศบาลตำบลแคนดงพร้อมทั้งบริเวณอำนวยความสะดวก ข้อ 3.1.2 อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารของเทศบาลตำบลแคนดง พร้อมทั้งบริเวณอำนวยความสะดวก... ข้อ 3.2 ผู้รับบริจาคจะต้องเริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ตามข้อ 3.1 ภายในกำหนดระยะเวลา 16 เดือน นับตั้งแต่วันจดทะเบียนการโอนที่ดินบริจาคตามข้อ 1.6 และจะต้องแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการภายในกำหนดระยะเวลา 36 เดือน นับตั้งแต่วันจดทะเบียนการโอนที่ดินบริจาคตามข้อ 1.6 เว้นแต่เหตุสุดวิสัยหรือมิใช่ความผิดของผู้รับบริจาคและต้องได้รับความยินยอมจากผู้บริจาคเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อ 3.3 ผู้รับบริจาคจะต้องเปิดใช้งานอาคารตลาดสดของเทศบาลตำบลแคนดงและอาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารของเทศบาลตำบลแคนดงอย่างเป็นทางการตามกำหนดระยะเวลาในข้อ 3.2 และจะต้องเปิดใช้งานอย่างต่อเนื่องโดยจะไม่นำเอาที่ดินบริจาคไปทำการนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในหนังสือนี้ ข้อ 4. หากผู้รับบริจาคทำผิดเงื่อนไขบริจาคข้อหนึ่งข้อใดตามข้อ 3 ให้ถือว่าสัญญานี้ผู้บริจาครายที่ 1 ผู้บริจาครายที่ 2 ผู้บริจาครายที่ 3 ขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกคืนที่ดินบริจาคภายในเวลา 6 เดือน ส่วนอาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในที่ดินบริจาคยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับบริจาค เว้นแต่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น" ตามข้อสัญญาในข้อ 3 และข้อ 4 ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า โจทก์ทั้งสองยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยโดยมีเงื่อนไข เมื่อเป็นเช่นนี้ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจะตกเป็นของทางราชการและตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยไม่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ภายในระยะเวลา 16 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์ฯ ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทยังไม่ตกเป็นของทางราชการและไม่ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 525 ม. 1304 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ศ. กับพวก
จำเลย — เทศบาลตำบลแคนดง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวณัฎฐิณี ตุวานนท์ เทียนหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอายุวัชญ์ วิทูรวัชรเวธน์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1433/2563
#663650
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้ตกลงโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยร่วมเนื่องจากจำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จะขายจึงมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ตามกำหนด ย่อมถือว่าเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา และเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับโจทก์โดยตรง จำเลยที่ 1 จะยกเรื่องตัวแทนกระทำการโดยปราศจากอำนาจขึ้นกล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ นอกจากนี้เมื่อการที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ต้องไปว่ากล่าวกันเอง หาใช่เป็นเรื่องเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากการชำระหนี้ไม่

การกระทำของจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องให้รับผิดในมูลสัญญา มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในมูลละเมิด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งปัญหาว่าจำเลยที่ 2 จะรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงิน 671,729.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 637,663 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอให้เรียกนาย ณ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงิน 999,938 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 999,938 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 637,663 บาท นับถัดจากวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 และจากต้นเงิน 362,275 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจห้องชุดโครงการมาเอสโตร 12 จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้จัดการแผนกขาย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2556 โจทก์ตกลงซื้อห้องชุดพิพาทจากจำเลยที่ 1 ราคา 3,917,725 บาท โจทก์ชำระเงินจองให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 50,000 บาท ชำระเงินเพื่อทำสัญญาจะซื้อจะขาย 195,887 บาท และผ่อนชำระเงินค่างวดรายเดือน เดือนละ 16,324 บาท 24 งวด จำนวน 391,776 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 637,663 บาท เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งโจทก์เพื่อนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทภายใน 30 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 1 โอนขายห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยร่วม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ซื้อขายที่โจทก์นำมาฟ้อง เนื่องจากโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยร่วมไปแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่จำเลยร่วมไปแล้วหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้โจทก์นำสืบโดยมีตัวโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ 2 นำห้องชุดพิพาทไปขาย หนังสือโอนสิทธิที่ระบุว่าโจทก์โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยร่วมเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 2 ทำปลอมขึ้น ซึ่งคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในหนังสือบันทึกแจ้งการกระทำความผิด ที่ระบุว่า จำเลยที่ 2 ได้ยอมรับต่อจำเลยที่ 1 ว่า เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือโอนสิทธิจริง จำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานก็เบิกความยอมรับว่า หนังสือโอนสิทธิเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 2 ทำปลอมขึ้น โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องจึงยิ่งเป็นการสนับสนุนให้พยานโจทก์มีน้ำหนักน่ารับฟัง ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อเท็จจริงใดมานำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ไม่ได้ตกลงโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยร่วม จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จะขายจึงมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ตามกำหนด ย่อมถือว่าเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา และเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับโจทก์โดยตรง จำเลยที่ 1 จะยกเรื่องตัวแทนกระทำการโดยปราศจากอำนาจขึ้นกล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายอาวุโสของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือโอนสิทธิขึ้นโดยพลการและปลอมลายมือชื่อโจทก์ในเอกสารดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ได้จึงเป็นกรณีของการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า เมื่อการที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ต้องไปว่ากล่าวกันเอง หาใช่เป็นเรื่องเหตุสุดวิสัยอันจะให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากการชำระหนี้ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น สำหรับการกระทำของจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องให้รับผิดในมูลสัญญา มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในมูลละเมิด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งปัญหาว่าจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาล และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 820 ม. 821 ม. 822
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
จำเลยร่วม — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางชิดชนก วังศานุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1432/2563
#681864
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 173 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — สหกรณ์ ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย -
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 -
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1430/2563
#643795
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นาย สุเมธหรือหมี อิศดุลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1429/2563
#643792
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดตรัง
จำเลย — นาย นภัสส์หรือโต พรหมเพ็ญ กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1428/2563
#663654
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งให้การด้วยความสมัครใจและตามความสัตย์จริง โดยไม่มีเหตุจูงใจทั้งมีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวนและลงลายมือชื่อไว้ แม้ทนายความที่เข้าร่วมฟังการสอบสวนจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นคนละคนก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้สงสัยว่าไม่มีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 กำหนดให้พนักงานสอบสวนจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาเท่านั้น กรณีการสอบสวนผู้ต้องหาหลายคนจึงไม่จำเป็นต้องมีทนายความคนเดียวกันเข้าร่วมฟังการสอบสวน คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงรับฟังได้

แม้คำให้การชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่คำซัดทอดนั้นมิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียว คงเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 3 ทั้งไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 โดยจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ต่อเมื่อมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อพยานพฤติเหตุแวดล้อมในคดีรับฟังประกอบคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แล้ว ทำให้คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ประกอบไปด้วยเหตุผลและรับฟังเป็นความจริงได้ ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือในการพิสูจน์ความจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3674/2558 ของศาลจังหวัดพัทยาเข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวางโทษประหารชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 และไม่อาจบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3674/2558 ของศาลจังหวัดพัทยาเข้ากับโทษในคดีได้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกคนละตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 4 ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค มีจำเลยที่ 1 นั่งโดยสารไปด้วย และจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส ที่ยืมมาจากนางจรรยา มีจำเลยที่ 2 นั่งโดยสารไปด้วย เดินทางจากจังหวัดชลบุรีไปจังหวัดเชียงราย โดยจำเลยที่ 4 ขับรถตามรถของจำเลยที่ 3 ไป เมื่อถึงจังหวัดเชียงราย จำเลยทั้งสี่ไปพักที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2559 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส ตามรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับ และจำเลยที่ 2 และที่ 4 นั่งโดยสารไปด้วย เพื่อเดินทางกลับจังหวัดชลบุรี ครั้นเวลา 23 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ขับรถถึงด่านตรวจท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นรถคันดังกล่าวไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แล้วจำเลยที่ 3 ขับรถย้อนกลับเส้นทางเดิม ต่อมาเวลา 23.25 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปพักค้างคืนที่บ้านสรวยรีสอร์ท วันที่ 21 มกราคม 2559 เวลาประมาณ 5 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส ไปพบจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ แล้วจำเลยที่ 1 ขับรถตามรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ไป ต่อมาเวลาประมาณ 10.30 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั่งโดยสาร ถึงด่านดงยาง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ร้อยตำรวจโท สุรัชชัย กับพวก ขอตรวจค้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และรถยนต์ แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย เมื่อตรวจปัสสาวะของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 พบว่ามีสารเสพติดในปัสสาวะของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่พบสารเสพติด หลังจากนั้นร้อยตำรวจโท สุรัชชัย กับพวก ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไว้ตรวจสอบ ครั้นเวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส มาถึงด่านดงยาง จำเลยที่ 1 มีท่าทางพิรุธ ร้อยตำรวจโท สุรัชชัย กับพวกจึงขอตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง การตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวพบว่ามีการโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 จึงขอตรวจค้นรถ การตรวจค้นรถพบเมทแอมเฟตามีน 68 มัด มัดละ 2,000 เม็ด รวม 137,800 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 12,688.240 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2,934.230 กรัม ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะนั่งด้านหลังและกระโปรงท้ายรถ ร้อยตำรวจโท สุรัชชัย กับพวกจึงจับกุมจำเลยทั้งสี่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แต่โจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความรับว่าให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนจริง ส่วนจำเลยที่ 4 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งเกี่ยวกับคำให้การชั้นสอบสวน เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจและตามความสัตย์จริง โดยไม่มีเหตุจูงใจที่จำเลยที่ 2 จะให้การดังกล่าวหรือร้อยตำรวจโท ณัฐพล พนักงานสอบสวน จะทำบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขึ้นเพื่อรับผลประโยชน์ทางคดีแต่อย่างใด ทั้งตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ดังกล่าวมีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวนและลงลายมือชื่อไว้ด้วย แม้ทนายความที่เข้าร่วมฟังการสอบสวนจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นคนละคนกันก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้สงสัยว่าไม่มีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ด้วย เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 กำหนดให้พนักงานสอบสวนจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาเท่านั้น กรณีการสอบสวนผู้ต้องหาหลายคนจึงไม่จำเป็นต้องมีทนายความคนเดียวกันเข้าร่วมฟังการสอบสวน นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนเมทแอมเฟตามีนของกลาง ก็มิใช่ข้อแตกต่างกับคำให้การของจำเลยที่ 4 เพราะตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 4 แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่างให้การตามข้อเท็จจริงที่ตนรู้เห็นเท่านั้น ดังนี้ คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงรับฟังได้ แม้คำให้การดังกล่าวเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่คำซัดทอดนั้นมิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียว คงเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 3 ทั้งไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 โดยจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ต่อเมื่อมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ซึ่งนอกจากข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 3 เป็นคนแจ้งเส้นทางและเป็นคนควบคุมการเดินทางในการขนเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 จ้างจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท ให้ขนเมทแอมเฟตามีนจากจังหวัดเชียงรายมาส่งที่จังหวัดชลบุรี โดยจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่นำทาง จำเลยที่ 2 ตกลง จำเลยที่ 3 เป็นคนแจ้งเส้นทางและเป็นคนควบคุมการเดินทางในการขนเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 2 มาพูดกับจำเลยที่ 4 ว่าจ้างให้ขนเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้ในรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีขาว โดยว่าจ้างจำเลยที่ 1 ในราคา 100,000 บาท และว่าจ้างจำเลยที่ 4 ในราคา 50,000 บาท จำเลยที่ 4 ตกลง จำเลยที่ 3 เป็นคนแจ้งเส้นทางและเป็นคนควบคุมการเดินทางในการขนเมทแอมเฟตามีน เมื่อจำเลยทั้งสี่เดินทางไปจังหวัดเชียงรายด้วยกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 4 เดินทางด้วยรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เดินทางด้วยรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส ขับตามกันไป แล้วพักค้างคืนที่รีสอร์ทแห่งเดียวกัน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่เดินทางกลับจังหวัดชลบุรี โดยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส ตามรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ที่จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 เป็นผู้ขับ มีจำเลยที่ 4 นั่งโดยสารไปด้วย การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ 3 ขอยืมมาจากนางจรรยากลับจังหวัดชลบุรีโดยลำพัง ถือเป็นการผิดปกติวิสัยขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 เดินทางมากับจำเลยที่ 4 ด้วยรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค แต่กลับสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ที่ว่า จำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าว กับจำเลยที่ 3 และที่ 2 มาพูดกับจำเลยที่ 4 ว่าจ้างให้ขนเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนไว้ในรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีขาว และโจทก์ยังมีพันตำรวจโท พัสกร เบิกความว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 8 เครื่อง ที่ยึดมาจากจำเลยทั้งสี่ ปรากฏว่ามีการโทรศัพท์เข้าและออกของหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวเชื่อมโยงกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 3 การติดต่อที่มีความถี่กันมากคือในช่วงวันที่ 20 ถึง 21 มกราคม 2559 กับร้อยตำรวจโท ณัฐพล เบิกความว่า ตามผังการวิเคราะห์การใช้โทรศัพท์ เริ่มต้นจากวันที่ 18 มกราคม 2559 มีการโทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 4 วันที่ 19 มกราคม 2559 มีการโทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 4 กับจำเลยที่ 4 และที่ 1 วันที่ 20 มกราคม 2559 มีการโทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 วันที่ 21 มกราคม 2559 มีการโทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 4 และที่ 1 ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่ว่า ระหว่างขับรถได้มีการติดต่อกับจำเลยที่ 1 ตลอดเพื่อบอกเส้นทาง แม้โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าในวันที่ 20 และ 21 มกราคม 2559 จำเลยทั้งสี่โทรศัพท์ติดต่อพูดคุยเรื่องอะไรกันก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถตามรถที่จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ขับเพื่อกลับจังหวัดชลบุรีแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต้องโทรศัพท์ติดต่อกันหลายครั้ง เชื่อว่าเป็นการโทรศัพท์ติดต่อกันเพื่อบอกเส้นทางเดินทางหลีกเลี่ยงด่านตรวจของเจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนที่จำเลยที่ 3 ซึ่งไม่ได้เป็นผู้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 1 แต่เมื่อจำเลยที่ 3 นั่งอยู่ในรถยนต์คันเดียวกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 แล้ว เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ต้องรู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 โทรศัพท์พูดคุยเรื่องอะไรกับจำเลยที่ 1 พยานพฤติเหตุแวดล้อมดังกล่าวเมื่อรับฟังประกอบคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แล้ว คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงประกอบไปด้วยเหตุผลและรับฟังเป็นความจริงได้ จึงเป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือในการพิสูจน์ความจริง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134/1 วรรคหนึ่ง ม. 227/1 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายสัญญา ศรีภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ — นายมานัส เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1427/2563
#645068
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นางสาว มาลี กานัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1414/2563
#644083
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดปากพนัง
จำเลย — นาย สมชายหรือไก่ ทองไสยพรหรือทองไสพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1410/2563
#644199
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย สมบูรณ์ ดงเทียมสี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1406/2563
#643791
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย สายัณห์ ครองบุ่งคล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 1406/2563
#644350
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันชัย ชวาลีมาภรณ์
จำเลย — นางแพรวอาภา ชวาลีมาภรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เมทินี ชโลธร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 1405/2563
#644141
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด กองมณีก่อสร้าง
จำเลย — นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1404/2563
#644036
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ไพวัลย์ อนาชม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1402/2563
#681543
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 11 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า "กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ" โดยเป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล..." และมาตรา 21 บัญญัติว่า "ให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติมีสำนักงานใหญ่ เรียกว่า "สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ"... และอาจตั้งสาขาตามความจำเป็นก็ได้" จำเลยที่ 1 จึงมีสถานะเป็นสำนักงานใหญ่ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ซึ่งจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 22 (1) ดำเนินการต่าง ๆ ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ ประกอบกับตามมาตรา 23 วรรคสี่ ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้าง และรับผิดชอบการบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายที่คณะกรรมการกำหนด ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการต่าง ๆ ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 จึงเท่ากับเป็นการฟ้องกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาตินั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องต่อกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติแล้ว ก็ไม่จำต้องกำหนดให้คำพิพากษาผูกพันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเพื่อให้มาร่วมกันรับผิดต่อโจทก์อีก

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการและผู้แทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้กระทำการไปตามระเบียบข้อบังคับจึงผูกพันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ไปตามขอบอำนาจไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดไม่เลื่อนเงินเดือนโจทก์ตามระเบียบสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือนของพนักงาน พ.ศ.2550 ขอให้จำเลยทั้งแปดชำระค่าเสียหายตามที่โจทก์ฟ้อง เป็นการฟ้องโดยกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งแปดผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ มิใช่เป็นการฟ้องเรียกสินจ้าง จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงิน 5,524,881.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งแปดให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 192,764.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จ่ายค่าชดเชย 410,976 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งแปดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติและจำเลยที่ 2 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์และจำเลยทั้งแปดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งแปดว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หรือไม่ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 11 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า "กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ" โดยเป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล..." และมาตรา 21 บัญญัติว่า "ให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติมีสำนักงานใหญ่ เรียกว่า "สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ" เรียกโดยย่อว่า "สทบ." และอาจตั้งสาขาตามความจำเป็นก็ได้" จำเลยที่ 1 จึงมีสถานะเป็นสำนักงานใหญ่ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ซึ่งจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 22 (1) ดำเนินการต่าง ๆ ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ ประกอบกับตามมาตรา 23 วรรคสี่ ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้าง และรับผิดชอบการบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายที่คณะกรรมการกำหนด ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการต่าง ๆ ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 จึงเท่ากับเป็นการฟ้องกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาตินั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องต่อกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติแล้ว ไม่จำต้องกำหนดให้คำพิพากษาผูกพันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเพื่อให้มาร่วมกันรับผิดต่อโจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 53 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 ปรากฏตามคำฟ้องว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการและผู้แทนของจำเลยที่ 1 โดยสืบเนื่องจากสัญญาจ้างพนักงานสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ระหว่าง กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติกับโจทก์ว่าไม่ดำเนินการประเมินผลการปฎิบัติงานของโจทก์เพื่อต่อสัญญาจ้างและเรียกค่าเสียหาย ถือเป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้อำนวยการของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และในฐานะผู้แทนของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 23 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการตามที่คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติมีมติ จำเลยที่ 2 จึงได้กระทำการไปตามระเบียบ ข้อบังคับที่คณะกรรมการดังกล่าวกำหนดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงผูกพันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการจึงทำหน้าที่ไปตามขอบอำนาจตามมาตรา 23 วรรคห้า จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งแปดข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งแปดว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่โจทก์มีสิทธิได้รับการเลื่อนเงินเดือนขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดไม่เลื่อนเงินเดือนโจทก์ตามระเบียบสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือนของพนักงาน พ.ศ.2550 ขอให้จำเลยทั้งแปดชำระค่าเสียหายตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เป็นการฟ้องโดยกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งแปดผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ มิใช่เป็นการฟ้องเรียกสินจ้าง จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อจำเลยไม่ปรับเลื่อนเงินเดือนโจทก์ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2554 คำฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งแปดฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 นำเรื่องการต่อสัญญาจ้างของโจทก์เข้าที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ไม่อาจทำได้และไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีการเลือกปฏิบัติไม่ต่อสัญญากับโจทก์ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 23 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้อำนวยการอาจแต่งตั้งรองผู้อำนวยการและผู้ช่วยผู้อำนวยการ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัตินี้" และวรรคแปด บัญญัติว่า "วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การปฏิบัติงานในหน้าที่ และการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด" ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2549 ข้อ 19 ระบุว่า พนักงานออกจากงานเมื่อ (6) สิ้นสุดสัญญาจ้าง และข้อ 25 ระบุว่า การให้ออกจากงานเพราะขาดคุณสมบัติตามข้อ 9 การเลิกจ้างหรือการลงโทษไล่ออกหรือให้ออก สำหรับพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการฝ่าย/สำนัก หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้อำนวยการจะสั่งให้ออกเพราะขาดคุณสมบัติข้อ 9 เลิกจ้าง หรือลงโทษไล่ออก หรือให้ออกได้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ จึงเห็นได้ว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมีอำนาจในการแต่งตั้งและเลิกจ้างโจทก์ แต่ก็ต้องกระทำโดยได้รับความเห็นชอบจาก กทบ. ทั้งสิ้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ไม่สรุปผลการต่อสัญญาจ้างกับโจทก์ โดยเสนอเรื่องให้ กทบ. พิจารณา จึงเป็นไปตามมาตรา 23 วรรคสอง เมื่อต่อมา กทบ. มีมติที่ประชุมไม่ต่อสัญญาจ้างกับโจทก์ และให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อคัดเลือกสรรหารองผู้อำนวยการโดยให้โจทก์มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือกและสรรหาเป็นรองผู้อำนวยการ สทบ. ต่อไปได้ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติจึงสิ้นสุดลง อันมีผลมาจาก กทบ. มีมติดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการเลือกปฏิบัติที่จะไม่ต่อสัญญาจ้างกับโจทก์ จำเลยทั้งแปดจึงมิได้กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 โดยกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และจำเลยที่ 2 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ทั้งนี้ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547 ม. 11 ม. 21 ม. 22 (1) ม. 23 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ณ.
จำเลย — สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวอรนุช อาชาทองสุข
- นายสัญชัย ลิ่มไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 1398/2563
#644699
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววาสนา พุดมี
จำเลย — นายอำพล อินยอด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
นพพร โพธิรังสิยากร
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2563
#644120
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ทินกรหรือกร เขียวจาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2563
#663701
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากผู้คัดค้านที่ 2 โดยนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาชำระเงินดาวน์และค่างวดเช่าซื้อ แต่ผู้คัดค้านที่ 1 จะได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์เมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วเท่านั้น เมื่อยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จึงยังคงเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อกรณีมีเหตุควรเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 2 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์และรับเงินตามสัญญาเช่าซื้อโดยสุจริตจึงชอบที่จะขอคืนรถยนต์ได้ แต่ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมาชำระราคาค่าเช่าซื้อบางส่วนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 รถยนต์จึงมีส่วนที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งต้องตกเป็นของแผ่นดินรวมอยู่ด้วย เมื่อตามสัญญาเช่าซื้อเหลือเงินลงทุนของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ยังขาดอยู่ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิจะได้รับ 358,504.59 บาท จึงต้องคืนราคารถยนต์ตามสิทธิของผู้คัดค้านที่ 2 โดยต้องขายทอดตลาดรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์ที่แบ่งแยกไม่ได้แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เกิน 358,504.59 บาท พร้อมดอกผล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายณัฏฐพลกับพวกจำนวน 1 รายการ ราคาประเมิน 400,000 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งคืนรถยนต์พิพาทแก่ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์พิพาทแก่ผู้คัดค้านที่ 2 หากไม่อาจสั่งคืนได้ขอให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 530,013.34 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นเทียน่า สีขาว หมายเลขทะเบียน กท-7589 นครศรีธรรมราช แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดส่วนที่เป็นการนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐานมาชำระเงินดาวน์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ในราคา 883,313 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน หากมีเงินที่เหลือให้คุ้มครองสิทธิของผู้คัดค้านที่ 2 โดยนำเงินที่เหลือ (ถ้ามี) ดังกล่าวคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รถยนต์หมายเลขทะเบียน กท-7589 นครศรีธรรมราช พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายณัฏฐพล ขณะเกิดเหตุนายณัฏฐพลรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ตำแหน่งเจ้าพนักงานอบรมและฝึกวิชาชีพชำนาญงานประจำเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ผู้คัดค้านที่ 1 รับราชการตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัทสยามนิสสัน นครศรี จำกัด ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,248,000 บาท ชำระเงินดาวน์รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 700,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้คัดค้านที่ 2 ในราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 611,040 บาท ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายงวด งวดละเดือน เดือนละ 10,184 บาท รวม 60 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 และงวดต่อไปทุกวันที่ 27 จนกว่าจะครบ ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 18 งวด เป็นเงิน 183,312 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระ โดยเงินดาวน์และค่างวดเช่าซื้อดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า รถยนต์พิพาทเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 วรรคห้า ให้นิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" หมายความว่า

(1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินและให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้หรือสนับสนุนการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน

(2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ

(3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2)

ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินตาม (1) (2) หรือ (3) จะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้งและไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด ตามบทบัญญัติดังกล่าวทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมีความหมายรวมถึงทรัพย์สินที่เปลี่ยนสภาพหรือได้มาจากการใช้จ่ายเงินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน และศาลมีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินได้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 เว้นแต่ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า (1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ (2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากผู้คัดค้านที่ 2 โดยผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาชำระเงินดาวน์และชำระค่างวดเช่าซื้อ แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ก็มีเพียงสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาท โดยจะได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทเมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วเท่านั้น เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทจึงยังคงเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นสถาบันการเงินประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์เป็นปกติธุระในลักษณะเป็นการให้สินเชื่อรูปแบบหนึ่ง กรณีมีเหตุควรเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 2 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์พิพาทและรับเงินตามสัญญาเช่าซื้อโดยสุจริตไม่ทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวมาชำระเงินดาวน์และค่างวดเช่าซื้อบางส่วน ผู้คัดค้านที่ 2 จึงชอบที่จะขอคืนรถยนต์พิพาทได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาชำระราคาค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาทบางส่วนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 รถยนต์พิพาทจึงมีส่วนที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งต้องตกเป็นของแผ่นดินรวมอยู่ด้วย เมื่อตามสัญญาเช่าซื้อ ระบุว่า รถยนต์พิพาทมีราคาเงินสด 1,166,355.14 บาท หักเงินดาวน์แล้ว 654,205.61 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 ใช้เงินลงทุนในการให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์พิพาท 512,149.53 บาท ซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระไป ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิเรียกเก็บจากผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 แล้วบางส่วน ในส่วนที่ยังขาดอยู่ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิได้รับคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม อยู่แล้ว เมื่อระยะเวลาเช่าซื้อ มีกำหนด 60 งวด คิดเป็นเงินค่าเช่าซื้อในส่วนที่เป็นราคารถยนต์พิพาทงวดละ 8,535.83 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อมาแล้ว 18 งวด เป็นเงิน 153,644.94 บาท จึงเหลือเงินลงทุนของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ยังขาดอยู่ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิจะได้รับ 358,504.59 บาท ดังนั้น จึงต้องคืนราคารถยนต์พิพาทให้ตามสิทธิของผู้คัดค้านที่ 2 โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต้องดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์ที่แบ่งแยกไม่ได้แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เกิน 358,504.59 บาท พร้อมดอกผล ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วนพิพากษาแก้เป็นว่า ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน กท-7589 นครศรีธรรมราช แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เกิน 358,504.59 บาท พร้อมดอกผล หากมีเงินเหลือพร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 50 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายดิลก เสริมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
สุทิน นาคพงศ์
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 1378/2563
#644703
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพชร สวีท จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา