คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 653/2563
#681877
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทเกรทเทสท์ โกลด์ แอนด์ รีไฟเนอรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 647/2563
#663665
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้รับทราบคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ซึ่งครบกำหนดวันที่ 4 สิงหาคม 2555 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 5 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 40, 42, 47 ทวิ, 66 ทวิ, 80 ให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารออกไปจากที่ดินที่บุกรุก และปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวัน นับแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2555 จนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ถูกต้อง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40 (2) (3), 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ (ที่ถูก ฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน) จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปีและปรับคนละ 10,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 6 เดือน และปรับ 80,000 บาท กับปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2555 จนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 9 เดือน และปรับ 45,000 บาท กับปรับจำเลยที่ 1 อีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2555 จนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสาม คนงาน คนรับจ้าง ผู้แทนและบริวารออกไปจากที่ดินที่บุกรุก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวัน วันละ 600 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับวันละ 300 บาท นับแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ถูกต้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ความผิดฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้รับทราบคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้เสร็จภายใน 30 วัน ซึ่งครบกำหนดวันที่ 4 สิงหาคม 2555 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 30ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 5 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกและปรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (4)
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 66 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาววิภา ฉันทพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ธงชัย เสนามนตรี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2563
#643572
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกัน เพิ่งเลิกคบหากันก่อนเกิดเหตุเพียงหนึ่งเดือน ความสัมพันธ์ยังคงมีอยู่ไม่ถึงกับตัดขาดทีเดียว การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามหาผู้เสียหายที่ 2 ในขณะที่เพิ่งมีปากเสียงกัน จำเลยจึงอยู่ในสภาวะอารมณ์ขุ่นเคืองและโกรธ มากกว่าที่จะวางแผนหรือใคร่ครวญตรึกตรองหาวิธีทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 เมื่อจำเลยเห็นผู้เสียหายที่ 2 บริเวณบ้านที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ จำเลยเลี้ยวรถกลับไปจอดหน้าบ้านที่เกิดเหตุแล้วเดินเข้าไปหา ผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยก็วิ่งหนี จำเลยวิ่งตามไปใช้อาวุธมีดที่พกติดตัวมาแทงทำร้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ได้รับอันตรายสาหัส เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า จำเลยกระทำไปโดยขาดความยับยั้งชั่งใจและขาดสติด้วยคิดว่าผู้เสียหายที่ 2 ตีจากและหันไปคบกับผู้เสียหายที่ 3 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 295, 297, 289, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่ข้อหาอื่นให้การรับว่าทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จริง แต่กระทำโดยบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณา นายสมศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ก่อนสืบพยานผู้เสียหายที่ 1 ขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ให้จำหน่ายคำร้องเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

นางสาวภัทรวดี ผู้เสียหายที่ 2 โดยนายบุญเสียน ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท ค่าเสียหายต่อจิตใจที่ใบหน้าเสียโฉมเป็นเงิน 100,000 บาท ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติเป็นเงิน 54,000 บาท และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นเนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเงิน 250,000 บาท

นายสมพรโชค ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 13,844 บาท ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติเป็นเงิน 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 103,844 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 295, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว และฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร และทางนำสืบของจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควรให้กึ่งหนึ่งและลดโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 500 บาท ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น คงจำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 16 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 128,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 14,844 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,844 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 33 ปี 12 เดือน และปรับ 500 บาท ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 23,844 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,844 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ผู้เสียหายที่ 2 เคยอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 3 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธมีดยาว 5.5 นิ้ว ด้ามมีดยาวประมาณ 4 นิ้ว แทงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส มีบาดแผลเป็นบริเวณใบหน้าและรอบดวงตามองเห็นได้ชัดเจน ต้องเสียโฉมอย่างติดตัว และมีบาดแผลบริเวณแขนขวาต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันและเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดอาวุธมีดที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดและฝักมีดที่ตกในที่เกิดเหตุเป็นของกลาง สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น และคดีในส่วนแพ่งของผู้เสียหายที่ 2 คู่ความไม่อุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้แก้ไขค่าสินไหมทดแทนในส่วนของผู้เสียหายที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยไม่อุทธรณ์ คงมีแต่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 23,844 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ไม่ฎีกา คงมีแต่จำเลยฎีกา ดังนั้น ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและค่าสินไหมที่จำเลยต้องชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายที่ 3 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2557 มีบุตรด้วยกัน 1 คน ผู้เสียหายที่ 2 เคยถูกจำเลยทำร้ายร่างกายเป็นประจำ และผู้เสียหายที่ 2 เพิ่งเลิกคบหากับจำเลยก่อนเกิดเหตุเพียง 1 เดือน ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 ยังคงมีอยู่ไม่ถึงกับตัดขาดเสียทีเดียว โดยผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ยังพูดคุยกับจำเลยและจำเลยยืนยันขอกลับมาอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งจำเลยเบิกความเจือสมเข้ามาว่า ช่วงเกิดเหตุจำเลยยังไม่เลิกคบหากับผู้เสียหายที่ 2 แต่ผู้เสียหายที่ 2 ขอกลับไปอยู่กับบิดามารดาของตน และจำเลยรู้สึกโกรธเมื่อได้ยินข่าวว่าผู้เสียหายที่ 2 คบหากับบุคคลอื่น แสดงว่า จำเลยยังมีความผูกพันและอาลัยอาวรณ์ผู้เสียหายที่ 2 อยู่ ส่วนเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุที่จำเลยพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 2 ทางเฟซบุ๊กของนางสาวเกียร์ นั้น จำเลยพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 2 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะนั้นผู้เสียหายที่ 2 ก็ยอมรับว่า จำเลยไม่รู้ว่าผู้เสียหายที่ 2 อยู่ที่ใด และผู้เสียหายที่ 2 คบหาอยู่กับผู้เสียหายที่ 3 หรือไม่การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีญาติซ้อนท้ายมาอีก 2 คน ตามหาผู้เสียหายที่ 2 ในขณะที่เพิ่งมีปากเสียงกับผู้เสียหายที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องทวงเงินค่าสินสอดและความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียหายที่ 2 กับบุคคลอื่น จำเลยจึงอยู่ในสภาวะอารมณ์ขุ่นเคืองและโกรธมากกว่าที่จะวางแผนหรือใคร่ครวญตรึกตรองหาวิธีทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 ดังที่โจทก์ฟ้องดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์ที่จำเลยขับรถผ่านบ้านที่เกิดเหตุไป แสดงว่าจำเลยไม่รู้ว่าผู้เสียหายที่ 2 อยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุ เมื่อจำเลยเห็นผู้เสียหายที่ 2 บริเวณบ้านที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ จำเลยจึงเลี้ยวรถกลับไปจอดหน้าบ้านที่เกิดเหตุ แล้วเดินเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 ในทันที ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 เมื่อเห็นจำเลยก็วิ่งหนี จำเลยจึงวิ่งตามไปทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 รวมทั้งผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งน่าจะเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า จำเลยกระทำไปโดยขาดความยับยั้งชั่งใจและขาดสติด้วยคิดว่าผู้เสียหายที่ 2 ตีจาก และหันไปคบกับผู้เสียหายที่ 3 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ สมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของผู้เสียหายที่ 3 ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 289
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายเกียรตินันท์ แสงชมภู
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2563
#681871
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91,

295, 297, 289, 364, 365, 371

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่ข้อหาอื่นให้การรับว่าทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จริง

แต่กระทำโดยบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณา นายสมศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 1

ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน

100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

แต่ก่อนสืบพยานผู้เสียหายที่ 1 ขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

แต่ให้จำหน่ายคำร้องเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

นางสาวภัทรวดี ผู้เสียหายที่ 2 โดยนายบุญเสียน

ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้เสียหายที่

2 เป็นเงิน 50,000 บาท ค่าเสียหายต่อจิตใจที่ใบหน้าเสียโฉมเป็นเงิน 100,000 บาท

ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติเป็นเงิน

54,000 บาท และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นเนื่องจากผู้เสียหายที่

2 ต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเงิน 250,000 บาท

นายสมพรโชค ผู้เสียหายที่ 3

ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 13,844 บาท

ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติเป็นเงิน 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 103,844 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5

ต่อปีนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,

80, 295, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร

ปรับ 1,000 บาท

ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว

และฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ

เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 90 จำคุก 10 ปี และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น

จำคุก 1 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร

และทางนำสืบของจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษฐานพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควรให้กึ่งหนึ่งและลดโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้หนึ่งในสาม

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 500 บาท ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น คงจำคุก 8 เดือน

รวมจำคุก 6 ปี 16 เดือน และปรับ 500 บาท

ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 128,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 14,844 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,844 บาท

นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560

เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา

80

ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต

ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน

เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 33 ปี 12 เดือน

และปรับ 500 บาท ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 23,844 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน

23,844 บาท นับแต่วันที่ 9

พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า

ผู้เสียหายที่ 2

เคยอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 3

เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง

จำเลยเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธมีดยาว 5.5 นิ้ว

ด้ามมีดยาวประมาณ 4 นิ้ว แทงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส มีบาดแผลเป็นบริเวณใบหน้าและรอบดวงตามองเห็นได้ชัดเจน ต้องเสียโฉมอย่างติดตัว

และมีบาดแผลบริเวณแขนขวาต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันและเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่

3

ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดอาวุธมีดที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดและฝักมีดที่ตกในที่เกิดเหตุเป็นของกลาง

สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว

ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ

ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น และคดีในส่วนแพ่งของผู้เสียหายที่ 2

คู่ความไม่อุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 9

มิได้แก้ไขค่าสินไหมทดแทนในส่วนของผู้เสียหายที่ 2

จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยไม่อุทธรณ์

คงมีแต่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่

3 เป็นเงิน 23,844 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ไม่ฎีกา

คงมีแต่จำเลยฎีกา ดังนั้น

ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและค่าสินไหมที่จำเลยต้องชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายที่ 3

เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า

จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า

จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2

อยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2557 มีบุตรด้วยกัน 1 คน ผู้เสียหายที่ 2 เคยถูกจำเลยทำร้ายร่างกายเป็นประจำ และผู้เสียหายที่ 2 เพิ่งเลิกคบหากับจำเลยก่อนเกิดเหตุเพียง

1 เดือน

ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2

ยังคงมีอยู่ไม่ถึงกับตัดขาดเสียทีเดียว โดยผู้เสียหายที่

2 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่

2

ยังพูดคุยกับจำเลยและจำเลยยืนยันขอกลับมาอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งจำเลยเบิกความเจือสมเข้ามาว่า

ช่วงเกิดเหตุจำเลยยังไม่เลิกคบหากับผู้เสียหายที่ 2

แต่ผู้เสียหายที่ 2 ขอกลับไปอยู่กับบิดามารดาของตน

และจำเลยรู้สึกโกรธเมื่อได้ยินข่าวว่าผู้เสียหายที่ 2

คบหากับบุคคลอื่น แสดงว่า จำเลยยังมีความผูกพันและอาลัยอาวรณ์ผู้เสียหายที่

2 อยู่ ส่วนเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุที่จำเลยพูดคุยกับผู้เสียหายที่

2 ทางเฟซบุ๊กของนางสาวเกียร์ นั้น จำเลยพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 2 เวลาประมาณ 15

นาฬิกา ขณะนั้นผู้เสียหายที่ 2 ก็ยอมรับว่า จำเลยไม่รู้ว่าผู้เสียหายที่ 2 อยู่ที่ใด และผู้เสียหายที่ 2 คบหาอยู่กับผู้เสียหายที่ 3 หรือไม่การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีญาติซ้อนท้ายมาอีก

2 คน ตามหาผู้เสียหายที่

2 ในขณะที่เพิ่งมีปากเสียงกับผู้เสียหายที่

2

เกี่ยวกับเรื่องทวงเงินค่าสินสอดและความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียหายที่ 2 กับบุคคลอื่น จำเลยจึงอยู่ในสภาวะอารมณ์ขุ่นเคืองและโกรธมากกว่าที่จะวางแผนหรือใคร่ครวญตรึกตรองหาวิธีทำร้ายผู้เสียหายที่

2

ดังที่โจทก์ฟ้องดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์ที่จำเลยขับรถผ่านบ้านที่เกิดเหตุไป

แสดงว่าจำเลยไม่รู้ว่าผู้เสียหายที่ 2 อยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุ

เมื่อจำเลยเห็นผู้เสียหายที่ 2

บริเวณบ้านที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ จำเลยจึงเลี้ยวรถกลับไปจอดหน้าบ้านที่เกิดเหตุ

แล้วเดินเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 ในทันที ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 เมื่อเห็นจำเลยก็วิ่งหนี

จำเลยจึงวิ่งตามไปทำร้ายผู้เสียหายที่ 2

รวมทั้งผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน

ซึ่งน่าจะเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า จำเลยกระทำไปโดยขาดความยับยั้งชั่งใจและขาดสติด้วยคิดว่าผู้เสียหายที่

2 ตีจาก และหันไปคบกับผู้เสียหายที่ 3

พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า

จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ สมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9

วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เว้นแต่ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของผู้เสียหายที่ 3

ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 289
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายเกียรตินันท์ แสงชมภู
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 640/2563
#643716
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดยโสธร
จำเลย — นาย ประวัติ จันทร์แก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 640/2563
#644452
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรด จำกัด
จำเลย — บริษัทฟุกเทียนสุราษฎร์การเกษตร จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทบี.ซี. เวิลด์ โฮลดิ้งค์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 639/2563
#685057
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โดยผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 และค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิตและแก่กายดังกล่าว มิใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดในคดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกหรือรับของโจรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43, 78, 157, 160 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 42, 59, 60, 64

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ส. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท และนาย ธ. ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 6 (1)), 59, 60 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 60), 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 4 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 1,000 บาท ฐานใช้รถยนต์ที่ไม่ได้จดทะเบียนเสียภาษีประจำปี (ที่ถูก ฐานใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียน) ปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน ปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 33,300 บาท และชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 66,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส กับฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและ แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะเกิดเหตุมีฝนตกหนักนาย ธ. ผู้ตาย ขับรถจักรยานยนต์ โดยมีนาย ส. ผู้ร้องที่ 1 นั่งซ้อนท้าย แล่นไปตามถนน เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุได้เกิดอุบัติเหตุเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและผู้ร้องที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถแทรกเตอร์ของจำเลยไปตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 4 ตรวจพิสูจน์รถแทรกเตอร์และรถจักรยานยนต์ดังกล่าว และจัดทำรายงานการตรวจพิสูจน์ร่องรอยเฉี่ยวชน สำหรับความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียน ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โดยผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 และค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิตและแก่กายดังกล่าว มิใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากกระทำความผิดในคดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกหรือรับของโจรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส กับฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีตามคำพิพากษาชั้นต้นหรือไม่ โดยที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีผู้ร้องที่ 1 เป็นประจักษ์พยานและมีพยานพฤติเหตุแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์มาเป็นพยานที่สนับสนุนว่าจำเลยเป็นผู้ขับรถแทรกเตอร์คันเกิดเหตุชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย พยานหลักฐานโจทก์จึงเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยได้แล้วนั้น โจทก์มีผู้ร้องที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับกลับบ้านซึ่งขณะนั้นฝนตกหนัก พยานจึงก้มหน้าและใช้มือบังที่หน้าผาก เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุพยานได้ยินเสียงผู้ตายร้อง พยานจึงเงยหน้าขึ้นมองเห็นรถแทรกเตอร์ อยู่ห่างประมาณ 5 ถึง 6 เมตร คนขับเป็นชายได้ขับรถคันดังกล่าวไปต่อโดยไม่หยุด ซึ่งท้ายรถคันดังกล่าวมีหลอดไฟกลมเล็ก 2 หลอด เห็นว่า โจทก์มีผู้ร้องที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่พยานปากดังกล่าวไม่อาจเบิกความยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความว่าขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนมีฝนตกหนักและบริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่มืดไม่มีแสงสว่าง โอกาสที่ผู้ร้องที่ 1 จะมองเห็นและจดจำได้ว่าคนร้ายเป็นใครย่อมเป็นไปได้ยาก ประกอบกับในข้อที่ผู้ร้องที่ 1 เบิกความว่า รถแทรกเตอร์คันเกิดเหตุเป็นรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฟอร์ด สีน้ำเงิน แต่ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวน ผู้ร้องที่ 1 กลับให้การเพียงว่ารถแทรกเตอร์คันเกิดเหตุสีน้ำเงินเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุยี่ห้อแต่อย่างใด คำเบิกความของผู้ร้องที่ 1 ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อย ทั้งข้อเท็จจริงคงได้ความจากพยานโจทก์ปากนายวิศรุต นายเดชา และนายสุเมธ เพียงว่า พยานเห็นรถแทรกเตอร์อยู่ใกล้กับบริเวณที่เกิดเหตุเท่านั้น โดยพยานทั้งสามปากดังกล่าวไม่อาจยืนยันได้เช่นกันว่า จำเลยเป็นคนขับรถแทรกเตอร์คันเกิดเหตุหรือไม่ ประกอบกับในข้อที่นายวิศรุตและนายสุเมธเบิกความว่า ไฟท้ายของรถแทรกเตอร์คันดังกล่าวส่องสว่างเพียงหลอดเดียวเท่านั้น ขัดแย้งกับที่ผู้ร้องที่ 1 เบิกความว่า ท้ายรถแทรกเตอร์คันเกิดเหตุนั้นมีหลอดไฟกลม 2 หลอด ให้ความสว่างแต่ไม่ชัดเจน แม้หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดรถแทรกเตอร์ของจำเลยได้ก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 4 ตรวจพบเพียงว่า รถแทรกเตอร์ของจำเลยไฟท้ายทั้งสองข้างชำรุด แต่ไฟส่องท้ายที่ติดตั้งบริเวณหลังรถทั้งสองข้างอยู่ในสภาพใช้งานได้ และเมื่อตรวจพิสูจน์ร่องรอยเฉี่ยวชนระหว่างรถแทรกเตอร์ของจำเลยกับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุแล้วไม่พบร่องรอยความเสียหายใดที่สอดคล้องและเข้ากันได้กับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุที่มีรอยเฉี่ยวชนเสียหายมากบริเวณส่วนหน้า จึงไม่อาจยืนยันได้ว่ารถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันหรือไม่ อย่างไร ดังนี้ เมื่อคดีนี้เป็นคดีอาญาซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนฟ้องและพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา แต่พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมายังไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นคนขับรถแทรกเตอร์คันเกิดเหตุหรือไม่ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบจึงมีน้ำหนักน้อยและรูปคดียังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส กับฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดเหตุแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ถ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นางอรุณีย์ ปัทมามาลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเชื้อชาย โพธิ์กลิ่น
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 637/2563
#662889
เปิดฉบับเต็ม

ที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น แต่ประเด็นดังกล่าวข้างต้นที่ผู้ร้องฎีกามานั้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและไม่ได้ต่อสู้ไว้ ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่านำส่งหมายนัดไต่สวนและสำเนาคำร้องให้คู่ความทราบชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาทำนองว่า คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำร้องและหมายศาล เห็นว่า แม้คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา แต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 252 บัญญัติไว้มิให้เรียก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในข้อนี้มานั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และต่อมามีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ริบตู้เพลงคาราโอเกะ สมุดรายชื่อเพลง และไมโครโฟนพร้อมสาย ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้สั่งคืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ริบตู้เพลงคาราโอเกะ สมุดรายชื่อเพลง และไมโครโฟนพร้อมสายของกลาง คดีถึงที่สุด ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและดำเนินการในชั้นขอคืนของกลาง ผู้ร้องเป็นบุตรและผู้จัดการมรดกของนายอนันต์

ที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น แต่ประเด็นดังกล่าวข้างต้นที่ผู้ร้องฎีกามานั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและไม่ได้ต่อสู้ไว้ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในของกลางหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาในทำนองว่า ผู้ร้องมีพยานหลักฐานให้รับฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในของกลางดังกล่าว กล่าวคือ ในการดำเนินธุรกิจตู้เพลงคาราโอเกะ มีลูกจ้างของผู้ร้อง 2 คน งัดตู้เพลงคาราโอเกะที่ตั้งอยู่ในร้านอาหารและขโมยเงินในตู้ไป ผู้ร้องมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดมฟ้องลูกจ้างทั้งสองคนดังกล่าวเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดเดชอุดม ลูกจ้างทั้งสองคนให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดเดชอุดมมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกลูกจ้างทั้งสองคนดังกล่าว โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามสำเนาคำพิพากษาศาลจังหวัดเดชอุดม คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1403/2556 โดยคำพิพากษาดังกล่าวระบุข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายอนันต์ เป็นเจ้าของกิจการตู้เพลงคาราโอเกะ ต่อมานายอนันต์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องในคดีนี้เป็นผู้จัดการมรดกของนายอนันต์จึงเป็นผู้เสียหาย และภายหลังศาลอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว เห็นว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดคำพิพากษาที่ผู้ร้องอ้างถึง คงได้ความแค่เพียงจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวให้การรับสารภาพว่า ได้ใช้วัตถุของแข็งเปิดกล่องใส่เงินภายในตู้เพลงคาราโอเกะแล้วเอาเงินของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายอนันต์ไป แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่านายอนันต์หรือผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในตู้เพลงคาราโอเกะดังกล่าวหรือไม่ ทั้งเหตุลักทรัพย์ตามคำพิพากษาดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเหตุในคดีนี้ถึง 2 ปีเศษ แต่ผู้ร้องกลับไม่มีพยานหลักฐานใด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะรูปร่าง หมายเลขเครื่อง หรือสิ่งบ่งชี้อื่น ๆ มาแสดงให้เห็นว่าตู้เพลงคาราโอเกะในคดีดังกล่าวเป็นตู้เพลงคาราโอเกะตู้เดียวกับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางริบในคดีนี้ อีกทั้งร้านอาหารที่เกิดเหตุในคดีดังกล่าวเป็นคนละร้านกับในคดีนี้ ลำพังเพียงสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาคำพิพากษา จึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า เหตุที่ผู้ร้องไม่เคยไปแสดงตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในของกลางตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนศาลมีคำพิพากษาให้ริบของกลางนั้น เนื่องจากผู้ร้องมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จัดการดูแลกิจการตู้เพลงคาราโอเกะแทนผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องสามารถกระทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของคดีหลักปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ให้การว่าตู้เพลงคาราโอเกะพร้อมอุปกรณ์ของกลางเป็นของจำเลยที่ 2 สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 ให้การว่าตนเป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะของกลาง และจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบพนักงานอัยการโจทก์ถามค้านในชั้นไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางยอมรับว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอคืนของกลางในชั้นสอบสวนโดยมิได้กล่าวถึงผู้ร้องว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตู้เพลงคาราโอเกะของกลางแต่อย่างใด ข้ออ้างของผู้ร้องจึงขัดแย้งกับพยานหลักฐานในสำนวน มีลักษณะเลื่อนลอย และไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในของกลางอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในตู้เพลงคาราโอเกะและอุปกรณ์ของกลางนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อได้ความดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่านำส่งหมายนัดไต่สวนและสำเนาคำร้องให้คู่ความทราบชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาทำนองว่า คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำร้องและหมายศาล เห็นว่า แม้คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญาแต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 บัญญัติไว้มิให้เรียกที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในข้อนี้มานั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
ผู้ร้อง — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
- นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
นพพร โพธิรังสิยากร
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 636/2563
#662893
เปิดฉบับเต็ม

ที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด เห็นว่า คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น แต่ประเด็นดังกล่าวข้างต้นที่ผู้ร้องฎีกามานั้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ต่อสู้ไว้ ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่านำส่งหมายนัดไต่สวนและสำเนาคำร้องให้คู่ความทราบชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาทำนองว่า คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำร้องและหมายศาล เห็นว่า แม้คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา แต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 252 บัญญัติไว้มิให้เรียก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และต่อมามีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ริบตู้เพลงคาราโอเกะ 1 ตู้ สมุดรายชื่อเพลง 4 เล่ม และไมโครโฟนพร้อมสาย 2 ตัว ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้สั่งคืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ริบตู้เพลงคาราโอเกะ สมุดรายชื่อเพลง และไมโครโฟนพร้อมสาย ของกลาง คดีถึงที่สุด ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นบุตรและผู้จัดการมรดกของนายอนันต์ ผู้ร้องมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและดำเนินการในชั้นขอคืนของกลาง

พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น แต่ประเด็นดังกล่าวข้างต้นที่ผู้ร้องฎีกามานั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและไม่ได้ต่อสู้ไว้ ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นขอคืนของกลางไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในของกลางหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาในทำนองว่า ผู้ร้องมีพยานหลักฐานให้รับฟังได้ว่าของกลางดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องเคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีแก่ลูกจ้างของผู้ร้องสองคนซึ่งขโมยเงินในตู้เพลง พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดมฟ้องลูกจ้างทั้งสองคนเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดเดชอุดม และศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกลูกจ้างทั้งสองคนดังกล่าวตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1403/2556 เห็นว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดของคำพิพากษา ระบุเพียงว่า จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวรับสารภาพว่า ได้ใช้วัตถุของแข็งเปิดกล่องใส่เงินภายในตู้เพลงคาราโอเกะ แล้วเอาเงินในตู้ไป เหตุลักทรัพย์ตามคำพิพากษาดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเหตุในคดีนี้ถึง 2 ปีเศษ และสถานที่เกิดเหตุเป็นคนละร้านกัน แต่ผู้ร้องกลับไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงให้เห็นว่าตู้เพลงคาราโอเกะในคดีดังกล่าวเป็นตู้เพลงคาราโอเกะตู้เดียวกับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางริบในคดีนี้ ลำพังเพียงสำเนาคำสั่ง สำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาคำพิพากษา ยังไม่เพียงพอให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าเหตุที่ผู้ร้องไม่เคยไปแสดงตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในของกลางตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนศาลมีคำสั่งให้ริบของกลางเนื่องจากผู้ร้องมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จัดการดูแลแทนผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องสามารถทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของคดีหลักปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การว่า ตู้เพลงคาราโอเกะของกลางเป็นของจำเลยที่ 2 สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 ให้การว่าตนเป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะของกลางตามสำเนาบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอคืนของกลางในชั้นสอบสวนโดยมิได้ระบุว่าเป็นการกระทำแทนผู้ร้องแต่อย่างใด ข้ออ้างของผู้ร้องจึงขัดแย้งกับพยานหลักฐานในสำนวนมีลักษณะเลื่อนลอย และไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ผู้ร้องก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อได้ความดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อต่อไปว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่านำส่งหมายนัดไต่สวนและสำเนาคำร้องให้คู่ความทราบชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาทำนองว่า คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำร้องและหมายศาล เห็นว่า แม้คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา แต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 บัญญัติไว้มิให้เรียก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
ผู้ร้อง — นางสาว ก.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
- นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 636/2563
#644560
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มูลนิธิคณะสงฆ์พระมหาไถ่แห่งประเทศไทย
จำเลย — นายชูชาติ ศรีวิชัยรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 635/2563
#662886
เปิดฉบับเต็ม

ที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น แต่ประเด็นดังกล่าวข้างต้นที่ผู้ร้องฎีกามานั้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ต่อสู้ไว้ ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่านำส่งหมายนัดไต่สวนและสำเนาคำร้องให้คู่ความทราบชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาทำนองว่า คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำร้องและหมายศาล เห็นว่า แม้คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา แต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 252 บัญญัติไว้มิให้เรียก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในข้อนี้มานั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และต่อมามีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ริบตู้เพลงคาราโอเกะ สมุดรายชื่อเพลง และไมโครโฟน ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้สั่งคืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ริบตู้เพลงคาราโอเกะ สมุดรายชื่อเพลง และไมโครโฟนพร้อมสาย ของกลาง คดีถึงที่สุด ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นบุตรและผู้จัดการมรดกของนายอนันต์

พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ในคดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น แต่ประเด็นดังกล่าวข้างต้นที่ผู้ร้องฎีกามานั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ต่อสู้ไว้ ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องในข้อแรกว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในของกลางหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาในทำนองว่า ผู้ร้องมีพยานหลักฐานให้รับฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในของกลางดังกล่าว กล่าวคือ ในการดำเนินธุรกิจตู้เพลงคาราโอเกะ มีลูกจ้างของผู้ร้อง 2 คน งัดตู้เพลงคาราโอเกะที่ตั้งอยู่ในร้านอาหารและขโมยเงินในตู้ไป ผู้ร้องจึงมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และต่อมาพนักงานอัยการฟ้องลูกจ้างทั้งสองคนดังกล่าวเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดเดชอุดม ลูกจ้างทั้งสองคนให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดเดชอุดมมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกลูกจ้างทั้งสองคนดังกล่าว โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยในคำพิพากษาดังกล่าวระบุข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายอนันต์เป็นเจ้าของกิจการตู้เพลงคาราโอเกะ ต่อมานายอนันต์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องในคดีนี้เป็นผู้จัดการมรดกของนายอนันต์ จึงเป็นผู้เสียหายและภายหลังศาลอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดคำพิพากษาที่ผู้ร้องนำสืบอ้างถึง คงได้ความแค่เพียงจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวให้การรับสารภาพว่า ได้ใช้วัตถุของแข็งเปิดกล่องใส่เงินภายในตู้เพลงคาราโอเกะแล้วเอาเงินของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายอนันต์ไป แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่านายอนันต์หรือผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในตู้เพลงคาราโอเกะดังกล่าวหรือไม่ ทั้งเหตุลักทรัพย์ตามคำพิพากษาดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเหตุในคดีนี้ถึง 2 ปีเศษ แต่ผู้ร้องกลับไม่มีพยานหลักฐานใด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะรูปร่าง หมายเลขเครื่อง หรือสิ่งบ่งชี้อื่น ๆ มาแสดงให้เห็นว่าตู้เพลงคาราโอเกะในคดีดังกล่าวเป็นตู้เพลงคาราโอเกะตู้เดียวกับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้ริบในคดีนี้ อีกทั้งร้านอาหารที่เกิดเหตุในคดีดังกล่าวเป็นคนละร้านกับในคดีนี้ ลำพังเพียงสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาคำพิพากษา จึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าเหตุที่ผู้ร้องไม่เคยไปแสดงตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในของกลางตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนศาลมีคำพิพากษาให้ริบของกลางนั้น เนื่องจากผู้ร้องมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จัดการดูแลกิจการตู้เพลงคาราโอเกะแทนผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องสามารถกระทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ข้อนี้เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของคดีหลักปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ให้การว่าตู้เพลงคาราโอเกะพร้อมอุปกรณ์ของกลางเป็นของจำเลยที่ 2 สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 ให้การว่าตนเป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะของกลาง และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอคืนของกลางในชั้นสอบสวน โดยจำเลยที่ 2 มิได้ระบุในคำร้องว่ากระทำการแทนผู้ร้องแต่อย่างใด ดังนี้ เห็นได้ว่าข้ออ้างของผู้ร้องจึงขัดแย้งกับพยานหลักฐานในสำนวน มีลักษณะเลื่อนลอย และไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในของกลางอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในตู้เพลงคาราโอเกะและอุปกรณ์ของกลางอื่นนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อได้ความดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องในข้อสุดท้ายว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่านำส่งหมายนัดไต่สวนและสำเนาคำร้องให้คู่ความทราบชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาทำนองว่า คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำร้องและหมายศาล เห็นว่า แม้คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา แต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 บัญญัติไว้มิให้เรียก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในข้อนี้มานั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
ผู้ร้อง — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
นพพร โพธิรังสิยากร
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 629/2563
#644067
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สะมะแอ ยีเส็นเบ็ญละ
จำเลย — นาย วิชัย ตั้งวัฒนชัยกุล กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 627/2563
#681926
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมเบือน สร้อยทอง
จำเลย — นายอนันต์ เหลืองศิริวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 626/2563
#644100
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นาง บังอร นิสารพะยุ
จำเลย — นางสาว ตวิษาหรือธนวรรณ ผาสุข
จำเลยร่วม — นาง บังอร นิสารพะยุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 626/2563
#644516
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิรวัฒน์ กาญจนธีระพงศ์
ผู้ร้อง — นายยงยุทธ แพงพันธ์ กับพวก
จำเลย — นางสาวภัทรพร บุณยเกตุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 625/2563
#644791
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโสภณ วีระโสภณ
ผู้ร้อง — นายทวีศักดิ์ สุมันตา
จำเลย — นายภักดี ศุภวัฒนานันท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 617/2563
#644147
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกองคูณ ทองเงา
จำเลย — นายนิพนธ์ นอกไธสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2563
#644106
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
โจทก์ร่วม — นาย อนุพงศ์ มรรคโช
จำเลย — นาย สวาส เส็นหีม
จำเลยร่วม — นาย อนุพงศ์ มรรคโช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 615/2563
#644031
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นาง พรทิพย์ เต็มกระโทก
จำเลย — นาย สงกรานต์หรือกรานต์ จันทร์สระน้อย
จำเลยร่วม — นาง พรทิพย์ เต็มกระโทก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 613/2563
#644203
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดระยอง
จำเลย — นาย ดนัยหรือหนู อินแตง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา