คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2563
#681889
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอ

ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล และนางกิมเจ็ง

ผู้ตายทั้งสอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล

ผู้ตายแทนนายสมชาย และเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมเจ็ง ผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายเกรียงศักดิ์

ผู้ร้องและนายชูชัย ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล และนางกิมเจ็ง

ผู้ตายทั้งสองร่วมกัน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนายเกรียงศักดิ์

ผู้ร้องเพียงผู้เดียว เป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล

และนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสองตามข้อกำหนดในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน

ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้อง ผู้คัดค้าน นายเกรียงไกร นายสมชาย นางสาวสิริกุล นายชูชาติ

นางมาลี นางเอื้อมพร (ถึงแก่ความตาย) และนายโชคดี รวม 9 คน เป็นบุตรของนายไพศาล

ผู้ตายที่ 1 และนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2 ผู้ตายที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด

6 แปลง และผู้ตายทั้งสองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดตราจองอีก 1 แปลง

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2523

ผู้ตายทั้งสองร่วมกันทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองโดยมีข้อกำหนดในพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2526 ผู้ตายที่

1 ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนายสมชายเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1

ต่อมานายสมชายถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ผู้ตายที่ 2

ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายมิให้เป็นผู้จัดการมรดก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า

หลังจากผู้ตายทั้งสองทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ต่อมาผู้ตายที่ 1

ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ตกทอดแก่ผู้ตายที่ 2 เพียงผู้เดียว

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2557 ผู้ตายที่ 2 ทำพินัยกรรม ยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท 7 คน

รวมทั้งผู้คัดค้าน โดยตัดผู้ร้องมิให้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายที่

2 ผู้ร้องจึงมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 2 ไม่มีอำนาจร้องขอจัดการมรดก และไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก

หากผู้ร้องสมควรเป็นผู้จัดการมรดก

ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมด้วย นั้น เห็นว่า ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่ผู้ตายทั้งสองทำขึ้น

มิได้มีข้อความว่าเมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนใดถึงแก่ความตายก่อน ให้ทรัพย์มรดกตกแก่ผู้ทำพินัยกรรมอีกคนหนึ่งแต่อย่างใด

ส่วนที่พินัยกรรมดังกล่าว ข้อ 1 ระบุความว่า ให้ทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมที่ถึงแก่ความตายก่อนตกอยู่ในความปกครองควบคุมดูแลของผู้ทำพินัยกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ผู้เดียว

โดยให้ผู้ทำพินัยกรรมซึ่งยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน

เก็บผลประโยชน์หรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ทำพินัยกรรมซึ่งถึงแก่ความตายก่อน

และห้ามมิให้บุตรหรือทายาทคนใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือครอบครองหรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมที่ถึงแก่ความตายก่อนนั้น

ก็เป็นเพียงระบุให้สิทธิในการทำประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้ทำพินัยกรรมที่ถึงแก่ความตายก่อนคือผู้ตายที่ 1

แก่ผู้ทำพินัยกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่คือผู้ตายที่ 2 เท่านั้น

มิใช่การระบุยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 แก่ผู้ตายที่ 2

แต่เพียงผู้เดียวแต่อย่างใด และต้องถือว่าผู้ตายที่ 2 ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 แทนทายาทของผู้ตายที่ 1 ดังนี้จึงยังคงมีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่

1 ที่ผู้ร้องจะดำเนินการจัดการตามพินัยกรรม ผู้ร้องจึงร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่

1 ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองได้ ทั้งพินัยกรรมระบุตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล ผู้ตายที่ 1

เพียงผู้เดียวจึงชอบแล้ว

ส่วนที่ผู้ตายที่

2 เคยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน โดยมีข้อที่ 3

ระบุว่า พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข

หรือผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้

หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะต้องกระทำในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองคนและต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย

ถ้าผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้คนหนึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง ถอนพินัยกรรมส่วนของตน หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ไม่ได้

หากทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะไม่มีผลทำให้พินัยกรรมฉบับนี้ไม่มีผลบังคับแต่อย่างใด

นั้น เห็นว่า ไม่มีผลผูกพันในส่วนของผู้ตายที่ 2 เพราะถือเป็นข้อกำหนดของผู้ตายที่

1 เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อื่นคือ ผู้ตายที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายภายหลัง ทั้งผู้ตายที่ 2

ผู้ทำพินัยกรรมฉบับแรกก็ได้ทำพินัยกรรมฉบับหลัง ยกทรัพย์สินแก่บุตร 7 คน

รวมทั้งผู้คัดค้าน โดยไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นของผู้ตายที่ 2 นอกพินัยกรรม

จึงเป็นกรณีที่พินัยกรรมฉบับหลัง เพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรก เฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1693 และ

1694 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องมิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับหลัง ถือว่าผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมของผู้ตายที่

2 เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย

ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามมาตรา 1713

ส่วนผู้คัดค้านเป็นทายาทผู้ที่รับประโยชน์จากพินัยกรรมของผู้ตายที่ 2

จึงสมควรที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6

พิพากษาให้ตั้งผู้ร้องเพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมเจ็ง

ผู้ตายที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาอื่นของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัย

เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า

ให้ตั้งนายชูชัย ผู้คัดค้านเพียงผู้เดียว เป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1608 วรรคท้าย ม. 1693 ม. 1694 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ก.
ผู้คัดค้าน — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวิชัย เตชะศิริสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายนพเรศ พันธุ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อรรณพ วิทูรากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 1240/2563
#644351
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกรรภิรมย์ มกราพันธุ์
จำเลย — นายชาญวิทย์ มกราพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 1235/2563
#644746
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า

ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์นำเข้าสินค้ายางรถยนต์จากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ประเภทพิกัด 4011.10.00 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 10

โจทก์ชำระอากรขาเข้าและพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจปล่อยสินค้าแล้ว

ต่อมาโจทก์ยื่นขอใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าและขอคืนอากรขาเข้าที่ชำระไปแล้ว

824,678

บาท

พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นเอกสารการขอใช้สิทธิในขณะผ่านพิธีการ

ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่ออธิบดีกรมศุลกากร

และจำเลยยกอุทธรณ์ด้วยเหตุผลว่าโจทก์ขอคืนเงินอากรโดยนำหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ามาแสดงภายหลังได้ผ่านพิธีการและรับมอบของจากอารักขากรมศุลกากรโดยมิได้สงวนสิทธิขอคืน

จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจาณาคดีภาษีอากร

พ.ศ.2528 มาตรา 7 (3) และมาตรา 9 ซึ่งบัญญัติให้ต้องดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ต่อเมื่อปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ

และระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งพระราชบัญญัติศุลกากร

พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคห้า ที่ใช้บังคับในขณะนั้น บัญญัติเพียงว่า “สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริงเป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก

แล้วแต่กรณี แต่คำเรียกร้องขอคืนอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก

หรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นั้น

มิให้รับพิจารณาหลังจากที่ได้เสียอากรและของนั้น ๆ ได้ส่งมอบหรือส่งออกไปแล้ว

เว้นแต่ในกรณีที่ได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบหรือส่งออกว่าจะยื่นคำเรียกร้องดังกล่าว หรือในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พึงต้องรู้ก่อนส่งมอบหรือส่งออกว่าอากรที่ชำระไว้นั้นเกินจำนวนที่พึงต้องเสียสำหรับของที่ส่งมอบหรือส่งออก”

เมื่อปรากฏตามใบขนสินค้าขาเข้า

แผ่นที่ 119 และ 163 ว่าโจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทในวันที่

12 กันยายน 2555 และวันที่ 24 ตุลาคม 2555

และโจทก์ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าในใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง

2 ฉบับ ต่อจำเลยเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2556 จึงเป็นการใช้สิทธิขอคืนเงินอากรภายใน

2 ปี นับแต่วันนำเข้าตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดแล้ว

และกรณีเป็นการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะต้องการใช้สิทธิตามข้อผูกพันตามความตกลงทางการค้าสินค้าของอาเซียน

ไม่ใช่กรณีคำเรียกร้องขอคืนอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก

หรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรตามมาตรา 10 วรรคห้าตอนท้าย

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินอากรได้

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า

โจทก์มีสิทธิได้รับเงินอากรพร้อมดอกเบี้ยคืนหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศกรมศุลกากรที่ออกโดยอาศัยอำนาจของมาตรา

14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร

พ.ศ.2530 ได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญสำหรับผู้นำของเข้าที่ประสงค์จะใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร

1) ให้ผู้นำของเข้าแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า

บัญชีราคาสินค้าที่มีข้อความรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าหรือเอกสารทางการค้าอื่นที่มีข้อความรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยพิจารณาเอกสารว่าเป็นไปตามข้อผูกพันตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน

(ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) และข้อผูกพันตามพิธีสารว่าด้วยการนำพิกัดศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียนหรือไม่ หรือ 2)

หากผู้นำของเข้าไม่สามารถแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนการนำของออกจากอารักขาศุลกากรได้

ผู้นำของเข้าต้องแจ้งความจำนงเพื่อการขอใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรโดยบันทึกข้อมูลการสงวนสิทธิการขอคืนอากรก่อนการนำของออกจากอารักขาของศุลกากร

ซึ่งหากผู้นำของเข้าไม่ปฏิบัติตามให้ครบหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าว

ผู้นำของเข้าก็ต้องชำระอากรในอัตราปกติและไม่ได้รับสิทธิพิเศษตามมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร

พ.ศ.2530

เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งปรากฏว่าโจทก์ชำระอากรขาเข้าและได้รับมอบของไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว

และโจทก์มิได้แสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) ก่อนการนำของออกจากอารักขาศุลกากร

หรือแจ้งความจำนงเพื่อการขอใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรโดยบันทึกข้อมูลการสงวนสิทธิการขอคืนอากรซึ่งเป็นงื่อนไขสำคัญในการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีก่อนนำของออกจากอารักขาของศุลกากร

และอย่างไรก็ตาม

โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่าบัญชีราคาสินค้าหรือเอกสารทางการค้าอื่นจัดทำโดยผู้ส่งออกรับอนุญาตและมีข้อความรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมในโครงการนำร่องสำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของภูมิภาค

ตามที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน

ลงวันที่ 6 มกราคม 2555 แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินอากรพร้อมดอกเบี้ยคืนจากการนำเข้าสินค้าพิพาท ด้วยเหตุผลดังกล่าว

แม้โจทก์จะมีอำนาจฟ้อง

แต่เมื่อฎีกาของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ

หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน

และไม่เป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อนดังที่โจทก์อ้าง

อันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 249 วรรคสอง (1) (3)

ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 26

จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ให้ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์

ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 (1) ม. 249 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (3) ม. 9 ม. 26
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 วรรคห้า
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1232/2563
#644045
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย จัด ทองบัว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1230/2563
#645069
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาย สมมาตรหรือแบง อินทร์สำราญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1226/2563
#644108
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
จำเลย — นาย มาฮามะ อาแว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1221/2563
#663648
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดิน โจทก์ยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ความเสียหายโดยตรงที่เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้เอกสารปลอมจึงมีเฉพาะเจ้าของที่ดินซึ่งอาจต้องสูญเสียที่ดินไป อ. ผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่อปลอม และ ป. ซึ่งควรได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างถูกต้องเท่านั้น หามีความเสียหายใดเกิดขึ้นแก่โจทก์ในขณะเวลาที่มีการใช้เอกสารปลอมไม่ โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2)

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 43656 เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา มีชื่อนางสาวอรวรรณ นางสาวดรุณี และนางกิม ร่วมกันถือกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแก้ว วันที่ 24 ตุลาคม 2550 นางสาวปาริชาติ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวอรวรรณ นางสาวดรุณี และนางกิม ได้จดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ตนเอง วันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 นางสาวปาริชาติจดทะเบียนขายที่ดินแปลงนี้ให้จำเลย และวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 จำเลยจดทะเบียนขายที่ดินต่อให้โจทก์ในราคา 700,000 บาท ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 240/2558 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43656 ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ที่ดินกลับมาเป็นของนางสาวอรวรรณ นางสาวดรุณี และนางกิม ซึ่งเป็นโจทก์ทั้งสามในคดีนั้นดังเดิม โดยให้นางสาวปาริชาติ จำเลย และโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าว ร่วมกันคืนโฉนดที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสามด้วย เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อนางสาวอรวรรณในหนังสือมอบอำนาจ แล้วยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวจึงต้องแพ้คดีตามคำท้า สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดินในวันเกิดเหตุ โจทก์ยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ กับที่ดินโฉนดเลขที่ 43656 ความเสียหายโดยตรงที่เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้เอกสารปลอมจึงมีเฉพาะเจ้าของที่ดินซึ่งอาจต้องสูญเสียที่ดินไป นางสาวอรวรรณผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่อ และนางสาวปาริชาติซึ่งควรจะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างถูกต้องเท่านั้น หามีความเสียหายใดเกิดขึ้นแก่โจทก์ในขณะเวลาที่มีการใช้เอกสารปลอมไม่ โจทก์เพิ่งมาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 43656 จากจำเลยและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 ภายหลังจากที่นางสาวปาริชาติขายที่ดินแปลงนี้ให้จำเลยแล้ว แม้จะได้ความว่าต่อมานางสาวอรวรรณกับพวกเป็นโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินที่เกิดขึ้นทั้งหมดและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ที่ดินกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสาวอรวรรณกับพวก เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินก็ตาม แต่กรณีเป็นเพียงเรื่องการรอนสิทธิซึ่งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในทางแพ่งเท่านั้น หาได้รับความเสียหายโดยตรงจากการใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมของจำเลยไม่ โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมต่อศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่าจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 264 วรรคแรก (เดิม) ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นางสาว ข.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายวิโรจน์ บัวมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2563
#644058
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นาย ธีรพลหรือธี บุญเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1218/2563
#643885
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นาย สือมาน มะแซ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2563
#644290
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย อัครพลหรือโจ้ มหามงคลยิ่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 1214/2563
#644700
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสวัสดิ์ สมบัติใหม่ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายพรเทพ ฑีฆานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
นพพร โพธิรังสิยากร
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1209/2563
#643566
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และฐานทำไม้หวงห้ามภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูป จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี 3 เดือน ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย 457,236.27 บาท แก่รัฐ ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐเป็นเงิน 457,236.27 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะคดีส่วนแพ่งเท่านั้น คดีในส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน เท่ากับลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี แม้รวมโทษทุกกระทงแล้วจะจำคุกรวม 5 ปี 3 เดือน ซึ่งเกินกว่าห้าปีก็ตาม ก็ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เพราะการพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวพิจารณาตามโทษที่เป็นรายกระทงมิใช่พิจารณาโทษที่รวมทั้งคดี เมื่อโทษที่ลงแก่จำเลยในคดีนี้แต่ละกระทงจำคุกไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทุกกระทง จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของจำเลยที่ขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าเป็นกรณีศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกเกิน 5 ปี ไม่ต้องห้ามจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่จำต้องมีการรับรองในฎีกา ยกคำร้อง และมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นกรณีสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัย โดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 54, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางทั้งหมด และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว และให้ชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายเป็นเงิน 457,236.27 บาท ให้แก่รัฐ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (2) (ที่ถูก (เดิม)) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2) (ที่ถูก (เดิม)), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) (ที่ถูก (เดิม)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และฐานทำไม้หวงห้ามภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ที่ถูก พระราชบัญญัติป่าไม้ฯ) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูป จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี 3 เดือน ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว และให้ชดใช้ค่าเสียหาย 457,236.27 บาท แก่รัฐ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐเป็นเงิน 457,236.27 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และฐานทำไม้หวงห้ามภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ที่ถูกให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูป จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี 3 เดือน ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย 457,236.27 บาท แก่รัฐ ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐเป็นเงิน 457,236.27 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะคดีในส่วนแพ่งเท่านั้น คดีในส่วนอาญาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน เท่ากับยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี แม้รวมโทษทุกกระทงแล้วจะจำคุกรวม 5 ปี 3 เดือน ซึ่งเกินกว่าห้าปีก็ตาม ก็ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เพราะการพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวพิจารณาตามโทษเป็นรายกระทงมิใช่พิจารณาโทษที่รวมกันทั้งคดี เมื่อโทษที่ลงแก่จำเลยในคดีนี้แต่ละกระทงจำคุกไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทุกกระทง จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของจำเลยที่ขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าเป็นกรณีศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ไม่ต้องห้ามจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) จึงไม่จำต้องมีการรับรองในฎีกา ยกคำร้อง และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นกรณีสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยและที่ให้รับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามรายชื่อที่ระบุไว้ในคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2562 พิจารณาว่าจะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนแล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (2) ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคสอง ม. 221 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นางสาวกุลรดา ไชยศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวมาลัย สมานธารณ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
ธงชัย เสนามนตรี
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2563
#644821
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 154 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ บัญญัติว่า บรรดาแร่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 132 ทวิ ฯลฯ มาตรา 135 ฯลฯ มาตรา 148 ฯลฯ ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ โดยมาตรา 135 เป็นบทลงโทษในความผิดฐานทำเหมืองแร่โดยไม่ได้รับอนุญาตประทานบัตรหรือประทานบัตรชั่วคราว และมาตรา 148 เป็นบทลงโทษในความผิดฐานมีแร่ไว้ในครอบครองเกินสองกิโลกรัม เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้รับประทานบัตรหรือประทานบัตรชั่วคราวในการทำเหมืองแร่ แต่ผู้คัดค้านทำการขุดดินและดินนั้นเป็นแร่ ซึ่งเป็นการทำเหมืองตามคำนิยามในมาตรา 4 ถือได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานทำเหมืองแร่โดยไม่ได้รับอนุญาตประทานบัตรหรือประทานบัตรชั่วคราวเกิดขึ้นแล้ว ประกอบกับแร่ของกลางที่ขุดขึ้นมามีน้ำหนักเกินกว่าปริมาณที่กฎหมายกำหนด ผู้ใดจะครอบครองแร่ดังกล่าวได้จะต้องได้รับอนุญาตหรือมีเหตุยกเว้นตามกฎหมาย เมื่อไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ครอบครองและไม่มีเหตุยกเว้นตามกฎหมาย แร่ของกลางจึงเป็นแร่ที่ได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิดอันพึงต้องริบเสียทั้งสิ้นตามบทบัญญัติมาตรา 154 วรรคหนึ่ง สำหรับกรณีที่ผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านเนื่องด้วยขาดเจตนาในการกระทำความผิดนั้น หาได้กระทบถึงสิทธิการร้องขอให้ริบแร่ของกลางของผู้ร้อง เพราะการริบทรัพย์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ริบได้โดยไม่จำต้องฟ้องหรือลงโทษผู้ใดเป็นผู้กระทำผิดมาด้วย ทั้งริบได้โดยไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบแร่ของกลางตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 154

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งริบแร่โดโลไมต์ปริมาณ 266,001 เมตริกตัน ของกลาง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านทำการขุดดินในที่ดินซึ่งมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของผู้คัดค้านเพื่อทำสระกักเก็บน้ำ และนำดินที่ขุดขึ้นมากองรวมไว้ 11 กอง ต่อมาชาวบ้านบริเวณดังกล่าวร้องเรียนต่อทางราชการว่ามีการทำเหมืองแร่โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจึงเข้าไปตรวจสอบแล้วเก็บตัวอย่างดินที่ขุดไปตรวจวิเคราะห์ ผลการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่าดินทั้ง 11 กอง เป็นแร่โดโลไมต์ มีปริมาณ 266,001 เมตริกตัน จึงยึดเป็นของกลาง อุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีได้แจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านในความผิดฐานทำเหมืองแร่โดยไม่ได้รับอนุญาตประทานบัตรหรือประทานบัตรชั่วคราว และครอบครองแร่แต่ละชนิดเกินสองกิโลกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับการยกเว้น ต่อมาผู้ร้องมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้คัดค้านเนื่องด้วยขาดเจตนาในการกระทำความผิด ผู้คัดค้านจึงขอคืนแร่ของกลางต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี แต่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรีแจ้งให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอริบแร่ของกลางเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า แร่ของกลางเป็นแร่ที่ต้องริบเสียทั้งสิ้นตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 154 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ บัญญัติว่า บรรดาแร่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 132 ทวิ ฯลฯ มาตรา 135 ฯลฯ มาตรา 148 ฯลฯ ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ โดยมาตรา 135 เป็นบทลงโทษในความผิดฐานทำเหมืองแร่โดยไม่ได้รับอนุญาตประทานบัตรหรือประทานบัตรชั่วคราว และมาตรา 148 เป็นบทลงโทษในความผิดฐานมีแร่ไว้ในครอบครองเกินสองกิโลกรัม เมื่อคดีได้ความว่า ผู้คัดค้านไม่ได้รับประทานบัตรหรือประทานบัตรชั่วคราวในการทำเหมืองแร่ แต่ผู้คัดค้านทำการขุดดินและดินนั้นเป็นแร่ซึ่งเป็นการทำเหมืองตามคำนิยามในมาตรา 4 กรณีจึงถือได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานทำเหมืองแร่โดยไม่ได้รับอนุญาตประทานบัตรหรือประทานบัตรชั่วคราวเกิดขึ้นแล้ว ประกอบกับแร่ของกลางที่ขุดขึ้นมามีน้ำหนักเกินกว่าปริมาณที่กฎหมายกำหนด ผู้ใดจะครอบครองแร่ดังกล่าวได้จะต้องได้รับอนุญาตหรือมีเหตุยกเว้นตามกฎหมาย เมื่อไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ครอบครองและไม่มีเหตุยกเว้นตามกฎหมาย แร่ของกลางจึงเป็นแร่ที่ได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิดอันพึงต้องริบเสียทั้งสิ้น ตามบทบัญญัติมาตรา 154 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น สำหรับกรณีที่ผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านนั้น หาได้กระทบถึงสิทธิการร้องขอให้ริบแร่ของกลางของผู้ร้องดั่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไม่ เพราะการริบทรัพย์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ริบได้โดยไม่จำต้องฟ้องหรือลงโทษผู้ใดเป็นผู้กระทำผิดมาด้วย ทั้งริบได้โดยไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง จึงไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 4 ม. 135 ม. 148 ม. 154 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
ผู้คัดค้าน — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสัณห์พิชญ์ ลิขิตกายแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจำแลง กุลเจริญ
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ธงชัย เสนามนตรี
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1206/2563
#643901
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดตรัง
จำเลย — นาย เลิศศักดิ์ดาหรือจริงหรือกุ้มหรือขุ้ม จันทรเกษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1197/2563
#643878
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย จรูญ ไภยจินดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1192/2563
#644028
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นาย บุญส่งหรือนาย แป้นสุข กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1184/2563
#644188
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นาย วิรัช มะแอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1182/2563
#644178
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วาสนา จันทร์วีระยุทธ กับพวกรวม 20 คน
จำเลย — นาง บังเอิญ สงวนวงศ์ กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1180/2563
#664325
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5172/2547 ของศาลแขวงสมุทรปราการซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยกล่าวหาว่าการกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท มีประเด็นเป็นเรื่องเดียวกัน คือ ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นของจำเลย และคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่คดีแพ่งจะต้องถือตามนั้น ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยไว้ในคดีอาญาแล้ว คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้เท่านั้น ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแน่นอนว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือของจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่ผูกพันให้การพิพากษาคดีนี้ต้องถือข้อเท็จจริงดังที่ปรากฏในคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวเมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทส่วนที่ตนถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตายแก่กองมรดกได้ แต่เมื่อจำเลยเป็นทายาทของผู้ตายคนหนึ่งซึ่งยังมีสิทธิรับมรดกตามส่วนเช่นเดียวกับทายาทคนอื่น จำเลยย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกับทายาทอื่นและมีอำนาจใช้สอยที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 ประกอบมาตรา 1336 จนกว่าจะมีการแบ่งกันเสร็จสิ้น โจทก์จึงมีสิทธิเพียงบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้กลับคืนกองมรดกของผู้ตายเท่านั้น หาอาจให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทเสียเลยไม่ กำหนดอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ที่บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกนั้น ใช้บังคับสำหรับกรณีที่ทายาทฟ้องเรียกร้องทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปันกัน แต่คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเข้าสู่กองมรดกของผู้ตายเพื่อแบ่งให้แก่ผู้เป็นทายาททุกคนซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 กรณีดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความในการติดตามเอาทรัพย์สินคืน จะนำอายุความมรดก 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ต้องแบ่งที่ดินและอาคารตึกแถวพิพาทหรือไม่ แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเข้าสู่กองมรดก เพื่อจัดการแบ่งมรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกต่อไป จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกและคดีขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นข้ออ้างที่จำเลยไม่ได้ให้การไว้และไม่ได้ฟ้องแย้งทั้งเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม เป็นการฎีกานอกฟ้องนอกประเด็นข้อพิพาท ทั้งมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 (เดิม)แม้ขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทผู้ตายเป็นคนต่างด้าว แล้วให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ถือได้ว่าเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วย ป.ที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินพิพาทมาก็หาใช่จะไม่มีผลใด ๆ เสียเลย เพราะผู้ตายยังมีสิทธิได้รับผลตามบทบัญญัติมาตรา 94 แห่ง ป.ที่ดิน ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หรืออธิบดีกรมที่ดินอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ กรณีต้องถือว่าตราบใดที่ผู้ตายหรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือนำไปจำหน่ายตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 แล้วนำเงินมาแบ่งแก่ทายาทได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการบังคับโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกให้ขายที่ดินพิพาทของผู้ตายซึ่งเป็นคนต่างด้าวตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 และกรณีที่ดินพิพาทตกทอดแก่ทายาทโดยทางมรดกนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการจำหน่ายที่ดินตามเจตนารมณ์ ป.ที่ดิน มาตรา 94 เมื่อต้องจำหน่ายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ผู้ตายมีอยู่ขณะถึงแก่ความตายย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของผู้ตายด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599, 1600 และเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของโจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกในอันต้องดำเนินการเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ประกอบกับบทบัญญัติตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของคนต่างด้าวและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายนี้ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนนี้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6912 และ 6941 ให้แก่กองมรดกของผู้ตาย โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอน ถ้าจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอน ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้ ให้จำเลยชดใช้เงิน 200,000,000 บาท แก่กองมรดกของผู้ตายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและอาคารเลขที่ 12 ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีก กับให้มีคำสั่งกำจัดมิให้จำเลยรับมรดกทั้งหมดของผู้ตาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6912 และ 6941 มาเป็นชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพิพาทภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดเพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้โจทก์ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้เป็นยุติว่า นาย ล. ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีนได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากับนางเตียง มีบุตรด้วยกัน 10 คน คือ โจทก์ จำเลย นางมัทนา นางสาวเปรมจิต นางเยาวลักษณ์ นายวันชัย นายประยุทธ นางสุมาลี นายประเสริฐ และนายแสงชัย ผู้ตายให้การรับรองว่าทุกคนเป็นบุตร ผู้ตายประกอบอาชีพค้าขายวัสดุก่อสร้างภายใต้ชื่อร้าน ฉ. โดยเช่าที่ดินของผู้อื่นในการประกอบกิจการค้าและอยู่อาศัย บุตรทุกคนของผู้ตายพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันเพื่อช่วยเหลือดูแลกันทั้งในกิจการค้าขาย งานบ้านและเรื่องส่วนตัวโดยผู้ตายเป็นผู้มีอำนาจจัดการแต่ผู้เดียวรวมทั้งนำรายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและให้ค่าตอบแทนของบุตรแต่ละคน เมื่อปี 2507 นางเตียงถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้ภริยาคนใหม่ชื่อนางทองใบ และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนายสุชัย แต่ผู้ตายก็ยังประกอบกิจการค้าขายในลักษณะเป็นกงสีต่อไปเช่นเดิม ผู้ตายส่งจำเลยไปเรียนในต่างประเทศแต่ภายหลังจำเลยได้กลับมาช่วยเหลือในกิจการค้าของผู้ตายด้วย ต่อมาในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2518 ผู้ตายก่อตั้งและจดทะเบียนเป็นบริษัท ฉ. เพื่อค้าขายวัสดุก่อสร้างและผลิตอิฐบล็อกจำหน่ายต่อเนื่องจากร้าน ฉ. วันที่ 28 พฤษภาคม 2519 จำเลยและนายวันชัยลงลายมือชื่อทำสัญญาและจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6912 และ 6941 ซึ่งติดต่อเป็นแปลงเดียวกันมีเนื้อที่รวม 11 ไร่เศษ จากนางชื่นสุข โดยมีชื่อจำเลยและนายวันชัยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หลังจากนั้นโจทก์ จำเลย และพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 7 คน ได้เข้าชื่อเป็นผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัท ค. และมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นจนบริษัทได้รับจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2520 และมีการปลูกสร้างตึก 4 ชั้น ในที่ดินพิพาทเป็นบ้านเลขที่ 12 ใช้เป็นที่ทำการของบริษัท ค. ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม 2542 ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยระบุว่าที่ดินพิพาท พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ศาลมีคำสั่งลงวันที่ 11 กันยายน 2543 ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีหนังสือบอกกล่าวทายาททุกคนให้ส่งมอบทรัพย์มรดกของผู้ตายที่แต่ละคนครอบครองซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่กองมรดกเพื่อจัดการแบ่งปันแก่ทายาท นายวันชัยแสดงเจตนาส่งมอบที่ดินพิพาทพร้อมผลประโยชน์ในที่ดินคืนแก่กองมรดก แต่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมส่งมอบให้ โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอให้หมายเรียกจำเลยมาสอบถามถึงสาเหตุที่ไม่ส่งมอบทรัพย์มรดก แต่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาลงวันที่ 6 ธันวาคม 2545พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวออกหมายเรียกจำเลยมาสอบถามตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 5 กันยายน 2544 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2545 ก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงสมุทรปราการเป็นคดีอาญาข้อหายักยอก ตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4430/2545 ซึ่งต่อมาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 5172/2547 โดยกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 จำเลยเบียดบังเอาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเองหรือของผู้อื่นโดยทุจริต ศาลแขวงสมุทรปราการพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่ากรณีเป็นการโต้แย้งกันในทางแพ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามฟ้อง ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5121/2549 โจทก์ฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งที่ 7411/2554 โดยวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามฟ้อง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลล่างได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยชอบด้วยเหตุผลแล้วและไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่าง ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ศาลแขวงสมุทรปราการ อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้คู่ความฟังในวันที่ 6 มีนาคม 2555 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5172/2547 ของศาลแขวงสมุทรปราการจึงถึงที่สุด โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ในการพิพากษาคดีนี้ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5172/1547 ของศาลแขวงสมุทรปราการ ซึ่งถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5172/2547 ของศาลแขวงสมุทรปราการซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท มีประเด็นเป็นเรื่องเดียวกัน คือ ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นของจำเลย และคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่คดีแพ่งจะต้องถือตามนั้น ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยไว้ในคดีอาญาแล้ว คดีส่วนอาญาดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คำเบิกความของนายวันชัยพยานโจทก์เป็นพิรุธทำให้ไม่น่าเชื่อถือ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ตามรูปคดีจึงเป็นการโต้แย้งกันในทางแพ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องอีกหลายฝ่าย รวมทั้งผู้ถือหุ้นในบริษัท ฉ. พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามฟ้อง จึงเท่ากับว่าคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้เท่านั้น ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแน่นอนว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือของจำเลย จึงรับฟังเป็นยุติในคดีนี้ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่ผูกพันให้การพิพากษาคดีนี้ต้องถือข้อเท็จจริง ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1674/2512 จำเลยอ้างมาในฎีกาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่วินิจฉัยไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารตึกแถวพิพาทห้ามจำเลยเกี่ยวข้องได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยมาแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทส่วนที่ตนถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตายแก่กองมรดกได้ แต่เมื่อจำเลยเป็นทายาทของผู้ตายคนหนึ่งซึ่งยังมีสิทธิรับมรดกตามส่วนเช่นเดียวกับทายาทคนอื่น จำเลยย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกับทายาทอื่นและมีอำนาจใช้สอยที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 ประกอบมาตรา 1336 จนกว่าจะมีการแบ่งกันเสร็จสิ้น โจทก์จึงมีสิทธิเพียงบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้กลับคืนแก่กองมรดกของผู้ตายเท่านั้น หาอาจให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทเสียเลยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารตึกแถวพิพาทห้ามจำเลยเกี่ยวข้องด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยต่อไปว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า กำหนดอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ที่บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก นั้น ใช้บังคับสำหรับกรณีที่ทายาทฟ้องเรียกร้องทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปันกัน แต่คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเข้าสู่กองมรดกของนาย ล. เพื่อแบ่งให้แก่ผู้เป็นทายาททุกคนซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 กรณีดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความในการติดตามเอาทรัพย์สินคืน จะนำอายุความมรดก 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์ต้องแบ่งที่ดินและอาคารตึกแถวพิพาทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเข้าสู่กองมรดกของนาย ล. เพื่อจัดการแบ่งให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนาย ล. เจ้ามรดกต่อไป จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนาย ล. และคดีขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นข้ออ้างที่จำเลยไม่ได้ให้การไว้และไม่ได้ฟ้องแย้งทั้งเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม เป็นการฎีกานอกฟ้องนอกประเด็นข้อพิพาท ทั้งมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม)

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีอำนาจเรียกให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทเข้ากองมรดกของนาย ล. เพราะนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทของนาย ล. ซึ่งเป็นคนต่างด้าวมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ต้องจำหน่ายที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทนาย ล. ผู้ตายเป็นคนต่างด้าวแล้วให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ถือได้ว่าเป็นการได้ที่ดินพิพาทมาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 แต่การได้ที่ดินพิพาทมาก็หาใช่จะไม่มีผลใด ๆ เสียเลย เพราะนาย ล. ยังมีสิทธิได้รับผลตามบทบัญญัติมาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในอันที่จะจัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั้นได้ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หรืออธิบดีกรมที่ดินอาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ กรณีต้องถือว่าตราบใดที่ผู้ตายหรืออธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือนำไปจำหน่ายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 แล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ และที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจบังคับให้โจทก์ขายที่ดินพิพาทนั้น แม้โจทก์ไม่ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เมื่อคำพิพากษาดังกล่าวกระทบถึงสิทธิของจำเลยในที่ดินพิพาท จำเลยจึงเป็นคู่ความที่เกี่ยวข้องมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวเป็นการบังคับโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกให้ขายที่ดินพิพาทของผู้ตายซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 และกรณีที่ดินพิพาทตกทอดแก่ทายาทโดยทางมรดกนั้นถือไม่ได้ว่าเป็นการจำหน่ายที่ดินตามเจตนารมณ์ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 เมื่อต้องจำหน่ายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ผู้ตายมีอยู่ขณะถึงแก่ความตายย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของผู้ตายด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599, 1600 และเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของโจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกในอันต้องดำเนินการเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ประกอบกับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของคนต่างด้าวและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายนี้ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1360 ม. 1600 ม. 1754
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.ที่ดิน ม. 86 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ล.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายฤกษ์ชัย เพชรมุนี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1170/2563
#643793
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นาย สุวัฒชัย ราชจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา