คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2563
#643908
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรม ปศุสัตว์
จำเลย — นาย สมนึกหรือสักกายธาร์ม เต็มวุฒิโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1149/2563
#663645
เปิดฉบับเต็ม

ธุรกิจตามสัญญาการเป็นสมาชิกระบบการค้าแลกเปลี่ยนที่กำหนดเทรดบาทเพื่อใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ เป็นการให้สินเชื่อแก่จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการในระหว่างสมาชิกด้วยกัน โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารการซื้อขายสินค้าหรือบริการ กำหนดวงเงินการซื้อขายหรือให้บริการ ควบคุมและจัดทำบัญชีการซื้อขายและการบริการระหว่างจำเลยกับกลุ่มสมาชิกของโจทก์ โดยมีหน่วยที่ใช้วัดมูลค่าของสินค้าหรือการบริการที่โจทก์กำหนดขึ้นที่เรียกว่าเทรดบาทมาเป็นตัวกำหนดวงเงินที่จำเลยมีสิทธิซื้อขายสินค้าและการบริการได้ในระหว่างสมาชิก รวมถึงการกำหนดมูลค่าของสินค้าหรือการบริการที่มีการซื้อหรือการให้บริการกัน ตลอดจนค่าตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลย โดยใช้วิธีหักทอนบัญชีสินเชื่อที่กำหนดมูลค่าเป็นเทรดบาทระหว่างจำเลยกับคู่ค้าที่เป็นสมาชิกของโจทก์ โดยไม่มีการชำระด้วยเทรดบาทเป็นเงินสด แต่มีการใช้เงินสดเป็นเงินบาทในการชำระหนี้เมื่อสมาชิกอีกฝ่ายหนึ่งมียอดซื้อและยอดขายสินค้าหรือบริการที่ไม่สมดุลกันเกินระยะเวลาที่กำหนดทำให้มียอดค้างชำระค่าสินค้าหรือบริการแล้วมีการเลิกสัญญากัน อันเป็นรูปแบบการให้สินเชื่อทางการค้าอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถทำได้ทำนองเดียวกับการให้สินเชื่อของผู้ประกอบการร้านค้าต่าง ๆ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และเทรดบาทดังกล่าวไม่ใช่เงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศไทย หรือเงินตราต่างประเทศที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศอื่นใดนอกจากประเทศไทย หรือค่าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามความหมายตามนัยมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากการนำสืบของจำเลยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงควบคุม กำกัด หรือห้ามการปฏิบัติกิจการเกี่ยวกับกรณีตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย จึงไม่ถือว่า สัญญาดังกล่าวขัดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 อันจะทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 217,133.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 201,094.19 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2559) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่ชนะคดี คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติเป็นเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2546 จำเลยสมัครเป็นสมาชิกในระบบการค้าแลกเปลี่ยนของโจทก์ตกลงยอมจะปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎระเบียบทางการค้าของโจทก์ โดยจำเลยได้รับสิทธิสามารถสั่งซื้อสินค้าและบริการจากคู่ค้าในกลุ่มสมาชิกได้เท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยได้รับอนุมัติจากโจทก์ คำนวณหน่วยการให้บริการในระบบการค้าแลกเปลี่ยนเป็นเทรดบาท (1 เทรดบาท) มีมูลค่าเท่ากับ 1 เทรดบาท) และจำเลยต้องขายสินค้าหรือบริการของจำเลยให้แก่คู่ค้าในกลุ่มสมาชิกในจำนวนมูลค่าที่เท่ากับจำนวนมูลค่าหรือบริการที่จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าจากคู่ค้าอื่นในกลุ่มสมาชิกโดยคำนวณหน่วยการใช้บริการในระบบสินค้าเป็นเทรดบาทเช่นเดียวกัน โจทก์มีหน้าที่เป็นผู้เก็บบันทึกข้อมูลในการทำธุรกรรมทางการค้าของสมาชิกและเป็นผู้แนะแนวทางให้สมาชิกเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้ปรับดุลบัญชีวงเงินของสมาชิกในแต่ละรายให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่ากับราคาค่าสินค้าหรือบริการในการทำธุรกรรมกันระหว่างสมาชิกในแต่ละครั้ง จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าบริการต่อเนื่องให้แก่โจทก์ เป็นค่าบริการรายเดือน 500 บาท และบัญชีการค้าเดือนละ 500 บาท ค่าบริการธุรกรรมร้อยละ 5 และบริการบัญชีการค้าร้อยละ 1 ในการทำธุรกรรมทุกชนิด ในกรณีที่จำเลยไม่ชำระบัญชีภายใน 20 วัน จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่ปรากฏในรายการแจ้งยอดในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 4 เดือน และจำเลยต้องเป็นผู้ชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม การซื้อขายแลกเปลี่ยนสมาชิกทุกคนจะต้องมีบัตรสมาชิกเพื่อแสดงว่าเป็นสมาชิกของโจทก์และใช้ในการทำธุรกรรม หากสมาชิกรายใดประสงค์จะซื้อสินค้าจากสมาชิกรายอื่นต้องแสดงบัตรสมาชิกก่อน หลังจากนั้นสมาชิกที่จะขายสินค้าจะแจ้งมาทางโจทก์เพื่อตรวจสอบสถานะของสมาชิกที่จะซื้อว่าเป็นสมาชิกของโจทก์หรือไม่และสมาชิกรายนั้นสามารถซื้อสินค้าได้วงเงินเท่าใด เมื่อโจทก์ยืนยันข้อมูลแล้วสมาชิกผู้ขายจึงจะขายสินค้าหรือบริการให้แก่สมาชิกผู้ค้าได้ โจทก์จะเป็นผู้บันทึกข้อมูลการซื้อขายดังกล่าวในระบบคอมพิวเตอร์หลังจากจำเลยสมัครเป็นสมาชิกในระบบการค้าของโจทก์แล้ว จำเลยได้ใช้วงเงินที่โจทก์อนุมัติทำการซื้อขายสินค้าหรือบริการเรื่อยมาจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2552 รายการเดินบัญชีของจำเลยเป็นตัวเลขติดลบ โดยมีเพียงรายการซื้อฝ่ายเดียว ไม่มีรายการขายสินค้าหรือบริการให้แก่สมาชิกในกลุ่มของโจทก์ จากนั้นโจทก์และจำเลยต่างแสดงเจตนาเลิกสัญญาต่อกัน สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเลิกกัน โดยจำเลยมียอดหนี้ค้างชำระตามรายการเดินบัญชี ในเดือนพฤษภาคม 2554 จำนวน 201,094.19 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมการดำเนินการในอัตราร้อยละ 1 ของมูลค่าการทำธุรกรรม 2,010.94 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 140.77 บาท ค่าธรรมเนียมเงินในธุรกรรมระบบการค้าแลกเปลี่ยนรายเดือน 2,052.87 บาท ค่าธรรมเนียมการดำเนินการในการทำธุรกรรมระบบการค้าแลกเปลี่ยน 11,060.18 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 774.21 บาท ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 และให้ยกคำขอดังกล่าว ในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระนับแต่วันฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยไม่มีข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวไว้ในสัญญา โจทก์จึงขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวไม่ได้ คงเรียกได้เพียงดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ในเรื่องนี้ และประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาการเป็นสมาชิกระบบการค้าแลกเปลี่ยนที่กำหนดเทรดบาทเพื่อใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 หรือขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 อันทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ธุรกิจตามสัญญาการเป็นสมาชิกระบบการค้าแลกเปลี่ยนที่กำหนดเทรดบาทเพื่อใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการดังกล่าว เป็นการให้สินเชื่อแก่จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการในระหว่างสมาชิกด้วยกัน โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารการซื้อขายสินค้าหรือบริการ กำหนดวงเงินการซื้อขายหรือให้บริการ ควบคุมและจัดทำบัญชีการซื้อขายและการบริการระหว่างจำเลยกับกลุ่มสมาชิกของโจทก์ โดยมีหน่วยที่ใช้วัดมูลค่าของสินค้าหรือการบริการที่โจทก์กำหนดขึ้นที่เรียกว่าเทรดบาทมาเป็นตัวกำหนดวงเงินที่จำเลยมีสิทธิซื้อขายสินค้าและการบริการได้ในระหว่างสมาชิก รวมถึงการกำหนดมูลค่าของสินค้าหรือการบริการที่มีการซื้อหรือการให้บริการกัน ตลอดจนค่าตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลย โดยใช้วิธีหักทอนบัญชีสินเชื่อที่กำหนดมูลค่าเป็นเทรดบาทระหว่างจำเลยกับคู่ค้าที่เป็นสมาชิกของโจทก์โดยไม่มีการชำระด้วยเทรดบาทเป็นเงินสด แต่มีการใช้เงินสดเป็นเงินบาทในการชำระหนี้เมื่อสมาชิกอีกฝ่ายหนึ่งมียอดซื้อและยอดขายสินค้าหรือบริการที่ไม่สมดุลกันเกินระยะเวลาที่กำหนดทำให้มียอดค้างชำระค่าสินค้าหรือบริการแล้วมีการเลิกสัญญากัน อันเป็นรูปแบบการให้สินเชื่อทางการค้าอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถทำได้ทำนองเดียวกับการให้สินเชื่อของผู้ประกอบการร้านค้าต่าง ๆ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเทรดบาทดังกล่าวไม่ใช่เงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศไทยหรือเงินตราต่างประเทศที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศอื่นใดนอกจากประเทศไทย หรือค่าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตามความหมายตามนัยมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากการนำสืบของจำเลยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงควบคุม กำกัด หรือห้ามการปฏิบัติกิจการเกี่ยวกับกรณีตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย จึงไม่ถือว่า สัญญาดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 อันจะทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางบุษยา รอดยินดี
ชื่อองค์คณะ
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
วัฒนา วิทยกุล
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1147/2563
#663418
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา" กฎหมายมิได้บังคับให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรง เพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้น เนื่องจากค่ารายปีย่อมอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์และความเป็นจริง และสำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 ให้ความหมายว่า คือ จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายมากกว่าส่วนที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน และการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่ามากกว่าอาคารที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน เมื่อลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน ค่ารายปีในส่วนพื้นที่ขายย่อมสูงกว่าพื้นที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน การที่ปีภาษี 2558 จำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายและพื้นที่สำนักงานในอัตราค่าเช่า 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือนเท่ากันจึงไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง จำเลยย่อมมีอำนาจกำหนดค่ารายปีสำหรับปีภาษี 2559 ในส่วนพื้นที่ขายใหม่ได้โดยไม่จำต้องใช้ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาเป็นหลักในการกำหนดค่ารายปี พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เองจึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่นำค่าเช่าของผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่ของโจทก์ซึ่งมีอัตราค่าเช่าระหว่าง 700 ถึง 5,000 บาท เฉลี่ยตารางเมตรละ 1,884 บาทต่อเดือน กับค่าเช่าโรงเรือนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับโจทก์ซึ่งมีอัตราค่าเช่าระหว่าง 240 ถึง 416 บาท เฉลี่ยตารางเมตรละ 289 บาทต่อเดือน มาเทียบเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์นั้น แม้ทรัพย์สินที่นำมาเทียบเคียงดังกล่าวจะมีพื้นที่และลักษณะการประกอบกิจการแตกต่างจากโจทก์ แต่ต่างก็อยู่ในทำเลที่ตั้งและได้รับบริการสาธารณะเช่นเดียวกับโจทก์อันสามารถนำค่าเช่าดังกล่าวมาเทียบเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์ได้ตามมาตรา 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 (ภ.ร.ด.8) ที่จำเลยเรียกเก็บจากโจทก์ 2,574,093.21 บาท และยกเลิกหรือเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลย ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 ให้จำเลยกำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 จากทรัพย์สินของโจทก์ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยเป็นเงิน 714,016.80 บาท และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จำเลยจัดเก็บไว้เกิน 1,860,076.41 บาท แก่โจทก์ หากไม่คืนเงินให้โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากรพิพากษากลับว่า ให้แก้ไขการประเมินและคำชี้ขาดตามใบแจ้งรายการประเมิน เล่มที่ 3 เลขที่ 25 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 และใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 2 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 โดยกำหนดค่ารายปีโรงเรือนที่เป็นพื้นที่ขายอัตรา 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน คำนวณเป็นค่ารายปี 3,334,800 บาท ค่าภาษี 416,850 บาท เมื่อรวมกับค่ารายปีทรัพย์สินอื่นเป็นเงิน 5,586,145.71 บาท ค่าภาษีเป็นเงิน 698,268.21 บาท ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 1,860,076.41 บาท ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9915 และอาคารเลขที่ 89 จังหวัดตรัง โดยประกอบกิจการค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคและบริโภค โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2559 โดยแสดงพื้นที่อาคาร สิ่งปลูกสร้าง พื้นที่ต่อเนื่อง และพื้นที่เช่าของที่ดินและอาคาร ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินค่ารายปีอาคารและที่ดินของโจทก์โดยแยกพื้นที่อาคารออกเป็นพื้นที่ขายและพื้นที่สำนักงาน ในส่วนของพื้นที่ขายมีเนื้อที่ 5,558 ตารางเมตร คิดค่ารายปีในอัตราตารางเมตรละ 275 บาทต่อเดือน พื้นที่สำนักงานคิดค่ารายปีอัตราตารางเมตรละ 50 บาทต่อเดือน ลานจอดรถคิดค่ารายปีอัตราตารางเมตรละ 6 บาท ต่อเดือน และพื้นที่ให้เช่าคิดค่ารายปีตามค่าเช่าในสัญญาเช่า 512,689.71 บาท รวมเป็นค่ารายปี 20,592,745.71 บาท ค่าภาษี 2,574,093.21 บาท โจทก์ชำระค่าภาษีครบถ้วนและยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยมีคำชี้ขาดให้ลดค่ารายปีในส่วนของพื้นที่ขายจากอัตราตารางเมตรละ 275 บาทต่อเดือน เป็นตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน ส่วนรายการอื่นคงเดิม รวมเป็นค่ารายปี 16,924,465.71 บาท ค่าภาษี 2,115,558.21 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การประเมินค่ารายปีและค่าภาษีในส่วนพื้นที่ขายตามใบแจ้งรายการประเมินและคำชี้ขาดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินภาษีให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา" จะเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้บัญญัติบังคับให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรง เพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้น เนื่องจากค่ารายปีย่อมอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์และความเป็นจริง และสำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ความหมายว่า คือ จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร จากข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้นโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายมากกว่าส่วนที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน และการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่ามากกว่าอาคารที่ใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน เมื่อลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน ค่ารายปีในส่วนพื้นที่ขายย่อมสูงกว่าพื้นที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน การที่ปีภาษี 2558 จำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายและพื้นที่สำนักงานในอัตราค่าเช่า 50 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือนเท่ากันจึงไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง จำเลยย่อมมีอำนาจกำหนดค่ารายปีสำหรับปีภาษี 2559 ในส่วนพื้นที่ขายใหม่ได้โดยไม่จำต้องใช้ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาเป็นหลักในการกำหนดค่ารายปี พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เองจึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำค่าเช่าของผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่ของโจทก์ซึ่งมีอัตราค่าเช่าระหว่าง 700 ถึง 5,000 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน คิดเป็นอัตราค่าเช่าเฉลี่ยตารางเมตรละ 1,884 บาทต่อเดือน กับค่าเช่าโรงเรือนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับโจทก์ซึ่งมีอัตราค่าเช่าระหว่าง 240 ถึง 416 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน คิดเป็นอัตราค่าเช่าเฉลี่ยตารางเมตรละ 289 บาทต่อเดือน มาเทียบเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์นั้น แม้ทรัพย์สินที่นำมาเทียบเคียงดังกล่าวจะมีพื้นที่และลักษณะการประกอบกิจการแตกต่างจากโจทก์ แต่ต่างก็อยู่ในทำเลที่ตั้งและได้รับบริการสาธารณะเช่นเดียวกับโจทก์อันสามารถนำค่าเช่าดังกล่าวมาเทียงเคียงเพื่อกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายของโจทก์ได้ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ส่วนที่โจทก์อ้างว่า บริษัทโฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เช่นเดียวกับโจทก์อยู่ห่างจากโจทก์ประมาณ 500 เมตร ถูกประเมินค่ารายปีในส่วนอาคารของห้างอัตราค่าเช่าตารางเมตรละ 6 บาทต่อเดือนนั้น ก็ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านควนคนละพื้นที่กับโจทก์ และได้รับบริการสาธารณะแตกต่างจากโจทก์ จึงไม่อาจนำมาเทียงเคียงว่าต้องมีค่ารายปีในอัตราที่เท่ากันกับโจทก์ ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายในอัตราค่าเช่าตารางเมตรละ 275 บาทต่อเดือน และต่อมาจำเลยมีคำชี้ขาดลดค่ารายปีลงเหลือตารางเมตรละ 220 บาท ต่อเดือนนั้น นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 และคำชี้ขาดของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่จำต้องคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — เทศบาลตำบลโคกหล่อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ วิทูรากร
อธิป จิตต์สำเริง
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1140/2563
#643723
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นาย ชัยชนะ ผุดผ่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1133/2563
#643884
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นาย สมใจหรือช้าง เคียงข้าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1129/2563
#663664
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปัตตานี
ผู้ร้อง — นาย อ. กับพวก
จำเลย — นาย ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปัตตานี — นางอังคณา ฉันทจิตต์
- นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
วาสนา หงส์เจริญ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128/2563
#667229
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองกับพวกใช้อาวุธปืนยิงกราดไปที่บริเวณบ้านทั้งจุดที่ผู้เสียหายทั้งสามยืนและนั่งอยู่ในครั้งแรกจนถึงจุดที่หลบซ่อนอยู่ภายในตัวบ้าน จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายทั้งสามหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใด การกระทำของจำเลยทั้งสองก็ถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าช่วงเวลาที่จำเลยทั้งสองกับพวกมีเรื่องกับผู้เสียหายที่ 2 จนถึงช่วงเวลาเกิดเหตุ มีระยะเวลาห่างกันประมาณ 2 ชั่วโมง จึงหาใช่เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกระชั้นชิดไม่ แต่เป็นเหตุการณ์ที่ขาดตอนไปแล้ว ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสองกับพวกตระเตรียมอาวุธปืนเพื่อใช้ในการกระทำความผิดมาล่วงหน้าและนัดหมายกับพวกไปรวมตัวกันที่สถานีบริการน้ำมันเพื่อจะไปที่บ้านที่เกิดเหตุเพราะยังขุ่นเคืองอยู่ ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสองไปถึงบ้านที่เกิดเหตุก็ได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านทันทีโดยมีการวางแผนและตระเตรียมไว้ล่วงหน้า จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 289, 358 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358 (ที่ถูก มาตรา 358 (เดิม)) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษลงคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกคนละ 16 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 16 ปี 16 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 จังหวัดสมุทรปราการ มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 2 ปี ขั้นสูงคนละ 3 ปี หากจำเลยทั้งสองมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ แล้วยังไม่ได้รับการฝึกอบรมครบกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกยังเรือนจำตามกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมขั้นต่ำที่เหลือตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 วรรคท้าย ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน และปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เมื่อลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 4 เดือน เมื่อรวมโทษจำคุกในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 12 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้จำเลยทั้งสองฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ตลอดระยะเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวที่ศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำและประสานการประชุมของศาลชั้นต้นเพื่อรับคำปรึกษาแนะนำจากนักจิตวิทยา 4 เดือน ต่อครั้งตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติ ห้ามจำเลยทั้งสองคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มีความประพฤติไม่ดีและผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกประเภท ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปยังสถานที่เริงรมย์หรือเที่ยวเตร่ในยามวิกาลและห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดหรือสิ่งมึนเมาทุกประเภท ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องขณะที่นายเฉลิมพล ผู้เสียหายที่ 1 นายณรงค์ชัย ผู้เสียหายที่ 2 และนายสมพร ผู้เสียหายที่ 3 นั่งดื่มสุราและพูดคุยกันอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนบริเวณหน้าบ้านซึ่งอยู่ภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายที่ 1 มีกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 8 คน ซึ่งมีจำเลยทั้งสองรวมอยู่ด้วยขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ประมาณ 4 คัน มาจอดบริเวณหน้าบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แล้วยิงปืนมาที่บ้านผู้เสียหายที่ 1 หลายนัดเป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกรถกระบะของผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และประตูหน้าบ้านของผู้เสียหายที่ 1 ได้รับความเสียหาย ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 จำเลยทั้งสองมอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมมอบอาวุธปืนขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน และอาวุธปืนขนาด 9 มม. 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน แก่เจ้าพนักงานตำรวจเป็นของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าอาวุธปืนดังกล่าวทั้งสองกระบอกเป็นอาวุธปืนที่คนร้ายใช้กระทำความผิดในวันเกิดเหตุ ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ แต่ให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ คู่ความไม่ได้ฎีกาความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เบิกความสอดคล้องต้องกันว่าในขณะที่กลุ่มคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาจอดและใช้อาวุธปืนยิงนัดแรกนั้น ผู้เสียหายทั้งสามยังยืนอยู่ที่บริเวณโต๊ะหินอ่อนซึ่งอยู่ภายในบ้านบริเวณด้านหน้าของบ้าน หลังจากเสียงปืนดังขึ้นนัดแรกแล้วผู้เสียหายทั้งสามจึงหลบใต้โต๊ะและคลานหลบเข้าไปอยู่ในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะนั้นยังมีเสียงปืนดังขึ้นอีกหลายนัด รวมเวลาประมาณ 1 นาที ซึ่งสอดคล้องกับที่พันตำรวจตรี ทรงพลและร้อยตำรวจเอก จตุพรเบิกความว่า จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนที่หน้าบ้านของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 42 ปลอก แม้ตามภาพถ่ายประกอบคดี และตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 พันตำรวจตรี ทรงพลและร้อยตำรวจเอก จตุพรได้ความเพียงว่ามีความเสียหายจากกระสุนปืนเกิดขึ้นที่รถกระบะของผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และประตูบ้านเป็นส่วนใหญ่แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ใดได้รับบาดเจ็บและร้อยตำรวจเอก จตุพรเบิกความว่า รอยกระสุนปืนที่พบนั้นอยู่ที่บริเวณประตูเหล็กนอกบ้าน รั้วบ้าน ล้อด้านซ้ายและยางรถยนต์ และขณะเกิดเหตุกลุ่มคนร้ายอยู่ห่างจากผู้เสียหายทั้งสาม 5 เมตร และไม่มีสิ่งใดกีดขวางระหว่างผู้เสียหายทั้งสามกับกลุ่มคนร้ายก็ตาม แต่พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุหลายนัด ในขณะที่ผู้เสียหายทั้งสามนั่งอยู่ที่โต๊ะนั่งเล่นภายในรั้วบ้าน และระยะห่างจากจุดที่กลุ่มของจำเลยทั้งสองกับพวกลงจากรถจักรยานยนต์และใช้อาวุธปืนยิงมาทางผู้เสียหายทั้งสามนั้น มีระยะไม่ไกลนักและเมื่อดูภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุที่แสดงร่องรอยวิถีกระสุนปืนแสดงว่าจำเลยทั้งสองกับพวกเล็งเห็นผลว่ากระสุนปืนที่ยิงย่อมจะกระจายรัศมีไปถูกผู้เสียหายทั้งสามได้ ประกอบกับจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนเป็นจำนวนถึง 42 นัด ตกอยู่ในที่เกิดเหตุและมีวิถีกระสุนปืนที่เล็งไปทางผู้เสียหายทั้งสามที่อยู่ที่โต๊ะนั่งเล่นในรั้วบ้าน ซึ่งเวลาเกิดเหตุแม้จะเป็นช่วงเวลากลางคืนแต่ผู้เสียหายทั้งสามเบิกความว่าภายในบ้านมีแสงสว่างจากหลอดไฟและยังมีแสงไฟมาจากเสาไฟฟ้าที่อยู่หน้าบ้านรวมถึงแสงไฟจากบ้านข้างเคียง อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองและพวกย่อมเห็นได้ว่าผู้เสียหายทั้งสามนั่งอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งจำเลยทั้งสองกับพวกไม่พอใจผู้เสียหายทั้งสามอยู่แล้วบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองกับพวกยิงไปในทิศทางที่ผู้เสียหายทั้งสามอยู่ การที่จำเลยทั้งสองกับพวกใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรงมีประสิทธิภาพในการทำลายสูงยิงเข้าไปในบ้านผู้เสียหายที่ 1 โดยรู้อยู่ว่าผู้เสียหายทั้งสามอยู่ในบ้าน หากกระสุนปืนถูกผู้เสียหายทั้งสามอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ แต่เหตุที่ยิงไม่ถูกเนื่องจากหลังจากที่จำเลยทั้งสองกับพวกใช้อาวุธปืนยิงครั้งแรกแล้วผู้เสียหายทั้งสามหลบใต้โต๊ะและคลานไปหลบในห้องภายในตัวบ้านของผู้เสียหายที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองกับพวกก็ยังคงใช้อาวุธปืนไล่กราดยิงตามไปยังจุดต่าง ๆ ที่ผู้เสียหายทั้งสามวิ่งหลบหนีรวมทั้งระดมยิงเข้าไปในตัวบ้านแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสามมิฉะนั้นแล้วคงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะต้องใช้อาวุธปืนไล่กราดยิงผู้เสียหายทั้งสามจนมีปลอกกระสุนปืนถึง 42 ปลอก และจากร่องรอยกระสุนปืนที่ตรวจพบ พบร่องรอยกระสุนปืนที่บริเวณล้อรถยนต์ กระบะ ตัวรถยนต์ รั้วบ้าน ผนังกำแพงในระดับศีรษะ และเหนือศีรษะโดยมีรอยกระสุนปืนตั้งแต่บริเวณด้านนอกตัวบ้าน บริเวณที่จอดรถ บริเวณที่ผู้เสียหายทั้งสามอยู่ขณะเกิดเหตุ และบริเวณใกล้ประตูชั้นในของบ้านซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก จตุพร พนักงานสอบสวนที่เบิกความตอบที่ปรึกษากฎหมายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า พบรอยกระสุนปืนมีความสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร แสดงให้เห็นถึงลักษณะการยิงปืนของจำเลยทั้งสองกับพวกว่าเป็นการยิงปืนไล่ตามทิศทางการหลบหนีของผู้เสียหายทั้งสามในลักษณะกระจายตัวตั้งแต่ระดับต่ำ กลางและสูง และเป็นการไล่ยิงกราดกระจายทั่วบริเวณบ้านเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายทั้งสามหลบหนีวิถีกระสุนปืนได้ หากจำเลยทั้งสองมีเจตนาเพียงยิงขู่ผู้เสียหายทั้งสามจริง จำเลยทั้งสองย่อมทำได้โดยการยิงไปในทิศทางอื่นซึ่งไม่ใช่ทิศทางที่ผู้เสียหายทั้งสามอยู่ การที่จำเลยทั้งสองกับพวกใช้อาวุธปืนยิงกราดไปที่บริเวณบ้านทั้งจุดที่ผู้เสียหายทั้งสามยืนและนั่งอยู่ในครั้งแรกจนถึงจุดที่หลบซ่อนอยู่ภายในตัวบ้านเช่นนี้ จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายทั้งสามหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใด การกระทำของจำเลยทั้งสองก็ถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีเรื่องกับผู้เสียหายที่ 2 ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ของวันที่ 22 พฤษภาคม 2559 และเหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสองกับพวกใช้อาวุธปืนไปยิงผู้เสียหายทั้งสามที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลา 0.30 นาฬิกา ของวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ซึ่งช่วงเวลาห่างกันประมาณ 2 ชั่วโมง จึงหาใช่เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกระชั้นชิดกันไม่ แต่เป็นเหตุการณ์ที่ขาดตอนไปแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองกับพวกตระเตรียมอาวุธปืนเพื่อใช้ในการกระทำความผิดมาล่วงหน้าและนัดหมายกับพวกไปรวมตัวกันที่สถานีบริการน้ำมันเพื่อจะไปที่บ้านที่เกิดเหตุ เพราะมีเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายที่ 2 และยังขุ่นเคืองผู้เสียหายที่ 2 อยู่ มิใช่ว่ามาพบผู้เสียหายทั้งสามโดยบังเอิญแล้วเกิดทะเลาะวิวาทและทำร้ายทันทีในขณะนั้นจำเลยทั้งสองจึงมีโอกาสคิดทบทวนล่วงหน้าก่อนจะกระทำความผิด เมื่อจำเลยทั้งสองกับพวกไปถึงบ้านผู้เสียหายที่ 1 ก็ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านผู้เสียหายที่ 1 ทันทีโดยมีการวางแผนและตระเตรียมไว้ล่วงหน้า จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 80, 358 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 อันเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม จำคุกคนละ 16 ปี 8 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 11 ปี 40 วัน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแล้ว เป็นจำคุก 11 ปี 8 เดือน 40 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 จังหวัดสมุทรปราการ มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 2 ปี ขั้นสูงคนละ 3 ปี หากจำเลยทั้งสองมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว ยังไม่ได้รับการฝึกอบรมครบกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกตามกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมขั้นต่ำที่เหลือตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสาม ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ — นายสักกพันธุ์ จิตรจง
- นางรัชดาพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1127/2563
#644819
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ขายลดตั๋วเงิน ค้ำประกัน ตั๋วสัญญาใช้เงินและจำนำ จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนกองทุนรวมสหธนาคารเอกปันผล 3 ทรัพย์จำนำที่นำมาเป็นประกันหนี้ของ ธ. หนี้ตามสัญญาจำนำดังกล่าวจึงเป็นหนี้อุปกรณ์ที่มีขึ้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ประธานคือ หนี้ตามสัญญาขาย/ขายลดตั๋วเงินที่ ธ. ทำไว้กับเจ้าหนี้เดิม เมื่อปรากฏว่า ธ. นำตั๋วสัญญาใช้เงินมาขาย/ขายลดให้กับเจ้าหนี้เดิมและ ธ. ได้รับเงินค่าขายไปจากเจ้าหนี้เดิมครบถ้วนแล้ว แต่หลังจากนั้น ธ. ไม่ชำระหนี้ตามตั๋วเงิน แม้ลูกหนี้จะนำหน่วยลงทุนกองทุนรวมสหธนาคารเอกปันผล 3 มาจำนำเป็นประกันหนี้ของ ธ. ก็ตาม แต่ความรับผิดของลูกหนี้ตามสัญญาจำนำดังกล่าวย่อมไม่เกินจำนวนหนี้ประธานที่ ธ. มีต่อเจ้าหนี้เดิม ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นบทบังคับ ไม่ให้ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้จำนำต้องรับผิดชำระหนี้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 (2)

เมื่อหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วและสัญญาค้ำประกันที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้ขาดอายุความ แต่ในส่วนหนี้จำนำนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/27 บัญญัติว่า "ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง หรือผู้ทรงบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้อันตนได้ยึดถือไว้ ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ หรือที่ได้ยึดถือไว้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้อง ส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้" ดังนั้น แม้หนี้ที่ประกันจะขาดอายุความ เจ้าหนี้ก็ยังคงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนำ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 748 จากราคาทรัพย์จำนำของลูกหนี้ตามต้นเงินของหนี้ประธาน แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 193/27, 748 (1)

เมื่อสัญญาขาย/ขายลดตั๋วเงิน ระบุว่า ธ. ลูกหนี้ชั้นต้นยอมเสียดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้เดิมในอัตรา เอ็ม.อาร์.อาร์. บวก 2 ต่อปี ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 16.50 ต่อปี เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้ได้ตามอัตราดังกล่าว แต่เมื่อเจ้าหนี้ฎีกาขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงกำหนดให้ตามที่เจ้าหนี้ขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาด เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ขายลดตั๋วเงิน ค้ำประกัน จำนำและตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 19,105,968.77 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า เจ้าหนี้อยู่ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันโดยมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนำตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 96 (3) และแม้ว่าหนี้ประธานขาดอายุความแล้วก็ไม่ทำให้สัญญาจำนำระงับสิ้นไป เห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนำในวงเงินไม่เกิน 7,500,000 บาท จากการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนกองทุนรวมสหธนาคารเอกปันผล 3 เลขทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุน 2730026 เลขที่ใบสำคัญ 005822 จำนวน 250,000 หน่วย และเลขที่ใบสำคัญ 005832 จำนวน 500,000 หน่วย ก่อนเจ้าหนี้อื่น ยกคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าขายลดตั๋วเงิน ค้ำประกันและตั๋วสัญญาใช้เงินในส่วนที่เกินวงเงินจำนำ และ/หรือส่วนที่ขาดอยู่จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนำเสียทั้งสิ้น

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า โดยมีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายธวัช ผู้ขายลดตั๋วและออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนำของนายธวัชแล้วเพียงใด ก็ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 นายธวัช ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 5,900,000 บาท และทำสัญญาขายลดตั๋วเงินดังกล่าวต่อธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตรา เอ็ม.อาร์.อาร์. บวก 2 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกเดือน เริ่มงวดแรกในวันที่ 31 ตุลาคม 2539 หากผิดนัดยอมให้บังคับชำระหนี้ได้ทันที โดยจำนำหน่วยลงทุนกองทุนรวมสหธนาคารเอกปันผล 3 เลขทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุน 1734725 เลขที่ใบสำคัญ 005821 จำนวน 250,000 หน่วยเป็นประกัน กับมีลูกหนี้เป็นผู้ค้ำประกันและจำนำหน่วยลงทุนกองทุนรวมสหธนาคารเอกปันผล 3 เลขทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุน 2730026 เลขที่ใบสำคัญ 005822 จำนวน 250,000 หน่วย และเลขที่ใบสำคัญ 005832 จำนวน 500,000 หน่วย เป็นประกันการชำระหนี้ แต่ผู้ขายลดตั๋วไม่ชำระหนี้ ต่อมาเจ้าหนี้เดิมโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อผู้ขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนำกับโอนสิทธิการรับจำนำแก่เจ้าหนี้ ขณะที่เจ้าหนี้นำหนี้ขายลดตั๋ว ตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาค้ำประกันข้างต้นมายื่นขอรับชำระหนี้ หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาค้ำประกันขาดอายุความแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยในต้นเงินจำนำย้อนหลังเป็นเวลาห้าปีหรือไม่ เพียงใด แต่เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนำในวงเงินไม่เกิน 7,500,000 บาท ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ขายลดตั๋วเงิน ค้ำประกัน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และจำนำ จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนกองทุนรวมสหธนาคารเอกปันผล 3 ทรัพย์จำนำของลูกหนี้ที่นำมาเป็นประกันหนี้ของนายธวัช หนี้ตามสัญญาจำนำดังกล่าวจึงเป็นหนี้อุปกรณ์ที่มีขึ้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ประธานคือ หนี้ตามสัญญาขาย/ขายลดตั๋วเงินที่นายธวัชทำไว้กับเจ้าหนี้เดิม เมื่อปรากฏว่า นายธวัชนำตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 1 ตุลาคม 2539 จำนวน 5,900,000 บาท มาขาย/ขายลดให้กับเจ้าหนี้เดิมและนายธวัชได้รับเงินค่าขายไปจากเจ้าหนี้เดิมครบถ้วนแล้ว แต่หลังจากนั้นนายธวัชไม่ชำระหนี้ตามตั๋วเงิน แม้ลูกหนี้นำหน่วยลงทุนกองทุนรวมสหธนาคารเอกปันผล 3 จำนวน 750,000 หน่วย มูลค่าหน่วยละ 10 บาท รวมเป็นมูลค่า 7,500,000 บาท มาจำนำเป็นประกันหนี้ของนายธวัชก็ตาม แต่ความรับผิดของลูกหนี้ตามสัญญาจำนำดังกล่าวย่อมไม่เกินจำนวนหนี้ประธานที่นายธวัชมีต่อเจ้าหนี้เดิม คือ 5,900,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนำในวงเงินไม่เกิน 7,500,000 บาท ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มานั้นจึงไม่ชอบ และปัญหาดังกล่าวเป็นบทบังคับไม่ให้ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้จำนำต้องรับผิดชำระหนี้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28/2 ส่วนปัญหาว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยในต้นเงินจำนำย้อนหลังเป็นเวลาห้าปีหรือไม่ เพียงใดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาขาย/ขายลดตั๋ว ข้อ 3 ระบุว่า หากตั๋วเงินที่นำมาขาย/ขายลดให้แก่ธนาคาร ธนาคารไม่ได้รับเงินตามตั๋วเงินไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามหรือมีเหตุที่ทำให้หลักประกันอันได้ให้ไว้มีมูลค่าลดน้อยถอยลงหรือผู้ขายผิดนัดชำระดอกเบี้ยให้ถือว่าผู้ขายผิดสัญญาและธนาคารมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตามสัญญานี้ได้ทันที โดยผู้ขายยอมรับผิดชดใช้เงินตามจำนวนที่ปรากฏในตั๋วเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของธนาคารนับแต่วันผิดสัญญาเป็นต้นไปจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น แต่ตามรายการคำนวณยอดหนี้ มีเพียงรายการที่เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยเท่านั้น โดยพยานหลักฐานของเจ้าหนี้ไม่ปรากฏว่านายธวัชซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด ทั้งข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้วว่า นายธวัชผิดนัดตั้งแต่วันครบกำหนดชำระหนี้งวดแรกวันที่ 31 ตุลาคม 2539 ตามที่ระบุไว้ในสัญญาขาย/ขายลดตั๋วเงิน เจ้าหนี้จึงชอบที่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนำประกันหนี้ของนายธวัชชำระหนี้ทั้งหมดได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 โดยหาจำต้องทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญาจำนำหรือมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนำไปยังลูกหนี้ก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วและสัญญาค้ำประกันที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้ขาดอายุความ แต่ในส่วนหนี้จำนำนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 บัญญัติว่า "ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง หรือผู้ทรงบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้อันตนได้ยึดถือไว้ ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ หรือที่ได้ยึดถือไว้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้" ดังนั้น แม้หนี้ที่ประกันจะขาดอายุความ เจ้าหนี้ก็ยังคงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 748 จากราคาทรัพย์จำนำของลูกหนี้ตามต้นเงินของหนี้ประธานจำนวน 5,900,000 บาท แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 748 (1) เมื่อสัญญาขาย/ขายลดตั๋วเงิน ระบุว่า นายธวัชลูกหนี้ชั้นต้นยอมเสียดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้เดิมในอัตรา เอ็ม.อาร์.อาร์. บวก 2 ต่อปี ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 16.50 ต่อปี เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้ได้ตามอัตราดังกล่าว แต่เมื่อเจ้าหนี้ฎีกาขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงกำหนดให้ตามที่เจ้าหนี้ขอ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยในต้นเงินจำนำมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจำนำในต้นเงิน จำนวน 5,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2552 (วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด) ย้อนหลังขึ้นไป 5 ปี จากการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนกองทุนรวมสหธนาคารเอกปันผล 3 เลขทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุน 2730026 เลขที่ใบสำคัญ 005822 จำนวน 250,000 หน่วย และเลขที่ใบสำคัญ 005832 จำนวน 500,000 หน่วย ก่อนเจ้าหนี้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 748 (1)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28/2
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 96 (3) ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ส.
เจ้าหนี้ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ข. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายเฉลิมธันว์ สุขะปุณณพันธ์
- นางสิริพร เปรมาสวัสดิ์ สุรมณี
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ปิยกุล บุญเพิ่ม
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1126/2563
#663651
เปิดฉบับเต็ม

เมื่ออาคารพิพาทเป็นอาคารที่จำเลยปลูกสร้างลงบนที่ดินของเจ้าหนี้รายที่ 2 โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดิน เมื่อสัญญาเช่าระงับลงโดยไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นจำเลยผู้เช่าต้องรื้อถอนอาคารออกจากที่ดินที่เช่า ดังนั้น เมื่ออาคารพิพาทถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดมาเพื่อบังคับชำระหนี้ การขายอาคารพิพาทจึงต้องขายโดยผู้ซื้อต้องรื้ออาคารพิพาทออกไปจากที่ดินของเจ้าหนี้รายที่ 2 เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อาจกำหนดวิธีการขายทอดตลาดเป็นอย่างอื่น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาด โดยมีหมายเหตุให้ผู้ซื้อต้องไปขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อการรื้อถอนอาคารออกจากที่ดินของเจ้าหนี้รายที่ 2 พร้อมขนย้ายเศษซากวัสดุจากการรื้อถอนอาคารออกจากที่ดินข้างต้นโดยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง จึงชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับการขายทอดตลาดมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมประมูลสู้ราคาได้ เจ้าหนี้รายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเข้าร่วมประมูล การที่ผู้ซื้ออาคารได้จะไปตกลงกับเจ้าของที่ดินภายหลังการประมูลก็เป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ซื้อที่จะไปดำเนินการและเป็นเรื่องในอนาคตที่นอกเหนือการจัดการของเจ้าพนักงานบังคับคดีและผู้คัดค้าน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดคำเตือนผู้ซื้อว่า ผู้ใดซื้อได้ให้รื้อถอนไปหรือติดต่อกับเจ้าของที่ดินเองนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 มีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ภายหลังมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนางศิริพงษ์ นางสุภานันท์ และนายภิวัฒน์ โจทก์ทั้งสามในคดีหมายเลขแดงที่ 2266/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของจำเลยต่อผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดง ที่ 2266/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยความยินยอมของผู้คัดค้านออกประกาศขายทอดตลาดอาคาร TWIN PEAKS RESIDENCE ซึ่งเป็นตึกอพาร์ตเมนต์สูง 8 ชั้น จำนวน 74 ห้อง จำนวน 2 อาคาร มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3507 มีชื่อนางศิริพงษ์ และนางสุภานันท์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 3611 มีชื่อนางศิริพงษ์ และนายภิวัฒน์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยมีราคาที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์จำนวน 95,285,250 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านและให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคารพิพาทไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ดังนั้น การที่ผู้ซื้ออาคารพิพาทจากการขายทอดตลาดมีสิทธิรื้อถอนไปหรือไปติดต่อเจ้าของที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่โดยชอบแล้วหามีกฎหมายห้ามไม่ คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์และอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้อุทธรณ์และไม่มีข้อผิดพลาดที่ต้องแก้ไขเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2546 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3507 และ 3611 จากเจ้าหนี้รายที่ 2 เพื่อก่อสร้างอาคาร ชื่อ TWIN PEAKS RESIDENCE มีกำหนดระยะเวลาเช่า 30 ปี แต่จำเลยผิดสัญญา เจ้าหนี้รายที่ 2 จึงฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2266/2556 ให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าแก่เจ้าหนี้รายที่ 2 แต่จำเลยเพิกเฉย เจ้าหนี้รายที่ 2 จึงขอให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้บังคับคดีแก่จำเลย วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 เจ้าหนี้รายที่ 2 ได้มอบอำนาจให้ผู้แทนนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดอาคาร TWIN PEAKS RESIDENCE ของจำเลย ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของเจ้าหนี้รายที่ 2 และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเจ้าหนี้รายที่ 2 ได้นำหนี้ดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยต่อผู้คัดค้านเป็นเงิน 139,946,959 บาท ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 2266/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยความยินยอมของผู้คัดค้าน ออกประกาศขายทอดตลาดอาคาร TWIN PEAKS RESIDENCE กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ตั้งอยู่บนที่ดินของเจ้าหนี้รายที่ 2 โดยมีหมายเหตุในประกาศขายทอดตลาดว่า "...ผู้ซื้อได้ต้องไปขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อทำการรื้อถอนอาคารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3507 และ 3611 พร้อมขนย้ายเศษซากวัสดุจากการรื้อถอนอาคารออกจากที่ดินข้างต้นโดยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง" และมีคำเตือนผู้ซื้อในย่อหน้าที่สามว่า "ผู้ใดซื้อได้ให้รื้อถอนไปหรือติดต่อกับเจ้าของที่ดินเอง"

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ประกาศขายทอดตลาดในคดีหมายเลขแดงที่ 2266/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่กำหนดให้ซื้ออาคารสิ่งปลูกสร้างแบบรื้อถอนไปหรือติดต่อเจ้าของที่ดินเองชอบหรือไม่ เห็นว่า อาคารพิพาทเป็นอาคารที่จำเลยปลูกสร้างลงบนที่ดินของเจ้าหนี้รายที่ 2 โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดิน เมื่อสัญญาเช่าระงับลงโดยไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น จำเลยผู้เช่าต้องรื้อถอนอาคารออกจากที่ดินที่เช่า ดังนั้น เมื่ออาคารพิพาทถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดมาเพื่อบังคับชำระหนี้ การขายอาคารพิพาทจึงต้องขายโดยผู้ซื้อรื้ออาคารออกไปจากที่ดินของเจ้าหนี้รายที่ 2 เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อาจกำหนดวิธีการขายทอดตลาดเป็นอย่างอื่น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาด โดยมีหมายเหตุให้ผู้ซื้อต้องไปขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อทำการรื้อถอนอาคารออกจากที่ดินของเจ้าหนี้รายที่ 2 พร้อมขนย้ายเศษซากวัสดุจากการรื้อถอนอาคารออกจากที่ดินข้างต้นโดยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง จึงชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับการขายทอดตลาดมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมประมูลสู้ราคา เจ้าหนี้รายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเข้าร่วมประมูล การที่ผู้ซื้ออาคารได้จะไปตกลงกับเจ้าของที่ดินภายหลังการประมูลก็เป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ซื้อที่จะไปดำเนินการและเป็นเรื่องในอนาคตที่นอกเหนือการจัดการของเจ้าพนักงานบังคับคดีและผู้คัดค้าน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดคำเตือนผู้ซื้อว่า ผู้ใดซื้อได้ให้รื้อถอนไปหรือติดต่อกับเจ้าของที่ดินเองนั้น ชอบแล้ว ทั้งตามคำร้องโจทก์ก็มิได้โต้แย้งราคาขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดรวมถึงหมายเหตุที่ให้ซื้อทรัพย์พิพาทโดยการรื้อถอนเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีมาตรการใด ๆ ในการติดตามหรือบังคับให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องรื้อถอนทรัพย์ที่ซื้อ ซึ่งอาจเป็นช่องทางที่ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินได้ประโยชน์มากกว่าเจ้าหนี้รายอื่นเท่านั้น การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวกาญจน์ธีรา ติวิทย์ศิริกุล
- นายสถาพร วิสาพรหม
ชื่อองค์คณะ
พิสุทธิ์ ศรีขจร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1125/2563
#644081
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดลำปาง
จำเลย — นาง กรดาหรือกรฎาหรือน้อง อิ่นคำ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1124/2563
#644010
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย อานนท์หรือตูน แก้วประดิษฐ กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1123/2563
#663658
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่หรือมีสิทธิใดอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องออกจากป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่เกิดเหตุ

ไม่มีบทกฎหมายใดให้สิทธิแก่จำเลยในการใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ได้รับการผ่อนผันอยู่ในที่ดินป่าและป่าสงวนแห่งชาติได้ สิทธิของจำเลยพึงมีประการใดจะต้องไปดำเนินการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการนั้น หาอาจใช้สิทธิทางศาลได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 26/4, 26/5 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 54, 55, 72 ตรี ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากป่าสงวนแห่งชาติภายในระยะเวลาที่กำหนด กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 3,949,975.46 บาท แก่กรมป่าไม้ตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายในระยะเวลาที่กำหนดด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ที่เกิดเหตุเป็นป่าบ้านโป่งเกตุ เนื้อที่ 57 ไร่ 3 งาน 52 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรออกกฎกระทรวงฉบับที่ 325 (พ.ศ.2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 กำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและปิดประกาศให้ประชาชนทราบแล้ว จำเลยเข้ายึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี โดยปลูกต้นยางพาราและสับปะรด สร้างบ้าน 1 หลัง และห้องน้ำ 1 ห้อง ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเห็นว่าจำเลยมิใช่ผู้ยากไร้หรือผู้ไร้ที่ทำกินอันจะได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยในพื้นที่ป่าได้ จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยชอบแล้ว ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กรมป่าไม้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่พยานโจทก์ทั้งหมดเบิกความสรุปได้ว่าที่เกิดเหตุและที่ดินโดยรอบไม่มีสภาพเป็นป่าแต่เป็นสวนยางพาราบ้าง ไร่สับปะรดบ้าง และราษฎรเข้าทำประโยชน์เต็มพื้นที่ สอดคล้องกับจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ซื้อที่ดินที่เกิดเหตุจากนายตื้อเมื่อประมาณ ปี 2532 ขณะซื้อที่ดินมีพริกและข้าวโพดปลูกอยู่แล้ว และมีต้นสนปลูกในที่ดิน ไม่มีสภาพเป็นป่า ที่ดินข้างเคียงส่วนใหญ่ปลูกพริก หลังจากซื้อที่ดินแล้วจำเลยตัดต้นสนออกปลูกสับปะรดแทน ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าพนักงานตำรวจมาแจ้งจำเลยว่าบุกรุกป่า ไม่เคยเห็นหลักเขตที่บอกว่าเป็นแนวป่า เช่นเดียวกับที่จำเลยให้ถ้อยคำแก่นายประชัย และที่ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน เมื่อขณะจำเลยซื้อที่ดินเกิดเหตุ ที่ดินในบริเวณดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นป่า แต่มีสภาพการเข้าทำประโยชน์ของราษฎรจนเต็มพื้นที่ จึงมีเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าสามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุเช่นเดียวกับราษฎรอื่นได้ เกี่ยวกับหลักเขตหรือป้ายหรือเครื่องหมายอื่น ๆ แสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติตามสมควรเพื่อให้ประชาชนเห็นได้ว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ คงได้ความจากนายมนัส ลูกจ้างประจำของหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ปข.4 (ห้วยทราย) ว่า เคยเห็นหลักหมุดเมื่อปี 2540 มีลูกศรชี้ไปทางซ้ายขวา ให้ตรงไปทางเหนือใต้ หากไปทิศตะวันตกจะเป็นเขตป่า ส่วนทิศตะวันออกจะเป็นเขตของชาวบ้าน หลังจากนั้นไม่ได้สังเกตหลักหมุดดังกล่าวอันแสดงให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีหลักหมุดเพียงหลักเดียวปรากฏอยู่ในปี 2540 หลังจากนั้นหลักหมุดดังกล่าวจะคงมีอยู่หรือไม่ ไม่มีพยานโจทก์ใดยืนยันได้ ทั้งหลักหมุดดังกล่าวก็อยู่ห่างจากที่เกิดเหตุถึง 3 กิโลเมตร และพื้นที่จากหลักหมุดดังกล่าวถึงที่เกิดเหตุ ราษฎรก็เข้าครอบครองทำประโยชน์เต็มพื้นที่ จึงถือไม่ได้ว่าในที่เกิดเหตุได้มีหลักเขตหรือป้ายหรือเครื่องหมายอื่น ๆ แสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติตามสมควรเพื่อให้ประชาชนเห็นได้ว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ แม้จะมีประกาศกฎกระทรวงแสดงพื้นที่การเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจึงมีผลบังคับใช้ และต้องถือว่าจำเลยทราบประกาศนั้นแล้วด้วยก็ตามก็เป็นแต่เพียงให้ถือว่าจำเลยทราบประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว ส่วนแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติที่แท้จริงจะมีเพียงใด กินพื้นที่ถึงบริเวณใด ประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยจะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีหลักเขตหรือป้ายหรือเครื่องหมายอื่น ๆ แสดงแนวเขตให้ปรากฏ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ ไม่มีหลักเขตหรือป้ายหรือเครื่องหมายอื่น ๆ ที่เจ้าพนักงานต้องจัดให้มีตามสมควรติดตั้งอยู่ แม้แต่เจ้าหน้าที่จะทราบว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติก็ด้วยการใช้เครื่องมือหาค่าพิกัดผ่านดาวเทียม (จีพีเอส) วัดค่าพิกัด นำไปคำนวณโดยเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วจึงทราบ ดังนั้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยยึดถือครอบครองที่ดินโดยรู้อยู่แล้วว่าที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติและที่เกิดเหตุแม้จะยังไม่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน จึงเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) แต่ก็ปรากฏว่าที่เกิดเหตุและที่ดินโดยรอบ ไม่มีสภาพเป็นป่า และมีราษฎรครอบครองทำประโยชน์จนเต็มพื้นที่ และตั้งแต่จำเลยเข้าครอบครองที่เกิดเหตุเมื่อปี 2532 ถึงปี 2560 ไม่มีราษฎรรายใดถูกดำเนินคดีฐานบุกรุก ยึดถือ ครอบครอง ทำความเสื่อมเสียแก่สภาพป่า พฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าที่เกิดเหตุสามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ได้ การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนากระทำผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ส่วนในเรื่องค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งให้จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งเรื่องค่าเสียหายนี้ และจำเลยยังไม่ได้ให้การในคดีส่วนแพ่ง ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็มิได้นำสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับค่าเสียหายไว้ว่ามีหรือไม่เพียงใด เพื่อจะเป็นฐานให้กำหนดค่าเสียหายได้ เมื่อคดีส่วนอาญาเสร็จสิ้นแล้ว จึงเห็นสมควรให้ผู้เสียหายไปยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจชำระ

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารต้องออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากป่าสงวนแห่งชาติภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี และจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ หรือมีสิทธิใดอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องออกจากป่าสงวนแห่งชาติ และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่เกิดเหตุ

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยมิใช่นายทุน แต่เป็นผู้มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุมาก่อนมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จำเลยควรได้รับการผ่อนผันหรืออนุญาตให้ครอบครองทำประโยชน์ที่เกิดเหตุต่อไปนั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้สิทธิแก่จำเลยในการใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ได้รับการผ่อนผันอยู่ในที่ดินป่าและป่าสงวนแห่งชาติได้ สิทธิของจำเลยพึงมีประการใดจะต้องไปดำเนินการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการนั้น หาอาจใช้สิทธิทางศาลได้ไม่ การจะได้รับสิทธิผ่อนผันจำเลยจะอ้างได้เพียงทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดในส่วนคดีอาญาเท่านั้น จะใช้เพื่อพิสูจน์สิทธิของจำเลยในส่วนคดีแพ่งในคดีนี้ไม่ได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้กระทำได้ ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาประการนี้ได้ แม้จำเลยจะอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยให้ก็ไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยจะฎีกาต่อมาได้ ถึงจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาโดยชอบก็ตาม ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายใน 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นางสุธรรมา ณ ระนอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
ธงชัย เสนามนตรี
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1122/2563
#643789
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดวิเชียรบุรี
จำเลย — นาย ประไพหรืออึ่ง โนนสูง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1119/2563
#682029
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) จำกัด
จำเลย — นายอัคเรศ ป้อมศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม -
-
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
ประมวญ รักศิลธรรม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1116/2563
#682027
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวสุพรรณี สิงห์แสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู -
-
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ประมวญ รักศิลธรรม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1115/2563
#643905
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุนิสา พรหมมณี
จำเลย — บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1114/2563
#662245
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมนั้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างมาโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยก็ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 และ 182

จำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนเงินสดจากตู้เบิกถอนเงินสดอัตโนมัติของธนาคาร ก. และธนาคาร ท. รวม 7 ครั้ง ตามฟ้องจริง ซึ่งแต่ละครั้งจำเลยจะใช้บัตรแต่ละใบใน 3 ใบ เบิกเงินแต่ละจำนวน ตามที่มีเงินอยู่ในบัญชีของบัตรแต่ละใบ โดยใช้ตู้เบิกถอนเงินต่างธนาคารและต่างเวลากัน ลักษณะการกระทำผิดดังกล่าวเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 188, 335, 269/5, 269/7 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาบัตรเอทีเอ็ม 4 ใบ เป็นเงิน 2,000 บาท และคืนเงิน 108,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1/2551 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 521/2551 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (ที่ถูก มาตรา 188 (เดิม)), 335 (1) วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 335 (1) วรรคแรก (เดิม)) และมาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนกับฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 7 กระทง จำคุก 14 ปี รวมจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1/2551 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย เป็นจำคุก 8 ปี 6 เดือน ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 521/2551 ของศาลชั้นต้น มีการนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวบวกกับโทษจำคุกในคดีอื่นแล้ว จึงไม่อาจนำมาบวกโทษได้อีก ยกคำขอในส่วนนี้ และให้จำเลยคืนบัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3 ใบ กับบัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 1 ใบ และคืนเงิน 108,000 บาท แก่ผู้เสียหาย หากคืนบัตรเอทีเอ็มไม่ได้ให้ใช้เงิน 2,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อเบิกถอนเงินโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับจากวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติ ให้จำเลยศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพสุจริตที่เป็นกิจจะลักษณะ กับห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับสิ่งมึนเมาและยาเสพติดให้โทษทุกชนิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 144 (1) ยกคำขอบวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1/2551 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมมิใช่ความผิดกรรมเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา ทั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็ไม่อาจวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้คดีในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง และตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 และ 182 นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมนั้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างมาโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยก็ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 และ 182 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยในข้อหาใช้บัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวน 3 ใบ ที่ลักมาเบิกถอนเงินสดจากตู้เบิกถอนอัติโนมัติของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริเวณสามแยกสันทรายน้อย ตำบลสันทรายน้อย อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ รวม 7 ครั้ง เป็นความผิดหลายกรรมนั้น จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องมาว่า จำเลยใช้บัตรเอทีเอ็มดังกล่าวเบิกถอนเงินสดจากตู้เบิกถอนเงินสดอัตโนมัติของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) รวม 7 ครั้ง ตามฟ้องจริง ซึ่งแต่ละครั้งจำเลยจะใช้บัตรแต่ละใบใน 3 ใบ เบิกเงินแต่ละจำนวนซึ่งบางครั้งไม่เท่ากัน ตามที่มีเงินอยู่ในบัญชีของบัตรแต่ละใบ โดยใช้ตู้เบิกถอนเงินต่างธนาคารกันด้วยและย่อมต่างเวลากัน ลักษณะการกระทำผิดดังกล่าวจึงไม่อาจถือว่าเป็นการกระทำวาระเดียวกันได้ จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระแล้ว มิฉะนั้นจะไม่ได้เงินสดไปถึง 108,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า การที่จำเลยใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายเบิกถอนเงินจากตู้เบิกถอนเงินอัตโนมัติ 7 ครั้ง ในวันเดียวกัน ในบริเวณและลักษณะที่เหมือนกัน ในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกันไปทุกครั้ง แสดงให้เห็นว่า จำเลยใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายเบิกถอนเงินโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินทั้งหมดในบัญชีของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจตนาเดียว หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลของการกระทำต่างกรรมเป็นคราว ๆ จึงฟังว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น จำเลยมีความผิด 7 กรรมตามฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิเคราะห์พฤติกรรมของจำเลย ความตั้งใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของจำเลย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ต้องหาของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่และรายงานสรุปการประเมินและการให้คำปรึกษาแนะนำของศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำและประสานการประชุมเพื่อจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็ก เยาวชนและครอบครัวของศาลชั้นต้น แล้วเชื่อว่าจำเลยยังอยู่ในวิสัยที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ และให้โอกาสแก่จำเลยโดยการรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติไว้ตามระยะเวลาที่เหมาะสม นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยทุกประการ แต่การกำหนดโทษข้อหานี้ซึ่งเบิกเงินได้ครั้งละไม่เกิน 20,000 บาท ศาลล่างทั้งสองลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งแล้ว ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี นั้น หนักเกินไปจึงควรกำหนดใหม่ให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อเบิกถอนเงินโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดรวม 7 กรรม จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 3 ปี 12 เดือน ส่วนการรอลงโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรควรรคสอง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 180 ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ — นายธนู พุ่มพวง
- นางรัชดาพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
วาสนา หงส์เจริญ
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1110/2563
#643981
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ คดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด กาญจนบุรี่
โจทก์ร่วม — นาง ดอกกระถิน บุตรพรม
จำเลย — นาย สมภพหรือเอิร์ท หอมทวนลม กับพวกรวม 6 คน
จำเลยร่วม — นาง ดอกกระถิน บุตรพรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1109/2563
#644008
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ คดีเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสกลนคร
จำเลย — นาย ชาญชล หรือกิมมี่ บุตรสุวรรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1107/2563
#644050
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นาง อรอุมา หนูคง
จำเลย — นาย เกรียงศักดิ์หรือหนึ่ง กุลศรี
จำเลยร่วม — นาง อรอุมา หนูคง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา