คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2563
#708249
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันทำธุรกรรมโอนเงิน รับโอนเงิน และถอนเงินผ่านบัญชีธนาคารซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานฟอกเงิน รูปเรื่องข้อเท็จจริงเป็นการกระทำการภายหลังจากมีการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว เป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันหรือต่อเนื่องกัน แต่ก็เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับกัน โดยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณ์ที่ต้องการแก้ปัญหา เนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดกฎหมายบางประเภท ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ทำให้ยากแก่การปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเหล่านั้น จึงต้องมีการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนากระทำผิดต่อกฎหมายต่างกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อมีการฟ้องร้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2014/2553 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) (2), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 จำนวน 12 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ลงโทษจำเลยที่ 3 จำนวน 11 กระทง เป็นจำคุก 11 ปี ลงโทษจำเลยที่ 4 จำนวน 13 กระทง เป็นจำคุก 13 ปี ทางนำสืบและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2014/2553 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 พ้นโทษแล้ว ไม่อาจนับโทษต่อได้ จึงให้ยกคำขอให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ใหม่ภายในกำหนดอายุความ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันฟอกเงิน 12 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 12 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์นำสืบถึงเจตนาพิเศษอันเป็นองค์ประกอบของกฎหมายครบถ้วนถูกต้องตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แล้วหรือไม่ นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2014/2553 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ระบุยืนยันว่า จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันกระทำธุรกรรมโอนเงิน รับโอนเงิน และถอนเงินผ่านบัญชีธนาคารซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานฟอกเงิน รูปเรื่องข้อเท็จจริงเป็นการกระทำการภายหลังจากมีการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว เป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันหรือต่อเนื่องกัน แต่ก็เป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายคนละฉบับ โดยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 นั้นมีเจตนารมณ์ที่ต้องการแก้ปัญหาเนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดกฎหมายบางประเภท ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ทำให้ยากแก่การปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเหล่านั้น จึงต้องมีการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนากระทำผิดต่อกฎหมายต่างกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยที่ 2 อ้างไม่ เมื่อมีการฟ้องร้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นคดีนี้ได้ ไม่ใช่เป็นการฟ้องร้องลงโทษจำเลยที่ 2 หลายครั้งในการกระทำผิดครั้งเดียวซึ่งจะเป็นการละเมิดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) ข้อ 14 (7) ซึ่งกำหนดไว้ว่า บุคคลย่อมไม่ถูกพิจารณา หรือลงโทษซ้ำในความผิดซึ่งบุคคลนั้นต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ หรือให้ปล่อยตัวแล้วตามกฎหมายและวิธีพิจารณาความอาญาของแต่ละประเทศแต่อย่างใด ทั้งการฟ้องร้องในคดีนี้ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2014/2553 ของศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 5 (1) ม. 5 (2) ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเทวัญ รอดเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายชิโนรส ยงเกียรติกานต์
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1523/2563
#682033
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางวิไลย์ วงศ์อนุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน -
-
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1522/2563
#644024
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ศศิวรรณหรือกิ๊บ ชูผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 1510/2563
#644574
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต ๑ ภาค ๖
จำเลย — นายสมชาติ เพ็ชรประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ทรงพล สงวนพงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1483/2563
#663618
เปิดฉบับเต็ม

บ. ห. และโจทก์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน บ. ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพร้อมบ้านและตึกแถวให้แก่ ห. เมื่อ บ. ถึงแก่ความตายทรัพย์สินดังกล่าวจึงตกทอดแก่ ห. ต่อมา ห. ถึงแก่ความตายโดยไม่มีภริยาและบุตร ทรัพย์สินดังกล่าวจึงตกแก่ทายาทโดยธรรม คือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน คือ โจทก์ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของ บ. ที่รับมรดกแทนที่ บ. แม้จะเป็นทรัพย์สินเดียวกันก็ตาม โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินและเงินค่าเช่า 1 ใน 2 ส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,435,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 และให้ส่งมอบสำเนาทะเบียนบ้านหรือจดแจ้งชื่อโจทก์ในสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ (สาขาพระประแดง) และส่งมอบสมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 แก่โจทก์ สำหรับคำขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยจดแจ้งชื่อโจทก์ในทะเบียนนั้น โจทก์สามารถขอคัดสำเนาคำพิพากษาที่รับรองถูกต้องไปดำเนินการได้อยู่แล้ว จึงไม่บังคับให้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,435,000 บาท คืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561) (ที่ถูก 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ นายหยุด และนางบุญเยี่ยม เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นสามีนางบุญเยี่ยม มีบุตรด้วยกันคือจำเลยที่ 2 เดิมนางบุญเยี่ยมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 กับห้องแถวเลขที่ 96/1 ถึง 96/3 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535 นางบุญเยี่ยมทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินและห้องแถวดังกล่าวให้แก่นายหยุด ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2541 นางบุญเยี่ยมถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยม หลังจากนั้นวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 นายหยุดถึงแก่ความตาย โดยนายหยุดไม่ได้ทำพินัยกรรม นายหยุดไม่ได้สมรสและไม่มีบุตร บิดามารดาของนายหยุดได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายหยุด เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาพระประแดง ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 28653 พร้อมกับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในช่องผู้รับสัญญาในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยม หลังนายหยุดถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองร่วมกันเก็บค่าเช่าบ้านเลขที่ 52 ดังกล่าว จากผู้เช่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 ถึงเดือนกันยายน 2559 เป็นเงิน 1,048,000 บาท และค่าเช่าห้องแถวเลขที่ 96/1 ถึง 96/3 ดังกล่าวจากผู้เช่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 ถึงเดือนกรกฎาคม 2559 รวมเป็นเงิน 387,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,435,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2559 นายอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เปิดพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนางบุญเยี่ยม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินค่าเช่า 1,435,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพินัยกรรมของนางบุญเยี่ยม ที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 กับห้องแถวเลขที่ 96/1 ถึง 96/3 ตกเป็นของนายหยุด เมื่อนายหยุดถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 โดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ที่ดินและห้องแถวดังกล่าวจึงตกแก่ทายาทของนายหยุดทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง ค่าเช่าที่ดินและห้องแถวดังกล่าว 1,435,000 บาท นับแต่นายหยุดถึงแก่ความตายเป็นดอกผลนิตินัย ย่อมตกแก่ทายาทของนายหยุดด้วย แม้หากว่านายหยุดจะมอบหมายให้จำเลยทั้งสองเก็บค่าเช่า แต่จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจนำมาอ้างเป็นเหตุให้มีสิทธิในเงินค่าเช่าดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นทายาทของนายหยุดด้วยนั้น เห็นว่า ข้อนี้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเช่าดังกล่าวในฐานะทายาทประเภทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุด ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่านางบุญเยี่ยมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์และนายหยุด นางบุญเยี่ยมถึงแก่ความตายก่อนนายหยุด โดยจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางบุญเยี่ยม ดังนี้ ตามฟ้องโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์ นายหยุด และนางบุญเยี่ยม เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยโจทก์เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกประเภทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) และเมื่อนางบุญเยี่ยมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุดด้วย ซึ่งหากมีชีวิตอยู่ก็เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของนายหยุดเช่นเดียวกับโจทก์ แต่เมื่อนางบุญเยี่ยมถึงแก่ความตายไปก่อนนายหยุด จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางบุญเยี่ยมและเป็นผู้สืบสันดานของนางบุญเยี่ยม ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่นางบุญเยี่ยมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 ดังนี้ มรดกของนายหยุดจึงตกแก่โจทก์และทายาทของนางบุญเยี่ยม โจทก์จึงมีสิทธิในเงินค่าเช่า 1 ใน 2 ส่วน จำนวน 717,500 บาท เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยมและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของนางบุญเยี่ยมร่วมกันชำระเงินค่าเช่าทั้งหมดแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเช่าดังกล่าวและที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 ในฐานะทายาทประเภทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุด แต่นางบุญเยี่ยมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิรับมรดกแทนที่ด้วยดังวินิจฉัยข้างต้น โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยมนำที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพียงผู้เดียว และไม่อาจถือได้ว่าการที่สมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 อยู่ที่จำเลยที่ 1 เป็นการขัดต่อสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบสมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 แก่โจทก์เพียงผู้เดียวได้ เพราะโจทก์มีสิทธิในที่ดิน 1 ใน 2 ส่วน เท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์และฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 โดยให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 1 ใน 2 ส่วน จำเลยที่ 1 ไม่ต้องส่งมอบสมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 717,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 (3)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางวารุณี ลีละวัฒนพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อรรณพ วิทูรากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2563
#663578
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใดแล้วต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ทั้งสี่ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้

โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 3 กระทำการโดยไม่สุจริต แต่กลับบรรยายฟ้องว่าแม้จำเลยที่ 3 รับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เท่ากับโจทก์ทั้งสี่ยอมรับว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยสุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นยินยอมให้โจทก์ทั้งสี่นำสืบพยานหลักฐานกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยไม่สุจริต ซึ่งเป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกเหนือไปจากคำฟ้อง คำให้การ อันเป็นการนำสืบไม่เกี่ยวแก่ประเด็นข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 87 (1)

การที่โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาท จึงไม่อาจยกสิทธิการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ได้ เมื่อจำเลยที่ 3 รับซื้อฝากที่ดินไว้โดยสุจริตแล้วจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนการขายฝาก กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทย่อมตกแก่จำเลยที่ 3 โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 3 ย่อมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ได้ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ได้เช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 แล้ว การที่จะเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้ฎีกาขึ้นมาด้วยแต่มูลความแห่งคดีระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1600 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมประเภทขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมต่อเจ้าพนักงานที่ดินภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสี่หรือคนใดคนหนึ่งเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ในการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนดังกล่าว โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนแทนโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือคนใดคนหนึ่งภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยที่ 4 เพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามหรือไม่กระทำการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 4 เพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับใหม่

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1600 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 1600 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1600 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 ให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดเลขที่ 1600 แก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความศาลละ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า นายพิม ผู้ตาย จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสี่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1473/2549 จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 4 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ผู้ตายถึงแก่ความตาย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร วันที่ 22 มกราคม 2557 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1600 เนื้อที่ 30 ไร่ 3 งาน 53 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวเพียงผู้เดียว วันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 2 ไม่ได้ไถ่ถอนการขายฝาก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และสัญญาการยกให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายกับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 ก่อนที่ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ถึง 5 ปี กรณีเป็นที่สงสัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ย่อมสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การคิดส่วนแบ่งและการปันทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ในเรื่องส่วนแบ่งในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาต้องอยู่ในบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย โดยต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้ผู้ตายและจำเลยที่ 1 ได้ส่วนเท่ากัน ตามมาตรา 1533 จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง ส่วนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนผู้ตาย ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม คือ โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1599 มาตรา 1629 (1) และจำเลยที่ 1 คู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ตามมาตรา 1599 มาตรา 1629 (1) และวรรคสอง ประกอบมาตรา 1635 (1) โดยโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของผู้ตายคนละ 1 ใน 5 ส่วน จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของผู้ตาย 1 ใน 5 ส่วน ทำให้โจทก์ทั้งสี่มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งแปลงคนละ 1 ใน 10 ส่วน จำเลยที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมด 6 ใน 10 ส่วน เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใดแล้วต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ทั้งสี่ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 มีกำหนดเวลา 6 เดือนนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลกระทำการโดยสุจริต ประกอบกับโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 3 กระทำการโดยไม่สุจริต แต่กลับบรรยายฟ้องว่า แม้จำเลยที่ 3 รับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เท่ากับโจทก์ทั้งสี่ยอมรับว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยสุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นยินยอมให้โจทก์ทั้งสี่นำสืบพยานหลักฐานกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยไม่สุจริต ซึ่งเป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกเหนือไปจากคำฟ้อง คำให้การ อันเป็นการนำสืบไม่เกี่ยวแก่ประเด็นข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 87 (1) อีกทั้งการที่โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาท จึงไม่อาจยกสิทธิการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ได้ เมื่อจำเลยที่ 3 รับซื้อฝากที่ดินไว้โดยสุจริตแล้วจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนการขายฝาก กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทย่อมตกแก่จำเลยที่ 3 โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 3 ย่อมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ได้ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ได้เช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 แล้ว การที่จะเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้ฎีกาขึ้นมาด้วย แต่มูลความแห่งคดีระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 และที่ 4 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และนิติกรรมการจดทะเบียนการให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1299 วรรคสอง ม. 1300 ม. 1719 ม. 1722
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคสอง ม. 87 (1) ม. 225 ม. 245 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท. กับพวก
จำเลย — นาง ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายธวัชชัย สุกรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สุรทิน สาเรือง
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1476/2563
#663457
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายต่างวันเวลากัน ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 13 มกราคม 2560 รวม 51 รายการ และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้ ในขณะกระทำความผิด การกระทำของจำเลยเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 แม้ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ปรากฏว่ามี พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2560 บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 แต่ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ยังคงบัญญัติให้การกระทำที่มีลักษณะเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงถือไม่ได้ว่า พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ยกเลิกความผิดฐานนี้ และเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณ การที่โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลย ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 จึงเป็นฟ้องชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2277/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 51 กระทง เป็นจำคุก 153 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 76 เดือน 15 วัน ยกคำขอของโจทก์ที่ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2277/2560 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลรอการลงโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายต่างวันเวลากัน ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 13 มกราคม 2560 รวม 51 รายการ และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้ ในขณะกระทำความผิด การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 แม้ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2560 บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 แต่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ยังคงบัญญัติให้การกระทำที่มีลักษณะเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงถือไม่ได้ว่าพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ยกเลิกความผิดฐานนี้ และเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 จึงเป็นฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นการฉ้อฉลให้ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แก่จำเลย หรือมีพฤติการณ์ข่มขู่คุกคามผู้กู้ให้ยินยอมชำระหนี้คืนแก่จำเลย น่าเชื่อว่าการกระทำความผิดตามฟ้องเกิดจากความยินยอมพร้อมใจของผู้กู้และผู้ให้กู้ที่สมยอมให้มีการคิดดอกเบี้ยเงินกู้เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ พฤติการณ์แห่งคดีการกระทำความผิดจึงไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนัก เมื่อได้ความว่าจำเลยเป็นหญิงสูงอายุ และมีปัญหาด้านสุขภาพ อีกทั้งยังต้องมีภาระดูแลมารดาซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง ประกอบกับจำเลยถูกคุมขังระหว่างฎีกาในคดีนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เชื่อว่าน่าจะทำให้จำเลยหลาบจำและไม่หวนกลับมากระทำผิดอีก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษให้จำเลยสักครั้งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษให้จำเลยมานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและให้คุมประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยกระทงละ 1,000 บาท รวม 51 กระทง เป็นปรับรวม 51,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับรวม 25,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนดเวลารวม 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นางสาวพิยานุช แป้นอ้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางสาวจรัสศรี จริยากูล
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1475/2563
#667220
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 34 วรรคหนึ่ง กำหนดให้บรรดาเงินที่หน่วยงานของรัฐจัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์... ให้นำส่งคลังตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การดำเนินการเกี่ยวกับเงินตามบทบัญญัตินี้ จึงมีข้อต้องพิจารณาว่าเป็นเงินที่หน่วยงานของรัฐนั้น ๆ จัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์หรือไม่ แม้ พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 66 (2) กำหนดให้เทศบาลอาจมีรายได้จากค่าปรับตามแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้ และ พ.ร.บ.รายได้เทศบาล พ.ศ.2497 มาตรา 6 กำหนดให้บรรดาค่าปรับเนื่องในกิจการซึ่งเทศบาลได้รับมอบให้เป็นเจ้าหน้าที่อนุวัตการตามกฎหมายใด ให้เป็นรายได้ของเทศบาลนั้นก็ตาม แต่เงินค่าปรับดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องจัดเก็บหรือได้รับไว้เองอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตามกฎหมายที่มอบให้เป็นหน้าที่ของผู้ร้องโดยตรงด้วย ทั้งตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มีเพียงมาตรา 74 วรรคหกเท่านั้นที่กำหนดให้เฉพาะค่าปรับที่เปรียบเทียบโดยคณะกรรมการเปรียบเทียบคดีตกเป็นของราชการส่วนท้องถิ่นโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน โดยเป็นการบัญญัติโยงกับความผิดฐานต่าง ๆ ตามที่คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ตามมาตรา 74 วรรคสอง เมื่อค่าปรับที่จำเลยชำระต่อศาลชั้นต้นในคดีเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาอันเป็นการบังคับโทษในทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 28 มิใช่เงินที่ผู้ร้องจัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์อันเนื่องมาจากการเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มอบให้เป็นหน้าที่ของผู้ร้องโดยตรง หรือเป็นค่าปรับที่เกิดจากการเปรียบเทียบของคณะกรรมการเปรียบเทียบคดีตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิรับเงินค่าปรับที่จำเลยชำระตามคำพิพากษาดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 41, 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 70 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2547 จนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 500 บาท นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2556 จำเลยนำค่าปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 1,604,500 บาท มาชำระแก่ศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอรับเงินค่าปรับดังกล่าวตามพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ. 2497 มาตรา 6 และพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 66

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินค่าปรับที่จำเลยชำระตามคำพิพากษาหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 66 (2) บัญญัติว่า "เทศบาลอาจมีรายได้ดังต่อไปต่อนี้...(2)...ค่าปรับตามแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้" และพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ. 2497 มาตรา 6 บัญญัติว่า "... ค่าปรับเนื่องในกิจการซึ่งเทศบาลได้รับมอบให้เป็นเจ้าหน้าที่อนุวัติการตามกฎหมายใด ให้เป็นรายได้ของเทศบาลนั้น" เมื่อผู้ร้องเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่อนุวัติการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับค่าปรับดังกล่าว เห็นว่า พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 34 วรรคหนึ่ง กำหนดให้บรรดาเงินที่หน่วยงานของรัฐจัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์... ให้นำส่งคลังตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การดำเนินการเกี่ยวกับเงินตามบทบัญญัตินี้จึงมีข้อต้องพิจารณาว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่หน่วยงานของรัฐนั้น ๆ จัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์หรือไม่ เมื่อเงินค่าปรับดังกล่าวศาลชั้นต้นซึ่งเป็นหน่วยงานของศาลยุติธรรมและเป็นหน่วยงานของรัฐจัดเก็บหรือรับไว้เป็นกรรมสิทธิ์จึงมีหน้าที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมาย แม้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 66 (2) กำหนดให้เทศบาลอาจมีรายได้จากค่าปรับตามแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้ และพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ. 2497 มาตรา 6 กำหนดให้บรรดาค่าปรับเนื่องในกิจการซึ่งเทศบาลได้รับมอบให้เป็นเจ้าหน้าที่อนุวัตการตามกฎหมายใด ให้เป็นรายได้ของเทศบาลนั้นก็ตาม แต่เงินค่าปรับดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องจัดเก็บหรือได้รับไว้เองอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตามกฎหมายที่มอบให้เป็นหน้าที่ของผู้ร้องโดยตรงด้วย ทั้งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่ผู้ร้องอ้างว่ามีหน้าที่อนุวัตการตามกฎหมายนั้น คงมีเพียง มาตรา 74 วรรคหก เท่านั้นที่กำหนดให้เฉพาะค่าปรับที่เปรียบเทียบโดยคณะกรรมการเปรียบเทียบคดีตกเป็นของราชการส่วนท้องถิ่นโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน โดยเป็นการบัญญัติโยงกับความผิดฐานต่าง ๆ ตามที่คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ตามมาตรา 74 วรรคสอง เ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 74 วรรคสอง ม. 74 วรรคหก
ป.อ. ม. 28
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ม. 66 (2)
พ.ร.บ.รายได้เทศบาล พ.ศ.2497 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
ผู้ร้อง — เทศบาลนครนครสวรรค์
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาววราพร พฤกษ์สรนันทน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลิขิต รัตนประภาพรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1474/2563
#663419
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 ข้อ 1 เป็นคำสั่งที่มีสถานะเป็นกฎหมายพิเศษที่ออกใช้บังคับ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดที่เป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และข้อ 2 (1) ระบุให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามดำเนินการแก่บุคคลผู้กระทำความผิดหลังมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดโดยมีพฤติการณ์ข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด และให้มีอำนาจตามข้อ 3 (4) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อตรวจค้น รวมทั้งค้นบุคคลหรือยานพาหนะใด ๆ เมื่อมีเหตุสงสัยถือได้ว่าเป็นกฎหมายตราขึ้นยกเว้นบทบัญญัติเรื่องการค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบซองกระสุนปืนเล็กกลของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 55, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน ริบซองกระสุนปืนเล็กกลของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก (ที่ถูก คำขออื่นให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า อาวุธปืน ซองกระสุนปืนและกระสุนปืนของกลาง สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุร้อยตรีสรกฤชเป็นเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 ข้อ 1 ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีสถานะเป็นกฎหมายพิเศษที่ออกใช้บังคับในขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติปกครองบริหารประเทศ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เนื่องจากมีบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดอาญาบางประการที่เป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศโดยการข่มเหง ขู่เข็ญรังแกหรือแสดงตนอันเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเกรงกลัวไม่กล้าขัดขืนหรือร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพราะเกรงภัยจะเกิดแก่ตนและการที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีมีความยุ่งยากซับซ้อนหรืออาจเกิดความเสี่ยงภัยต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และกำหนดกระบวนการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญาดังกล่าวเป็นพิเศษเพื่อเป็นมาตรการเสริมกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันอันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดอาญา โดยคำสั่งดังกล่าว ข้อ 2 (1) ระบุให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามดำเนินการแก่บุคคลผู้กระทำความผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดโดยมีพฤติการณ์กระทำความผิดโดยการข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น และให้มีอำนาจตามข้อ 3 (4) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อตรวจค้น รวมตลอดทั้งค้นบุคคลหรือยานพาหนะใด ๆ ทั้งนี้ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลซึ่งกระทำความผิด ตามข้อ 2 หลบซ่อนอยู่หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิด ตามข้อ 2 หรือซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่า เนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ บุคคลนั้นจะหลบหนีไป หรือทรัพย์สินนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม และ (5) ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบตาม (4) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 จึงเป็นกฎหมายพิเศษที่ตราขึ้นในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ แต่งตั้งเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนนอกจากที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยให้ข้าราชการทหารที่มียศตั้งแต่ร้อยตรีขึ้นไปเป็นเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม มีอำนาจเข้าไปค้นในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น รวมทั้งมีอำนาจในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบนั้นเพื่อลดขั้นตอนในการค้นอันถือได้ว่าเป็นกฎหมายเฉพาะที่ตราขึ้นยกเว้นบทบัญญัติเรื่องการค้นโดยต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ร้อยตรีสรกฤชจึงมีอำนาจเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อตรวจค้น รวมตลอดทั้งค้นบุคคลหรือยานพาหนะใด ๆ ภายใต้บังคับของกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยเรียกเอาเงินจากนายวันเฉลิมเพื่อไม่ดำเนินคดีแก่นายวันเฉลิมนั้น จำเลยย่อมตกอยู่ในฐานะบุคคลผู้กระทำความผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 ข้อ 2 วรรคสอง ด้วยมีพฤติการณ์ข่มขืนใจให้ผู้อื่นจำยอมมอบเงินโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพของนายวันเฉลิม อันเป็นผลให้ร้อยตรีสรกฤชในฐานะเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามดำเนินการแก่จำเลยตามอำนาจหน้าที่ภายใต้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 ได้ ทั้งการตรวจค้นดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องทันทีภายหลังมอบจำเลยให้แก่พนักงานสอบสวน เชื่อมโยงให้เห็นว่าเป็นการกระทำโดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์สินภายในสถานที่ทำงานและในบ้านจำเลยอาจถูกยักย้าย ซุกซ่อน ทำลายหรือเปลี่ยนสภาพไปจากเดิมได้ ดังนั้น ร้อยตรีสรกฤชจึงมีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายในการเข้าไปเพื่อตรวจค้นสถานที่ทำงานและภายในบ้านจำเลยแม้จะเป็นเวลากลางคืนหลังพระอาทิตย์ตกดินได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ทั้งจำเลยยังยินยอมให้ตรวจค้นแต่โดยดีโดยเป็นผู้นำให้เจ้าพนักงานทำการตรวจค้นด้วยตนเอง การกระทำของร้อยตรีสรกฤชกับพวกจึงชอบด้วยกฎหมาย สิ่งของที่พบจึงใช้เป็นพยานหลักฐานรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายณัฐพล ตรีขจรเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอนันต์ ธรรมราช
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1473/2563
#662999
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการเดิม ที่รัฐต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการประจำทุกปี ซึ่งไม่มีการกันเงินสำรองไว้ล่วงหน้าสำหรับจ่ายบำเหน็จบำนาญในอนาคต ให้มีระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการใหม่ โดยการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ และเพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุน เงินสมทบ เงินชดเชย เงินประเดิม ตามมาตรา 5 วรรคสอง และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าว จึงถือเป็นรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันกับบำนาญบำเหน็จของข้าราชการ และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334 รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน จำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ โดยผู้ร้อง นางจรัญญาและนางคำมีทำสัญญาประกันในวงเงินสี่แสนบาท แต่จำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และมีหมายแจ้งให้ผู้ประกันทั้งสามส่งตัวจำเลย ผู้ประกันทั้งสามไม่สามารถส่งตัวจำเลยได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสามตามสัญญาประกันในวงเงิน 400,000 บาท

ผู้ร้องโดยนายคีตกานต์ ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซี แจ้งวัฒนะ เลขที่ 247-2-12xxx-x จำนวน 650,172.51 บาท ของผู้ร้อง เป็นเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จำนวน 639,591.90 บาท และเงินเดือน จึงไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี ผู้ร้องเจ็บป่วยต้องใช้เงินจำนวนดังกล่าวในการรักษา ขอผ่อนชำระค่าปรับเป็นงวด เดือนละ 3,000 บาท โดยขอให้หักเงินจำนวน 30,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้ร้องทุกวันที่ 15 ของเดือน และงวดต่อไปจะชำระเมื่อชำระงวดแรกแล้วขอให้ศาลงดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว ถอนการอายัดเงินฝากของผู้ร้อง และบังคับคดีแก่ผู้ประกันร่วมต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อปรากฏว่าศาลได้อายัดบัญชีของผู้ร้องและมีเงินอยู่จำนวนที่ผู้ประกันทั้งสามต้องร่วมรับผิด จึงไม่มีเหตุให้ผู้ร้องผ่อนชำระค่าปรับเป็นงวด และแม้จะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเงินดังกล่าวว่าอยู่ในข่ายบังคับคดีได้หรือไม่ก็ตาม แต่เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ จึงให้มีหนังสือแจ้งธนาคารให้ส่งเงินตามยอดเงินที่ผู้ประกันทั้งสามต้องร่วมรับผิด หลังส่งเงินให้ศาลแล้วให้ธนาคารถอนการอายัดบัญชีได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 17127 จังหวัดแพร่ ให้มีหนังสือแจ้งศาลจังหวัดแพร่ให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ผู้ร้องถึงแก่ความตาย นายคีตกานต์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ร้องยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ถอนการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซี แจ้งวัฒนะ ของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซี แจ้งวัฒนะ เลขที่ 247-2-12xxx-x ของผู้ร้องจำนวน 650,172.51 บาท เป็นเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จำนวน 639,591.90 บาท และเงินเดือนของผู้ร้อง เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ศาลชั้นต้นออกหมายแจ้งคำสั่งให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ส่งเงินจำนวน 400,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้ร้องเพื่อชำระค่าปรับต่อศาลชั้นต้น และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นแล้ว ตามใบเสร็จรับเงินในราชการศาลยุติธรรม ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ในสำนวน

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เงินในบัญชีเงินฝากของผู้ร้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการเดิมที่รัฐต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการประจำทุกปี ซึ่งไม่มีการกันเงินสำรองไว้ล่วงหน้าสำหรับจ่ายบำเหน็จบำนาญในอนาคต ให้มีระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการใหม่ โดยการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญ และให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ และเพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุน ดังปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 และมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยทรัพย์สินของกองทุนประกอบด้วย (1) เงินสะสม (เงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุน) เงินสมทบ (เงินที่รัฐบาลจ่ายสมทบเงินสะสม) เงินประเดิม (เงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้แก่ข้าราชการที่เลือกรับบำนาญ) เงินชดเชย (เงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้สมาชิกซึ่งรับบำนาญ) (2) เงินที่ได้รับจัดสรรตามมาตรา 72 งบประมาณรายจ่ายเป็นรายปี (3) ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ (4) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความจำเป็นเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุน (5) รายได้อื่น และ (6) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 ซึ่งการควบคุมและการบริหารกองทุนตามมาตรา 12, 26 และ 84 บัญญัติให้คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีอำนาจหน้าที่ (1) กำหนดนโยบาย และออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งในการบริหารกิจการของกองทุน (2) กำหนดนโยบายการลงทุนของกองทุน (3) กำกับดูแลการจัดการกองทุน (4) ออกข้อบังคับว่าด้วยการปฏิบัติงานของเลขาธิการ และการมอบอำนาจให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทนเลขาธิการ (5) กำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับกิจการของกองทุน (6) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการรับ เก็บรักษา และจ่ายเงินของกองทุน (7) ออกระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การบรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน และวินัยของพนักงานและลูกจ้าง (8) พิจารณามอบหมายให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลอื่นจัดการเงินของกองทุน (9) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย (10) แต่งตั้งผู้แทนเข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนน ในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือหน่วยงานอื่นใดที่กองทุนถือหุ้นอยู่ และ (11) ปฏิบัติงานอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทำหน้าที่กำกับและดูแลการจัดการกองทุน ด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการกองทุนซึ่งประกอบด้วยทรัพย์สินที่มีแหล่งที่มาจากหลายกรณี รวมทั้งเงินที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล จึงมีลักษณะเป็นการดำเนินกิจการเกี่ยวกับการเงินการคลังของประเทศที่เกี่ยวกับข้าราชการโดยรวม ซึ่งถือเป็นการจัดทำบริการสาธารณะในเรื่องที่เกี่ยวกับการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ ดังนี้ เงินสมทบ เงินชดเชย เงินประเดิม และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าว ย่อมถือเป็นรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันกับบำนาญบำเหน็จของข้าราชการ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 (2) การที่ศาลชั้นต้นอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ซึ่งความตอนท้ายของบทมาตราดังกล่าว ให้อำนาจศาลที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ศาลเห็นสมควร เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาของผู้คัดค้านและสำเนามรณบัตรท้ายคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ว่า ผู้ร้องถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 ย่อมมีผลให้เงินของผู้ร้องจำนวน 400,000 บาท ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ส่งมายังศาลชั้นต้นตามหมายแจ้งคำสั่ง เป็นทรัพย์มรดกของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 และสิ้นสภาพจากเงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 (2) ผู้ร้องประสงค์จะชำระค่าปรับจากเงินในบัญชีเงินฝากของผู้ร้องมาแต่ต้น และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งเงินตามหมายแจ้งคำสั่งมายังศาลชั้นต้นเพื่อชำระค่าปรับครบถ้วนตามขั้นตอนของการบังคับคดีแล้ว จึงไม่จำต้องเพิกถอนการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของผู้ร้องอีก ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — จ่าสิบเอก ค. โดยนาย ต. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้คัดค้าน — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิทยา บุญชัยวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1470/2563
#664269
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พร้อมทั้งขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งการพิจารณาคดีในส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 และคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจะต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) (5) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยยังมิได้สอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ จะถือว่าจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพตามฟ้องเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งด้วยหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 6, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเงิน 1,278,000 บาท แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 31 วรรคหนึ่ง (เดิม)) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 31 วรรคหนึ่ง (เดิม)) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสี่แล้วไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเงินรวม 1,278,000 บาท แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสี่คนละ 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยทั้งสี่กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสี่ไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยทั้งสี่ฟัง ให้จำเลยทั้งสี่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี กับให้จำเลยทั้งสี่กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งประเด็นเรื่องค่าเสียหาย โดยให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ในคดีส่วนแพ่ง และพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในประเด็นดังกล่าวไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จริง ในชั้นนี้มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่ง โดยให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งใหม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พร้อมทั้งขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งการพิจารณาคดีในส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 และคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจะต้องกล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับต้องวินิจฉัยไปตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยยังมิได้สอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ จะถือว่าจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพตามฟ้องเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งด้วยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ไปตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ ในชั้นนี้จึงยังไม่สมควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเสียใหม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 141 (4) ม. 141 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายอนิวัตร บัวบาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายนุกูลกิจ เศรฐกิจนุกูล
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ธงชัย เสนามนตรี
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1469/2563
#644183
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นาย สมศรี นาควิเศษ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2563
#663700
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญา โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงต้องยกฟ้องของโจทก์โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 54, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันพยายามมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับนั้น เนื่องจากศาลมิได้ลงโทษปรับจึงให้ยกคำขอส่วนนี้ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพยายามมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงต้องยกฟ้องของโจทก์โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 185 ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายภาคย์ กาญจนะไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล
ชื่อองค์คณะ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ธงชัย เสนามนตรี
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2563
#643578
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย แม้โจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 365 ศาลก็พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 365 (1) ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 365 (1) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง จ. ผู้เสียหาย อายุ 12 ปีเศษ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 นาง ผ. ย่าผู้เสียหายพาผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาบุกรุกเคหสถานและกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยอ้างว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายนอนอยู่ในบ้านตามลำพัง พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรี หลังจากนั้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 พนักงานสอบสวนขออนุมัติออกหมายจับจำเลย และจับกุมจำเลยได้ในวันเดียวกัน พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงอายุ 12 ปีเศษ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เบิกความถึงพฤติการณ์ขณะถูกจำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราอย่างเป็นขั้นตอน มีรายละเอียดตั้งแต่ช่องทางที่จำเลยปีนเข้ามาในบ้าน พฤติการณ์ที่ล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหาย จนกระทั่งการหลบหนีของจำเลยหลังเกิดเหตุเป็นลำดับ ยากแก่การที่จะปรุงแต่งขึ้นหากมิได้เกิดขึ้นจริง ทั้งเป็นการผิดปกติวิสัยที่เด็กหญิงจะปั้นแต่งเรื่องที่ถูกชายพยายามข่มขืนกระทำชำเราเพราะจะเป็นที่เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตนอย่างร้ายแรง ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้เสียหายไม่ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บุคคลใดฟังทันที แต่เพิ่งมาเล่าเมื่อจะต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง อันน่าจะมีสาเหตุมาจากความกลัวว่าจำเลยจะอาศัยโอกาสที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่บ้านบุกรุกเข้ามากระทำชำเราผู้เสียหายอีก จึงเพิ่งตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ย่ากับลุงฟัง แสดงให้เห็นถึงความคิดตามประสาเด็กที่ยังอ่อนวัยและต้องการให้ผู้ใหญ่เข้ามาช่วยในการแก้ปัญหา ไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธ ส่วนที่คำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นศาลแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนไปบ้างก็เป็นเพียงประเด็นรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องที่ไม่สำคัญ ไม่ทำให้น้ำหนักคำเบิกความของผู้เสียหายลดน้อยลง เชื่อได้ว่าผู้เสียหายเบิกความตามความจริง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่แบตเตอรี่ใกล้หมดย่อมไม่มีแสงสว่างนานถึง 15 นาที ทั้งบ้านที่เกิดเหตุมีต้นไม้ล้อมรอบ อยู่ห่างจากบ้านของบุคคลอื่นประมาณ 300 ถึง 500 เมตร และถนนหน้าบ้านไม่มีไฟฟ้า ย่อมไม่มีแสงสว่างเพียงพอที่จะมองเห็นหน้าคนร้ายได้ นั้น ในข้อนี้นอกจากจะเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้นำสืบ แต่เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาแล้ว เมื่อพิจารณาจากลักษณะของบ้านที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าเป็นบ้านชั้นเดียวมีช่องของอิฐบล็อกที่ผนังและมีช่องลมบนเพดานใต้หลังคาค่อนข้างห่างเป็นช่องว่างขนาดใหญ่แสงสว่างสามารถส่องผ่านเข้าไปได้ สอดคล้องกับที่ร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งเบิกความยืนยันว่า ภายหลังรับแจ้งความ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 เวลากลางคืน พยานเดินทางไปตรวจบ้านที่เกิดเหตุ ได้ทดสอบปิดไฟภายในบ้านทั้งหมดแล้วเข้าไปอยู่ในห้องนอนพบว่ามีแสงสว่างจากหลอดไฟของบ้านฝั่งตรงข้ามส่องสว่างเข้ามาภายในห้องสามารถมองเห็นใบหน้ากันได้ พยานโจทก์ปากนี้เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ และไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้น่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความอันเป็นเท็จขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษจึงมีน้ำหนักแก่การรับฟัง เชื่อว่าขณะเกิดเหตุนอกจากแสงสว่างจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ทำให้มองเห็นหน้าคนร้ายในครั้งแรกแล้ว ยังมีแสงสว่างจากหลอดไฟของบ้านฝั่งตรงข้ามส่องสว่างเข้ามาในบ้านที่เกิดเหตุ นอกจากนั้นคืนเกิดเหตุเป็นคืนข้างขึ้น 14 ค่ำ เดือนสาม ปีระกา ตามสูตรสำเร็จเวลาดวงจันทร์ขึ้นจากพื้นพิภพ ดวงจันทร์ขึ้นเวลา 17.12 นาฬิกา จึงมีแสงสว่างจากดวงจันทร์ช่วยให้มองเห็นหน้าคนร้ายดังที่ผู้เสียหายเล่าให้นาง ผ. ฟังด้วย แม้ความสว่างที่ส่องเข้ามาภายในบ้านอาจจะไม่มากนัก แต่ผู้เสียหายเคยเห็นจำเลยมาก่อนเนื่องจากเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน บ้านอยู่ห่างกันเพียงประมาณ 150 เมตร และขณะเกิดเหตุก็เห็นจำเลยในระยะใกล้เป็นเวลานานพอสมควร เชื่อว่าผู้เสียหายเห็นและจำจำเลยได้ไม่ผิดตัว ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายขัดแย้งกับรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผล เพราะไม่พบเยื่อพรหมจารีฉีกขาดและไม่พบบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศนั้น ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้ชัดเจนว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยใช้อวัยวะเพศที่แข็งตัวทิ่มบริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหายอยู่หลายครั้ง แต่ล่วงล้ำเข้าไปได้เพียงเล็กน้อยประมาณ 2 เซนติเมตร โดยนาง ผ. ให้การในส่วนนี้ไว้ว่า เมื่อนาง ผ. สอบถามผู้เสียหายว่าหนูเสียตัวให้เขาหรือเปล่า ผู้เสียหายตอบว่าไม่เสียเพราะของหนูเล็ก ของมันใหญ่ เข้าได้นิดหนึ่งประมาณ 2 เซนติเมตร ดังนี้ จะเห็นได้ว่าคำให้การของผู้เสียหายและนาง ผ. มีสาระสำคัญสอดคล้องกันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยได้ใช้อวัยวะเพศของตนที่แข็งตัวพยายามสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายเพื่อกระทำชำเราจริง แต่เหตุที่ไม่สามารถสอดใส่เข้าไปได้สำเร็จเนื่องจากผู้เสียหายเป็นเด็ก อวัยวะเพศมีขนาดเล็ก จำเลยจึงหยุดกระทำต่อ ดังนั้น การที่หลังเกิดเหตุ 2 วัน แพทย์ตรวจไม่พบเยื่อพรหมจารีฉีกขาดและไม่พบบาดแผลที่บริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหายจึงไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธจนทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยนำสืบและฎีกาอ้างฐานที่อยู่นั้น คงมีแต่คำเบิกความของจำเลยกับพยานจำเลยเพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้น่าเชื่อถือ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าพยานจำเลยเคยไปให้การในชั้นสอบสวน จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกและพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อปลีกย่อยอีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) แม้โจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 365 (1) ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 365 (1)
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายทวีศักดิ์ สุรนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2563
#681875
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 365 (1) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า

ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง จ. ผู้เสียหาย อายุ 12 ปีเศษ

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 นาง ผ.

ย่าผู้เสียหายพาผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอก

ส. พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาบุกรุกเคหสถานและกระทำชำเราผู้เสียหาย

โดยอ้างว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายนอนอยู่ในบ้านตามลำพัง

พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรี

หลังจากนั้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 พนักงานสอบสวนขออนุมัติออกหมายจับจำเลย และจับกุมจำเลยได้ในวันเดียวกัน

พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า

จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่

เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงอายุ

12 ปีเศษ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน

เบิกความถึงพฤติการณ์ขณะถูกจำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราอย่างเป็นขั้นตอน

มีรายละเอียดตั้งแต่ช่องทางที่จำเลยปีนเข้ามาในบ้าน พฤติการณ์ที่ล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหาย จนกระทั่งการหลบหนีของจำเลยหลังเกิดเหตุเป็นลำดับ

ยากแก่การที่จะปรุงแต่งขึ้นหากมิได้เกิดขึ้นจริง

ทั้งเป็นการผิดปกติวิสัยที่เด็กหญิงจะปั้นแต่งเรื่องที่ถูกชายพยายามข่มขืนกระทำชำเราเพราะจะเป็นที่เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตนอย่างร้ายแรง

ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้เสียหายไม่ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บุคคลใดฟังทันที

แต่เพิ่งมาเล่าเมื่อจะต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง อันน่าจะมีสาเหตุมาจากความกลัวว่าจำเลยจะอาศัยโอกาสที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่บ้านบุกรุกเข้ามากระทำชำเราผู้เสียหายอีก

จึงเพิ่งตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ย่ากับลุงฟัง แสดงให้เห็นถึงความคิดตามประสาเด็กที่ยังอ่อนวัยและต้องการให้ผู้ใหญ่เข้ามาช่วยในการแก้ปัญหา

ไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธ ส่วนที่คำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นศาลแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนไปบ้างก็เป็นเพียงประเด็นรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องที่ไม่สำคัญ

ไม่ทำให้น้ำหนักคำเบิกความของผู้เสียหายลดน้อยลง

เชื่อได้ว่าผู้เสียหายเบิกความตามความจริง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า

โทรศัพท์เคลื่อนที่แบตเตอรี่ใกล้หมดย่อมไม่มีแสงสว่างนานถึง 15 นาที ทั้งบ้านที่เกิดเหตุมีต้นไม้ล้อมรอบ อยู่ห่างจากบ้านของบุคคลอื่นประมาณ 300 ถึง 500 เมตร และถนนหน้าบ้านไม่มีไฟฟ้า

ย่อมไม่มีแสงสว่างเพียงพอที่จะมองเห็นหน้าคนร้ายได้ นั้น

ในข้อนี้นอกจากจะเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้นำสืบ

แต่เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาแล้ว เมื่อพิจารณาจากลักษณะของบ้านที่เกิดเหตุ

ปรากฏว่าเป็นบ้านชั้นเดียวมีช่องของอิฐบล็อกที่ผนังและมีช่องลมบนเพดานใต้หลังคาค่อนข้างห่างเป็นช่องว่างขนาดใหญ่แสงสว่างสามารถส่องผ่านเข้าไปได้ สอดคล้องกับที่ร้อยตำรวจเอก

ส. พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งเบิกความยืนยันว่า

ภายหลังรับแจ้งความ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 เวลากลางคืน พยานเดินทางไปตรวจบ้านที่เกิดเหตุ ได้ทดสอบปิดไฟภายในบ้านทั้งหมดแล้วเข้าไปอยู่ในห้องนอนพบว่ามีแสงสว่างจากหลอดไฟของบ้านฝั่งตรงข้ามส่องสว่างเข้ามาภายในห้องสามารถมองเห็นใบหน้ากันได้

พยานโจทก์ปากนี้เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่

และไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน

ไม่มีเหตุให้น่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความอันเป็นเท็จขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษจึงมีน้ำหนักแก่การรับฟัง

เชื่อว่าขณะเกิดเหตุนอกจากแสงสว่างจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ทำให้มองเห็นหน้าคนร้ายในครั้งแรกแล้ว

ยังมีแสงสว่างจากหลอดไฟของบ้านฝั่งตรงข้ามส่องสว่างเข้ามาในบ้านที่เกิดเหตุ

นอกจากนั้นคืนเกิดเหตุเป็นคืนข้างขึ้น 14 ค่ำ เดือนสาม ปีระกา ตามสูตรสำเร็จเวลาดวงจันทร์ขึ้นจากพื้นพิภพ ดวงจันทร์ขึ้นเวลา 17.12 นาฬิกา

จึงมีแสงสว่างจากดวงจันทร์ช่วยให้มองเห็นหน้าคนร้ายดังที่ผู้เสียหายเล่าให้นาง ผ. ฟังด้วย

แม้ความสว่างที่ส่องเข้ามาภายในบ้านอาจจะไม่มากนัก แต่ผู้เสียหายเคยเห็นจำเลยมาก่อนเนื่องจากเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน

บ้านอยู่ห่างกันเพียงประมาณ 150 เมตร

และขณะเกิดเหตุก็เห็นจำเลยในระยะใกล้เป็นเวลานานพอสมควร

เชื่อว่าผู้เสียหายเห็นและจำจำเลยได้ไม่ผิดตัว ที่จำเลยฎีกาว่า

คำเบิกความของผู้เสียหายขัดแย้งกับรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผล

เพราะไม่พบเยื่อพรหมจารีฉีกขาดและไม่พบบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศนั้น ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้ชัดเจนว่า

ขณะเกิดเหตุจำเลยใช้อวัยวะเพศที่แข็งตัวทิ่มบริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหายอยู่หลายครั้ง

แต่ล่วงล้ำเข้าไปได้เพียงเล็กน้อยประมาณ 2 เซนติเมตร โดยนาง

ผ. ให้การในส่วนนี้ไว้ว่า เมื่อนาง ผ.

สอบถามผู้เสียหายว่าหนูเสียตัวให้เขาหรือเปล่า

ผู้เสียหายตอบว่าไม่เสียเพราะของหนูเล็ก ของมันใหญ่ เข้าได้นิดหนึ่งประมาณ 2 เซนติเมตร ดังนี้ จะเห็นได้ว่าคำให้การของผู้เสียหายและนาง ผ.

มีสาระสำคัญสอดคล้องกันว่า

ขณะเกิดเหตุจำเลยได้ใช้อวัยวะเพศของตนที่แข็งตัวพยายามสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายเพื่อกระทำชำเราจริง

แต่เหตุที่ไม่สามารถสอดใส่เข้าไปได้สำเร็จเนื่องจากผู้เสียหายเป็นเด็ก

อวัยวะเพศมีขนาดเล็ก จำเลยจึงหยุดกระทำต่อ ดังนั้น การที่หลังเกิดเหตุ 2 วัน

แพทย์ตรวจไม่พบเยื่อพรหมจารีฉีกขาดและไม่พบบาดแผลที่บริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหายจึงไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธจนทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายรับฟังไม่ได้

ส่วนที่จำเลยนำสืบและฎีกาอ้างฐานที่อยู่นั้น คงมีแต่คำเบิกความของจำเลยกับพยานจำเลยเพียงลอย

ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้น่าเชื่อถือ

อีกทั้งไม่ปรากฏว่าพยานจำเลยเคยไปให้การในชั้นสอบสวน

จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกและพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อปลีกย่อยอีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561

เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร

โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย

หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) แม้โจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 365

(1) ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง

ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน

แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค

2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 365 (1)
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายทวีศักดิ์ สุรนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2563
#643769
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พิศุทธ์หรืออั๋น เอี่ยมสำอางค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1448/2563
#644095
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนาทวี
โจทก์ร่วม — นาย สือแม็ง สาแม็ง
จำเลย — นาย กามารูดิง กาหลง กับพวกรวม 4 คน
จำเลยร่วม — นาย สือแม็ง สาแม็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1447/2563
#644019
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดหนองคาย
จำเลย — ท้าวสัมลิดหรือเอ็บ มะหาพม กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1446/2563
#644191
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดกำแพงเพชร
โจทก์ร่วม — นางสาว ปวิณ์ธิดา ศรีเดช กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นาย โชคชัย สอนคำมี
จำเลยร่วม — นางสาว ปวิณ์ธิดา ศรีเดช กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1437/2563
#644091
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเทิง
จำเลย — นาย ปฐมพัชร์หรือเกษมสันต์ ใจวังโลก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา