คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1670/2563
#663672
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ โจทก์ขอให้เลขาธิการไอเอทีเอตั้งอนุญาโตตุลาการตามคำสั่งของศาลชั้นต้น แม้จำเลยมีหนังสือถึงไอเอทีเอคัดค้านไม่ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการ แต่จำเลยแก้ฎีกาว่า การปฏิเสธการอนุญาโตตุลาการเป็นการต่อสู้คดี จำเลยไม่มีเจตนาสละข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ การพิจารณาตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นอำนาจของเลขาธิการไอเอทีเอ ทั้งคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนซึ่งมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและยื่นคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการโดยให้ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดตามคำร้องและคำคัดค้าน เท่ากับจำเลยรับว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ศาลจึงต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง และหากเลขาธิการไอเอทีเอไม่ตั้งอนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้ดำเนินการตั้งอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 18 วรรคท้าย (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนโจทก์ในการจำหน่ายบัตรโดยสารเครื่องบินชำระเงินจำนวน 28,205,685.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,585,652.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และยื่นคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ชั้นไต่สวน คู่ความแถลงขอให้ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดตามคำร้องและคำคัดค้านประกอบเอกสารท้ายคำร้องและคำคัดค้าน จำเลยแถลงว่า ในคดีที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ จำเลยฟ้องโจทก์เรื่องละเมิดไม่ใช่เรื่องสัญญาดังเช่นคดีนี้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยสละสิทธิที่จะดำเนินคดีทางอนุญาโตตุลาการ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีโดยไม่ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 และมาตรา 18 วรรคท้าย (3) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญาคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจไม่ช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การตามกฎหมายให้มีคำสั่งจำหน่ายคดี เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ก็ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย" และมาตรา 18 วรรคท้าย (3) บัญญัติว่า "ในกรณีที่การตั้งอนุญาโตตุลาการตามวรรคหนึ่งมิได้กำหนดวิธีการอื่นใดที่ทำให้สามารถตั้งอนุญาโตตุลาการได้ ให้คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้ดำเนินการตั้งอนุญาโตตุลาการตามที่ศาลเห็นสมควรได้ หากปรากฏว่า (3) บุคคลที่สามหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมิได้ดำเนินการตามวิธีการที่กำหนดไว้" ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ โจทก์ขอให้เลขาธิการไอเอทีเอตั้งอนุญาโตตุลาการตามคำสั่งของศาลชั้นต้น แม้จำเลยมีหนังสือถึงไอเอทีเอคัดค้านไม่ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการ แต่จำเลยแก้ฎีกาว่า การปฏิเสธการอนุญาโตตุลาการเป็นการต่อสู้คดี จำเลยไม่มีเจตนาสละข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ การพิจารณาตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นอำนาจของเลขาธิการไอเอทีเอ ทั้งคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ ตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนซึ่งมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและยื่นคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการโดยให้ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดตามคำร้องและคำคัดค้านเท่านั้น เท่ากับจำเลยรับว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ศาลจึงต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง และหากเลขาธิการไอเอทีเอไม่ตั้งอนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้ดำเนินการตั้งอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 18 วรรคท้าย (3) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14 วรรคหนึ่ง ม. 18 วรรคท้าย (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนันต์ พร้อมพูล
ศาลอุทธรณ์ — นางกันยารัตน์ ดำรงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิชาญ กาญจนะ
ลาชิต ไชยอนงค์
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1660/2563
#644187
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย นันทพงษ์หรือนนท์ กองเวที
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1659/2563
#644220
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นางสาว ทัตพรหรือเมย์ เพชรชิต กับพวกรวม 6 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1637/2563
#644126
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ณัฐสิทธิ์ วิทยา กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1619/2563
#644112
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดระนอง
จำเลย — นาย สุริยศักดิ์หรืออู๊ด ทิพย์ภักดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1611/2563
#644048
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเลย
จำเลย — นาย วิชาญ นครโสภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1609/2563
#663614
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้วาจาล่อลวงชักชวนให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาจำเลยยังที่เกิดเหตุและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว ธ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ส. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม และนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 62,000 บาท และ 64,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 และวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 ตามลำดับ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 11 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 62,000 บาท และแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องรับผิดต่อผู้ร้องแต่ละรายนับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า เด็กหญิง ธ. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปี เป็นบุตรของนาย ส. กับนางสาว ส. ขณะเกิดเหตุอยู่ในความอุปการะของนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นย่า จำเลยเป็นผู้จัดรายการวิทยุกระจายเสียงสถานีวิทยุกระจายเสียงตลาดสันติสุข ผู้เสียหายที่ 1 ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโท อ. พนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย กล่าวหาว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจจึงส่งผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกาย และแพทย์ได้ทำความเห็นตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 1 ได้เขียนบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปมอบแก่พนักงานสอบสวน หลังเกิดเหตุ 3 ถึง 4 วัน ผู้เสียหายที่ 1 ชี้ยืนยันภาพของจำเลยว่าจำเลยคือคนร้าย กับมอบเอกสารซึ่งมีข้อความการสนทนาระหว่างผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยทางแอปพลิเคชันไลน์แก่พนักงานสอบสวน ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2560 จำเลยเข้ามอบตัว พันตำรวจโท อ. แจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่า พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร พาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความได้ใจความเป็นลำดับตั้งแต่เริ่มรู้จักจำเลยโดยการโทรศัพท์ไปขอเพลงจากจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดรายการวิทยุ สถานีวิทยุกระจายเสียง 91.25 เมกะเฮิรตซ์ ใช้ชื่อว่า ส. บักอือ ตั้งอยู่ที่ตลาดสันติสุข การที่ผู้เสียหายที่ 1 ติดต่อกับจำเลยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ทำให้แอปพลิเคชันไลน์ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายและของจำเลยเชื่อมต่อกันและพูดคุยกันได้ ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความอีกว่า เริ่มแรกจำเลยพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 1 ทางแอปพลิเคชันไลน์ด้วยเรื่องทั่วไป ต่อมาจำเลยขอรูปภาพส่วนบนและส่วนล่างของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยใช้ถ้อยคำ เช่น อยากเห็นแบบสยิว ๆ มีบ่ คนน้อย แบบเซ็ก ๆ จัด ๆ ยั่วน้ำลาย ซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำลวนลามและพูดชักจูงผู้เสียหายที่ 1 ให้พูดคุยเรื่องเพศ ส่อให้เห็นว่าจำเลยคิดมิดีมิร้ายต่อผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยใช้ความที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเจนโลกมากกว่าผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 14 ปีเศษ ล่อลวงให้หลงเชื่อจำเลย และผู้เสียหายที่ 1 ยังเบิกความถึงการกระทำของจำเลยว่าได้ถอดกางเกงยีนของจำเลยออกแล้วถอดกางเกงของผู้เสียหายที่ 1 กับสวมถุงยางอนามัยแล้วข่มขืนผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์มีผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์มาประกอบ โดยแพทย์มีความเห็นว่าอาจมีการร่วมประเวณีตามวันเวลาเกิดเหตุ และพบสารแอซิดฟอสฟาเตสจากน้ำซับในช่องคลอด ซึ่งสารนี้มีอยู่ในน้ำอสุจิ เมื่อนำมาพิจารณาประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักฟังได้ว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ผ่านการร่วมประเวณีมา พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังโดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และเมื่อได้ความว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่อาศัยกับนาง ม. ผู้เป็นย่าและเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 1 ตลอดมา การที่จำเลยใช้วาจาล่อลวงชักชวนให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาจำเลยยังที่เกิดเหตุและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารอีกด้วย สำหรับความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำต่อเนื่องกับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ส่วนความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครอง ผู้ดูแล เพื่อการอนาจารเป็นความผิดอันมีเจตนาแยกต่างหากจากการพาไปเพื่อการอนาจาร จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 283 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ร้อง — นางสาว ธ. โดย นางสาว ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวประพิณ ประดิษฐากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิเชษฐ์ วังศานุวัตร
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
วัฒนา วิทยกุล
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1607/2563
#663414
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "พา" หมายความว่า นำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า "พราก" หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่ากระทำด้วยวิธีการใดและไม่คำนึงระยะทางใกล้ไกล ความผิดฐานพาและพรากไปเพื่อการอนาจาร สาระสำคัญอยู่ที่ว่าการพาไปหรือแยกเด็กไปนั้นได้รับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวให้ไปกับบุคคลที่พาไปหรือไม่ หรือมิฉะนั้นบุคคลที่พาเด็กนั้นไปจะต้องมีเหตุอันสมควร

จำเลยจอดรถอยู่ใต้ต้นมะม่วงริมถนนหน้าบ้าน โจทก์ร่วมที่ 3 วิ่งเล่นอยู่บริเวณนั้น จำเลยชวนโจทก์ร่วมที่ 3 เข้าไปดูการ์ตูนในรถด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย จากนั้นอุ้มโจทก์ร่วมที่ 3 เข้าไปในรถให้โจทก์ร่วมที่ 3 นั่งบนตัก และกระทำอนาจารโดยใช้มือล้วงอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 3 โดยปิดประตูแต่เปิดกระจกฝั่งคนขับไว้เพียง 1 ใน 4 ส่วน ก็เพื่อหาโอกาสล่วงละเมิดทางเพศต่อโจทก์ร่วมที่ 3 โดยไม่ให้มีคนพบเห็น แม้จำเลยไม่ได้พาไปจากบ้านที่เกิดเหตุ โดยรถยังจอดอยู่ห่างจากวงสุราประมาณ 15 เมตร และมิได้ติดเครื่องยนต์ในลักษณะที่จะพาตัวโจทก์ร่วมที่ 3 ไปก็ตาม แต่การที่จำเลยชวนโจทก์ร่วมที่ 3 ไปกระทำอนาจารราว 40 นาที จนต้องตามหาตัว เป็นการพาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปแล้ว และเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดามารดาให้ถูกตัดขาดพรากไปแล้วโดยปริยาย โดยปราศจากเหตุอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาย ว. ผู้เสียหายที่ 1 นาง ป. ผู้เสียหายที่ 2 และเด็กหญิง ข. โดยนาง ป. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เข้าเป็นโจทก์ร่วมในข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และให้ผู้เสียหายที่ 3 โดยผู้เสียหายที่ 2 เข้าเป็นโจทก์ร่วมในข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ส่วนฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 8 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 283 ทวิ และ 317 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 3 อายุ 4 ปีเศษ เป็นบุตรสาวของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 โจทก์ร่วมทั้งสามพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักด้านหลังของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ห. วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 10 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 1 พาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปงานเลี้ยงปีใหม่ ที่บ้านนาง ท. ยายของโจทก์ร่วมที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาลดังกล่าว แล้วโจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปร่วมนั่งดื่มสุรากับจำเลยและคนอื่นอีกหลายคนที่ใต้ถุนบ้านของนาง ท. ส่วนโจทก์ร่วมที่ 3 วิ่งเล่นอยู่บริเวณบ้าน ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา นาง ท. ไม่พบโจทก์ร่วมที่ 3 ทุกคนที่อยู่ในบ้านจึงแยกย้ายกันตามหา นาง อ. ลูกพี่ลูกน้องโจทก์ที่ 2 มองเข้าไปในรถกระบะของจำเลยผ่านกระจกด้านคนขับซึ่งเปิดไว้ประมาณ 1 ใน 4 เห็นโจทก์ร่วมที่ 3 นั่งเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่บนตักของจำเลยบนเบาะนั่งข้างคนขับ รถกระบะของจำเลยไม่ได้ติดเครื่องยนต์จอดอยู่ริมถนนหน้าบ้านนาง ท. ซึ่งไม่มีรั้วกั้น โดยโจทก์ร่วมที่ 3 นั่งอยู่กับจำเลยประมาณ 40 นาที ก่อนที่โจทก์ร่วมที่ 1 จะพาโจทก์ร่วมที่ 3 ไป หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 3 เข้ารับการตรวจร่างกายกับแพทย์ที่โรงพยาบาล ห. 3 ครั้ง แพทย์ระบุว่า เยื่อพรหมจารีไม่ฉีกขาด แต่มีรอยบวมแดงบริเวณแคมใหญ่ และช่องคลอดอักเสบ สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นควรพิจารณาประเด็นที่ว่า จำเลยกระทำอนาจารโจทก์ร่วมที่ 3 หรือไม่เสียก่อน ประเด็นนี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามมีโจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยอุ้มโจทก์ร่วมที่ 3 เข้าไปนั่งบนตักของจำเลยในรถ แล้วใช้มือล้วงเข้าไปและใช้นิ้วแหย่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 3 โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ทำท่าทางประกอบการเบิกความด้วยการใช้มือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศ นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามยังมีโจทก์ร่วมที่ 2 และนางสาว ศ. พยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ห. มาเบิกความสนับสนุนได้ความว่า หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 2 สอบถามโจทก์ร่วมที่ 3 ว่าทำไมจึงไปอยู่กับจำเลยในรถ โจทก์ร่วมที่ 3 เล่าว่า จำเลยชวนไปดูการ์ตูนในรถ แล้วใช้มือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 3 โจทก์ร่วมที่ 3 เจ็บที่อวัยวะเพศ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงโทรศัพท์ไปปรึกษานางสาว ศ. และพาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปพบนางสาว ศ. ที่บ้านพักเพื่อตรวจดูอวัยวะเพศ นางสาว ศ. ตรวจพบรอยแดงบริเวณแคมนอก จึงแนะนำให้โจทก์ร่วมที่ 2 พาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปตรวจกับแพทย์ที่โรงพยาบาล ห. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอและแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2561 โจทก์ร่วมที่ 2 พาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปตรวจที่โรงพยาบาล ห. แพทย์ตรวจพบว่ามีการอักเสบบวมแดงบริเวณอวัยวะเพศ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงพาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธร ห. พนักงานสอบสวนส่งโจทก์ร่วมที่ 3 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง โดยมีการตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 8 มกราคม 2561 วันที่ 18 มกราคม 2561 โจทก์ร่วมที่ 3 ยังคงมีอาการเจ็บที่อวัยวะเพศ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงพาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 3 อายุเพียง 4 ปีเศษ สมองยังไม่เจริญเต็มที่ ความสามารถในการสื่อสารอาจถูกจำกัดด้วยภาษาและคำพูด แต่ก็สามารถรับรู้และจดจำเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองรวมทั้งความรู้สึกที่มีและถ่ายทอดสาระสำคัญให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ซึ่งเนื้อหาที่โจทก์ร่วมที่ 3 ให้การและเบิกความพร้อมทำท่าทางเกี่ยวกับการถูกจำเลยกระทำอนาจารก็เป็นเรื่องยากที่เด็กในวัยนั้นจะคิดปั้นแต่งขึ้นเองได้ ประกอบกับคำเบิกความและคำให้การดังกล่าวก็สอดคล้องกับผลการตรวจชันสูตรบาดแผล ซึ่งพบรอยบวมแดงภายนอกช่องคลอดบริเวณแคมใหญ่ ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การที่โจทก์ร่วมที่ 2 พาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอหลังเกิดเหตุประมาณ 4 วัน ก็ไม่ใช่ข้อพิรุธที่จะส่งผลกระทบต่อน้ำหนักและความน่าเชื่อของคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 ซึ่งเป็นประจักษ์พยาน เพราะหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 2 ได้พาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปให้นางสาว ศ. ซึ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตรวจดูเบื้องต้นในวันเกิดเหตุแล้ว และโจทก์ร่วมที่ 3 ยังสามารถวิ่งเล่นได้ไม่มีอาการถึงขั้นต้องส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวเป็นวันหยุดปีใหม่ ส่วนที่จำเลยนำสืบโต้แย้งทำนองว่า จำเลยนอนอยู่ที่เบาะนั่งด้านหน้าข้างคนขับโดยเปิดประตูรถด้านนั้นไว้ แต่ปิดประตูด้านคนขับ โจทก์ร่วมที่ 3 มาขอจำเลยดูการ์ตูนในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย จำเลยกลัวว่าโทรศัพท์จะหายและขณะนั้นมีรถสัญจรบริเวณนั้นจำนวนมาก กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จึงอุ้มโจทก์ร่วมที่ 3 ขึ้นมาดูการ์ตูนบนตักและปิดประตูรถฝั่งที่จำเลยนั่งเพราะเกรงว่าโจทก์ร่วมที่ 3 จะลงจากรถ หลังจากนั้นจำเลยหลับ มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ตะโกนด่าจำเลยและอุ้มโจทก์ร่วมที่ 3 ออกไปจากรถนั้น เห็นว่า เหตุผลที่จำเลยอ้างในการอุ้มโจทก์ร่วมที่ 3 มานั่งบนตักในรถแตกต่างจากเหตุผลที่จำเลยเคยแถลงต่อศาลชั้นต้นในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2561 หน้า 2 ซึ่งจำเลยให้เหตุผลว่า ฝนกำลังจะตกจึงให้โจทก์ร่วมที่ 3 เข้าไปดูโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยในรถ ทำให้คำเบิกความของจำเลยขาดความน่าเชื่อถือ ส่วนข้อที่จำเลยอ้างเพื่อปิดประตูรถหลังจากอุ้มโจทก์ร่วมที่ 3 ขึ้นมานั่งบนตักแล้วว่าเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมที่ 3 ลงจากรถก็ไม่สมเหตุผล เพราะไม่มีเหตุที่จำเลยต้องกังวลว่าจะเกิดอันตรายกับโจทก์ร่วมที่ 3 ในกรณีที่โจทก์ร่วมที่ 3 ต้องการจะลงจากรถ เนื่องจากด้านที่จำเลยนั่งติดกับบริเวณพื้นที่บ้านของนาง ท. ไม่ได้ติดกับฝั่งถนน ในทางตรงข้ามกลับส่อให้เห็นข้อพิรุธในความพยายามที่จะทำให้คนที่อยู่ภายนอกยากแก่การมองเห็นภายในรถ พยานหลักฐานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสาม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามว่า จำเลยอุ้มโจทก์ร่วมที่ 3 ไปนั่งบนตักแล้วใช้มือล้วงอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 3 อันเป็นการกระทำอนาจารโจทก์ร่วมที่ 3 คงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพาและพรากโจทก์ร่วมที่ 3 ไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า คำว่า "พา" หมายความว่า นำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า "พราก" หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอมอันเป็นการมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีการใดและไม่คำนึงระยะทางใกล้ไกล สาระสำคัญอยู่ที่ว่าการพาไปหรือแยกเด็กไปนั้นได้รับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวให้ไปกับบุคคลที่พาไปหรือไม่ หรือมิฉะนั้นบุคคลที่พาเด็กนั้นไปจะต้องมีเหตุอันสมควร เมื่อจำเลยจอดรถอยู่ใต้ต้นมะม่วงริมถนนหน้าบ้าน โจทก์ร่วมที่ 3 วิ่งเล่นอยู่บริเวณนั้น จำเลยชวนโจทก์ร่วมที่ 3 เข้าไปดูการ์ตูนในรถด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย จากนั้นจำเลยอุ้มโจทก์ร่วมที่ 3 เข้าไปในรถให้โจทก์ร่วมที่ 3 นั่งบนตัก และกระทำอนาจารโดยใช้มือล้วงอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 3 โดยปิดประตู แต่เปิดกระจกฝั่งคนขับไว้เพียง 1 ใน 4 ส่วน ก็เพื่อหาโอกาสล่วงละเมิดทางเพศต่อโจทก์ร่วมที่ 3 โดยไม่ให้มีคนพบเห็น แม้จำเลยไม่ได้พาไปจากบ้านที่เกิดเหตุ โดยรถยังจอดอยู่ห่างจากวงสุราประมาณ 15 เมตร และมิได้ติดเครื่องยนต์ในลักษณะที่จะพาตัวโจทก์ร่วมที่ 3 ไปก็ตาม แต่การที่จำเลยชวนโจทก์ร่วมที่ 3 ไปกระทำอนาจารราว 40 นาที จนต้องตามหาตัวกันเช่นนี้ เป็นการพาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปแล้ว และเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดามารดาให้ถูกตัดขาดพรากไปแล้วโดยปริยาย โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยจึงมีความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ โดยมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ส่วนฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยรวม 5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 283 ทวิ ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
โจทก์ร่วม — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายณรงค์ ทองอำไพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพศาล โกสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1606/2563
#667221
เปิดฉบับเต็ม

การพรากผู้ร้องที่ 1 ไปจากผู้ร้องที่ 2 เริ่มขึ้นด้วยการกระทำของจำเลยที่ 1 ไปจนถึงบ้าน ห. แล้วจำเลยที่ 1 ยังพาผู้ร้องที่ 1 จากบ้าน ห. ต่อไปยังบ้านจำเลยที่ 2 อีก โดยในช่วงนี้จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นยินยอมและเดินทางไปพร้อมกัน นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังได้กระทำชำเราผู้ร้องที่ 1 ต่อจากจำเลยที่ 1 ที่บ้านจำเลยที่ 2 ด้วย ทั้งที่จำเลยที่ 2 รู้ว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นคนรักของจำเลยที่ 1 จึงบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้เห็นกันในการพาผู้ร้องที่ 1 จากบ้าน ห. ไปกระทำชำเราที่บ้านจำเลยที่ 2 โดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เข้าร่วมกับจำเลยที่ 1 พรากผู้ร้องที่ 1 ไปพ้นจากอำนาจปกครองของผู้ร้องที่ 2 ตั้งแต่บ้าน ห. เป็นต้นไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ก่อนนั้นจะเสร็จสิ้นขาดตอนลงหรือไม่หาเป็นสาระสำคัญไม่จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานโดยปราศจากเหตุอันสมควรร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร

การกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานร่วมกันกับจำเลยที่ 2 พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำต่อเนื่องกันไปไม่ขาดตอน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 277, 283 ทวิ, 317 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 275/2557 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด เข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ และนับโทษของจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 384/2559 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานาย อ. ผู้ร้องที่ 2 ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ธ. ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้ร้องที่ 1 และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาพยาบาลผู้ร้องที่ 1 จำนวน 6,000 บาท และค่าเสียหายด้านจิตใจของผู้ร้องที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และค่าเสียหายของผู้ร้องที่ 2 ซึ่งประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปมีรายได้วันละ 300 บาท หลังเกิดเหตุต้องเฝ้าดูอาการของผู้ร้องที่ 1 ซึ่งอยู่ในภาวะซึมเศร้า เป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 2 ขาดงานเป็นเวลา 2 เดือน คิดเป็นค่าเสียหายเป็นเงิน 18,000 บาท รวมเป็นเงิน 524,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 16,375 บาท รวมเป็นเงิน 543,375 บาท ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 543,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 524,000 บาท นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน กับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง กับฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 5 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน คงจำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน รวมโทษของจำเลยที่ 1 คงจำคุก 43 ปี 12 เดือน รวมโทษของจำเลยที่ 2 คงจำคุก 36 ปี 8 เดือน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 543,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 524,000 บาท นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุผู้ร้องที่ 1 มีอายุ 13 ปีเศษ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องที่ 2 กับนางสาว ว. ผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยที่ 1 คบหาเป็นคนรักกัน ผู้ร้องที่ 1 นัดพบกับจำเลยที่ 1 ที่ทุ่งนาห่างจากบ้านผู้ร้องที่ 1 ไม่มากนัก จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้ร้องที่ 1 พาผู้ร้องที่ 1 ไปที่บ้านจำเลยที่ 1 ต่อมาเวลาประมาณ 18 นาฬิกา เพื่อนของจำเลยที่ 1 มาดื่มสุราที่บ้านจำเลยที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 ร่วมดื่มด้วยจนมีอาการมึนเมา จำเลยที่ 1 พาผู้ร้องที่ 1 เข้าไปกระทำชำเราในห้องนอนของจำเลยที่ 1 ต่อมาเวลาประมาณ 19.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาผู้ร้องที่ 1 ไปที่บ้านซึ่งมีเพื่อนของจำเลยที่ 1 ร่วมดื่มสุรากันอยู่ประมาณ 10 คน จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มาหาจำเลยที่ 1 และร่วมดื่มสุราด้วย จนเวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ชวนจำเลยที่ 1 ไปบ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ไกลจากบ้านนาย ห. จำเลยที่ 1 จึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้ร้องที่ 1 ไปบ้านจำเลยที่ 2 และได้กระทำชำเราผู้ร้องที่ 1 ในห้องชั้นล่างของบ้านจำเลยที่ 2 คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้ลงโทษฐานพาและร่วมกันพาผู้ร้องที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร กระทำชำเราผู้ร้องที่ 1 ซึ่งมิใช่ภริยาของตน พรากผู้ร้องที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควรไปเสียจากผู้ร้องที่ 2 เพื่อการอนาจารและร่วมกันกระทำชำเราผู้ร้องที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 พรากผู้ร้องที่ 1 ไปจากผู้ร้องที่ 2 เพื่อการอนาจารหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของผู้ร้องที่ 1 ว่า หลังจากผู้ร้องที่ 1 พบจำเลยที่ 2 ที่บ้านนาย ห. แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 พาผู้ร้องที่ 1 ไปดื่มสุราต่อที่บ้านจำเลยที่ 2 ดังนี้ แม้การพรากผู้ร้องที่ 1 ไปจากผู้ร้องที่ 2 เริ่มขึ้นด้วยการกระทำของจำเลยที่ 1 ไปจนถึงบ้านนาย ห. แล้วยังพาผู้ร้องที่ 1 ต่อไปยังบ้านจำเลยที่ 2 อีก โดยจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นยินยอมและเดินทางไปพร้อมกันด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังได้กระทำชำเราผู้ร้องที่ 1 ต่อจากจำเลยที่ 1 ด้วย ทั้งที่จำเลยที่ 2 ย่อมรู้ว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นคนรักของจำเลยที่ 1 จึงบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้เห็นกันในการพาผู้ร้องที่ 1 ไปกระทำชำเราที่บ้านจำเลยที่ 2 โดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เข้าร่วมกับจำเลยที่ 1 พรากผู้ร้องที่ 1 ไปพ้นจากอำนาจปกครองของผู้ร้องที่ 2 ตั้งแต่บ้านนาย ห. เป็นต้นไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ก่อนนั้นจะเสร็จสิ้นขาดตอนลงหรือไม่หาเป็นสาระสำคัญไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกันพาผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุ 13 ปีเศษ ไปดื่มสุราในยามวิกาลจนถึงขั้นผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราผู้ร้องที่ 1 ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงแผนการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มุ่งประสงค์จะล่วงละเมิดทางเพศแก่ผู้ร้องที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานโดยปราศจากเหตุอันสมควรร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ ฃพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำต่อเนื่องกันไปไม่ขาดตอน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่ความผิดต่างกรรมตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารและความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน กับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินห้าสิบปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง กับฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 33 ปี 4 เดือน แล้วรวมโทษของจำเลยที่ 1 จำคุก 40 ปี 8 เดือน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 540,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 524,000 บาท นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — ด.ญ. ธ. กับพวก
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายนิติรัฐ นาสมใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศรี
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/2563
#662736
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวและทวงถามจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ของจำเลยที่ 2 ที่ระบุในสัญญาค้ำประกัน การบอกกล่าวเช่นนี้ แม้ไม่พบจำเลยที่ 2 และไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็ถือว่าหนังสือบอกกล่าวได้ไปถึงจำเลยที่ 2 แล้ว แต่เมื่อโจทก์บอกกล่าวจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นเพียงความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง แต่สำหรับหนี้ส่งมอบรถยนต์หรือใช้ราคาแทนเป็นหนี้ประธานของสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หากส่งไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนและชำระค่าเสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม แต่อุทธรณ์ของโจทก์ก็ขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากส่งไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงินมาด้วย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์จึงต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทน 400,539.23 บาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย 38,360.77 บาท และอีกเดือนละ 2,950.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 438,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 24,000 บาท และอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันผิดนัดคิดเป็นเงิน 3,692.30 บาท กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ชำระเกินมา 6,380 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ขค 2656 ขอนแก่น จากโจทก์ ในราคา 420,750 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน รวม 60 งวด โดยงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 59 งวดละ 7,013.08 บาท งวดที่ 60 จำนวน 6,978.28 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กันยายน 2558 และทุกวันที่ 5 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดในวงเงิน 450,202.76 บาท ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 2 งวด กับงวดที่สามเพียงบางส่วน เป็นเงิน 20,217.76 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระเกินกว่าสามงวดติดต่อกัน วันที่ 11 สิงหาคม 2559 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559 สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่สามารถส่งได้เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคารถแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งผิดสัญญาเช่าซื้อและฟ้องจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาประกัน โดยขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วนตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 และผิดนัดเรื่อยมาเป็นเวลาสามงวดติดต่อกัน ภายหลังจากนั้นเป็นเวลาล่วงพ้นกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์เพิ่งมีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ตามหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 11 สิงหาคม 2559 ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ของจำเลยที่ 2 ที่ระบุในสัญญาค้ำประกัน การส่งหนังสือบอกกล่าวเช่นนี้ แม้ไม่พบจำเลยที่ 2 และไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็ถือว่าหนังสือบอกกล่าวได้ไปถึงจำเลยที่ 2 อันมีผลเป็นการบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันแล้ว และผลของการบอกกล่าวของโจทก์ที่ล่วงพ้นกำหนดเวลาหกสิบวัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นเพียงความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง แต่สำหรับหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนโจทก์ยังติดใจฎีกาให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดด้วยนั้น เนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นทรัพย์ซึ่งวัตถุแห่งหนี้ของสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น หนี้การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ ตลอดจนหนี้ใช้ราคาแทนในกรณีส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้ไม่ได้ ย่อมเป็นหนี้ประธานของสัญญาเช่าซื้อ หาใช่หนี้ดอกเบี้ยหรือค่าสินไหมทดแทนหรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ตามความในมาตรา 686 วรรคสอง ดังที่กล่าวมาแล้วไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคเห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเพราะหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 686 วรรคสอง นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท และสั่งคืนค่าขึ้นศาล 6,380 บาท แก่โจทก์นั้นไม่ชอบเพราะโจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท มาด้วย ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ซึ่งโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท แก่โจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่สั่งคืนค่าขึ้นศาล 6,380 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 686 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นางสาว อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายบูชา รองเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวัชรินทร์ สงห้อง
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ประมวญ รักศิลธรรม
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1599/2563
#682046
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะส่งมอบนาฬิกาของกลางที่ประเทศกัมพูชา แต่จำเลยแจ้งหมายเลขบัญชีธนาคาร ก. ที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ให้ ว. โอนเงินค่านาฬิกาเข้าบัญชีดังกล่าว ถือว่าจำเลยในฐานะตัวการได้กระทำผิดในราชอาณาจักรไทย ตาม ป.อ. มาตรา 5 และมาตรา 6

เมื่อการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นกรณีความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (2) และ (3) พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาซึ่งเป็นท้องที่ที่จับจำเลยได้อยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ มิใช่กรณีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยอย่างเดียวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 20 เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาทำการสอบสวน การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 357 และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท้ายฟ้องไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นและคำขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนท้ายฟ้องเป็นเงิน 3,820,000 บาท แก่ผู้เสียหายให้ยก

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 มีคนร้ายหลายคนร่วมกันเข้าไปในบ้านเลขที่ 301/40 ซึ่งเป็นเคหสถานของนายวีรพล ผู้เสียหาย และใช้วัตถุของแข็งไม่ทราบชนิดและขนาด งัดแงะ ทุบทำลายประตูบ้านด้านหลัง ประตูห้องนอนและประตูห้องพระ จนเสียหายหลุดออกอันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์และผ่านเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหาย จากนั้นร่วมกันลักเอานาฬิกาข้อมือ 16 เรือน พระรูปเหมือนหลวงพ่อคูณปี 33 จำนวน 15 องค์ พระสังกัจจายน์หลวงพ่อคูณปี 33 จำนวน 15 องค์ พระหลวงปู่ดุลกำแพงแสน 3 องค์ พระไม่ทราบรุ่นและชนิด 2 กล่อง รวม 20 รายการ เป็นเงิน 5,020,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2559 นายพงศ์ภพ ซึ่งเป็นผู้ซื้อนาฬิกายี่ห้อปาเต๊ะ รุ่น 5712/1A /001 ของกลาง ราคา 725,000 บาท จากนายณัฐ แต่จำเลยเป็นผู้นำมาให้นายวริศปกรณ์ และนายวริศปกรณ์มอบนาฬิกาของกลางดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ผู้เสียหายรับคืนแล้ว ส่วนความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยกับพวกเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2559 ที่โต๊ะสนุกเกอร์ที่ตั้งอยู่ที่ซอยพัฒนาการ 30 กรุงเทพมหานคร การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ โดยนายกัมปนาถชักชวนให้นายวริศปกรณ์ซื้อนาฬิกาของกลางที่ซอยพัฒนาการ 30 กรุงเทพมหานคร และพาไปประเทศกัมพูชา แต่นายกัมปนาถรอที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ส่วนนายกอล์ฟและจำเลยอยู่ประเทศกัมพูชา แม้จำเลยจะเป็นเพียงผู้ส่งมอบนาฬิกาของกลางที่ประเทศกัมพูชา แต่จำเลยเป็นผู้แจ้งหมายเลขบัญชีธนาคารกสิกรไทยที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ให้นายวริศปกรณ์โอนเงินค่านาฬิกาเข้าบัญชีดังกล่าว ถือว่าจำเลยในฐานะตัวการได้กระทำผิดในราชอาณาจักรไทย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 และมาตรา 6 ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2559 จำเลยมามอบตัวตามหมายจับ เมื่อการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นกรณีความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (2) และ (3) พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาซึ่งเป็นท้องที่ที่จับจำเลยได้อยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ มิใช่กรณีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกอาณาจักรไทยอย่างเดียว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ซึ่งอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เมื่อจำเลยมามอบตัวตามหมายจับ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาทำการสอบสวน การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะเพิ่งยกชั้นยกขึ้นฎีกา มิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ตาม ก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ส่งมอบนาฬิกาของกลางให้ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อจำเลยกับพวกร่วมแบ่งหน้าที่กันทำและจำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซึ่งจำเลยย่อมทราบว่านาฬิกาของกลางราคาต่ำกว่าราคาที่แท้จริงมาก ขั้นตอนในการซื้อขายนาฬิกาซับซ้อน ไม่ใช่การซื้อขายนาฬิกาโดยทั่วๆ ไป พฤติกรรมของจำเลยจึงเป็นการช่วยจำหน่ายโดยรู้อยู่แล้วว่านาฬิกาของกลางได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 5 ม. 6 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 19 (1) ม. 19 (3) ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวนัชชา เวทย์วิไล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิชิต ลีธรรมชโย
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1592/2563
#663454
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นที่ดินราชพัสดุ เป็นที่ดินของรัฐ และเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดินเพื่อการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี ประชาชนไม่สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี ดังนั้น การที่จำเลยยึดถือครอบครองและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยปราศจากเหตุอันจะอ้างตามกฎหมายได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่เกิดเหตุได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 65, 70, 71 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารออกจากที่ดินที่ครอบครอง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 70 ฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และฐานก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน และปรับ 60,000 บาท และให้ปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 ไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้อง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยซับเหล็ก เนื้อที่ประมาณ 2,419 ไร่ อยู่ในเขตสุขาภิบาลโคกตูม เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นที่ดินราชพัสดุเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งอยู่ภายในเขตหวงห้ามไว้สำหรับประโยชน์ในราชการทหาร และเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดินเพื่อการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี พุทธศักราช 2485 และต่อมามีการปรับแนวเขตใหม่ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองในจังหวัดลพบุรีและจังหวัดสระบุรี พ.ศ.2518 ประชาชนไม่สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี ต่อมาที่ดินบริเวณสันอ่างเก็บน้ำห้วยซับเหล็กประสบปัญหาราษฎรเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ตั้งร้านขายสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามฟ้องทำเป็นร้านค้าและร้านขายอาหารแก่นักท่องเที่ยว ชื่อร้าน "แป้งร่ำ" เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 93 ตารางวา อยู่ในที่ดินอันเป็นของรัฐนั้นด้วย สำหรับความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ห้ามมิให้คู่ความฎีกา คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220

คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและฐานก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 คำว่า "ก่อสร้าง" หมายความว่า สร้างอาคารขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างขึ้นแทนของเดิมหรือไม่ "ดัดแปลง" หมายความว่า เปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ของโครงสร้างของอาคารหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง และ "ซ่อมแซม" หมายความว่า ซ่อมหรือเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ของอาคารให้คงสภาพเดิม และโดยที่ความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นนับแต่วันก่อสร้างอาคารต่อเนื่องกันไปจนถึงวันปลูกสร้างอาคารเสร็จ อายุความฟ้องร้องต้องเริ่มนับถัดจากวันที่ก่อสร้างดัดแปลงอาคารเสร็จลง แต่พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมา ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยเริ่มก่อสร้างหรือดัดแปลงซุ้มหลังใดเสร็จลงตั้งแต่เมื่อใดระหว่างต้นปี 2556 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยก่อสร้างหรือดัดแปลงซุ้มเสร็จปี 2547 ตามคำเบิกความของนายสุเทพพยานโจทก์ซึ่งเป็นกำนันตำบลนิคมสร้างตนเองพื้นที่เกิดเหตุเท่านั้น ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยจะซ่อมแซมปรับปรุงหลังคาซุ้มทุก 2 ปี ตามที่นำสืบ แต่การเปลี่ยนหลังคาซึ่งมุงด้วยหญ้าแฝกเดิมที่หมดสภาพแล้วมุงใหม่ มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของซุ้ม แต่เป็นการซ่อมเปลี่ยนหลังคาเพื่อปรับปรุงให้ซุ้มอยู่ในสภาพเดิมที่ใช้งานได้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว อันเป็นเพียงการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างเท่านั้น มิใช่การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารที่จะต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2560 จึงเกินกว่า 5 ปี นับแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จำเลยก่อสร้างอาคารเสร็จโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีสำหรับความผิดนี้จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) และต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินเกิดเหตุเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นที่ดินราชพัสดุเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดินเพื่อการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี ประชาชนไม่สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี ดังนั้น การที่จำเลยยึดถือครอบครองและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยปราศจากเหตุอันจะอ้างตามกฎหมายได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่เกิดเหตุได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และความผิดฐานก่อสร้างอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น แต่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่เข้าไปยึดถือครอบครอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายภูสิต กองทรัพย์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 1585/2563
#644133
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางสาวขวัญเรือน รอดภัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
นพพร โพธิรังสิยากร
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1584/2563
#663455
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ที่ใช้บังคับอยู่เดิม โดยมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "...ไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม..." ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ไม้สักของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่พ่อตาจำเลยมีสิทธิครอบครองตาม ป.ที่ดิน ไม้สักดังกล่าวจึงมิใช่เป็นไม้หวงห้าม การที่จำเลยตัดฟันไม้สักของกลางในที่ดินดังกล่าว แล้วมีการแปรรูปนำมาเก็บรักษาไว้ในที่ดินที่เกิดเหตุ ย่อมไม่เป็นความผิดฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องอีกต่อไป ทั้งนี้ตาม ป.อ. มาตรา 2 และเมื่อไม้สักของกลางเป็นไม้สักที่จำเลยได้มาโดยชอบ จึงไม่อาจริบได้ ต้องคืนให้แก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 54, 72 ตรี, 73, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 14, 31, 35, ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบไม้สักแปรรูปและล้อเข็นไม้ของกลาง ให้จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ กับชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 2,647,266 บาท และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนความผิดฐานอื่นให้การปฏิเสธ และให้การปฏิเสธในคดีส่วนแพ่งเนื่องจากจำเลยไม่ได้กระทำความผิด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง (เดิม), 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง, 73 วรรคสอง (1) (เดิม) ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานยึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานยึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และฐานเข้าไปยึดถือครอบครองหรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นการทำอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดินเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นประโยชน์แก่พิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 1 ปี ฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานยึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 4 เดือน ให้จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 1,061,000 บาท ริบไม้สักแปรรูปของกลาง คำขออื่นให้ยก และให้คืนล้อเข็นไม้ของกลางแก่เจ้าของ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานยึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่ป่าสงวนแห่งชาติ จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี และจำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าการทำไม้และมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแก่กรมป่าไม้เป็นเงิน 61,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้สนธิกำลังกับหน่วยงานอื่นตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งมีการครอบครองทำประโยชน์โดยขุดสระน้ำ ปลูกต้นไม้ และสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดิน พบไม้สักแปรรูปไม่มีรอยตราเจ้าพนักงานประทับไว้ 244 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 3.21 ลูกบาศก์เมตร วางแยกกันอยู่ที่คอกปศุสัตว์โรงจอดรถ และบริเวณที่กำลังปลูกสร้างอาคาร กับล้อเข็นไม้ 1 คัน จึงยึดเป็นของกลาง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ตรวจหาค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์โดยใช้สัญญาณดาวเทียม (จีพีเอส) พบว่าพื้นที่เกิดเหตุมีเนื้อที่ 48 ไร่ 1 งาน 92 ตารางวา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่จาง ซึ่งจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุ สำหรับไม้สักของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ของนายฝาย พ่อตาจำเลย โดยจำเลยตัดฟันทำเป็นไม้สักแปรรูปนำมาเก็บไว้ในที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาคดีนี้แก่จำเลย สำหรับคดีในส่วนแพ่งซึ่งเป็นค่าเสียหายต่อรัฐ คู่ความไม่ฎีกา เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ที่ใช้บังคับอยู่เดิม โดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 มาตรา 4 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2562 โดยมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "...ไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม..." ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ไม้สักของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่มีนายฝาย พ่อตาจำเลยมีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม้สักดังกล่าวจึงมิใช่เป็นไม้หวงห้าม การที่จำเลยตัดฟันไม้สักของกลางในที่ดินดังกล่าว แล้วมีการแปรรูปนำมาเก็บรักษาไว้ในที่ดินที่เกิดเหตุ ย่อมไม่เป็นความผิดฐานทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องอีกต่อไป ทั้งนี้ตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 และเมื่อไม้สักของกลางเป็นไม้สักที่จำเลยได้มาโดยชอบ จึงไม่อาจริบได้ ต้องคืนให้แก่เจ้าของ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีดาบตำรวจคมชาญซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่จาง และมีอาณาเขตติดกับไร่วิลาวัลย์รีสอร์ท โดยมีพื้นที่ติดต่อกันทางทิศด้านตะวันตก และสภาพที่ดินไม่มีทางเข้าออกในลักษณะเป็นทางสาธารณะ คงพบแต่เพียงร่องรอยเป็นทางเข้า อีกทั้งพบสิ่งปลูกสร้างในที่ดินอันมีลักษณะคล้ายเป็นรีสอร์ท นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายจำลอง เป็นพยานเบิกความว่า สถานที่เกิดเหตุมีการขุดสระและสร้างบ้านพัก ต้นไม้ที่ปลูกก็เป็นต้นไม้ที่ปลูกใหม่มิใช่ต้นไม้ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินในลักษณะอันเป็นการทำเกษตรกรรม อีกทั้งเบิกความว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิและไม่อยู่ในเขตที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐโดยมีตำแหน่งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติงานในท้องถิ่นมีความรู้ข้อกฎหมายเป็นอย่างดีกลับยึดถือครอบครองที่ดินที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยมีเอกสาร ภ.บ.ท. 5 ซึ่งเอกสารดังกล่าวไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ประกอบกับจำเลยได้เบิกความตอนหนึ่งว่า จำเลยหยุดจ่ายภาษีบำรุงท้องที่เนื่องจากมีกรณีเขายายเที่ยง จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบอยู่แล้วว่า การมีเอกสาร ภ.บ.ท. 5 ดังกล่าวไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ ลักษณะของการครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่จางของจำเลย จึงเป็นการยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาทำไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตและข้อหามีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คืนไม้สักแปรรูปของกลางให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 7 วรรคหนึ่ง (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายชาคริต ศรีแก้วณวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศรชัย วราณิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ธงชัย เสนามนตรี
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1581/2563
#644040
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดชุมพร
โจทก์ร่วม — นาย ประยุทธ จิตรเจริญ
จำเลย — นาย สัญทิตย์หรือตู้ ขอจุลซ้วน กับพวกรวม 2 คน
จำเลยร่วม — นาย ประยุทธ จิตรเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1575/2563
#663420
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้อยตำรวจเอก ส. เจ้าพนักงาน เมื่อร้อยตำรวจเอก ส. เป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนและสืบสวนในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กรณีจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงต้องด้วยบทบัญญัติที่เป็นความผิดไว้โดยเฉพาะคือ ป.อ. มาตรา 172 จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไป อย่างไรก็ตาม จากทางนำสืบโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อเจตนาจะแกล้งให้ ภ. ต้องรับโทษทางอาญา การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเพียงความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ตาม ป.อ. มาตรา 172 เท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษในความผิดที่มีระวางโทษจำคุกถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ตามมาตรา 174 วรรคสอง และ 181 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 137, 172, 174, 181 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2357/2557 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 วรรคสอง, 181 (2) จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2357/2557 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 3 ปี 7 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เดิม) ลงโทษจำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และให้นำโทษจำคุก 3 เดือน ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2357/2557 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ รวมจำคุก 7 เดือน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 เวลากลางคืนหลังเที่ยง มีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนางวิจิตรา จนถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2558 จำเลยให้การต่อร้อยตำรวจเอกสุธรรม พนักงานสอบสวน โดยมีรายละเอียดว่า วันที่ 12 กันยายน 2558 นายโสภณหรือเบียร์ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1156/2559 หมายเลขแดงที่ 3865/2559 ของศาลชั้นต้น โทรศัพท์มายืมอาวุธปืนที่ขายให้กับจำเลยเนื่องจากนายโสภณมีเรื่อง จำเลยตกลงให้ยืมและนำอาวุธปืนไปให้ที่บริเวณเลยจากร้านทเวลฟ์ไปซึ่งเป็นที่มืดเพื่อป้องกันไม่ให้คนเห็น จากนั้นจำเลยกับนายอิทธิพัทธ์หรือปังปอนด์ ขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปส่งมอบอาวุธปืนให้กับนายโสภณที่จุดนัดหมาย นายโสภณใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะกระจกรถดำทึบ ไม่สามารถมองเห็นคนในรถ แต่นายโสภณลดกระจกลง จึงสามารถพอเห็นหน้าได้ แล้วนายปังปอนด์ส่งมอบอาวุธปืนให้นายโสภณ แต่ต่อมาจำเลยกลับเบิกความต่อศาลในคดีดังกล่าวว่า เมื่อคนขับรถกระบะลดกระจกทางขวาลงแล้ว จำเลยยื่นอาวุธปืนเข้าไปในรถโดยจำเลยไม่เห็นหน้าคนขับรถคันดังกล่าว จำเลยไม่เคยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าเห็นนายโสภณลดกระจกลงทางด้านขวาแล้วนายปังปอนด์ส่งอาวุธปืนให้นายโสภณ จำเลยเบิกความว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นความเท็จ ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยถูกดำเนินคดีและถูกฟ้องเป็นคดีนี้ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนเป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษในการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 174 วรรคสอง, 181 (2) ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 โจทก์ฎีกาฝ่ายเดียวโดยจำเลยไม่ฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษในการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 วรรคสอง, 181 (2) ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้อยตำรวจเอกสุธรรม เจ้าพนักงาน เมื่อร้อยตำรวจเอกสุธรรมเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนและสืบสวนในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กรณีจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงต้องด้วยบทบัญญัติที่เป็นความผิดไว้โดยเฉพาะคือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 137 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตาม จากทางนำสืบโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อเจตนาจะแกล้งให้นายโสภณต้องรับโทษทางอาญา การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเพียงความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 เท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษในความผิดที่มีระวางโทษจำคุกถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ตามมาตรา 174 วรรคสอง และ 181 (2) ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 (เดิม) จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ให้นำโทษจำคุก 3 เดือน ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2357/2557 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ รวมจำคุก 11 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 172 ม. 174 วรรคสอง ม. 181 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายศุภชัย ฟูจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชาติชาย กิติสารศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ไพจิตร สวัสดิสาร
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1548/2563
#644046
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นาย ถวิลหรือนิน ศรีนวล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1539/2563
#655858
เปิดฉบับเต็ม

ที่ตั้งจริงของทรัพย์อยู่ห่างจากที่ตั้งของทรัพย์ตามประกาศขายทอดตลาดเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร และมีเนื้อที่เพียง 18 ไร่เศษ ทั้งเป็นที่ดินไม่มีทางเข้าออก การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 ระบุว่า เนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 46 ตารางวา และมีแผนที่สังเขปแสดงสภาพที่ดินว่าด้านหนึ่งของที่ดินติดกับที่สาธารณะประโยชน์ของกรมทางหลวง ทั้งมีภาพถ่ายท้ายประกาศแสดงว่าเป็นที่ดินที่ใช้ทำการเกษตร โดยโจทก์เป็นผู้นำส่งภาพถ่ายและแผนที่ที่ตั้งทรัพย์ยืนยันว่าถูกต้องตรงกับทรัพย์ที่นำยึดทุกประการ เมื่อปรากฏว่าที่ดินมีเนื้อที่ต่างกันประมาณ 5 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 20 ของเนื้อที่จริง และมีที่ตั้งอยู่ห่างกัน 5 กิโลเมตร อันนับว่าที่ดินมีที่ตั้งและเนื้อที่ต่างจากที่ปรากฏในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นอย่างมาก ดังนั้น แม้ประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะระบุว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีหน้าที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อ และถือว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้ทราบถึงสภาพทรัพย์โดยละเอียดครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อการปิดประกาศขายทอดตลาด ณ ที่ตั้งทรัพย์ดังกล่าว เป็นการปิดประกาศ ณ สถานที่ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง แม้ผู้ซื้อทรัพย์ไปตรวจดูที่ดินตามที่ระบุไว้ในแผนที่สังเขป ซึ่งไม่ใช่ที่ตั้งทรัพย์จริง ผู้ซื้อทรัพย์อาจไม่ทราบถึงความคลาดเคลื่อนดังกล่าว ดังนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะตรวจสอบที่ดินแปลงดังกล่าว และให้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงก่อนจะประกาศขายทอดตลาด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพียงแนบแผนที่สังเขปดังกล่าว ย่อมทำให้ผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดเกี่ยวกับสภาพของทรัพย์ที่จะขายทอดตลาด ซึ่งถือว่าเป็นข้อสาระสำคัญที่ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ การขายทอดตลาดดังกล่าวจึงเป็นไปโดยไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเอง หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 12 เดือน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5014 ออกขายทอดตลาด ปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อได้ในราคา 1,102,000 บาท

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและขอรับเงินมัดจำคืน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5014 ออกขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อได้ในราคา 1,102,000 บาท

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ซื้อทรัพย์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบแผนที่ตั้งทรัพย์และรูปภาพของทรัพย์ที่โจทก์นำยึดว่าตรงกับสภาพความเป็นจริงในสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เป็นเหตุให้ผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ผู้ซื้อทรัพย์นำสืบว่า หลังจากที่ทำการซื้อและยังไม่ชำระราคาครบถ้วนนั้น ผู้ซื้อทรัพย์นำพนักงานรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขาบ้านไผ่ ไปตรวจสอบหลักเขตที่ดินดังกล่าว แล้วพบว่าที่ดินมีทำเลที่ตั้งไม่ตรงตามแผนที่ประกาศขายทอดตลาด ที่ตั้งจริงของทรัพย์อยู่ห่างจากที่ตั้งของทรัพย์ตามประกาศขายทอดตลาดเป็นระยะทางถึง 5 กิโลเมตร ทั้งมีเนื้อที่เพียง 18 ไร่เศษ ซึ่งต่างจากประกาศขายทอดตลาดที่ระบุว่ามีเนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 46 ตารางวา และไม่มีสภาพที่ดินตามที่ปรากฏในประกาศขายทอดตลาด ที่ดินไม่มีทางเข้าออก บางส่วนติดที่สาธารณประโยชน์ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ การเสนอขายทรัพย์มีความคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญแห่งทรัพย์ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดในสาระสำคัญ โดยโจทก์ จำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้นำสืบให้รับฟังเป็นประการอื่น จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ตั้งจริงของทรัพย์อยู่ห่างจากที่ตั้งของทรัพย์ตามประกาศขายทอดตลาดเป็นระยะทางถึง 5 กิโลเมตร ทั้งมีเนื้อที่เพียง 18 ไร่เศษ ซึ่งต่างจากประกาศขายทอดตลาดที่ระบุว่ามีเนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 46 ตารางวา และไม่มีสภาพที่ดินตามที่ปรากฏในประกาศขายทอดตลาด ที่ดินไม่มีทางเข้าออก บางส่วนติดที่สาธารณประโยชน์ ตามที่ผู้ซื้อทรัพย์นำสืบ เมื่อปรากฏตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5014 เนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 46 ตารางวา โดยมีแผนที่สังเขปท้ายประกาศดังกล่าวที่แสดงว่าด้านหนึ่งของที่ดินที่ขายทอดตลาดติดกับที่สาธารณประโยชน์ของกรมทางหลวง นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายแนบท้ายประกาศดังกล่าวที่แสดงว่าที่ดินที่นำออกขายทอดตลาดเป็นที่ดินที่ใช้ทำการเกษตร โดยปรากฏจากรายงานการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2558 ว่า โจทก์เป็นผู้นำส่งภาพถ่ายและแผนที่ที่ตั้งทรัพย์โดยโจทก์ยืนยันว่าเอกสารตามที่นำส่งถูกต้องตรงกันกับทรัพย์ที่ประสงค์จะขอนำยึดทุกประการ ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้นำส่งภาพถ่ายและแผนที่ที่ตั้งทรัพย์และยืนยันเอกสารซึ่งแตกต่างจากความเป็นจริง ที่ดินที่ขายทอดตลาดมีที่ตั้งห่างจากที่ปรากฏในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5014 ถึง 5 กิโลเมตร และมีเนื้อที่แตกต่างกันประมาณ 5 ไร่ ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของเนื้อที่จริง ถือว่าที่ดินที่ขายทอดตลาดมีสถานที่ตั้งและเนื้อที่แตกต่างจากที่ปรากฏในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5014 เป็นอย่างมาก แม้รายงานการปิดประกาศยึดทรัพย์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2558 ของพนักงานเดินหมายระบุว่า ปิดประกาศ ณ ที่ตั้งทรัพย์ตามแผนที่ท้ายประกาศฯ ครั้นมาถึงสถานที่ดังกล่าวปรากฏว่า ที่ตั้งทรัพย์ตรงตามแผนที่ จึงปิดประกาศไว้ตามคำสั่งแล้ว และตามรายงานการเดินหมายในการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 ของพนักงานเดินหมายก็ได้จัดทำแผนที่โดยสังเขปซึ่งเป็นที่ตั้งของทรัพย์ที่ขายทอดตลาดไว้ใกล้เคียงกับแผนที่สังเขปท้ายประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ทั้งตามประกาศดังกล่าวมีข้อสัญญาท้ายประกาศว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีหน้าที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อตามสถานที่ และแผนที่การไปที่ปรากฏในประกาศ และถือว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้ทราบถึงสภาพทรัพย์โดยละเอียดครบถ้วนแล้ว ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า ที่ตั้งของที่ดินที่ขายทอดตลาดแตกต่างจากแผนที่ที่โจทก์ทำขึ้นและนำส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ปรากฏในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5014 ไปมาก การปิดประกาศ ณ ที่ตั้งทรัพย์ดังกล่าวจึงเป็นการปิดประกาศ ณ สถานที่ที่ไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ดังนั้นแม้ผู้ซื้อทรัพย์ไปดูที่ดินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีระบุไว้ในแผนที่สังเขปก็จะทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ไปตรวจทรัพย์ ณ สถานที่ที่ตั้งทรัพย์ที่ไม่ใช่ที่ตั้งทรัพย์จริงและผู้ซื้อทรัพย์อาจไม่ทราบถึงความคลาดเคลื่อนดังกล่าวได้ และก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะประกาศขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะตรวจสอบที่ดินแปลงดังกล่าวเสียก่อนและประกาศขายทอดตลาดโดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดให้ตรงกับความเป็นจริง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยแนบแผนที่สังเขปว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ติดกับที่สาธารณประโยชน์ ทั้ง ๆ ที่ที่ดินแปลงดังกล่าวมีสภาพเป็นที่ตาบอด ย่อมทำให้ผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดว่าเป็นที่ดินที่อยู่ติดทางสาธารณะ และมีเนื้อที่ของที่ดินตรงตามที่ประกาศ ซึ่งนับว่าเป็นข้อสาระสำคัญ เป็นผลทำให้ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายไม่ตรงกับความเป็นจริง การกระทำดังกล่าวของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีทำให้ผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ จึงฟังได้ว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงิน 50,000 บาท แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
ผู้ซื้อทรัพย์ — นาย ม.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายประสิทธิ์ ดวงตะวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ประมวญ รักศิลธรรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1535/2563
#644219
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย ภูสมิง ยศปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1534/2563
#644042
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นาย อรชุน วงศ์โกย กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา