คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2563
#644317
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย บรรจงหรือเปี๊ยก ช้างเผือก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 785 -ที่ 786/2563
#663577
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการทางแพ่ง และมติของคณะกรรมการธุรกรรมที่เชื่อว่าทรัพย์สินตามที่ตรวจสอบและมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน และให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 นั้น ต้องพิจารณาตามบทนิยามของกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติและเลขาธิการส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลว่าในขณะดังกล่าวทรัพย์สินที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากการขอให้ลงโทษบุคคลทางอาญาที่ต้องใช้กฎหมายที่บังคับใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกพนักงานอัยการซึ่งเป็นผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ตามลำดับ และเรียกผู้คัดค้านที่ 3 สำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 3

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องทั้งสองสำนวนขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามรวม 348 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวน นางรวงทิพย์ ยื่นคำคัดค้านไม่ให้ทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินท้ายคำร้อง ลำดับที่ 66 ตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมานางรวงทิพย์ขอถอนคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินในสำนวนแรก รายการที่ 1 ถึง 9, 16, 26, 32 ถึง 71, 73 ถึง 87, 94 ถึง 117, 124 ถึง 153, 160 ถึง 165, 178 ถึง 228, 230, 231, 244 ถึง 279, 281 ถึง 313, 315 ถึง 321, 323 ถึง 330, 339 ถึง 344 และทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินในสำนวนหลัง รายการที่ 3 และ 4 ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง คืนทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินในสำนวนแรก รายการที่ 10 ถึง 15, 27 ถึง 31, 88 ถึง 93, 118 ถึง 123, 154 ถึง 159, 166 ถึง 177, 229, 232 ถึง 243, 280, 314, 322, 331 ถึง 336 แก่ผู้คัดค้านที่ 1 คืนทรัพย์สินรายการที่ 72, 337 และ 338 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเดียวกันแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และคืนรถจักรยานยนต์ตามบัญชีรายการทรัพย์สินในสำนวนหลัง รายการที่ 1 และ 2 แก่ผู้คัดค้านที่ 2 โดยให้ถือเอาบัญชีรายการทรัพย์สินทั้งสองสำนวนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาฉบับนี้ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกเข้าตรวจค้นอาคารที่สืบทราบว่ามีการจัดให้เล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต จากการสืบสวนทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้เข้าตรวจค้นสถานที่รวม 3 แห่ง ในวันที่ 6 มิถุนายน 2557 วันที่ 9 มิถุนายน 2557 และวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ตามลำดับ จากนั้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาผู้คัดค้านที่ 1 ว่ากระทำความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีหนังสือรายงานต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 พนักงานอัยการพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 แต่คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (9) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง เจ้าพนักงานตรวจสอบแล้วเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานดังกล่าว และทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมจึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง โดยเห็นว่าผู้ร้องบรรยายคำร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป เป็นการบรรยายคำร้องที่ไม่อยู่ในความหมายของความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (9) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ที่บัญญัติว่า วงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าเกินกว่าสิบล้านบาทขึ้นไป อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการตรวจค้นอาคารทั้งสามแห่งที่กล่าวหาว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดมูลฐาน ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่แยกออกได้จากกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดมูลฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการทางแพ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินตามหมวด 6 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ตรวจสอบการทำธุรกรรมต้องสงสัยอันมีเหตุสมควรเชื่อได้ว่าเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน และหากปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ก็ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 48 มาตรา 49 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัตินี้จึงเป็นมาตรการทางแพ่ง และมติของคณะกรรมการธุรกรรมที่เชื่อว่าทรัพย์สินตามที่ตรวจสอบและมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน และให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 นั้น ต้องพิจารณาตามบทนิยามของกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติและเลขาธิการส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลว่าในขณะดังกล่าวทรัพย์สินที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากการขอให้ลงโทษบุคคลทางอาญาที่ต้องใช้กฎหมายที่บังคับใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อในขณะที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องทั้ง 348 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมตินั้น โดยมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ยกเลิกความใน (9) ของบทนิยามคำว่า "ความผิดมูลฐาน" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "(9) ความผิดเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน เฉพาะความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นการจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์" ดังนั้น การที่ผู้ร้องบรรยายคำร้องว่า "ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป" จึงเป็นการบรรยายคำร้องตามบทนิยามความผิดมูลฐานของมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (9) ตามที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีจำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต่อไป แต่เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก่อน และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้อง

พิพากษากลับ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ในปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 48 ม. 49 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประโยชน์ ดีสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจรูญ โชครุ่งวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 780/2563
#644695
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — โดยธรรมของนางสาวหรือนางเสวียน แร่เพชร ที่ ๑ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2563
#644175
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประเสริฐ เรืองศรีสมหมาย
จำเลย — บริษัท เอไอเอ จำกัด หรือบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัว รันส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 773/2563
#662461
เปิดฉบับเต็ม

การถอนฟ้องเป็นการกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่จะต้องพิจารณาว่า ผู้กระทำการนั้นมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในขณะนั้นหรือไม่เป็นสำคัญ หากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่มีอำนาจอันเป็นการไม่ชอบแล้ว ก็ชอบที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณานั้น หรือหากอนุญาตไปก่อนแล้วโดยผิดหลงก็ต้องสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ การพิจารณาอำนาจของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันโจทก์ในขณะโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องนั้น ต้องถือเอาข้อความในหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเป็นสำคัญ แต่ยังต้องพิจารณาด้วยว่าถ้าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนนิติบุคคลในการอันใด ผู้แทนของนิติบุคคลนั้นจะเป็นผู้แทนในการอันนั้นไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 74

โจทก์เป็นนิติบุคคลฟ้องว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน เนื่องจาก ค. กรรมการที่มีอำนาจกระทำแทนโจทก์ และจำเลยที่ 1 บอกว่า ไม่อาจใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทได้ มูลเหตุการฟ้องส่วนหนึ่งเกิดจากการกระทำของ ค. การไต่สวนก็ได้ความว่า ค. เคยอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 และมีบุตรด้วยกัน แม้เลิกรากันแล้วแต่ ค. ยังคงไปมาหาสู่กับบุตรเป็นประจำ ในการไกล่เกลี่ยระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ค. ก็อยู่ฝ่ายเดียวกับจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ส่อแสดงว่า ค. และจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเดียวกันและเป็นคู่กรณีกับโจทก์ การที่ ค. ขอถอนฟ้องเนื่องจากประสงค์ไม่ให้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 อันเป็นการขัดขวางมิให้โจทก์ใช้สิทธิทางศาลเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ได้เสียของโจทก์ ถือได้ว่า ประโยชน์ได้เสียของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของ ค. ซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการในคำร้องขอถอนฟ้อง คำร้องขอถอนฟ้องจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องขอถอนฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 5758 เนื้อที่ 6 ไร่ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี ได้ออกให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2554 ตกเป็นโมฆะ ให้นิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2554 และการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง และการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5758 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตกเป็นโมฆะ ให้เจ้าพนักงานที่ดินขีดฆ่ารายการในสารบัญจดทะเบียนนับตั้งแต่รายการของวันที่ 18 เมษายน 2554 จนถึงปัจจุบัน ออกจากสารบัญจดทะเบียนของที่ดินโฉนดเลขที่ 5758 ให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าว คืนแก่โจทก์ในฐานะเจ้าของที่แท้จริง หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จและสืบพยานจำเลยได้ 1 ปาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานจำเลยต่อในวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 แต่ในวันที่ 22 เมษายน 2558 มีการยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยระบุว่า บริษัทโจทก์โดยนายคัทสุอากิ และนางธิฑิณันจ์ กรรมการผู้มีอำนาจไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสี่ต่อไป จึงถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2558 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 โจทก์โดยนายธนาพงศ์ ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยอ้างว่าศาลมีคำสั่งไปโดยผิดหลง เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเพราะโจทก์ไม่มีความประสงค์ที่จะถอนฟ้องคดีนี้ เนื่องจากคณะกรรมการบริหารของโจทก์ไม่เคยมีมติให้ถอนฟ้องนายคัทสุอากิและนางธิฑิณันจ์ไม่เคยแจ้งคณะกรรมการของโจทก์ นางธิฑิณันจ์ไม่ใช่กรรมการที่เป็นผู้บริหารของโจทก์ ไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ การกระทำของนายคัทสุอากิเป็นปรปักษ์กับโจทก์ ไม่มีอำนาจกระทำในฐานะกรรมการของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 74 คำร้องขอถอนฟ้องไม่ผูกพันโจทก์ การถอนฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่าคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยทั้งสี่ ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาและกำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 1 ตามรูปคดีต่อไป

จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2559 ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2559 และฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2559

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2559 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการ 5 คน นายโยชิฮารุ นายทาโร่ นายคัทสุอากิ นางธิฑิณันจ์ และนายเหนือเพชร กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์กระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์โดยนายโยชิฮารุและนายเหนือเพชรลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้นายภิญโญ ฟ้องจำเลยทั้งสี่ ภายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จและอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลยทั้งสี่ โจทก์โดยนายคัทสุอากิและนางธิฑิณันจ์ลงลายมือชื่อร่วมกัน และประทับตราสำคัญของโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุต้องเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า การถอนฟ้องเป็นการกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่จะต้องพิจารณาว่า ผู้กระทำการนั้นมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในขณะนั้นหรือไม่เป็นสำคัญ หากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่มีอำนาจอันเป็นการไม่ชอบแล้ว ก็ชอบที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณานั้น หรือหากอนุญาตไปก่อนแล้วโดยผิดหลงก็ต้องสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ เพื่อจักได้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายต่อไป เมื่อโจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยผิดหลง จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ คดีนี้โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีกรรมการ 5 คน คือ นายโยชิฮารุ นายทาโร่ นายเหนือเพชร นายคัทสุอากิ และนางธิฑิณันจ์ โดยกรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการผูกพันโจทก์ได้ การพิจารณาอำนาจของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันโจทก์ในขณะโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องนั้น ต้องถือเอาข้อความในหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเป็นสำคัญ ดังนั้น เมื่อนายคัทสุอากิและนางธิฑิณันจ์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันโจทก์ จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ในคำร้องขอถอนฟ้องได้ แต่อย่างไรก็ตามยังต้องพิจารณาด้วยว่าถ้าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนนิติบุคคลในการอันใด ผู้แทนของนิติบุคคลนั้นจะเป็นผู้แทนในการอันนั้นไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 74 โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนเนื่องจากนายคัทสุอากิและจำเลยที่ 1 บอกว่า โจทก์มีทุนจดทะเบียนน้อยกว่าราคาที่ดินพิพาทที่ซื้อมา ไม่อาจใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทได้ แสดงว่ามูลเหตุของการฟ้องคดีนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการกระทำของนายคัทสุอากิ การไต่สวนก็ได้ความว่านายคัทสุอากิเคยอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 และมีบุตรด้วยกัน แม้เลิกรากันแล้ว แต่นายคัทสุอากิยังคงไปมาหาสู่กับบุตรที่เกิดกับจำเลยที่ 1 โดยเมื่อนายคัทสุอากิกลับมาประเทศไทยจะพักอาศัยอยู่ที่บ้านของบุตรที่เกิดกับจำเลยที่ 1 เป็นประจำ และในการไกล่เกลี่ยระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายคัทสุอากิก็อยู่ฝ่ายเดียวกับจำเลยที่ 1 ในการเจรจากับฝ่ายโจทก์ พฤติการณ์ของนายคัทสุอากิและจำเลยที่ 1 ดังกล่าวสอดรับกัน ส่อแสดงว่านายคัทสุอากิและจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเดียวกันและเป็นคู่กรณีกับโจทก์ จึงมีประโยชน์ได้เสียร่วมกัน นายคัทสุอากิเป็นกรรมการคนหนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงเป็นผู้แทนโจทก์ การที่นายคัทสุอากิขอถอนฟ้องเนื่องจากประสงค์ไม่ให้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 อันเป็นการขัดขวางมิให้โจทก์ใช้สิทธิทางศาล เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ได้เสียของโจทก์ ถือได้ว่าประโยชน์ได้เสียของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของนายคัทสุอากิซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล นายคัทสุอากิจึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการในคำร้องขอถอนฟ้อง เมื่อคำร้องขอถอนฟ้องกระทำโดยกรรมการคนหนึ่งที่ไม่มีอำนาจกระทำในฐานะกรรมการของโจทก์แล้ว คำร้องขอถอนฟ้องจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องขอถอนฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ชอบที่ศาลจะต้องเพิกถอนเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่นางธิฑิณันจ์กรรมการอีกคนได้ลงลายมือชื่อในคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากเข้าใจว่าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเจรจากันตามที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 74
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น.
จำเลย — นางสาว พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเอกวุฒิ จรูญวิทยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 772/2563
#643752
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นัดดาศรี จำกัด
จำเลย — นาย กอปรลาภ อภัยภักดิ์ กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 768/2563
#644697
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทลิ้งค์เร้นท์อะคาร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 763/2563
#644564
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจตุพงษ์ สถิตย์วัฒนวงศ์
จำเลย — นายบัณฑิต ชัยราช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
เมทินี ชโลธร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 760/2563
#663657
เปิดฉบับเต็ม

พ. ปลอมหนังสือมอบอำนาจ แล้วนำไปใช้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความลดยอดหนี้และรับเงินจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ทั้งห้า และแม้ว่าโจทก์ทั้งห้าจะได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้แก่ พ. ไป แต่ พ. เป็นทนายความของโจทก์ทั้งห้าย่อมถือเป็นผู้มีวิชาชีพและมีจรรยาบรรณเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนว่าจะกระทำการใด ๆ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามหลักจริยธรรมทางวิชาชีพของตนเพื่อจรรโลงความยุติธรรมในสังคม ทั้งจะต้องรักษาผลประโยชน์แห่งลูกความของตนไม่ให้เป็นที่เสื่อมเสีย เช่นนี้ การที่ พ. นำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ทั้งห้าลงลายมือชื่อไปปลอมเอกสาร ย่อมถือไม่ได้ว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งห้า เมื่อ พ. นำหนังสือมอบอำนาจปลอมของโจทก์ทั้งห้าไปใช้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความลดยอดหนี้และรับเงินจากจำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ทั้งห้าร่วมรู้เห็นกับการกระทำของ พ. ดังกล่าว การทำสัญญาระหว่าง พ. กับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งห้า พ. จึงไม่มีฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ทั้งห้า ไม่มีอำนาจรับเงินหรือเช็คจากจำเลยที่ 2 ไว้แทนโจทก์ทั้งห้า และมิใช่กรณีตัวแทนกระทำการโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบอำนาจในอันที่ตัวการจะให้สัตยาบัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 ได้ ดังนี้ แม้โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จะได้ฟ้อง พ. ให้คืนเงินที่รับไว้จากจำเลยที่ 2 แก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 หรือร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาต่อ พ. กับพวกก็ตาม ก็เป็นเพียงการเรียกร้องค่าเสียหายและการดำเนินคดีเนื่องจากโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ถูก พ. กระทำละเมิด ฉ้อโกง และยักยอกไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของ พ.

ภายหลังจากที่ พ. รับเงินและเช็คจากจำเลยที่ 2 แล้ว พ. นำเช็คไปเรียกเก็บเงินและรับเงินตามเช็คเป็นของตน มิได้นำเงินที่ได้รับมาไปมอบให้แก่โจทก์ทั้งห้า ทั้งยังนำเช็คส่วนที่เหลืออีก 29 ฉบับ รวมเป็นเงิน 3,050,000 บาท ไปขายลดคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคาเพียง 900,000 บาท ต่ำกว่าจำนวนเงินตามเช็คจำนวนมาก ซึ่งไม่มีเหตุผลใดที่ พ. จะต้องนำเช็คมาขายลดคืนแก่จำเลยที่ 2 ในราคาดังกล่าวและไม่เป็นประโยชน์ต่อโจทก์ทั้งห้าที่เป็นลูกความ การที่จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 900,000 บาท แก่ พ. เพื่อแลกกับเช็คจำนวน 3,050,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งห้า ย่อมส่อแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 2 ที่สมคบกับ พ. เพื่อที่จะไม่ชำระเงินแก่โจทก์ทั้งห้าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นไปโดยไม่สุจริต เช่นนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างว่าตนได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งห้าครบถ้วนแล้วขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งห้าได้ เมื่อโจทก์ทั้งห้ายังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จึงยังคงมีสิทธิขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 122,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 94,582 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 1,320,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 300,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 2,019,800 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 300,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 430,500 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 365,000 บาท พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จึงยื่นคำขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำขอของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นบังคับคดีทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ทั้งห้าชนะคดี นายพิสิษฐ์ ซึ่งเป็นทนายความของโจทก์ทั้งห้าในชั้นอุทธรณ์ได้นำหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมาให้โจทก์ทั้งห้าลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจคนละฉบับรวม 5 ฉบับ เพื่อใช้ดำเนินการแทนโจทก์ทั้งห้าในการขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามคำพิพากษา หลังจากนั้นนายพิสิษฐ์นำหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความทั้งห้าฉบับดังกล่าว มากรอกข้อความลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 มีข้อความในทำนองเดียวกันสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งห้ามอบอำนาจให้นายพิสิษฐ์ดำเนินการแทนเฉพาะในกิจการต่อไปนี้ และกรอกข้อความว่า "รับเช็คหรือเงินสดแทนข้าพเจ้าได้หรือโอนเงินเข้าบัญชีของผู้รับมอบอำนาจได้ กรณีที่จำเลยทั้งสามชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตลอดจนลงลายมือชื่อแทนข้าพเจ้า ในการทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงอื่นใดของจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับคดีดังกล่าวข้างต้นได้ทุกประการ" จากนั้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 นายพิสิษฐ์ได้เจรจาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงชำระเงิน 4,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งห้าและมอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนกิ่งแก้ว เลขที่ 086xxxx และเลขที่ 086xxxx สั่งจ่ายระบุชื่อนายพิสิษฐ์เป็นผู้รับเงินรวมเป็นเงิน 500,000 บาท ให้แก่นายพิสิษฐ์ เมื่อเช็คถึงกำหนดนายพิสิษฐ์นำเช็คทั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงินและรับเงินตามเช็ค แต่ไม่ได้นำเงินไปให้แก่โจทก์ทั้งห้า ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2557 และวันที่ 26 เมษายน 2557 จำเลยที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของนายพิสิษฐ์ จำนวนเงิน 150,000 บาท จากนั้นวันที่ 27 เมษายน 2557 นายพิสิษฐ์กับจำเลยที่ 2 ได้เจรจาตกลงทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2557 ชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 3,350,000 บาท จำเลยที่ 2 มอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนกิ่งแก้ว เลขที่ 086xxxx ถึง 086xxxx สั่งจ่ายระบุชื่อนายพิสิษฐ์เป็นผู้รับเงินจำนวน 31 ฉบับ รวมเป็นเงิน 3,350,000 บาท ให้แก่นายพิสิษฐ์ เมื่อเช็คถึงกำหนด นายพิสิษฐ์นำเช็คเลขที่ 086xxxx ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 จำนวนเงิน 150,000 บาท และเช็คเลขที่ 086xxxx ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2557 จำนวนเงิน 150,000 บาท ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คโดยไม่ได้ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ทั้งห้า ส่วนเช็คที่เหลืออีก 29 ฉบับ รวมเป็นเงิน 3,050,000 บาท นายพิสิษฐ์นำไปขายลดเช็คคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 900,000 บาท และรับเงินไปจากจำเลยที่ 2 แล้ว โดยไม่ได้ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ทั้งห้าแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ทั้งห้าทราบเรื่องที่นายพิสิษฐ์ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งห้าและนำไปรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยที่ 2 ดังกล่าว โจทก์ทั้งห้าจึงแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่นายพิสิษฐ์และต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องนายพิสิษฐ์กับพวกในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันฉ้อโกง ยักยอก โดยเป็นผู้จัดการทรัพย์สินเป็นผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน นายพิสิษฐ์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกนายพิสิษฐ์คดีถึงที่สุด นอกจากนี้โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ยังได้ยื่นฟ้องนายพิสิษฐ์กับพวกเรียกเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่นายพิสิษฐ์กับพวกทำหนังสือรับสภาพหนี้ยินยอมชดใช้เงินที่นายพิสิษฐ์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษามาจากจำเลยที่ 2

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า โจทก์ที่ 3 และที่ 4 มีสิทธิขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องนายพิสิษฐ์ กับพวกต่อศาลชั้นต้นในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันฉ้อโกง ยักยอก โดยเป็นผู้จัดการทรัพย์สินเป็นผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ปรากฏว่า นายพิสิษฐ์ให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกและคดีถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นายพิสิษฐ์ปลอมหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปใช้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความลดยอดหนี้และรับเงินจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ทั้งห้า และแม้ว่าโจทก์ทั้งห้าจะได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้แก่นายพิสิษฐ์ไป แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 3 ว่า โจทก์ทั้งห้ามีเจตนาเพื่อให้นายพิสิษฐ์นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปใช้เพื่อดำเนินการติดต่อกับศาลแทนโจทก์ทั้งห้าเท่านั้น ประกอบกับนายพิสิษฐ์เป็นทนายความของโจทก์ทั้งห้าย่อมถือเป็นผู้มีวิชาชีพและมีจรรยาบรรณเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนว่าจะกระทำการใด ๆ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามหลักจริยธรรมทางวิชาชีพของตนเพื่อจรรโลงความยุติธรรมในสังคม ทั้งจะต้องรักษาผลประโยชน์แห่งลูกความของตนไม่ให้เป็นที่เสื่อมเสีย เช่นนี้ การที่นายพิสิษฐ์นำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ทั้งห้าลงลายมือชื่อไปปลอมเอกสาร ย่อมถือไม่ได้ว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งห้า เมื่อนายพิสิษฐ์นำหนังสือมอบอำนาจปลอมของโจทก์ทั้งห้าไปใช้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความลดยอดหนี้และรับเงินจากจำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ทั้งห้าร่วมรู้เห็นกับการกระทำของนายพิสิษฐ์ดังกล่าว การทำสัญญาระหว่างนายพิสิษฐ์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งห้า นายพิสิษฐ์จึงไม่มีฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ทั้งห้า ไม่มีอำนาจรับเงินหรือเช็คจากจำเลยที่ 2 ไว้แทนโจทก์ทั้งห้า และมิใช่กรณีตัวแทนกระทำการโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบอำนาจในอันที่ตัวการจะให้สัตยาบัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 ได้ ดังนี้ แม้โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จะได้ฟ้องนายพิสิษฐ์ให้คืนเงินที่รับไว้จากจำเลยที่ 2 แก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 หรือร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาต่อนายพิสิษฐ์กับพวกก็ตาม ก็เป็นเพียงการเรียกร้องค่าเสียหายและการดำเนินคดีเนื่องจากโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ถูกนายพิสิษฐ์กระทำละเมิด ฉ้อโกง และยักยอก ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของนายพิสิษฐ์ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา

นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าภายหลังจากที่นายพิสิษฐ์รับเงินและเช็คจากจำเลยที่ 2 แล้ว นายพิสิษฐ์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินและรับเงินตามเช็คเป็นของตน มิได้นำเงินที่ได้รับมาไปมอบให้แก่โจทก์ทั้งห้า ทั้งยังนำเช็คส่วนที่เหลืออีก 29 ฉบับ รวมเป็นเงิน 3,050,000 บาท ไปขายลดคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคาเพียง 900,000 บาท เท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินและค่าทนายความแก่โจทก์ทั้งห้ารวมเป็นเงิน 4,987,822 บาท แต่จำเลยที่ 2 ยังชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งห้าไม่ครบถ้วน ทั้งการที่นายพิสิษฐ์นำเช็คส่วนที่เหลือจำนวน 29 ฉบับ รวมเป็นเงิน 3,050,000 บาท ไปขายลดคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคาเพียง 900,000 บาท ต่ำกว่าจำนวนเงินตามเช็คจำนวนมาก ซึ่งไม่มีเหตุผลใดที่นายพิสิษฐ์จะต้องนำเช็คมาขายลดคืนแก่จำเลยที่ 2 ในราคาดังกล่าวและไม่เป็นประโยชน์ต่อโจทก์ทั้งห้าที่เป็นลูกความ การที่จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 900,000 บาท แก่นายพิสิษฐ์เพื่อแลกกับเช็คจำนวน 3,050,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งห้า ย่อมส่อแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 2 ที่สมคบกับนายพิสิษฐ์เพื่อที่จะไม่ชำระเงินแก่โจทก์ทั้งห้าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นไปโดยไม่สุจริต เช่นนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างว่าตนได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งห้าครบถ้วนแล้วขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งห้าได้ เมื่อโจทก์ทั้งห้ายังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จึงยังคงมีสิทธิขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ได้และหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกามาไม่ ส่วนที่โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ทั้งห้าได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสามเป็นที่พอใจแล้วไม่ประสงค์จะเรียกร้องสิ่งอื่นใดอีกและไม่ประสงค์จะบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสามอีกต่อไป ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งห้ายังไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสาม และการทำสัญญาประนีประนอมยอมความลดยอดหนี้ระหว่างนายพิสิษฐ์กับจำเลยที่ 2 เกิดจากการที่นายพิสิษฐ์ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ทั้งห้า ใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมและร่วมกับพวกฉ้อโกงและยักยอกโจทก์ทั้งห้า การยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 ของโจทก์ทั้งห้าจึงเกิดจากการที่โจทก์ทั้งห้าถูกนายพิสิษฐ์กับพวกร่วมกันฉ้อโกงและยักยอก ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทั้งห้าไม่ประสงค์จะบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสามอีกต่อไป ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกปัญหาเรื่องหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นวินิจฉัยเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงไม่ชอบนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ครบถ้วนแล้ว โดยชำระให้แก่นายพิสิษฐ์ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ทั้งห้า เช่นนี้ โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ย่อมสามารถนำสืบหักล้างคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 ได้ว่า นายพิสิษฐ์มิใช่ผู้รับมอบอำนาจหรือตัวแทนของโจทก์ทั้งห้า เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจที่นายพิสิษฐ์นำไปใช้ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความลดยอดหนี้และรับเงินจากจำเลยที่ 2 เป็นหนังสือมอบอำนาจปลอมได้ หาใช่ข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงสามารถหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ล้วนฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ได้ยื่นฟ้องนายพิสิษฐ์ ทนายความของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ พ.3178/2560 เรียกเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่นายพิสิษฐ์กับพวกทำหนังสือรับสภาพหนี้ยินยอมชดใช้เงินที่นายพิสิษฐ์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษามาจากจำเลยที่ 2 ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขในการได้รับชำระหนี้จากการบังคับคดีในคดีนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 โดยมีเงื่อนไขว่าหากโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ได้รับชำระหนี้จากนายพิสิษฐ์กับพวก จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ พ.3178/2560 ของศาลแพ่งไปแล้วเพียงใด ก็ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 823
ป.วิ.พ. ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. กับพวก
จำเลย — นาย บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายณเดชก์ พิทยานิยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
อรรณพ วิทูรากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 758/2563
#644792
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาติชาย วรวิสุทธิสารกุล กับพวก
จำเลย — นายสุรชัย รักขาว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 754/2563
#681887
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาววรีภรณ์ อึ้งสุนทร ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 750/2563
#663423
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 นั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการใด ๆ ต้องมีเจตนามุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมและเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ แต่การกระทำของจำเลยจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำการเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดโดยเฉพาะที่เข้าเสนอราคาด้วยให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ คงเป็นแต่เพียงอาจทำให้ผู้เข้าเสนอราคามีจำนวนลดน้อยลงเพราะมิได้มีการส่งเอกสารการประกวดราคาไปประกาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอาจเป็นความผิดทางวินัยเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ให้จำคุก 5 ปี

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยรับราชการในองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดำรงตำแหน่งนายช่างโยธา 4 จำเลยจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 และจำเลยได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 177/2544 เรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบดูแลการเปิดเผยแพร่ข่าวสารการประกวดราคาลงวันที่ 8 สิงหาคม 2544 และจำเลยเป็นผู้นำส่งประกาศประกวดราคาการจ้างเหมาทำการลาดยางทางหลวงหมายเลข 2317 ตอนหนองกี่ - บ้านทุ่งจังหัน ตามประกาศประกวดราคาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ เลขที่ 9/2544 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2544 และการจ้างเหมาทำการลาดยางทางหลวงหมายเลข 2120 ตอนละหานทราย - บรรจบทางหลวงหมายเลข 348 ตามประกาศประกวดราคาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ เลขที่ 10/2544 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2544 และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ข้อ 38 จำเลยจะต้องนำส่งประกาศประกวดราคาทั้งสองฉบับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์ กรมประชาสัมพันธ์ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ศูนย์รวมข่าวประกาศประกวดราคาจังหวัดบุรีรัมย์และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 จังหวัดนครราชสีมาเพื่อประกาศให้เป็นที่รู้กันทั่วไป และตามระเบียบจำเลยจะต้องนำส่งประกาศประกวดราคาทั้งสองฉบับ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์ กรมประชาสัมพันธ์ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ศูนย์รวมข่าวประกาศประกวดราคาจังหวัดบุรีรัมย์และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 จังหวัดนครราชสีมาเพื่อประกาศให้เป็นที่รู้กันทั่วไป เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2554 เวลากลางวันจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่นำซองประกวดราคา 5 ซอง เลขที่ 9/2544 และเลขที่ 10/2544 พร้อมใบรับฝากไปรษณีย์ในประเทศที่กรอกชื่อและที่อยู่ผู้รับไว้แล้ว 5 ฉบับ และใบนำส่งประกาศประกวดราคาทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ โดยชำระค่าฝากส่งแบบรายเดือนที่กรอกชื่อผู้รับไว้แล้วพร้อมสำเนาที่ได้รับจากนางวันเพ็ญ ผู้บันทึกทะเบียนประกาศประกวดราคาเพื่อนำส่งหน่วยงานดังกล่าวข้างต้นและวันเดียวกันจำเลยนำใบรับฝากไปรษณีย์ในประเทศจำนวน 5 ฉบับ สำเนาใบนำส่งประกาศประกวดราคาทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ 1 ฉบับ ไปมอบให้นางสาวสุจินดา หัวหน้าฝ่ายพัสดุและทะเบียนทรัพย์องค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐาน โดยจำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกข้อความฝ่ายพัสดุและทะเบียนทรัพย์เพื่อรายงานนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ทราบ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยได้ส่งประกาศประกวดราคาทั้งห้าฉบับ ให้กับหน่วยงานตามระเบียบ โดยนำไปส่งที่ทำการไปรษณีย์บุรีรัมย์หรือไม่ เห็นว่า นายเจษฎาพงษ์ พยานโจทก์เบิกความว่าในวันเกิดเหตุพยานเป็นพนักงานรับฝากประจำช่อง 4 ของที่ทำการไปรษณีย์บุรีรัมย์ ไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์มาส่งเอกสารไปยังหน่วยงานหรือบริษัทห้างร้านโดยชำระค่าฝากส่งเป็นเงินสดแต่อย่างใด และตามเอกสารหลักฐานใบนำส่งประกาศประกวดราคาทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ โดยชำระค่าฝากส่งเป็นรายเดือนที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้นำมาส่งโดยมีลายมือชื่อของนายเจษฎา เป็นพนักงานรับฝากและประทับตราประจำวันหมายเลข 4 ก็ไม่มีพนักงานของไปรษณีย์ที่ชื่อนายเจษฎา แต่อย่างใด และตราประทับประจำวันหมายเลข 4 อยู่ที่พยานเพียงคนเดียวและจัดเก็บไว้ในลิ้นชักโดยใส่กุญแจไว้ด้วย ทั้งตราประจำวันหมายเลข 4 ที่ปรากฏในเอกสารใบนำส่งประกาศประกวดราคาก็ไม่ใช่ตราที่พยานใช้ ทั้งใบนำส่งประกาศประกวดราคาดังกล่าวไม่ได้กรอกยอดรวมยกมาจากครั้งก่อน ยอดรวมค่าฝากส่งครั้งนี้ ยอดรวมยกไป แต่ถ้าเป็นการส่งประกาศประกวดราคาโดยชำระค่าฝากส่งเป็นเงินสดจะไม่มีการกรอกเอกสารหลักฐานใบนำส่งประกาศประกวดราคาทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษเพราะชำระค่าฝากส่งเป็นรายเดือน และเอกสารที่จำเลยอ้างก็แตกต่างจากสำเนาใบนำส่งประกาศประกวดราคาทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษตามรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงหน้า 111 สำเนาใบรับฝากหน้า 112 ซึ่งเป็นตัวอย่างใบนำส่งและใบรับฝากที่แท้จริง ส่วนเอกสารที่จำเลยอ้างเป็นเอกสารปลอม ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายรังสรรค์ หัวหน้าแผนกรับฝากที่ทำการไปรษณีย์บุรีรัมย์ ขณะเกิดเหตุทั้งอัตราค่าบริการสำหรับการส่งเอกสารดังกล่าวที่จำเลยอ้างระบุค่าบริการ 25 บาท ซึ่งไม่ถูกต้องเนื่องจากค่าบริการในการส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษเริ่มต้นที่ 27 บาท และจากผลการตรวจพิสูจน์เอกสาร ใบรับฝากบริการไปรษณีย์ในประเทศ ป. 211 เลขที่ 2095 ถึง 2097 ซึ่งเป็นใบรับฝากส่วนหนึ่งที่จำเลยนำไปมอบให้หัวหน้าฝ่ายพัสดุและทะเบียนทรัพย์องค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ได้ส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับเอกสารตัวอย่างใบรับฝากบริการไปรษณีย์ในประเทศ ป. 211 เลขที่ 2704, 2705 และ 2708 รอยตราประทับตรงช่องตราประจำวันของที่ทำการรับฝากในใบตอบรับในประเทศ ป. 133 เลขที่สิ่งของ 2704, 2705 และ 2708 และรอยตราประทับตราประจำวันหมายเลข 4 ของที่ทำการไปรษณีย์บุรีรัมย์ที่ประทับในแผ่นกระดาษ ปรากฏว่าตราประทับในเอกสารตัวอย่างมีลักษณะของตัวอักษรและตัวเลขตลอดจนลักษณะตำหนิพิเศษแตกต่างกันจึงลงความเห็นว่าไม่ใช่รอยตราที่เกิดจากตราประทับอันเดียวกัน ทั้งนายเสมอ เลขานุการกรมกรมประชาสัมพันธ์ นางบุญเสริม เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงานสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์และนายสุทธิพงศ์ ผู้ตรวจเงินแผ่นดินซึ่งรับราชการที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 จังหวัดนครราชสีมา เบิกความสอดคล้องต้องกันว่าทางหน่วยงานไม่ได้รับหนังสือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ บร 51004/ ว 1231 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2544 และหนังสือที่ บร 51004/ ว 1229 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2544 ซึ่งนำส่งประกาศประกวดราคาครั้งที่ 9/2544 และที่ 10/2544 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2544 ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าได้นำไปส่งที่ทำการไปรษณีย์บุรีรัมย์ โดยมีนายสุปัญญา นายธำมรงค์ และนายภาดล เพื่อนร่วมงานซึ่งจำเลยไปรับที่โรงแรมวังทอง และชวนเพื่อนทั้งสามคนไปส่งเอกสารด้วยกันนั้น พยานจำเลยไม่ปรากฏว่าได้เห็นจำเลยส่งเอกสารที่ทำการไปรษณีย์บุรีรัมย์เพราะพยานทั้งสามคนรออยู่ด้านนอก แม้จำเลยอ้างว่ามีหลักฐานการนำส่งมาให้คนทั้งสามดู แต่การส่งเอกสารให้กับหน่วยงานทั้งสามแห่งดังกล่าวข้างต้นผลปรากฏการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเอกสารปลอม พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้จัดส่งเอกสารตามระเบียบให้กับหน่วยงานครบทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะกรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์ และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 จังหวัดนครราชสีมา ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาโดยละเอียดแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 12 บัญญัติว่า "เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐมีความผิดฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่" จากบทบัญญัติดังกล่าวเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการใด ๆ ต้องมีเจตนามุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมและเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ แต่การกระทำของจำเลยจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำการเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดโดยเฉพาะที่เข้าเสนอราคาด้วยให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐคงเป็นแต่เพียงอาจทำให้ผู้เข้าเสนอราคามีจำนวนลดน้อยลงเพราะมิได้มีการส่งเอกสารการประกวดราคาไปประกาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์เท่านั้น การกระทำของจำเลยอาจเป็นความผิดทางวินัยเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 12 และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 — นายชัยพร ศรีโบราณ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 747/2563
#644623
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอัครพล จินดาสันต์หรือหงษ์สวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2563
#643844
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ต่อศาลชั้นต้นโดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์จาก 3,000,000 บาท ลงเหลือ 300,000 บาท มิใช่เป็นการแก้ไขประเด็นในอุทธรณ์ ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ การขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ตามที่โจทก์ขอ อีกทั้งโจทก์เองก็ได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เท่ากับจำนวนทุนทรัพย์ที่ขอลดมาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เช่นนี้ เมื่อเป็นกรณีที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์โดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์ จึงไม่เกี่ยวกับการขอแก้ไขเพิ่มเติมในเนื้อหาหรือเพิ่มเติมประเด็นในอุทธรณ์ในอันที่จะให้จำเลยเสียเปรียบแต่ประการใด ทั้งเป็นกระบวนพิจารณาต่อเนื่องจากการที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดไม่อนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ จึงมีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์โดยลดจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นนี้ได้ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับอุทธรณ์ของโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ได้ชำระค่าธรรมเนียมศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ว่า รอไว้สั่งเมื่อไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เสร็จแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งลงวันที่ 15 มีนาคม 2561 ว่า คดีไม่มีเหตุยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 ยกคำร้อง หากโจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 ให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561

ก่อนครบกำหนดระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนด โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2561 ขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ออกไปจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ครั้นวันที่ 3 ตุลาคม 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์โดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์จาก 3,000,000 บาท เหลือ 300,000 บาท พร้อมกับนำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 6,000 บาท มาชำระต่อศาลในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ตามคำร้อง ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์มานั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ต่อศาลชั้นต้นโดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์จาก 3,000,000 บาท ลงเหลือ 300,000 บาท นั้น มิใช่เป็นการแก้ไขประเด็นในอุทธรณ์ ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบแต่อย่างใด การขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ดังกล่าวก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ตามที่โจทก์ขอ อีกทั้งโจทก์เองก็ได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เท่ากับจำนวนทุนทรัพย์ที่ขอลดลงมาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เช่นนี้แล้วศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะรับอุทธรณ์ของโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ได้ชำระค่าธรรมเนียมศาล การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ได้ ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — กรมบังคับคดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายสุนทร ศันติวิชยะ
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2563
#681907
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ

7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น

และยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ว่า

รอไว้สั่งเมื่อไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เสร็จแล้ว

ต่อมาศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งลงวันที่ 15 มีนาคม 2561

ว่า คดีไม่มีเหตุยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 156/1 ยกคำร้อง หากโจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป

ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลภายใน 7 วัน

นับแต่วันมีคำสั่ง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561

ให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน

15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งให้คู่ความฟังเมื่อวันที่

20 สิงหาคม 2561

ก่อนครบกำหนดระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนด

โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2561

ขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ออกไปจนถึงวันที่ 4

ตุลาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ครั้นวันที่ 3 ตุลาคม 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์โดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์จาก

3,000,000 บาท เหลือ 300,000 บาท พร้อมกับนำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน

6,000 บาท มาชำระต่อศาลในวันดังกล่าว

ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ตามคำร้อง

ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า

การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์มานั้น

เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ต่อศาลชั้นต้นโดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์จาก

3,000,000 บาท ลงเหลือ 300,000 บาท

นั้น มิใช่เป็นการแก้ไขประเด็นในอุทธรณ์ ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบแต่อย่างใด

การขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ดังกล่าวก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ตามที่โจทก์ขอ

อีกทั้งโจทก์เองก็ได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เท่ากับจำนวนทุนทรัพย์ที่ขอลดลงมาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

เช่นนี้แล้วศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะรับอุทธรณ์ของโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ได้ชำระค่าธรรมเนียมศาล

การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของโจทก์มานั้น

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ

อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ได้

ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — กรมบังคับคดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายสุนทร ศันติวิชยะ
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 746/2563
#681883
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเดชนันท์ ศรีสกุลภิญโญ
จำเลย — บริษัทสตาร์มาร์คแมนูแฟคเชอร์ริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 744/2563
#643990
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นาย วิเชียร โสตะราษฎร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 741/2563
#681942
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรัชญา ชูทอง
จำเลย — ฮัลลิเบอร์ตัน เอ็นเนอจี เซอร์วิสเซส อิงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 740/2563
#681964
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนัช นิลโอภา
จำเลย — ฮัลลิเบอร์ตัน เอ็นเนอจี เซอร์วิสเซส อิงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 739/2563
#644702
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดี.ดี.ไฟฝ์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม ที่ ๑ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา