คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 573 -ที่ 574/2563
#644776
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเข็มพร นาจำปา
จำเลย — บริษัทเหรียญทองพลาสติกอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 572/2563
#644104
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย ไกรศรี สอาดศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 569/2563
#644298
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ชิเกรุ โมริตะ (Mr.SHIGERU MORITA)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 568/2563
#644022
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสระบุรี
จำเลย — นาย วชิรพงศ์ สุขมณีประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 560 -ที่ 561/2563
#644070
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เตือนใจ เรืองศรี
จำเลย — นาง เจียมจิตร์ ไชยชิตหรือศรีปาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 558/2563
#644598
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 554/2563
#643998
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พรทิพย์ แพงจันทร์ กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — กรม กรมที่ดิน กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 548/2563
#644610
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด
จำเลย — นางศิริวรรณ ยอดอินทร์ ที่ ๑ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 547/2563
#644609
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด
จำเลย — นายอนนท์ บัวแย้ม ที่ ๑ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อโนชา ชีวิตโสภณ
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544/2563
#644664
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคล ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจเป็นโจทก์หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 และมาตรา 5 สำหรับโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 51 บัญญัติให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้ ประกอบกับข้อบังคับของโจทก์ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ให้ฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์... ดังนี้ คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์จึงเป็นผู้แทนโจทก์ที่มีอำนาจฟ้องคดีด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีก็ได้ การกระทำในนามของโจทก์ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ซึ่งระบุว่าการลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ตามความในวรรคแรกต้องประทับตราของสหกรณ์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงตามหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ คงมีแต่คณะกรรมการดำเนินการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ลงลายมือชื่อโดยมิได้มีการประทับตราของโจทก์กำกับไว้เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่าคณะกรรมการดำเนินการได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนสหกรณ์โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ ช. ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ ช. จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 352, 353, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 และที่ 8 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353 จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 532 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์และฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น กระทำผิดต่อหน้าที่โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 รวม 17 กระทง จำเลยที่ 5 รวม 16 กระทง จำเลยที่ 9 รวม 15 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 คนละ 102 เดือน จำเลยที่ 5 รวม 96 เดือน จำเลยที่ 9 รวม 90 เดือน

จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มีคณะกรรมการดำเนินการซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2558 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 จำนวน 15 คน โจทก์ฟ้องคดีนี้โดย ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งเก้าร่วมกันยักยอกเงินโจทก์ ต่อมาในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คณะกรรมการดำเนินการมีมติให้ฟ้องจำเลยทั้งเก้า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ ฟ้องคดีนี้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีความผิดอาญาซึ่งกระทำต่อนิติบุคคลนั้น ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลมีอำนาจเป็นโจทก์หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 และมาตรา 5 สำหรับโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 นั้น มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้" ประกอบกับข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 74 (24) ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ให้ฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ หรือประนีประนอมยอมความ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาด ดังนี้ คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์จึงเป็นผู้แทนโจทก์ที่มีอำนาจฟ้องคดีด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟ้องคดีแทนก็ได้ การกระทำในนามของโจทก์นั้นต้องปฏิบัติตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรเชียงของ จำกัด ว่าด้วยการลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ พ.ศ.2547 หน้า 37 ข้อ 4 วรรคแรก ซึ่งกำหนดไว้ว่า "การลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ การลงลายมือชื่อเพื่อดำเนินกิจการของสหกรณ์และแทนสหกรณ์ในกิจการซึ่งสหกรณ์มีข้อผูกพันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ เหรัญญิก หรือผู้จัดการหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้จัดการ รวมสองคนเป็นผู้ลงชื่อแทนสหกรณ์ในเอกสารทั้งปวงได้ เว้นแต่คณะกรรมการดำเนินการจะได้มอบหมายให้กรรมการดำเนินการคนหนึ่ง หรือหลายคน หรือผู้จัดการทำการแทนตามความในระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการดำเนินการ ก็ให้เป็นไปตามที่มอบหมายนั้น" และวรรคสองกำหนดไว้ว่า "การลงลายมือชื่อแทนสหกรณ์ตามความในวรรคแรกต้องประทับตราของสหกรณ์ไว้ด้วย" เมื่อการฟ้องคดีนี้ปรากฏว่าคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ดำเนินคดีแทน ในการฟ้องคดีอาญานั้น โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ที่โจทก์นำสืบมานี้ โจทก์ไม่อาจนำสืบให้ศาลเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า คณะกรรมการดำเนินการมีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ตามลำพังโดยมิต้องประทับตราของโจทก์มีผลผูกพันโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ คงมีแต่คณะกรรมการดำเนินการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารโดยมิได้มีการประทับตราของโจทก์กำกับไว้เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่า คณะกรรมการดำเนินการได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนสหกรณ์โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบอำนาจให้นางสาวชนกานต์ฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ นางสาวชนกานต์จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ ส่วนที่นางสาวชนกานต์และนายจำรัสเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า เหตุที่หนังสือมอบอำนาจไม่ได้ประทับตราของโจทก์นั้น เนื่องจากได้ออกตามมติของคณะกรรมการตามรายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับดังกล่าวจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ก่อนที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการมีมติให้ฟ้องในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 3 ม. 5
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตร ช.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายอภิราม จันทรจรัส
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 543/2563
#644605
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรชัย ทองดีศักดิ์กุล
จำเลย — บริษัทเอส ดี อาร์. แอสเซท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2563
#644057
เปิดฉบับเต็ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 534/2563
#644519
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 58 บัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการบวกโทษว่า ศาลที่พิพากษาคดีหลังจะนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษคดีหลังได้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำความผิดคดีหลังถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกในความผิดที่มิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซึ่งเมื่อแปลความในทางกลับกันก็คือศาลที่พิพากษาคดีหลังจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกคดีหลังได้ ก็ต่อเมื่อผู้กระทำความผิดคดีหลังกระทำความผิดที่มิใช่ความผิดลหุโทษและความผิดนั้นเป็นการกระทำโดยเจตนา มิใช่ความผิดที่เกิดจากการกระทำโดยประมาทนั่นเอง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถโดยประมาทขณะเมาสุราเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับชนกับรถยนต์ที่ผู้ตายขับ ทำให้รถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย จำเลย อ. ย. ป. ร. และ ณ. ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ส่วน ม. ได้รับอันตรายสาหัส และผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 58, 291, 300, 390 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ เท่ากับจำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายต่อจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 291, 300, 390 ด้วย เพียงแต่การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงต้องลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่การที่ศาลจะปรับบทตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ เป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเช่นคดีนี้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทเท่านั้น เพราะหากเป็นการกระทำโดยเจตนาแล้ว เท่ากับผู้กระทำความผิดมีเจตนาฆ่า ซึ่งศาลต้องปรับบทลงโทษฐานเจตนาฆ่าผู้อื่น ไม่อาจที่จะนำบทบัญญัติฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 42 (2), 160 ตรี วรรคสี่ มาปรับใช้เป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเช่นคดีนี้ ดังนั้น แม้คดีนี้ศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย แต่เมื่อกฎหมายที่ศาลปรับบทพิพากษาลงโทษแก่จำเลยล้วนเป็นบทความผิดที่เกิดจากการกระทำโดยประมาททั้งสิ้น กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 58 ศาลจึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองนำโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4) , 157, 160 ตรี เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1749/2559 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1749/2559 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1749/2559 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทในขณะเมาสุราด้วยความเร็วสูงเกินสมควรแล่นล้ำช่องเดินรถฝั่งตรงข้ามจนเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่นายนิกร ผู้ตายขับสวนทางมา ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและบุคคลในรถที่โดยสารรถของผู้ตายมาได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและได้รับอันตรายสาหัส นับเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่า จำเลยเคยกระทำความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถมาแล้ว ซึ่งศาลในคดีก่อนทั้งสองคดีให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่จำเลยไม่เข็ดหลาบกลับมากระทำความผิดในลักษณะเดียวกันอีก แม้จำเลยและบริษัทประกันภัยได้นำเงินค่าสินไหมทดแทนบางส่วนมาวางศาลเพื่อชำระให้แก่ผู้เสียหายแล้วเป็นเงินรวม 1,086,061 บาท และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับมารดา ภริยาและบุตรของผู้ตายในคดีแพ่งยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอีก 300,000 บาท หรือบริษัทประกันภัยได้นำเงินค่าสินไหมทดแทนมาวางศาลเพื่อชดใช้ให้แก่มารดา ภริยาและบุตรของผู้ตายในคดีแพ่งอีกจำนวน 400,000 บาท ก็ล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายในทางแพ่งอยู่แล้ว ส่วนการที่ก่อนเกิดเหตุจำเลยเป็นผู้ประพฤติดี ช่วยเหลือสังคมตามกำลังความสามารถตลอดมา ปรากฏตามหนังสือรับรองความประพฤติของผู้ปกครองท้องที่ของจำเลย ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า ศาลล่างทั้งสอง นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการบวกโทษว่า ศาลที่พิพากษาคดีหลังจะนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษคดีหลังได้ ก็ต่อเมื่อผู้กระทำความผิดคดีหลังถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกในความผิดที่มิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซึ่งเมื่อแปลความในทางกลับกันก็คือศาลที่พิพากษาคดีหลังจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกคดีหลังได้ ก็ต่อเมื่อผู้กระทำความผิดคดีหลังกระทำความผิดที่มิใช่ความผิดลหุโทษและความผิดนั้นเป็นการกระทำโดยเจตนา มิใช่เป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำโดยประมาทนั่นเอง สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถโดยประมาทขณะเมาสุราเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับมาพุ่งชนกับรถยนต์ที่ผู้ตายขับทำให้รถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย จำเลย เด็กหญิงอภิญญา นางสาวยุพิน เด็กชายปุญญพัฒน์ นางอำพร และนางสาวณิชาภัทร บาดเจ็บได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ส่วนนางสาวมณี ได้รับอันตรายสาหัส และผู้ตายได้รับบาดเจ็บ และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 291, 300, 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลล่างทั้งสองปรับบทพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ เท่ากับจำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 ด้วย เพียงแต่การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงต้องลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่การที่ศาลจะปรับบทตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ เป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเช่นคดีนี้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทเท่านั้น เพราะหากเป็นการกระทำโดยเจตนาแล้ว เท่ากับผู้กระทำความผิดมีเจตนาฆ่า ซึ่งศาลต้องปรับบทลงโทษฐานเจตนาฆ่าผู้อื่น ไม่อาจที่จะนำบทกฎหมายฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ มาปรับใช้เป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเช่นคดีนี้ ดังนั้น แม้คดีนี้ศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย แต่เมื่อกฎหมายที่ศาลปรับบทพิพากษาลงโทษแก่จำเลยล้วนเป็นบทความผิดที่เกิดจากการกระทำโดยประมาททั้งสิ้น กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ศาลจึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองนำโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1749/2559 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1749/2559 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนางรอง
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายติมศักดิ์ บุญอากาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 533/2563
#644556
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ร่วม — นางวงเดือน อุทัยกรณ์
จำเลย — นายกาหลง เพ็ชดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2563
#643581
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเรียกผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุ 14 ปีเศษ ให้เข้าไปเอาขนมในบ้าน จึงเป็นการกระทำโดยใช้ขนมมาล่อผู้เสียหายให้เข้าไปในบ้าน ถือเป็นกลอุบายส่วนหนึ่งเพื่อให้ได้ตัวผู้เสียหายมากระทำชำเรา และเมื่อผู้เสียหายเข้าไปแล้วจำเลยก็ได้ปิดประตู จึงนับได้ว่าเป็นการพาไปโดยแยกอำนาจปกครองจากบิดามารดา และการที่จำเลยพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่ป่าละเมาะข้างทุ่งนา และพาผู้เสียหายจากบริเวณแท็งก์น้ำเข้าไปกระทำอนาจารในซอกแท็งก์น้ำ ล้วนเป็นการพาผู้เสียหายจากที่เปิดเผยเข้าไปในจุดลับตาผู้คน จึงเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาทั้งสิ้น เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 317, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาย ป. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคหนึ่ง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 28 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีกระทงเดียว จำคุก 6 ปี ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรของนาย ป. ผู้ร้อง กับนาง ร. ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ อยู่ในความปกครองของผู้เสียหายที่ 1 โดยพักอาศัยอยู่กับนาง ส. ผู้ที่ผู้เสียหายที่ 1 ฝากให้ดูแลแทน และเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียน ว. ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ กรณีเหตุเกิดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่บ้านจำเลยนั้น แม้จะได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่า จำเลยกระทำเพียงเรียกผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในบ้าน แต่ก็เป็นการเรียกให้เข้าไปเอาขนมในบ้าน จึงเป็นการกระทำโดยใช้ขนมมาล่อผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กให้เข้าไปในบ้าน ถือเป็นกลอุบายส่วนหนึ่งเพื่อให้ได้ตัวผู้เสียหายที่ 2 มากระทำชำเรา และเมื่อผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปแล้ว จำเลยก็ได้ปิดประตูบ้าน กรณีจึงนับได้ว่าเป็นการพาไปโดยแยกอำนาจปกครองจากผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ส่วนกรณีเหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ทุ่งนา และเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2560 บริเวณแท็งก์น้ำข้างศูนย์ตัดเย็บหมู่บ้านนั้น การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปกระทำชำเราที่ป่าละเมาะข้างทุ่งนาก็ดี และการที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 จากบริเวณแท็งก์น้ำเข้าไปกระทำอนาจารในซอกแท็งก์น้ำก็ดี ล้วนแต่เป็นการพาผู้เสียหายที่ 2 จากที่เปิดเผยเข้าไปในจุดลับตาผู้คน กรณีจึงเป็นการกระทำที่ล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสามเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา กระทำอนาจารและพรากผู้เยาว์ทุกกระทงความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นจำนวนเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นทุกข้อ ส่วนฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 และมาตรา 279 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นทุกกระทงความผิด กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม ม. 318 ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบัวใหญ่
ผู้ร้อง — นาย ป.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายอรรคพล เปรมวิไลศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอายุวัชญ์ วิทูรวันราเวธน์
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2563
#681876
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279,

317, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาย ป. ผู้เสียหายที่ 1

ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน

เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279

วรรคหนึ่ง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 15

ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 28 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560

เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีกระทงเดียว

จำคุก 6 ปี

ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร

และความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560

เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ว.

ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรของนาย ป. ผู้ร้อง กับนาง ร. ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ

อยู่ในความปกครองของผู้เสียหายที่

1

โดยพักอาศัยอยู่กับนาง ส. ผู้ที่ผู้เสียหายที่ 1

ฝากให้ดูแลแทน และเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียน ว. ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

กรณีเหตุเกิดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่บ้านจำเลยนั้น แม้จะได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่า จำเลยกระทำเพียงเรียกผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในบ้าน แต่ก็เป็นการเรียกให้เข้าไปเอาขนมในบ้าน

จึงเป็นการกระทำโดยใช้ขนมมาล่อผู้เสียหายที่ 2

ซึ่งเป็นเด็กให้เข้าไปในบ้าน

ถือเป็นกลอุบายส่วนหนึ่งเพื่อให้ได้ตัวผู้เสียหายที่ 2 มากระทำชำเรา และเมื่อผู้เสียหายที่

2 เข้าไปแล้ว จำเลยก็ได้ปิดประตูบ้าน

กรณีจึงนับได้ว่าเป็นการพาไปโดยแยกอำนาจปกครองจากผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ส่วนกรณีเหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ทุ่งนา และเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2560 บริเวณแท็งก์น้ำข้างศูนย์ตัดเย็บหมู่บ้านนั้น

การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2

ไปกระทำชำเราที่ป่าละเมาะข้างทุ่งนาก็ดี และการที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 จากบริเวณแท็งก์น้ำเข้าไปกระทำอนาจารในซอกแท็งก์น้ำก็ดี ล้วนแต่เป็นการพาผู้เสียหายที่ 2 จากที่เปิดเผยเข้าไปในจุดลับตาผู้คน

กรณีจึงเป็นการกระทำที่ล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่

1

การกระทำของจำเลยทั้งสามเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเรา

กระทำอนาจารและพรากผู้เยาว์ทุกกระทงความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นจำนวนเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นทุกข้อ ส่วนฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา

(ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 และมาตรา 279 และให้ใช้ความใหม่แทน

แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นทุกกระทงความผิด

กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย

ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคหนึ่ง ม. 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 317 วรรคสาม (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบัวใหญ่
ผู้ร้อง — นาย ป.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายอรรคพล เปรมวิไลศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอายุวัชญ์ วิทูรวันราเวธน์
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 532/2563
#681925
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญส่ง พันธ์บัว กับพวก
จำเลย — นางอมรรัตน์ ทองมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 529/2563
#643561
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามใบจอง

(น.ส.2) เลขที่

430 เล่ม 18 หน้า 87

ให้จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีก

และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารจะออกจากที่ดินพิพาทดังกล่าว

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000

บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่

1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท

และจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 15,000 บาท

โจทก์ฎีกา

โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า

โจทก์เป็นบุตรของนาย

ส. ส่วนนาง ด. และจำเลยทั้งสามเป็นบุตรของนาย ป. เมื่อปี 2520

ทางราชการออกใบจองที่ดินพิพาท (น.ส.2) เลขที่ 430 เนื้อที่ 48 ไร่ 20

ตารางวา ให้แก่นาย ส. ออกใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 428 เนื้อที่ 22 ไร่

3 งาน 40 ตารางวา ให้แก่นาย อ. และออกใบจอง (น.ส.2) ไม่ทราบเลขที่และเนื้อที่ที่ดินให้แก่นาย ร.

ที่ดินทั้งสามแปลงมีอาณาเขตติดต่อกัน ตั้งอยู่ที่ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย

จังหวัดบุรีรัมย์

โดยที่ดินตามใบจอง (น.ส.2)

เลขที่ 428

ของนาย อ. อยู่ทางทิศตะวันตก ถัดไปทางทิศตะวันออกเป็นที่ดินพิพาทตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 430 ของนาย ส. และที่ดินตามใบจอง

(น.ส.2) ของนาย

ร. ตามลำดับ นาย ส. ถึงแก่ความตายในปี 2540 แต่ก่อนนาย ส. ถึงแก่ความตาย นาย ส. ขายที่ดินพิพาทตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 430

ให้แก่นาย ป. โดยมอบที่ดินพิพาทให้ครอบครองทำประโยชน์พร้อมกับส่งมอบใบจอง

(น.ส.2) ต่อมาปี 2558

ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ส. โจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรละหานว่า

ใบจองที่ดินพิพาท (น.ส.2) เลขที่

430 สูญหาย เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนใบจอง

(น.ส.2) เลขที่ 430 ให้โจทก์ โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามใบจอง

(น.ส.2) เลขที่ 430 ใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาในปี 2559 จำเลยที่ 1

และนาง ด. ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามใบจอง

(น.ส.2) เลขที่ 430 กลับคืนไปเป็นชื่อนาย ส. ให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย

ส. โอนที่ดินพิพาทตามใบจองดังกล่าวให้แก่จำเลยที่

1 และนาง ด. กับให้ส่งมอบใบแทนใบจองดังกล่าวให้จำเลยที่

1 และนาง ด. ตามคดีหมายเลขดำที่

139/2559

ของศาลชั้นต้น จากนั้นโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดที่ดินได้เนื้อที่

56 ไร่ 3 งาน 80 6/10

ตารางวา จำเลยที่ 1 ที่

2 และนาง ด. คัดค้านว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดเป็นที่ดินของจำเลยที่

1 ที่ 2 และนาง ด. ต่อมาจำเลยที่ 1 และนาง ด. ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 139/2559

และจำเลยทั้งสามมาฟ้องโจทก์เป็นจำเลยเป็นคดีใหม่ขอให้เพิกถอนการขอออกโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่

465/2559 ของศาลชั้นต้น ปัจจุบันต้นฉบับใบจองที่ดินพิพาท (น.ส.2) เลขที่ 430

อยู่กับจำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสามเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท

โดยจำเลยที่ 1

ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 2 งาน

64 2/10 ตารางวา

ถัดไปทางทิศตะวันออกจำเลยที่ 2

ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ

25 ไร่ 3 งาน 20 2/10 ตารางวา และจำเลยที่ 3

ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ 1 งาน 96 2/10 ตารางวา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า

ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยทั้งสาม เห็นว่า ทางราชการได้ออกใบจองที่ดินพิพาทให้แก่นาย ส.

ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 ได้ให้คำนิยามคำว่า “ใบจอง” หมายความว่า “หนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราว”

จากคำนิยามดังกล่าวถือได้ว่าทางราชการยังไม่ได้ให้สิทธิครอบครองอย่างเด็ดขาดแก่นาย

ส. นาย ส. เพียงแต่มีสิทธิเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยต้องปฏิบัติตามระเบียบ

ข้อบังคับ ข้อกำหนด รวมทั้งเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนด แต่ในระหว่างที่นาย ส. ได้รับอนุญาตให้จับจองที่ดินพิพาท

นาย ส. จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน

พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว

ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก” ดังนั้น แม้ภายหลังจากปี 2520 ที่นาย ส. ได้รับใบจองแล้วได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นาย ป.

โดยส่งมอบการครอบครองที่ดินและใบจองให้แก่นาย

ป. ยึดถือไว้ก็ตาม แต่การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนาย

ส. กับนาย ป. ยังอยู่ในระหว่างระยะเวลาการห้ามโอน ดังนั้นนิติกรรมการซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างนาย ส. กับนาย ป. เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย

จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นของรัฐ แต่อย่างไรก็ตามการที่นาย

ส. ขายที่ดินพิพาทให้แก่นาย ป.

และส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นาย ป. แล้ว แสดงว่านาย ส. สละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1377

วรรคหนึ่ง แม้การซื้อที่ดินของนาย ป. จะไม่อาจยกขึ้นอ้างต่อรัฐได้

แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันเมื่อนาย ป. เข้าครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2520 ที่ซื้อจากนาย ส. จากนั้นได้แบ่งแยกให้แก่จำเลยทั้งสามกับนาง ด.

เข้าครอบครองและทำประโยชน์ต่อมา จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1377 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณ. ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของนาย ส.
จำเลย — นาง ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายสามารถ ชูมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอุเทน วิภาณุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 527/2563
#644003
เปิดฉบับเต็ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 524/2563
#681903
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีรพันธุ์ พงษ์วัฒนานุสรณ์
จำเลย — นายจรูญ ยลอารีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตวราพงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา