คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 732/2563
#643882
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพิมาย
จำเลย — นาง อุษา พลกูรหรือโชคค้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิมาย -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2563
#663567
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบและหน่วยตรวจสอบภายในของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2555 ข้อ 20 กำหนดว่า "การแต่งตั้ง โยกย้าย ถอดถอน เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง และประเมินผลงานของหัวหน้าหน่วยตรวจสอบภายใน ให้คณะกรรมการตรวจสอบเสนอคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อพิจารณา โดยให้ผู้บริหารสูงสุดเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาด้วย" ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบมีมติเสนอแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในเสนอต่อคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์เพื่อพิจารณา จำเลยในฐานะผู้บริหารสูงสุดมีหน้าที่ต้องเสนอความเห็นให้แก่คณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาด้วย หากการเสนอความเห็นของจำเลยเป็นไปโดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้อง ส่วนปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้เสนอความเห็นต่อที่ประชุมคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ครั้งที่ 9/2556 และครั้งที่ 1/2557 ว่าควรเปิดให้มีการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายใน โดยจำเลยได้ยืนยันต่อที่ประชุมว่าไม่ได้ขัดข้องในเรื่องของตัวบุคคลและยินดีสนับสนุน และข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบและหน่วยตรวจสอบภายในของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2555 ข้อ 20 นั้นไม่ได้บังคับไว้ว่า การเสนอความเห็นของผู้บริหารสูงสุดต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ผู้บริหารสูงสุดจึงสามารถที่จะเสนอความเห็นด้วยวาจาต่อที่ประชุมคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ได้ ดังนั้น การแสดงความเห็นด้วยวาจาของจำเลยดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นการเสนอความเห็นให้แก่คณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์เพื่อประกอบการพิจารณาว่าสมควรแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในตามที่คณะกรรมการตรวจสอบเสนอหรือไม่ อันเป็นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบและหน่วยตรวจสอบภายในของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2555 ข้อ 20 แล้ว ส่วนที่ประชุมคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์มีมติรับทราบและมอบหมายให้จำเลยรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป มติดังกล่าวย่อมไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยเพราะจำเลยไม่มีอำนาจสั่งให้มีการสรรหาบุคคลเพื่อมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ตามฟ้องข้อ 2.1 จำคุก 3 ปี ทางพิจารณาและคำแถลงของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า องค์การสวนพฤกษศาสตร์เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ พ.ศ.2535 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 องค์การสวนพฤกษศาสตร์ โดยนายจุลยุทธ รักษาการผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์มีคำสั่งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนตรวจสอบการบริหาร การเงิน การคลังและการดำเนินงาน และรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2555 ตามคำสั่งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ที่ 185/2555 ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 องค์การสวนพฤกษศาสตร์ทำสัญญาจ้างจำเลยทำงานบริหารในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 จำเลยในฐานะผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์โดยตำแหน่งตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ พ.ศ.2535 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง และจำเลยเป็นผู้บริหารสูงสุดมีหน้าที่เสนอความเห็นให้แก่คณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์เพื่อประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย ถอดถอน เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง และประเมินผลงานของหัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบภายในตามข้อเสนอของคณะกรรมการตรวจสอบ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบและหน่วยตรวจสอบภายในของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2555 ข้อ 5 ข้อ 17 และข้อ 20 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2556 คณะกรรมการตรวจสอบมีมติเสนอแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายใน และนายธัชสกล ประธานกรรมการตรวจสอบมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยเพื่อให้จำเลยเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาให้แก่คณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ตามหนังสือลงวันที่ 24 ตุลาคม 2556 ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 มีการประชุมคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ครั้งที่ 9/2556 วาระที่ 5.4.1 ประธานกรรมการตรวจสอบรายงานความเห็นและมติของคณะกรรมการตรวจสอบเสนอแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายใน จำเลยเสนอความเห็นว่า ตำแหน่งบริหารระดับผู้อำนวยการสำนักนั้นได้มีแนวทางปฏิบัติคือให้เปิดสรรหาเพื่อให้บุคคลากรภายในองค์การที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแสดงความจำนงสมัครเข้ารับการสรรหาได้ ที่ประชุมมีมติรับทราบ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2556 มีการประชุมคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ครั้งที่ 10/2556 วาระที่ 5.3.1 ประธานคณะกรรมการตรวจสอบกล่าวถึงประเด็นเรื่องการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายใน ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้จำเลยไปดำเนินการเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2557 มีการประชุมคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ครั้งที่ 1/2557 วาระที่ 5.2.1 ที่ประชุมมีมติรับทราบผลการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบ ส่วนการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในนั้นได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในประเด็นที่ประธานกรรมการตรวจสอบและจำเลยมีความเห็นแย้งกัน โดยจำเลยเสนอความเห็นว่า ควรเปิดให้มีการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่ง หลังจากนั้นคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์และคณะกรรมการตรวจสอบชุดดังกล่าวหมดวาระลงในวันที่ 31 มกราคม 2557 จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายใน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 หรือไม่ เมื่อพิจารณาระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบและหน่วยตรวจสอบภายในของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2555 ข้อ 20 ซึ่งกำหนดว่า "การแต่งตั้ง โยกย้าย ถอดถอน เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง และประเมินผลงานของหัวหน้าหน่วยตรวจสอบภายใน ให้คณะกรรมการตรวจสอบเสนอคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อพิจารณา โดยให้ผู้บริหารสูงสุดเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาด้วย" ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบมีมติเสนอแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในเสนอต่อคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์เพื่อพิจารณา จำเลยในฐานะผู้บริหารสูงสุดมีหน้าที่ต้องเสนอความเห็นให้แก่คณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาด้วย หากการเสนอความเห็นของจำเลยเป็นไปโดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้อง ส่วนปัญหาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยได้เสนอความเห็นต่อที่ประชุมคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ครั้งที่ 9/2556 และครั้งที่ 1/2557 ว่าควรเปิดให้มีการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งบริหารระดับผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายใน โดยจำเลยได้ยืนยันต่อที่ประชุมว่า ไม่ได้ขัดข้องในเรื่องของตัวบุคคลและยินดีสนับสนุน และเมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบและหน่วยตรวจสอบภายในของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2555 ข้อ 20 นั้นไม่ได้บังคับไว้ว่า การเสนอความเห็นของผู้บริหารสูงสุดนั้นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ผู้บริหารสูงสุดจึงสามารถที่จะเสนอความเห็นด้วยวาจาต่อที่ประชุมคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ได้ ดังนั้น การแสดงความเห็นด้วยวาจาของจำเลยดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการเสนอความเห็นให้แก่คณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์เพื่อประกอบการพิจารณาว่าสมควรแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในตามที่คณะกรรมการตรวจสอบเสนอหรือไม่ อันเป็นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบและหน่วยตรวจสอบภายในของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2555 ข้อ 20 แล้ว ส่วนที่ประชุมคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์มีมติรับทราบและมอบหมายให้จำเลยรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป มติดังกล่าวย่อมไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยเพราะจำเลยไม่มีอำนาจสั่งให้มีการสรรหาบุคคลเพื่อมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายโฆษฤทธิ์ นาสมใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวจันทร์เพ็ญ อนันตพันธุ์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 731/2563
#644692
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิษณุกร สุขเปีย
จำเลย — นายนฤทธิ์ พรมจิ๋ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
เมทินี ชโลธร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 730/2563
#643695
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครพนม
จำเลย — นาย ริจที กิติศรีวรพันธุ์ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 728/2563
#644557
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูรัตน์ รัตนศศิวิมล
จำเลย — นายสมฤกษ์ ปะทะรัมย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 726/2563
#656679
เปิดฉบับเต็ม

การออกบันทึกข้อความหนังสือเวียนเพื่อให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติที่รับเงินนำส่งมาให้ จ. จัดการหรือรักษาทรัพย์ไว้ หาได้เป็นบันทึกมอบหมายให้จำเลยมีหน้าที่จัดการหรือรักษาเงินนั้นด้วยไม่ เมื่อจำเลยมิได้มีหน้าที่จัดการหรือรักษาเงินของผู้เสียหาย การที่จำเลยเบียดบังยักยอกเงินของผู้เสียหายที่จำเลยรับมาตามบันทึกของ จ. ไปเป็นของตนเองโดยทุจริต จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 ตามฟ้อง แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหานี้ได้ ต้องพิพากษายกฟ้องในความผิดนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง แต่การที่จำเลยรับเงินของผู้เสียหายมาแล้วเบียดบังไปเป็นของตนเองโดยทุจริต ถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นหน่วยงานของทางราชการ จำเลยเป็นเจ้าพนักงานแต่กลับกระทำความผิดอาญาต่อหน่วยงานราชการที่ตนสังกัดอยู่ ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 157 มาด้วยแล้ว จึงลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 161, 91 และให้จำเลยคืนเงิน 2,018,170 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) 161 (เดิม) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เนื่องจากจำเลยได้ชดใช้เงินตามฟ้องคืนให้แก่ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว คำขอให้คืนเงินท้ายฟ้องโจทก์จึงให้ยก ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) และ 161 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 120 กระทง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 240 ปี 720 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกจำเลยไม่เกิน 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยรับราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 5 สำนักงานทางหลวงที่ 8 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่บันทึกบัญชีเกณฑ์เงินคงค้าง จัดทำรายงานประจำเดือน บันทึกบัญชีเงินทดรองราชการ จัดทำทะเบียนคุมเงินทดรองราชการ จัดทำทะเบียนใบเสร็จรับเงิน จัดทำทะเบียนเงินคงเหลือประจำวัน จัดทำรายงานค่าใช้จ่ายเงินงบประมาณ จัดทำรายงานค่าใช้จ่ายงบลงทุนและได้รับมอบหมายให้จัดทำบัญชีและเป็นผู้ช่วยหัวหน้าการเงินและบัญชี ลงบัญชีและสรุปยอดประจำวันเพื่อนำส่งหัวหน้างานการเงินและบัญชีทุกวัน ได้เบียดบังเอาเงินของกรมทางหลวงผู้เสียหายไปเป็นของตนเองโดยทุจริตรวม 119 ครั้ง เป็นเงิน 1,811,649 บาท และยังปลอมแปลงเอกสารใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 40112 เลขที่ 054 โดยการขีดฆ่าตัวเลขจำนวนเงิน 4,500 บาท และข้อความ (สี่พันห้าร้อยบาท) แล้วเขียนใหม่เป็น 3,500 บาท และ(สามพันห้าร้อยบาท) แล้วเบียดบังเอาเงินของผู้เสียหายไปเป็นของตนเองโดยทุจริตอีก 1,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษ" ดังนั้น จะต้องได้ความว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเสียก่อน จึงจะลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ได้ แต่จำเลยมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามบันทึกของสำนักงานทางหลวงที่ 8 ฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2556 และฉบับลงวันที่ 16 มิถุนายน 2547 โดยบันทึกดังกล่าวฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ระบุว่าจำเลยมีหน้าที่บันทึกบัญชีเกณฑ์เงินคงค้างและจัดทำรายงานประจำเดือน บันทึกบัญชีเงินทดรองราชการ จัดทำทะเบียนคุมเงินทดรองราชการและจัดทำรายงานประจำเดือน จัดทำทะเบียนเงินชดเชยกรรมสิทธิ์ที่ดินและสมุดเงินฝากธนาคารออมสิน เก็บและคืนหลักประกันซอง จัดทำทะเบียนใบเสร็จรับเงิน จัดทำทะเบียนเงินคงเหลือประจำวัน จัดทำรายงานค่าใช้จ่ายเงินงบประมาณ (แบบ จ.1 จ.2) จัดทำรายงานค่าใช้จ่ายงบลงทุน จัดทำรายงานแผน/ผลรายไตรมาสส่ง ผอง. จัดทำรายงานเงินนอกงบประมาณ (เงินประกันซอง, เงินประกันสัญญา) และปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ส่วนบันทึกลงวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ก็ระบุหน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยเช่นเดิมเพียงแต่ให้จำเลยมีหน้าที่จัดทำรายงานส่งคลังจังหวัดวันที่ 3 และ 25 ของเดือน เพิ่มเติมด้วยเท่านั้น หาได้กำหนดความรับผิดชอบให้จำเลยมีหน้าที่จัดการหรือรักษาเงินของผู้เสียหายด้วยไม่ ซึ่งนางสาวจุฑารัตน์ หัวหน้างานของจำเลยเคยให้การในชั้นสอบสวนว่า ตามปกติจำเลยมีหน้าที่ในการจัดทำบัญชี ไม่มีหน้าที่ในการรับเงินรายได้ใด ๆ อันเป็นการยืนยันว่าจำเลยไม่ได้มีหน้าที่จัดการหรือรักษาเงินของสำนักงานทางหลวงที่ 8 ตามกรอบหน้าที่และความรับผิดชอบ ส่วนที่นางสาวจุฑารัตน์ ทำบันทึกข้อความเรื่องการรับเงินทุกประเภท ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2546 มีข้อความว่า "เมื่อมีการนำเงินมาจ่ายให้เจ้าหน้าที่บัญชีในหน่วยงานทุกท่านไม่ว่าจะเป็นเงินงบประมาณ เช่น ค่าไฟฟ้า บ้านพัก ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำประปา หรืออื่น ๆ เงินฌาปนกิจและเงินนอกงบประมาณชนิดอื่น ๆ เจ้าหน้าที่ทุกท่านลงรับในใบเสร็จได้ แต่ต้องให้เจ้าหน้าที่การเงินทุกท่าน (ขรก.) เป็นผู้เซ็นชื่อรับเงินทุกครั้งและนำเงินส่ง หง.ทล.8 ทุกวัน สำหรับใบเสร็จรับเงินค่าฌาปนกิจที่ใช้อยู่เดิม ให้ยกเลิกทั้งหมดและใช้ใบเสร็จรับเงินที่แนบมานี้แทน ผู้มีหน้าที่รับเงินได้แก่ 1. จำเลย (กรณีจำเป็นไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้อื่นอยู่) 2. คุณทวี 3. คุณสุชาดา 4. คุณสุปราณี ทั้งนี้ให้เริ่มปฏิบัติ ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไป" นั้น นางสาวจุฑารัตน์เบิกความว่า พยานออกหนังสือดังกล่าวโดยไม่ได้อาศัยอำนาจตามกฎหมายใด แต่ออกเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เท่านั้น นอกจากนี้นางสาวจุฑารัตน์ยังให้การในชั้นสอบสวนว่า พยานได้มีหนังสือเวียนลงวันที่ 8 สิงหาคม 2546 แจ้งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในสายงานทราบถึงการปฏิบัติในการส่งเงินรายได้ในหน้าที่ของทุกคนต้องส่งมายังพยานโดยตรง แต่ก็ยังมีการส่งเงินให้แก่จำเลยจึงเกิดปัญหานี้ จึงรับฟังได้ว่า การออกบันทึกข้อความหนังสือเวียนดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติที่รับเงินนำส่งมาให้นางสาวจุฑารัตน์จัดการหรือรักษาไว้ หาได้เป็นบันทึกมอบหมายให้จำเลยมีหน้าที่จัดการหรือรักษาเงินนั้นด้วยไม่ เมื่อจำเลยมิได้มีหน้าที่จัดการหรือรักษาเงินของผู้เสียหาย การที่จำเลยเบียดบังยักยอกเงินของผู้เสียหายที่จำเลยรับมาตามบันทึกของนางสาวจุฑารัตน์ไปเป็นของตนเองโดยทุจริตจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ตามที่โจทก์ฟ้องแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหานี้ได้ ต้องพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง แต่การที่จำเลยรับเงินของผู้เสียหายมาแล้วเบียดบังไปเป็นของตนเองโดยทุจริต ถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นหน่วยงานของทางราชการ จำเลยเป็นเจ้าพนักงาน แต่กลับกระทำความผิดอาญาต่อหน่วยงานราชการที่ตนสังกัดอยู่ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการกรมทางหลวงผู้เสียหาย ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาด้วยแล้ว จึงลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดนี้ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วไม่อาจลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีอายุความ 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) จำเลยกระทำความผิดในปี 2546 ถึง 2547 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ยังไม่เกิน 15 ปี นับแต่วันกระทำความผิด ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความสามารถลงโทษจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นผู้หญิงและมีอายุมากแล้ว แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นข้าราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 5 สำนักงานทางหลวงที่ 8 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ สมควรที่จำเลยจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อสนองคุณแผ่นดิน แต่จำเลยกลับอาศัยโอกาสที่นางสาวจุฑารัตน์ไว้วางใจให้จำเลยช่วยรับเงินต่าง ๆ ยักยอกเอาเงินนั้นไปเป็นของตนเองติดต่อกัน หลายครั้งหลายหนเป็นเวลานานนับปีโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายแผ่นดิน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการเป็นอย่างมาก พฤติการณ์การกระทำของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนับว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 119 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 238 ปี และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ 161 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 240 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 120 ปี แต่ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 3
จำเลย — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 — นายกวีพจน์ สุรนิล
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 724/2563
#643575
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในหมู่บ้าน นอกจากอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวขนาด 12 ที่ใช้ยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ทางราชการมอบให้ไว้ใช้ตรวจรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านแล้ว จำเลยยังมีอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 ที่ใช้ยิงขึ้นฟ้าในวันเกิดเหตุอีก 1 กระบอก จำเลยย่อมมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนและทราบดีอยู่แล้วว่าอาวุธปืนเป็นอาวุธที่ร้ายแรงสามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่าย แต่จำเลยยังใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวขนาด 12 ของกลางที่มีกระสุนบรรจุอยู่ในการข่มขู่ผู้ตาย ในขณะผู้ตายนั่งอยู่บนแคร่ จำเลยเดินถืออาวุธปืนเข้าไปหาผู้ตายเพื่อข่มขู่ โดยปากกระบอกปืนชี้ไปหาผู้ตายในระยะใกล้จนผู้ตายสามารถจับปากกระบอกปืนได้ จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาวุธปืนของกลางอาจลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ชีวิตได้ แต่จำเลยยังคงกระทำการดังกล่าว เมื่อเกิดการดึงปืนกันจนปืนลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย หาใช่เป็นการกระทำโดยประมาทไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 288, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ริบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 และปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 2 ปลอก ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหายิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน คงปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 15 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง คืนอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษให้แล้ว เป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ริบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับนางสาวเสาวนีย์ ผู้ตาย ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยทะเลาะกัน ผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตก จำเลยโมโหจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 ของกลาง ออกไปยิงขึ้นฟ้าบริเวณข้างบ้าน 1 นัด และนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลาง มาถือขู่ผู้ตาย แล้วกระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวา เป็นบาดแผลฉีกขาดที่หนังศีรษะจนกะโหลกศีรษะแตกและเยื่อหุ้มสมองฉีกขาดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ในวันเกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์ พนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุ พบศพผู้ตายบริเวณแคร่ไม้หน้าห้องนอนชั้นล่าง พบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 มีปลอกกระสุนปืนในลำกล้อง 1 ปลอก และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 นัด ในบ้านที่เกิดเหตุ และพบปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 ปลอก ข้างบ้านที่เกิดเหตุ จึงยึดไว้เป็นของกลาง วันรุ่งขึ้นจำเลยมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและนำไปตรวจยึดอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 3 นัด เป็นของกลาง คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในความผิดดังกล่าวและยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในความผิดดังกล่าว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ยิงผู้ตายด้วยเจตนาฆ่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ในขณะผู้ตายถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิง คำเบิกความของนายสุนทร นายเลิศสินและนางสมบุญก็เป็นพยานแวดล้อมใกล้ชิดเหตุการณ์หลังเกิดเหตุที่ยืนยันได้เพียงว่าจำเลยมีส่วนทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเท่านั้น แม้โจทก์มีคำให้การของนายพิษณุ พยานแวดล้อมในขณะเกิดเหตุมาสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว โดยนายพิษณุเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทำให้ไม่อาจมาเบิกความเป็นพยาน อันเป็นเหตุจำเป็นให้ศาลรับฟังคำให้การของนายพิษณุซึ่งเป็นพยานบอกเล่าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แต่นายพิษณุให้การเพียงว่า บ้านของนายพิษณุอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 30 เมตร วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายพิษณุได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จากทางบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นได้ยินเสียงผู้ตายบ่นว่า อะไรกันนักหนาจะยิงอะไรกันนักหนา สักพักนายพิษณุได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด จากนั้นนายพิษณุเห็นจำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านเดินกระวนกระวายอยู่บนถนน พูดบ่นว่า "ทำไมชีวิตกูต้องมาเจอแบบนี้" ต่อมานายสุนทรขับรถจักรยานยนต์มาถึง จำเลยพูดกับนายสุนทรว่า "โทรแจ้งหมวดยูรให้หน่อย ผมฆ่าเมียตาย" เมื่อนายพิษณุไปบ้านที่เกิดเหตุเห็นผู้ตายถูกกระสุนปืนที่ศีรษะเสียชีวิต โดยนายพิษณุเคยเห็นจำเลยกับผู้ตายมีปากเสียงทะเลาะกันบ่อย แต่ไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย คำให้การของนายพิษณุจึงไม่สามารถยืนยันเหตุการณ์ขณะจำเลยยิงผู้ตายได้เช่นเดียวกัน โจทก์คงมีพยานสำคัญ คือ คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเท่านั้นที่สามารถยืนยันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ โดยจำเลยให้การในรายละเอียดว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายทะเลาะกัน ผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตก จำเลยโมโหจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 ของกลาง ออกไปยิงขึ้นฟ้าบริเวณข้างบ้าน 1 นัด ผู้ตายบ่นจำเลยว่ายิงขึ้นฟ้าทำไมยิงกูเลย จำเลยพูดประชดไปว่า "อยากให้เป็นเช่นนั้นใช่ไหม หากกูยิงมึง มึงก็ตาย กูก็ติดคุก ลูกจะอยู่กับใคร" แต่ผู้ตายก็ยังไม่ยอมหยุดบ่น ด้วยความรำคาญ จำเลยจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลาง มาถือขู่ผู้ตายให้หยุดบ่น แต่ผู้ตายไม่ยอมหยุดและพูดท้าทายว่ายิงกูเลยยิงที่หัว แล้วผู้ตายดึงปากกระบอกปืนไปจ่อที่ศีรษะของผู้ตาย จำเลยดึงปืนออกจากศีรษะ แต่กระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวา คำให้การดังกล่าวนอกจากจะสอดคล้องกับสภาพบ้านที่เกิดเหตุซึ่งพบร่องรอยการต่อสู้และไม้จับยุงไฟฟ้าที่แตกหักวางอยู่ในห้องนอนแล้ว ผู้ชำนาญการยังตรวจพบธาตุ Antimony และ Barium ที่มือของผู้ตายในปริมาณที่เชื่อว่าผู้ตายเกี่ยวข้องกับการยิงปืนด้วย จึงเชื่อได้ว่าจำเลยนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลาง มาถือขู่ผู้ตาย แล้วผู้ตายดึงปากกระบอกปืนไปจ่อที่ศีรษะของตนเอง จำเลยดึงปืนออกเป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวาจนถึงแก่ความตาย ดังที่จำเลยให้การจริง ส่วนเหตุที่จำเลยกับผู้ตายทะเลาะกันถึงขั้นผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตกนั้น จำเลยกับผู้ตายเป็นสามีภริยากันมาเป็นเวลากว่า 30 ปี มีเหตุทะเลาะกันบ่อยครั้ง เหตุที่เกิดขึ้นไม่น่าจะรุนแรงถึงขนาดที่จำเลยคิดจะฆ่าผู้ตาย โดยหลังเกิดเหตุจำเลยอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจจนไม่สามารถควบคุมสติได้ ทั้งเป็นผู้เดินไปแจ้งต่อบุคคลอื่นว่าทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หากจำเลยประสงค์จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจริง จำเลยคงไม่แสดงกริยาเช่นนั้น อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในหมู่บ้าน นอกจากอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ที่ใช้ยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ทางอำเภอชัยบาดาลมอบให้ไว้ใช้ตรวจรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านแล้ว จำเลยยังมีอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 ที่ใช้ยิงขึ้นฟ้าในวันเกิดเหตุอีก 1 กระบอก จำเลยย่อมมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนและทราบดีอยู่แล้วว่าอาวุธปืนเป็นอาวุธที่ร้ายแรงสามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่าย แต่จำเลยยังใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลางในการข่มขู่ผู้ตาย เมื่อพิจารณาสภาพศพของผู้ตายที่นอนอยู่บริเวณแคร่ไม้หน้าห้องนอนชั้นล่าง แสดงให้เห็นว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายคงจะนั่งอยู่บนแคร่ จำเลยเดินถืออาวุธปืนเข้าไปหาผู้ตายเพื่อข่มขู่ โดยปากกระบอกปืนคงชี้ไปหาผู้ตายในระยะใกล้ มิฉะนั้นผู้ตายคงไม่สามารถจับปากกระบอกปืนของจำเลยได้ จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาวุธปืนของกลางอาจลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ชีวิตได้ แต่จำเลยยังคงกระทำการดังกล่าว เมื่อเกิดการดึงปืนกันจนปืนลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย หาใช่เป็นการกระทำโดยประมาทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นายสมพร อิสระพงศ์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
เสรี เพศประเสริฐ
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 724/2563
#681873
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 32, 33, 91, 288, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน

เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72

ริบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์

แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ

4 นัด ขนาด 12 และปลอกกระสุนปืนลูกซอง

ขนาด 12 จำนวน 2 ปลอก ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

และข้อหายิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน

ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน

เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จำคุก 1 ปี ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ

ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ปรับ 2,000 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง

หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

คงจำคุก 6

เดือน ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ

ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน คงปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 15 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท

ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

คืนอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี

เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษให้แล้ว

เป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท

ริบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS)

แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE

ACTION) ของกลาง

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับนางสาวเสาวนีย์ ผู้ตาย

ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยทะเลาะกัน ผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตก

จำเลยโมโหจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์

แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ

4 นัด ขนาด 12 ของกลาง

ออกไปยิงขึ้นฟ้าบริเวณข้างบ้าน 1 นัด

และนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS)

ขนาด 12 ของกลาง

มาถือขู่ผู้ตาย แล้วกระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวา

เป็นบาดแผลฉีกขาดที่หนังศีรษะจนกะโหลกศีรษะแตกและเยื่อหุ้มสมองฉีกขาดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

ในวันเกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์ พนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุ พบศพผู้ตายบริเวณแคร่ไม้หน้าห้องนอนชั้นล่าง

พบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS)

ขนาด 12 มีปลอกกระสุนปืนในลำกล้อง 1 ปลอก และกระสุนปืนลูกซอง

ขนาด 12

จำนวน 1 นัด

ในบ้านที่เกิดเหตุ และพบปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 ปลอก ข้างบ้านที่เกิดเหตุ

จึงยึดไว้เป็นของกลาง วันรุ่งขึ้นจำเลยมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและนำไปตรวจยึดอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว

(NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 3 นัด เป็นของกลาง

คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ

ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในความผิดดังกล่าวและยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค

1 ว่า

จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในความผิดดังกล่าว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า

จำเลยใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS)

ขนาด 12 ยิงผู้ตายด้วยเจตนาฆ่า

ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1

พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ในขณะผู้ตายถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิง คำเบิกความของนายสุนทร

นายเลิศสินและนางสมบุญก็เป็นพยานแวดล้อมใกล้ชิดเหตุการณ์หลังเกิดเหตุที่ยืนยันได้เพียงว่าจำเลยมีส่วนทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเท่านั้น แม้โจทก์มีคำให้การของนายพิษณุ

พยานแวดล้อมในขณะเกิดเหตุมาสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว

โดยนายพิษณุเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทำให้ไม่อาจมาเบิกความเป็นพยาน

อันเป็นเหตุจำเป็นให้ศาลรับฟังคำให้การของนายพิษณุซึ่งเป็นพยานบอกเล่าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 226/3

วรรคสอง (2) แต่นายพิษณุให้การเพียงว่า

บ้านของนายพิษณุอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ

30 เมตร

วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 23

นาฬิกา นายพิษณุได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด

จากทางบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นได้ยินเสียงผู้ตายบ่นว่า

อะไรกันนักหนาจะยิงอะไรกันนักหนา สักพักนายพิษณุได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก

1 นัด

จากนั้นนายพิษณุเห็นจำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านเดินกระวนกระวายอยู่บนถนน พูดบ่นว่า “ทำไมชีวิตกูต้องมาเจอแบบนี้” ต่อมานายสุนทรขับรถจักรยานยนต์มาถึง

จำเลยพูดกับนายสุนทรว่า “โทรแจ้งหมวดยูรให้หน่อย

ผมฆ่าเมียตาย” เมื่อนายพิษณุไปบ้านที่เกิดเหตุเห็นผู้ตายถูกกระสุนปืนที่ศีรษะเสียชีวิต

โดยนายพิษณุเคยเห็นจำเลยกับผู้ตายมีปากเสียงทะเลาะกันบ่อย แต่ไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย

คำให้การของนายพิษณุจึงไม่สามารถยืนยันเหตุการณ์ขณะจำเลยยิงผู้ตายได้เช่นเดียวกัน

โจทก์คงมีพยานสำคัญ คือ คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเท่านั้นที่สามารถยืนยันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

โดยจำเลยให้การในรายละเอียดว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายทะเลาะกัน ผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตก

จำเลยโมโหจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE

ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 ของกลาง

ออกไปยิงขึ้นฟ้าบริเวณข้างบ้าน 1 นัด ผู้ตายบ่นจำเลยว่ายิงขึ้นฟ้าทำไมยิงกูเลย

จำเลยพูดประชดไปว่า “อยากให้เป็นเช่นนั้นใช่ไหม หากกูยิงมึง มึงก็ตาย

กูก็ติดคุก ลูกจะอยู่กับใคร” แต่ผู้ตายก็ยังไม่ยอมหยุดบ่น

ด้วยความรำคาญ จำเลยจึงนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว

(STEVENS) ขนาด 12 ของกลาง มาถือขู่ผู้ตายให้หยุดบ่น แต่ผู้ตายไม่ยอมหยุดและพูดท้าทายว่ายิงกูเลยยิงที่หัว

แล้วผู้ตายดึงปากกระบอกปืนไปจ่อที่ศีรษะของผู้ตาย จำเลยดึงปืนออกจากศีรษะ แต่กระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวา

คำให้การดังกล่าวนอกจากจะสอดคล้องกับสภาพบ้านที่เกิดเหตุซึ่งพบร่องรอยการต่อสู้และไม้จับยุงไฟฟ้าที่แตกหักวางอยู่ในห้องนอนแล้ว

ผู้ชำนาญการยังตรวจพบธาตุ Antimony

และ Barium ที่มือของผู้ตายในปริมาณที่เชื่อว่าผู้ตายเกี่ยวข้องกับการยิงปืนด้วย

จึงเชื่อได้ว่าจำเลยนำอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลาง มาถือขู่ผู้ตาย แล้วผู้ตายดึงปากกระบอกปืนไปจ่อที่ศีรษะของตนเอง

จำเลยดึงปืนออกเป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านขวาจนถึงแก่ความตาย

ดังที่จำเลยให้การจริง ส่วนเหตุที่จำเลยกับผู้ตายทะเลาะกันถึงขั้นผู้ตายใช้ไม้จับยุงไฟฟ้าตีจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกนิ้วนางมือขวาแตกนั้น

จำเลยกับผู้ตายเป็นสามีภริยากันมาเป็นเวลากว่า 30 ปี มีเหตุทะเลาะกันบ่อยครั้ง เหตุที่เกิดขึ้นไม่น่าจะรุนแรงถึงขนาดที่จำเลยคิดจะฆ่าผู้ตาย

โดยหลังเกิดเหตุจำเลยอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจจนไม่สามารถควบคุมสติได้

ทั้งเป็นผู้เดินไปแจ้งต่อบุคคลอื่นว่าทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หากจำเลยประสงค์จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจริง จำเลยคงไม่แสดงกริยาเช่นนั้น

อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า

จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในหมู่บ้าน

นอกจากอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ที่ใช้ยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ทางอำเภอชัยบาดาลมอบให้ไว้ใช้ตรวจรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านแล้ว

จำเลยยังมีอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์

แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ

4 นัด ขนาด 12

ที่ใช้ยิงขึ้นฟ้าในวันเกิดเหตุอีก 1

กระบอก จำเลยย่อมมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนและทราบดีอยู่แล้วว่าอาวุธปืนเป็นอาวุธที่ร้ายแรงสามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่าย

แต่จำเลยยังใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (STEVENS) ขนาด 12 ของกลางในการข่มขู่ผู้ตาย

เมื่อพิจารณาสภาพศพของผู้ตายที่นอนอยู่บริเวณแคร่ไม้หน้าห้องนอนชั้นล่าง แสดงให้เห็นว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายคงจะนั่งอยู่บนแคร่

จำเลยเดินถืออาวุธปืนเข้าไปหาผู้ตายเพื่อข่มขู่ โดยปากกระบอกปืนคงชี้ไปหาผู้ตายในระยะใกล้

มิฉะนั้นผู้ตายคงไม่สามารถจับปากกระบอกปืนของจำเลยได้

จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาวุธปืนของกลางอาจลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ชีวิตได้ แต่จำเลยยังคงกระทำการดังกล่าว

เมื่อเกิดการดึงปืนกันจนปืนลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย

หาใช่เป็นการกระทำโดยประมาทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นายสมพร อิสระพงศ์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
เสรี เพศประเสริฐ
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 721/2563
#644690
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมาหญ้านันท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเอช.วาย.คิว เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ลาชิต ไชยอนงค์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 717/2563
#644305
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย บุญทา หรือบุญฤทธิ์ จันทาพูน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 714/2563
#644603
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นายลิปิกรหรือเชษฐ์วรุฒน์ ทัศนียพงศ์ ที่ ๑ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 713/2563
#644074
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามโมโนคอต กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นาย สุเทพ เจนจิรวัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2563
#643790
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย ปกรณ์หรือคับ อุทัยรังษี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 711/2563
#643658
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย รัตนชัย ณ วิทยานันท์
จำเลย — นางสาว มณีพร เอื้ออุปถัมภ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 708/2563
#644601
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมศักดิ์ นีสันเทียะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 701/2563
#644119
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ คดีศาลแขวงนครสวรรค์
จำเลย — นางสาว กุลรัศมิ์ รัตนเมธาพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2563
#644829
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรและบรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหกเดือนในความผิดฐานลักทรัพย์มาแล้ว 6 คดี หลังจากพ้นโทษทั้งหกคดีแล้ว จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาสิบปีนับแต่จำเลยพ้นโทษ ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ ตาม ป.อ. มาตรา 41 (8) เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น จึงไม่อยู่ในบังคับที่ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานลักทรัพย์และรับว่าเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษตามฟ้องจริง โจทก์จึงไม่ต้องนำพยานเข้าสืบ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพดังกล่าวได้ ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ กับเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษในคดีอื่นๆ อีก 6 คดี ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหกเดือนในความผิดฐานลักทรัพย์และจำเลยกระทำผิดในขณะที่มีอายุเกินกว่าสิบแปดปี จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว ภายในเวลาสิบปีจำเลยมากระทำผิดคดีนี้ฐานลักทรัพย์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนอีก จึงเข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลชั้นต้นจะนำมาพิจารณากักกันจำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 41 (8) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41, 93, 335, 357 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยโดยกักกันจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่าสามปีและไม่เกินสิบปี

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์ และรับว่าเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษตามฟ้องจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (ที่ถูก มาตรา 93 (13)) เป็นจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน การกระทำของจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย เมื่อพ้นโทษคดีนี้แล้วให้ส่งตัวจำเลยไปกักกันไว้มีกำหนดเวลา 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า ขอให้รอการลงโทษจำคุก โดยคุมความประพฤติของจำเลยหรือให้ทำงานบริการสาธารณะ หรือใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอื่นแทนการกักกันจำเลย ซึ่งเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาทำนองว่าจำเลยมิได้มีเจตนากระทำความผิดและโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้ศาลสิ้นสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างขึ้นใหม่ และขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาเช่นกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อฎีกาของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวมา และศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์และให้กักกันจำเลยโดยไม่สืบพยานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร และบรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหกเดือนในความผิดฐานลักทรัพย์มาแล้วอีก 6 คดี ได้แก่ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 361/2560 และ 362/2560 ของศาลแขวงปทุมวัน คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1419/2557 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2875/2558 อ.2876/2558 และ อ.2877/2558 ของศาลแขวงดอนเมือง หลังจากพ้นโทษทั้งหกคดีแล้ว จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาสิบปีนับแต่จำเลยพ้นโทษ ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 (8) เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น จึงไม่อยู่ในบังคับที่ศาลต้องฟังโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานลักทรัพย์และรับว่าเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษตามฟ้องจริง โจทก์จึงไม่ต้องนำพยานเข้าสืบว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพดังกล่าวได้ ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้กับเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษในคดีอื่นๆ อีก 6 คดี ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหกเดือนในความผิดฐานลักทรัพย์และจำเลยกระทำผิดในขณะที่มีอายุเกินกว่าสิบแปดปี จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว ภายในเวลาสิบปีจำเลยมากระทำผิดคดีนี้ฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนอีก จึงเข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลชั้นต้นจะนำมาพิจารณากักกันจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 (8) ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 41 (8)
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวมาริสา เล่าศรีวรกต
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพร สายสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694 -ที่ 697/2563
#643894
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นาย ศักดิ์ ทองคำ กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — นาง วาสนา มีลี กับพวกรวม 6 คน
จำเลยร่วม — นาย ศักดิ์ ทองคำ กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 693/2563
#644115
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เดือนเพ็ญ บัวบาน กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นางสาว ชัญญา พ่วงฟัก กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2563
#644032
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นาย วัชรพันธ์ คุ้มกลาง กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา