คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1099/2563
#644212
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นาย พนา โพธิขำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2563
#681890
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดกบินทร์บุรี
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี -
-
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1092/2563
#643542
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จะถอนฟ้องไม่ได้ แม้จำเลยจะใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์จนครบถ้วนแล้ว แต่เป็นการใช้เงินภายหลังวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คดีอาญาจึงไม่เลิกกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ว เห็นว่า คดีเป็นความผิดต่อส่วนตัวและถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่อาจถอนฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ถอนฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้น จะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ แต่ถ้าจำเลยคัดค้าน ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย" บทบัญญัติดังกล่าวนำมาใช้บังคับแก่คดีในศาลแขวงด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ข้อเท็จจริงได้ความตามท้องสำนวนและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 มีนาคม 2559 วันที่ 6 มีนาคม 2560 และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2559 ว่า จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว 90,000 บาท คงเหลือ 134,028 บาท ขอให้เลื่อนไปฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาอีกสักนัดหนึ่งก่อน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปนัดฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 มีนาคม 2560 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาคงมีแต่ผู้รับมอบฉันทะของทนายความโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยไม่มาศาลและไม่ได้ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนีจึงให้ออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 11 เมษายน 2560 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นเมื่อถึงวันที่ 11 เมษายน 2560 คงมีแต่ทนายความของโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยไม่มาศาล ทนายความของโจทก์แถลงว่า หลังจากจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 90,000 บาท แล้วจำเลยไม่ชำระเงินแก่โจทก์อีกเลยและไม่สามารถติดต่อจำเลยได้ ขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาไป ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยและให้ออกหมายจับจำเลยมาลงโทษตามคำพิพากษาต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย 8 เดือนเศษ ทนายความของจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ (ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นลับหลังจำเลยแล้วอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่) โดยอ้างเหตุว่า จำเลยไม่ได้จงใจไม่มาศาลหรือหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 มีนาคม 2560 แต่เหตุที่ไม่มาศาลเพราะจำเลยไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาและทนายความของจำเลยก็ไม่ได้แจ้งวันนัดให้จำเลยทราบ ทำให้จำเลยไม่ทราบว่ามีวันนัด อีกทั้งไม่มีเจ้าพนักงานไปจับจำเลยมาฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 9 นาฬิกา ให้ผู้ร้อง (จำเลย) นำส่งหมายนัดให้โจทก์ทราบโดยให้ปิดหมายได้ ครั้นเมื่อถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 คงมีแต่ทนายความของโจทก์ ทนายความของจำเลย และบิดาจำเลยมาศาล ทนายความของจำเลยแถลงว่า จำเลยมีความประสงค์ที่จะชดใช้เงิน 134,028 บาท คืนให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้เดิม วันนี้บิดาจำเลยนำเงินมาชำระแก่โจทก์ 60,000 บาท ส่วนที่เหลือจะหาเงินชำระให้ในอีกระยะหนึ่ง ขอเลื่อนการไต่สวนไปก่อน ทนายความของโจทก์แถลงว่าได้รับเงิน 60,000 บาท จากบิดาจำเลยแล้วและไม่คัดค้านที่ทนายความของจำเลยขอเลื่อนการไต่สวน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เลื่อนการไต่สวนออกไปเป็นวันที่ 12 มีนาคม 2561 เวลา 14 นาฬิกา ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 ทนายความของโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่าวันที่ทนายความของโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยยังอยู่ในช่วงเวลาที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือไม่ เห็นว่า รายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 มีนาคม 2559 ระบุชัดเจนว่า จำเลยมาศาลในการพิจารณาคดีในวันดังกล่าว และศาลมีคำสั่งให้เลื่อนไปนัดฟังผลการชำระหนี้หรือนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 มีนาคม 2560 จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา คำร้องของจำเลยไม่ได้โต้แย้งในข้อนี้ แสดงว่าจำเลยรับทราบกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 มีนาคม 2560 ด้วยตนเอง ดังนั้นแม้หากข้อเท็จจริงฟังได้ดังที่จำเลยกล่าวอ้างว่า ศาลไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาให้แก่จำเลยและทนายความของจำเลยก็ไม่ได้แจ้งวันนัดให้จำเลยทราบก็ตาม ก็ยังถือว่าจำเลยทราบกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 มีนาคม 2560 อยู่นั่นเอง เมื่อจำเลยไม่มาฟังคำพิพากษาตามกำหนดนัดโดยไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี อันทำให้มีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษาต่อไป และเมื่อได้ออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับ ศาลชั้นต้นย่อมอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งลับหลังจำเลยได้ และให้ถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษานั้นแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นไปโดยชอบ กรณีไม่อาจเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้ พฤติการณ์ที่จำเลยไม่มาศาลตามกำหนดนัดจนกระทั่งศาลชั้นต้นต้องออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษาและต้องอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาแล้วจำเลยไม่ได้มาแสดงตนและยื่นอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยนำข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้อย่างเห็นประจักษ์มายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ (ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นลับหลังจำเลยแล้วอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่) ภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาไปแล้ว 8 เดือน โดยจำเลยไม่ได้มาปรากฏตัวต่อศาลในชั้นไต่สวนคำร้องดังกล่าวเลย ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งโดยไม่ได้แสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยดังนี้ เห็นได้ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงหลบหนีไม่มาศาลตลอดมาและพยายามเปลี่ยนแปลงกระบวนพิจารณาที่ชอบอยู่แล้วให้กลายเป็นไม่ชอบเพื่อให้ตนเองไม่ต้องรับโทษ อันเป็นการไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายและเอาเปรียบกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับในชั้นที่สุดศาลมิได้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ (เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นลับหลังจำเลยแล้วอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังใหม่) ตามที่จำเลยขอแต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงถอนฟ้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2560 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 (ที่ถูก พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ด้วย) เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังคดีถึงที่สุดแล้วและพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยชดใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วคดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 7 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (3) (ที่ถูก และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ด้วย) เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 7 บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็คหรือแก่ธนาคารภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น หรือหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็คหรือแก่ธนาคาร หรือหนี้ตามเช็คนั้นสิ้นผลผูกพันซึ่งจะมีผลให้คดีเลิกกันนั้นต้องเป็นการใช้เงินหรือหนี้ตามเช็คนั้นสิ้นผลอย่างช้าที่สุดก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด หากช้าไปกว่านั้นคดีจะไม่เลิกกัน ดังนั้นแม้จะฟังว่าจำเลยใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์จนครบถ้วนแล้วแต่ก็เป็นการใช้เงินภายหลังวันที่ 11 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงไม่เลิกกันตามที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (3)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นางสาวณิศรา ชุบขุนทด
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมบัติ เจริญรุ่งอุทัย
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
เสรี เพศประเสริฐ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1091/2563
#644090
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย ธีรยุทธหรือป๊อบ สุทธินิยม กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1088/2563
#644182
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาง มาลี วังศรีทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1086/2563
#663647
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายปเนต สุระประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
ธงชัย เสนามนตรี
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1082/2563
#644179
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวประสาน สุขพระศัย
ผู้คัดค้าน — ของนางณัฐชมพร พงษ์เกิดลาภ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081/2563
#643909
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สุขไพรวันศิลา จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภัจจ์ศิลา กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1077/2563
#644320
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย วัชระหรือกุ๊ก อาจหาญ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1074/2563
#644086
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นาย สุพจน์หรืออู๊ด สีพา กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1071/2563
#643866
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
จำเลย — นาย หรือด.ต.ประเสริฐ ไชยคำ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1068/2563
#663415
เปิดฉบับเต็ม

ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า อาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นอาวุธปืนพกสั้น ไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 1 กระบอก จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชัดเจนว่าอาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองดังกล่าว เป็นอาวุธปืนที่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่ กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่า อาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้มาตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจะยุติเพราะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่า ศาลฎีกาจึงชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นเพื่อแก้ไขโดยปรับบทลงโทษในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท คำให้การและคำเบิกความของจำเลยทั้งสองมีประโยชน์ในการพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 24 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และปรับ 750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน เมื่อรวมโทษอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 24 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ นายโต๊ด ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง เพื่อนรุ่นพี่ของนายชนะชัย ลวนลามนางสาววิภาวดี คนรักของนายชนะชัย ทำให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเพื่อนในกลุ่มของนายชนะชัยเมื่อได้ทราบเรื่องเกิดความไม่พอใจ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 โทรศัพท์นัดพบกับนายกฤติพงษ์ เพื่อนในกลุ่มของนายโต๊ด เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นที่แฟลตดินแดงที่เกิดเหตุ เวลา 17 นาฬิกาเศษ นายกฤติพงษ์กับพวกรวม 7 คน พากันขับรถจักรยานยนต์มาถึงแฟลตดังกล่าว จอดรถไว้ริมทางเท้าฝั่งตรงข้ามกับแฟลตที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ใกล้กับวินรถจักรยานยนต์ซึ่งมีนายไพฑูลย์ ผู้เสียหายที่ 1 นั่งรอผู้โดยสารอยู่ นายกฤติพงษ์ นายเต๋า ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงน้องชายนายโต๊ด กับนายทัตพงศ์ ผู้เสียหายที่ 2 น้องชายนายกฤติพงษ์ พากันเดินไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งยืนถืออาวุธมีดความยาวรวมด้ามประมาณ 1 ฟุต รออยู่บนทางเท้าหน้าแฟลตที่เกิดเหตุ จากนั้นจำเลยที่ 1 ออกมาจากใต้ถุนแฟลตหมายเลข 25 ใช้อาวุธปืนยิง 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณกึ่งกลางต้นขาด้านหน้าข้างขวาของผู้เสียหายที่ 2 เป็นแผลขนาด 0.8 เซนติเมตร และถูกข้อเท้าขวาของผู้เสียหายที่ 1 เป็นแผลถลอกลึกขนาด 1 เซนติเมตร สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่เหตุสมควร คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 โดยศาลอุทธรณ์เพียงแก้ไขจำนวนค่าปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้อง ส่วนจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ และตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ในขณะเกิดเหตุได้อย่างสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 2 ใช้มือข้างที่ถืออาวุธมีดความยาวประมาณ 1 ฟุต กวักเรียกพวกของนายกฤติพงษ์พร้อมร้องเรียกให้เข้ามาหา ถึงแม้จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองส่วนตัวกับพวกนายกฤติพงษ์ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นการแสดงกิริยาอาการท้าทายกลุ่มของนายกฤติพงษ์อย่างโจ่งแจ้ง โดยข้อนี้ ผู้เสียหายที่ 1 พยานโจทก์ซึ่งถือได้ว่าเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดเบิกความยืนยันว่า ก่อนผู้เสียหายที่ 1 จะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ผู้เสียหายที่ 1 เห็นทั้งจำเลยที่ 2 และกลุ่มของนายกฤติพงษ์ต่างกวักมือท้าทายเรียกอีกฝ่ายหนึ่งให้เข้ามาหาฝ่ายของตน จึงสนับสนุนให้เชื่อว่าการนัดพบกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายกฤติพงษ์อันเกี่ยวด้วยเรื่องที่นางสาววิภาวดีถูกลวนลามครั้งนี้ น่าจะมิใช่เป็นเพียงแค่การมาปรับความเข้าใจหรือเพื่อหาข้อยุติดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อสู้ หากเป็นเรื่องของการท้าทายและตกลงตัดสินปัญหาด้วยการใช้กำลังดังคำเบิกความของนายกฤติพงษ์และนายวิษณุมากกว่า ดังเห็นได้จากฝ่ายนายกฤติพงษ์ที่ชักชวนพรรคพวกมาด้วยกันถึง 7 คน โดยนายกฤติพงษ์มีอาวุธมีดพกสั้น ส่วนผู้เสียหายที่ 2 และนายเต๋ามีอาวุธมีดดาบยาวติดตัว ขณะเดียวกับจำเลยที่ 2 ก็พกอาวุธมีดดาบมาเช่นกัน และในทันทีที่พบกันแต่ละฝ่ายก็แสดงกิริยาอาการท้าทายด้วยการแสดงอาวุธให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นและกวักมือเรียกให้เข้ามาหาฝ่ายตน พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้แสดงอาการเกรงกลัวฝ่ายนายกฤติพงษ์ทั้งที่มีพรรคพวกและอาวุธมากกว่า แต่กลับกวักมือร้องเรียกร้องให้เข้ามาอันแสดงถึงการท้าทาย โดยเฉพาะในสถานที่นัดพบซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นสถานที่คุ้นเคยของจำเลยที่ 2 มาก่อนเช่นนี้ ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 จะต้องตระเตรียมการและวางแผนในการวิวาทต่อสู้ครั้งนี้ไม่ว่าจะในเรื่องผู้ช่วยเหลือหรือแม้แต่อาวุธมาเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพื่อมิให้ต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแก่พวกนายกฤติพงษ์อย่างมิต้องสงสัย เหตุคดีนี้ กล้องวงจรปิดของกรุงเทพมหานครบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะผู้เสียหายที่ 2 วิ่งหลบหนีหลังจากถูกยิงว่าเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.10 นาฬิกา ขณะที่กล้องวงจรปิดบริเวณใต้ถุนแฟลตหมายเลข 25 บันทึกภาพจำเลยที่ 1 ไว้ได้ก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลา 17.00 นาฬิกา แสดงว่าจำเลยที่ 1 มารออยู่ที่แฟลตหมายเลข 25 ก่อนหน้าที่พวกนายกฤติพงษ์จะพากันขับรถจักรยานยนต์มาถึงสักครู่หนึ่งแล้ว ทำให้ไม่เชื่อตามข้อฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งติดตามมาที่แฟลตเกิดเหตุในภายหลังโดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบเรื่อง แต่จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งแสดงออกในขณะเกิดเหตุดังวินิจฉัยมา เมื่อนำมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดซึ่งพบว่าจำเลยที่ 1 มาอยู่ที่ใต้ถุนแฟลตหมายเลข 25 ก่อนแล้ว รูปคดีตามพยานหลักฐานโจทก์บ่งชี้ชัดว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันตระเตรียมอาวุธและวางแผนรับมือกับพวกนายกฤติพงษ์ จากนั้นมายังที่เกิดเหตุด้วยกัน เมื่อพบนายกฤติพงษ์ซึ่งมีพวกและอาวุธมากกว่า จำเลยที่ 2 จึงทำทีเป็นล่าถอย และให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาวุธร้ายแรงกว่าออกหน้ามาจัดการ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า การร่วมกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวถือเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองแล้วหรือไม่ ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงเพียงนัดเดียว กระสุนปืนถูกต้นขาข้างขวาของผู้เสียหายที่ 2 ลูกกระสุนปืนฝังใน แพทย์มิได้ผ่าตัดเอาออก และยังปรากฏอีกว่ามีกระสุนปืนไปถูกข้อเท้าขวาของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งนั่งรอรับผู้โดยสารอยู่ที่วินรถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ห่างจากแฟลตที่เกิดเหตุออกไปด้วย บ่งชี้ว่าอาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ยิง เป็นอาวุธปืนลูกซองซึ่งภายในกระสุนปืนนัดหนึ่งมีกระสุนลูกปรายหลายนัดบรรจุอยู่ เมื่อยิงแล้วกระสุนปืนจะระเบิดแตกออกขับดันกระสุนลูกปรายให้กระจายไปยังเป้าหมายซึ่งการควบคุมทิศทางจะกระทำได้ยาก ขณะยิงจำเลยที่ 1 อยู่ห่างจากนายกฤติพงษ์ซึ่งวิ่งนำหน้าประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ส่วนผู้เสียหายที่ 2 วิ่งตามหลังเยื้องไปทางขวา พฤติการณ์เช่นนี้ หากจำเลยที่ 1 ประสงค์ต่อชีวิตของฝ่ายตรงข้ามซึ่งกำลังวิ่งไล่จำเลยที่ 2 อยู่ จำเลยที่ 1 ย่อมใช้อาวุธปืนยิงนายกฤติพงษ์ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดได้โดยง่าย การที่กระสุนปืนถูกต้นขาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่เยื้องไปทางซ้ายของจำเลยที่ 1 ทั้งที่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายที่ 2 ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุส่วนตัวกัน ส่อให้เห็นเจตนาจำเลยที่ 1 ว่าตั้งใจเบนทิศทางปากกระบอกอาวุธปืนให้พ้นจากกลุ่มของนายกฤติพงษ์ที่กำลังวิ่งเข้าหาพร้อมกับกดปากกระบอกอาวุธปืนลงต่ำ มิฉะนั้น ด้วยอำนาจการกระจายตัวของกระสุนลูกปราย การยิงเข้าใส่บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยหมายปองชีวิตในระยะที่ไม่ห่างกันมากเช่นนี้ กระสุนลูกปรายจะต้องถูกอวัยวะสำคัญของบุคคลนั้นและอาจพลาดไปถูกบุคคลอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ กันได้ด้วย กรณีจึงหาใช่เป็นเรื่องซึ่งจำเลยที่ 1 ยิงพลาดดังที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งไม่ แต่จากพฤติการณ์ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ถูกกระสุนลูกปรายเพียงนัดเดียวที่ต้นขา และกระสุนลูกปรายอีกลูกหนึ่งถูกข้อเท้าของผู้เสียหายที่ 1 เช่นนี้ กลับทำให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโดยไม่มีเจตนาฆ่าบุคคลใดด้วยการหันปากกระบอกปืนไปในทิศทางที่เห็นว่าปลอดภัยแล้ว แต่เมื่ออาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ เป็นอาวุธปืนลูกซองซึ่งเมื่อยิงแล้วจะมีกระสุนลูกปรายกระจายตัวออกได้หลายลูก จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนลูกปรายเหล่านี้อาจพลาดไปถูกบุคคลใด ๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงฟังได้เพียงว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทำร้ายเท่านั้น เมื่อผู้เสียหายทั้งสองถูกกระสุนลูกปรายจากการยิงปืนของจำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย หามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าไม่ ฎีกาของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า อาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นอาวุธปืนพกสั้น ไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 1 กระบอก จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชัดเจนว่าอาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองดังกล่าว เป็นอาวุธปืนที่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่ กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่า อาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้มาตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจะยุติเพราะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่า ศาลฎีกาจึงชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นเพื่อแก้ไขโดยปรับบทลงโทษในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวรพจน์ เวียงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นางเรณี อิบราฮิม
ชื่อองค์คณะ
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2563
#644826
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยหยิบมีดปอกผลไม้ปลายแหลมมาจากห้องครัวภายในร้านที่เกิดเหตุและใช้แทงผู้ตายบริเวณด้านหน้าร้านภายในบริเวณร้านที่เกิดเหตุ ยังมิได้ออกไปนอกร้านสู่ทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 288, 371

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำคุก 8 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 8 ปี และปรับ 1,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี และปรับ 750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบมีดของกลาง คืนกระเป๋าสะพายและผ้าขนหนู ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า นางสาวมณีรัตน์ นางสาวมรกต จำเลย นายกฤษฎา และนายสมศักดิ์ เป็นลูกจ้างของร้านหละลีเลี้ยวขัว ที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นร้านอาหารและมีผับหรือสถานบันเทิงอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีนางสาวมณีรัตน์เป็นผู้จัดการ นางสาวมรกตเป็นพนักงานต้อนรับ ส่วนจำเลย นายกฤษฎาและนายสมศักดิ์เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในร้านอาหารที่เกิดแหตุ วันเกิดเหตุวันที่ 30 กรกฎาคม 2560 เวลาประมาณ 0.10 นาฬิกา นายอนุรักษ์ ผู้ตายขับรถกระบะมาที่ร้านที่เกิดเหตุ แล้วเดินเข้าไปในร้านคล้ายคนเมาสุราเอะอะโวยวาย คนในร้านห้ามไม่ให้ผู้ตายเข้าไปในร้าน และบอกให้ผู้ตายกลับไป ผู้ตายมีท่าทางไม่พอใจแล้วขับรถกระบะออกไป ต่อมาเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ผู้ตายสวมชุดเดิมแต่ใช้ผ้าปิดจมูกและปากขับรถจักรยานยนต์กลับเข้ามายังร้านที่เกิดเหตุเร่งเครื่องยนต์วนอยู่หน้าร้าน 2 รอบ นางสาวมรกตเห็นเหตุการณ์ จึงแจ้งให้นางสาวมณีรัตน์ทราบ นางสาวมณีรัตน์เดินออกมาดูเหตุการณ์พร้อมแจ้งให้นายกฤษฎาออกไปช่วยดูแลความปลอดภัย นายกฤษฎาจึงไปบอกนายสมศักดิ์และจำเลยให้มาช่วย ขณะที่นางสาวมณีรัตน์และนายกฤษฎายืนดูเหตุการณ์อยู่หน้าร้านที่เกิดเหตุบริเวณร่มสีแดง ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาจอดในร้านที่เกิดเหตุห่างจากจุดที่นายกฤษฎายืนอยู่ประมาณ 1 เมตร แล้วผู้ตายชักอาวุธปืน ออกมาเล็งยิงไปที่นายกฤษฎา นายกฤษฎาก้มตัวหลบข้างกระถางต้นไม้ ส่วนนางสาวมณีรัตน์วิ่งหลบเข้าไปในร้านพร้อมตะโกนบอกว่าผู้ตายมีอาวุธปืน นางสาวมรกตเห็นผู้ตายถืออาวุธปืนจ้องเข้ามาในร้านที่เกิดเหตุจึงรีบวิ่งหลบเข้าไปที่หลังร้าน ขณะเดียวกันนายสมศักดิ์ซึ่งอยู่นอกร้านใกล้ปากทางออกร้านห่างจากผู้ตาย 5 ถึง 10 เมตร เห็นผู้ตายชักอาวุธปืนออกมาเล็งไปทางร้าน นายสมศักดิ์ได้ยินเสียงปืนดังแป๊ก แล้วผู้ตายเก็บอาวุธปืนและขับรถจักรยานยนต์กำลังจะหลบหนีออกจากร้านที่เกิดเหตุ นายสมศักดิ์ นายกฤษฎาและจำเลยช่วยกันจับกุมและแย่งอาวุธปืนจากผู้ตาย ระหว่างนั้นจำเลยใช้มีดปอกผลไม้ปลายแหลมความยาวรวมด้ามประมาณ 10 นิ้ว ที่หยิบติดตัวมาจากห้องครัว แทงผู้ตายถูกที่บริเวณหน้าอกซ้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกชราวุธ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสระบุรี เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ แล้วรวบรวมพยานหลักฐานและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลย ครั้นวันที่ 30 กรกฎาคม 2560 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยเข้าพบเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสระบุรีแล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและกล่าวหาเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาจอดยังร้านที่เกิดเหตุห่างจากจุดที่นายกฤษฎายืนอยู่ประมาณ 1 เมตร และชักอาวุธปืนออกมาเล็งยิงไปที่นายกฤษฎาจนนายกฤษฎาก้มตัวหลบข้างกระถางต้นไม้ แล้วผู้ตายยังถืออาวุธปืนจ้องเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุและนายสมศักดิ์ได้ยินเสียงปืนดังแป๊ก อันถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้ว แม้ผู้ตายเก็บอาวุธปืนและขับรถจักรยานยนต์กำลังจะหลบหนีออกไปจากร้านที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายมีอาการเมาสุราและมีอาวุธปืนติดตัวอยู่ ย่อมเป็นเหตุให้บุคคลที่อยู่บริเวณนั้นเข้าใจได้ว่าผู้ตายอาจนำอาวุธปืนไปก่อเหตุเป็นภยันตรายแก่ผู้อื่นได้ ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าวของจำเลยจึงยังมิได้หมดไปเสียทีเดียว ดังนี้ การที่นายสมศักดิ์ซึ่งยืนอยู่ใกล้บริเวณทางออกคว้าคอผู้ตายขณะที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แล่นผ่านจนผู้ตายและรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลง แล้วกอดปล้ำแย่งอาวุธปืนจากผู้ตาย โดยมีนายกฤษฎาและจำเลยวิ่งเข้าไปช่วยกันล็อกตัวและชกต่อยผู้ตาย นับเป็นการกระทำอันสมควรเพื่อเป็นการป้องกันสิทธิของผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการกระทำของผู้ตาย แต่เมื่อผู้ตายถูกชกต่อยจนได้รับบาดเจ็บและไม่อยู่ในสภาพที่จะต่อสู้กับพวกของจำเลยซึ่งมีถึง 3 คน ได้ ก็น่าจะเป็นการเพียงพอที่จะหยุดภยันตรายที่จำเลยก่อขึ้นได้แล้ว การที่จำเลยกลับเลือกใช้วิธีป้องกันเพิ่มขึ้นโดยการใช้มีดแทงผู้ตายบริเวณหน้าอกซ้ายของผู้ตายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่อาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ เช่นนี้เป็นการใช้วิธีป้องกันไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในเรื่องการจับตัวและแย่งอาวุธปืนจากผู้ตาย ถือว่าเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 แต่สำหรับความผิดฐานพาอาวุธมีดนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยหยิบมีดปอกผลไม้ปลายแหลมมาจากห้องครัวภายในร้านที่เกิดเหตุและใช้แทงผู้ตายบริเวณด้านหน้าร้านภายในบริเวณร้านที่เกิดเหตุ ยังมิได้ออกไปนอกร้านสู่ทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ดีจำเลยได้นำเงินค่าเสียหายจำนวน 30,000 บาท มาวางศาลเพื่อชดใช้ให้แก่ฝ่ายผู้ตายและมารดาของผู้ตายได้มารับไปจากศาลแล้ว แสดงว่าจำเลยรู้สึกสำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้าย กรณีมีเหตุอันควรปรานีลงโทษจำเลยสถานเบา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งความจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาววรรณวิภา โสมานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศุภวิทย์ ตั้งตรงจิตต์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2563
#682004
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยหยิบมีดปอกผลไม้ปลายแหลมมาจากห้องครัวภายในร้านที่เกิดเหตุและใช้แทงผู้ตายบริเวณด้านหน้าร้านภายในบริเวณร้านที่เกิดเหตุ ยังมิได้ออกไปนอกร้านสู่ทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 288, 371

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำคุก 8 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 8 ปี และปรับ 1,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี และปรับ 750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบมีดของกลาง คืนกระเป๋าสะพายและผ้าขนหนู ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า นางสาวมณีรัตน์ นางสาวมรกต จำเลย นายกฤษฎา และนายสมศักดิ์ เป็นลูกจ้างของร้านหละลีเลี้ยวขัว ที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นร้านอาหารและมีผับหรือสถานบันเทิงอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีนางสาวมณีรัตน์เป็นผู้จัดการ นางสาวมรกตเป็นพนักงานต้อนรับ ส่วนจำเลย นายกฤษฎาและนายสมศักดิ์เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในร้านอาหารที่เกิดแหตุ วันเกิดเหตุวันที่ 30 กรกฎาคม 2560 เวลาประมาณ 0.10 นาฬิกา นายอนุรักษ์ ผู้ตายขับรถกระบะมาที่ร้านที่เกิดเหตุ แล้วเดินเข้าไปในร้านคล้ายคนเมาสุราเอะอะโวยวาย คนในร้านห้ามไม่ให้ผู้ตายเข้าไปในร้าน และบอกให้ผู้ตายกลับไป ผู้ตายมีท่าทางไม่พอใจแล้วขับรถกระบะออกไป ต่อมาเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ผู้ตายสวมชุดเดิมแต่ใช้ผ้าปิดจมูกและปากขับรถจักรยานยนต์กลับเข้ามายังร้านที่เกิดเหตุเร่งเครื่องยนต์วนอยู่หน้าร้าน 2 รอบ นางสาวมรกตเห็นเหตุการณ์ จึงแจ้งให้นางสาวมณีรัตน์ทราบ นางสาวมณีรัตน์เดินออกมาดูเหตุการณ์พร้อมแจ้งให้นายกฤษฎาออกไปช่วยดูแลความปลอดภัย นายกฤษฎาจึงไปบอกนายสมศักดิ์และจำเลยให้มาช่วย ขณะที่นางสาวมณีรัตน์และนายกฤษฎายืนดูเหตุการณ์อยู่หน้าร้านที่เกิดเหตุบริเวณร่มสีแดง ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาจอดในร้านที่เกิดเหตุห่างจากจุดที่นายกฤษฎายืนอยู่ประมาณ 1 เมตร แล้วผู้ตายชักอาวุธปืน ออกมาเล็งยิงไปที่นายกฤษฎา นายกฤษฎาก้มตัวหลบข้างกระถางต้นไม้ ส่วนนางสาวมณีรัตน์วิ่งหลบเข้าไปในร้านพร้อมตะโกนบอกว่าผู้ตายมีอาวุธปืน นางสาวมรกตเห็นผู้ตายถืออาวุธปืนจ้องเข้ามาในร้านที่เกิดเหตุจึงรีบวิ่งหลบเข้าไปที่หลังร้าน ขณะเดียวกันนายสมศักดิ์ซึ่งอยู่นอกร้านใกล้ปากทางออกร้านห่างจากผู้ตาย 5 ถึง 10 เมตร เห็นผู้ตายชักอาวุธปืนออกมาเล็งไปทางร้าน นายสมศักดิ์ได้ยินเสียงปืนดังแป๊ก แล้วผู้ตายเก็บอาวุธปืนและขับรถจักรยานยนต์กำลังจะหลบหนีออกจากร้านที่เกิดเหตุ นายสมศักดิ์ นายกฤษฎาและจำเลยช่วยกันจับกุมและแย่งอาวุธปืนจากผู้ตาย ระหว่างนั้นจำเลยใช้มีดปอกผลไม้ปลายแหลมความยาวรวมด้ามประมาณ 10 นิ้ว ที่หยิบติดตัวมาจากห้องครัว แทงผู้ตายถูกที่บริเวณหน้าอกซ้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกชราวุธ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสระบุรี เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ แล้วรวบรวมพยานหลักฐานและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลย ครั้นวันที่ 30 กรกฎาคม 2560 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยเข้าพบเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสระบุรีแล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและกล่าวหาเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาจอดยังร้านที่เกิดเหตุห่างจากจุดที่นายกฤษฎายืนอยู่ประมาณ 1 เมตร และชักอาวุธปืนออกมาเล็งยิงไปที่นายกฤษฎาจนนายกฤษฎาก้มตัวหลบข้างกระถางต้นไม้ แล้วผู้ตายยังถืออาวุธปืนจ้องเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุและนายสมศักดิ์ได้ยินเสียงปืนดังแป๊ก อันถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้ว แม้ผู้ตายเก็บอาวุธปืนและขับรถจักรยานยนต์กำลังจะหลบหนีออกไปจากร้านที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายมีอาการเมาสุราและมีอาวุธปืนติดตัวอยู่ ย่อมเป็นเหตุให้บุคคลที่อยู่บริเวณนั้นเข้าใจได้ว่าผู้ตายอาจนำอาวุธปืนไปก่อเหตุเป็นภยันตรายแก่ผู้อื่นได้ ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าวของจำเลยจึงยังมิได้หมดไปเสียทีเดียว ดังนี้ การที่นายสมศักดิ์ซึ่งยืนอยู่ใกล้บริเวณทางออกคว้าคอผู้ตายขณะที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แล่นผ่านจนผู้ตายและรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลง แล้วกอดปล้ำแย่งอาวุธปืนจากผู้ตาย โดยมีนายกฤษฎาและจำเลยวิ่งเข้าไปช่วยกันล็อกตัวและชกต่อยผู้ตาย นับเป็นการกระทำอันสมควรเพื่อเป็นการป้องกันสิทธิของผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการกระทำของผู้ตาย แต่เมื่อผู้ตายถูกชกต่อยจนได้รับบาดเจ็บและไม่อยู่ในสภาพที่จะต่อสู้กับพวกของจำเลยซึ่งมีถึง 3 คน ได้ ก็น่าจะเป็นการเพียงพอที่จะหยุดภยันตรายที่จำเลยก่อขึ้นได้แล้ว การที่จำเลยกลับเลือกใช้วิธีป้องกันเพิ่มขึ้นโดยการใช้มีดแทงผู้ตายบริเวณหน้าอกซ้ายของผู้ตายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่อาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ เช่นนี้เป็นการใช้วิธีป้องกันไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในเรื่องการจับตัวและแย่งอาวุธปืนจากผู้ตาย ถือว่าเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 แต่สำหรับความผิดฐานพาอาวุธมีดนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยหยิบมีดปอกผลไม้ปลายแหลมมาจากห้องครัวภายในร้านที่เกิดเหตุและใช้แทงผู้ตายบริเวณด้านหน้าร้านภายในบริเวณร้านที่เกิดเหตุ ยังมิได้ออกไปนอกร้านสู่ทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ดีจำเลยได้นำเงินค่าเสียหายจำนวน 30,000 บาท มาวางศาลเพื่อชดใช้ให้แก่ฝ่ายผู้ตายและมารดาของผู้ตายได้มารับไปจากศาลแล้ว แสดงว่าจำเลยรู้สึกสำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้าย กรณีมีเหตุอันควรปรานีลงโทษจำเลยสถานเบา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งความจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาววรรณวิภา โสมานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศุภวิทย์ ตั้งตรงจิตต์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1060 -ที่ 1061/2563
#656661
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานไม่จ่ายค่าจ้างเดือนสิงหาคม 2559 ต่อลูกจ้างแต่ละคน 87 กรรม ค่าจ้างเดือนกันยายน 2559 ต่อลูกจ้างแต่ละคน 87 กรรม และไม่จ่ายค่าชดเชยต่อลูกจ้างแต่ละคน 87 กรรม เมื่อลูกจ้างแต่ละคนมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างและค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างแต่ละคนแยกเป็นราย ๆ ไป แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะกระทำต่อลูกจ้างทั้ง 87 คน ในคราวเดียวกัน แต่เป็นการกระทำที่มีเจตนาต่อลูกจ้างตามที่มีสิทธิได้รับแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนลูกจ้างแต่ละคน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าเป็นความผิดกรรมเดียว เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 จะยุติไปแล้ว แต่คดียังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจพิพากษาลงโทษครบทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และแม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 11 ยกเลิกความในมาตรา 70 และมาตรา 14 ยกเลิกความใน (5) ของมาตรา 118 และมาตรา 20 ให้ยกเลิกความใน (1) ของมาตรา 144 และมาตรา 21 ให้ยกเลิกความใน (2) ของมาตรา 144 และมาตรา 24 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 151 โดยข้อความที่ยกเลิกให้ใช้ข้อความใหม่แทน และมาตรา 15 ให้เพิ่มข้อความใหม่เป็น (6) ของมาตรา 118 ก็ตาม แต่ระวางโทษเท่าเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณ จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 13, 70, 118, 124, 144, 151, 158 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทั้งสองสำนวนต่อจากกัน

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 118 วรรคหนึ่ง, 144 วรรคหนึ่ง (1), 151 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 124, 151 วรรคสอง), 158 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 4,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาท รวมลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 28,000 บาท รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 10 เดือน และปรับคนละ 28,000 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 14,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 5 เดือน และปรับคนละ 14,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นการกระทำเพียงเจตนาไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยแก่ลูกจ้างซึ่งพฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรง สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และหากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น เนื่องจากศาลได้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนและพิพากษาคดีไปพร้อมกัน จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอให้นับโทษต่อ

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124, 151 วรรคสอง, 158 ไม่ยกคำขอนับโทษต่อของโจทก์ ความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท รวม 2 กระทง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง เมื่อรวมกับโทษของจำเลยทั้งสี่ในฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ในฐานร่วมกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน รวม 2 กระทง ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 38,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 30,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 1 ปี และปรับ 38,000 บาท ลดโทษให้จำเลยทั้งสี่คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 19,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 เดือนและปรับคนละ 15,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 6 เดือน และปรับ 19,000 บาท ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายกับความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย (รวมโทษจำคุก 3 เดือน) ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 และยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ความผิดฐานนี้จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น ก่อนที่จะวินิจฉัยฎีกาดังกล่าว เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามฟ้องโจทก์ หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง, 144 วรรคหนึ่ง (1) การกระทำความผิดจะเกิดขึ้นเมื่อนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ส่วนความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง, 144 วรรคหนึ่ง (1) การกระทำความผิดจะเกิดขึ้นเมื่อนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในช่วงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2559 ส่วนจำเลยที่ 4 เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในช่วงวันที่ 6 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 21 มกราคม 2561 ค่าจ้างของลูกจ้างรายเดือน 17 คน เดือนสิงหาคม 2559 กำหนดชำระวันที่ 5 กันยายน 2559 และเดือนกันยายน 2559 กำหนดชำระวันที่ 5 ตุลาคม 2559 ค่าจ้างของลูกจ้างรายวัน 70 คน เดือนสิงหาคม 2559 กำหนดชำระวันที่ 5 กันยายน 2559 และเดือนกันยายน 2559 กำหนดชำระภายในวันที่ 20 กันยายน 2559 และเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 (วันเลิกจ้าง) จำเลยทั้งสี่ไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างทั้ง 87 คน จะเห็นได้ว่า วันกำหนดชำระค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรายเดือนและรายวัน เดือนสิงหาคม 2559 และเดือนกันยายน 2559 และวันที่นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างแก่ลูกจ้างดังกล่าวตามฟ้อง อันเป็นวันกระทำความผิดนั้น มีเพียงจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันภายหลังจากวันที่ความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว จำเลยที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แม้จำเลยที่ 4 จะให้การรับสารภาพ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาเพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างทั้ง 87 คน ที่มีสิทธิได้รับจากการทำงานและตามกฎหมาย นอกจากจะทำให้ลูกจ้างได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่ได้รับเงินดังกล่าวเพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีพแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบไปถึงบุคคลในครอบครัวของลูกจ้างทั้ง 87 คนดังกล่าวด้วย การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรม ได้รับค่าตอบแทนในการทำงานและสวัสดิการตามสมควร พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายกิจการของจำเลยที่ 1 ให้แก่นายวิวัฒน์ และนายวิวัฒน์ ได้เข้ามาบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 แต่เกิดข้อพิพาทเรื่องการผิดสัญญาจะซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนายวิวัฒน์ จนกระทั่งมีการฟ้องร้องเป็นคดีที่ศาลชั้นต้นนั้น ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนายวิวัฒน์ หาใช่เหตุที่จะทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างและค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างดังกล่าว และที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างมาในฎีกาอีกว่า จะถอนเงิน 6,110,000 บาท ที่วางไว้ในคดีที่ฟ้องร้องกับนายวิวัฒน์ที่ศาลชั้นต้น หรือเงินที่เคยวางไว้ที่ศาลแรงงานกลาง ได้นำไปจ่ายแก่ลูกจ้างนั้น ก็ล้วนแต่ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น และเมื่อไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเห็นควรไม่ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานไม่จ่ายค่าจ้างเดือนสิงหาคม 2559 ต่อลูกจ้างแต่ละคน 87 กรรม ค่าจ้างเดือนกันยายน 2559 ต่อลูกจ้างแต่ละคน 87 กรรม และไม่จ่ายค่าชดเชยต่อลูกจ้างแต่ละคน 87 กรรม เมื่อลูกจ้างแต่ละคนมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างและค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างแต่ละคนแยกเป็นราย ๆ ไป แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะกระทำต่อลูกจ้างทั้ง 87 คน ในคราวเดียวกัน แต่เป็นการกระทำที่มีเจตนาต่อลูกจ้างตามที่มีสิทธิได้รับแต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนลูกจ้างแต่ละคน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าเป็นความผิดกรรมเดียว เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 จะยุติไปแล้ว แต่คดียังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจพิพากษาลงโทษครบทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และแม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 11 ยกเลิกความในมาตรา 70 และมาตรา 14 ยกเลิกความใน (5) ของมาตรา 118 และมาตรา 20 ให้ยกเลิกความใน (1) ของมาตรา 144 และมาตรา 21 ให้ยกเลิกความใน (2) ของมาตรา 144 และมาตรา 24 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 151 โดยข้อความที่ยกเลิกให้ใช้ข้อความใหม่แทน และมาตรา 15 ให้เพิ่มข้อความใหม่เป็น (6) ของมาตรา 118 ก็ตาม แต่ระวางโทษเท่าเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณ จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ค่าจ้างเดือนสิงหาคม 2559 รวม 87 กรรม ค่าจ้างเดือนกันยายน 2559 รวม 87 กรรม และฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 87 กรรม ไม่ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 และโทษปรับจำเลยที่ 1 ทุกฐานความผิดให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 19,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุก) ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และฐานร่วมกันไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่วนโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี) และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายธีระวัฒน์ สินธุวงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปรีดา พูนคำ
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
อรรณพ วิทูรากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2563
#682031
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอนันต์ บุษบงค์
จำเลย — นางแอ๊ว เรืองแตง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร -
-
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ แสงชมภู
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2563
#643915
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย สุระ หลวงจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1046/2563
#644193
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท มาสเตอร์พีช ออร์กาไนเซอร์ จำกัด
จำเลย — ม.ล. อุบลวดี เลิศอร่ามรัตน์หรือชยางกูร กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2563
#644055
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย เหล่าเอ้อ แซ่หยิ่ง กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1027/2563
#644813
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ย่อมมีผลต่อการดำเนินคดีแพ่งแก่ลูกหนี้โดยต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 90/12 (4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือเสนอข้อพิพาทที่ลูกหนี้อาจต้องรับผิดหรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ในกรณีที่มีการฟ้องคดีหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่า หลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาและจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วในวันเดียวกัน โดยจำเลยที่ 2 ได้แนบสำเนาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 มาท้ายคำร้องด้วย เมื่อสำเนาคำร้องขอดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสารที่เจ้าหน้าที่ศาลล้มละลายกลางรับรองสำเนาถูกต้อง ซึ่งในหน้าสุดท้ายระบุว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอดังกล่าวไว้พิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวไว้ในคำแก้ฎีกาแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลที่พิจารณาคดีแพ่งต้องงดการพิจารณาไว้จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเช่นใดเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ยกคำร้องขอให้งดการพิจารณาของจำเลยที่ 2 และมีคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์มานั้น เป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อความปรากฏจากคำแถลงข้อเท็จจริงของโจทก์ว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 แล้ว ผลของคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทำให้สภาวะพักการชำระหนี้ตามมาตรา 90/12 ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสุดลง จึงไม่มีเหตุให้งดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ต่อไป

เมื่อศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่ว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 192,653,163.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 162,781,653.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีนี้โดยอ้างเหตุผลทำนองเดียวกับโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ไว้ชั่วคราว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 192,653,163.18 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 162,781,653.13 บาท นับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2558 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไป หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองอันได้แก่ ห้องชุดเลขที่ 75/38 เนื้อที่ประมาณ 283.22 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 226058, 226059 ห้องชุดเลขที่ 75/39 เนื้อที่ประมาณ 314.25 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 226058, 226059 และห้องชุดเลขที่ 75/13 เนื้อที่ประมาณ 409.33 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 226058, 226059 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไว้ชั่วคราว เนื่องจากจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาแล้ว

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกคำร้องขอให้งดการพิจารณาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับและต้นเงินของการใช้สินเชื่อ Counter Guarantee หลังจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วนแล้ว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3.80 ต่อปี นับจากแต่ละวันที่โจทก์ชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทและการใช้สินเชื่อ Counter Guarantee แทนจำเลยที่ 1 โดยให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระบางส่วนตามกฎหมาย และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราสูงสุดกรณีผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศในเรื่องนี้ของโจทก์ลบร้อยละ 5 ต่อปี แต่ทั้งนี้ไม่ให้เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแต่ละครั้งนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่ว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ไว้พิจารณา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ดังกล่าว คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงประเด็นเดียวว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ย่อมมีผลต่อการดำเนินคดีแพ่งแก่ลูกหนี้โดยต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 90/12 (4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือเสนอข้อพิพาทที่ลูกหนี้อาจต้องรับผิดหรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ในกรณีที่มีการฟ้องคดีหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่า หลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาและจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วในวันเดียวกัน โดยจำเลยที่ 2 ได้แนบสำเนาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 มาท้ายคำร้องด้วย เมื่อสำเนาคำร้องขอดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสารที่เจ้าหน้าที่ศาลล้มละลายกลางรับรองสำเนาถูกต้อง ซึ่งในหน้าสุดท้ายระบุว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.20/2560 โดยนัดไต่สวนในวันที่ 4 กันยายน 2560 และไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวไว้ในคำแก้ฎีกาแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลที่พิจารณาคดีแพ่งต้องงดการพิจารณาไว้จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเช่นใดเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ยกคำร้องขอให้งดการพิจารณาฉบับวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ของจำเลยที่ 2 และมีคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์มานั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อความปรากฏจากคำแถลงข้อเท็จจริงของโจทก์ว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 แล้ว ผลของคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทำให้สภาวะพักการชำระหนี้ตามมาตรา 90/12 ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสุดลง จึงไม่มีเหตุให้งดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ต่อไป

อนึ่ง เมื่อศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่ว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ใหม่ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 และโจทก์ในชั้นอุทธรณ์และฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 ม. 90/58 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ย.
จำเลย — บริษัท ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเมธิกาญจน์ ช้างหัวหน้า
- นายไชยยศ วรนันท์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา