คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 476/2563
#681920
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางอารี สายทอง
ผู้คัดค้าน — บริษัทวิจิตรภัณฑ์ฟาร์ม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 474/2563
#664284
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า เครื่องกระสุนปืนเล็กกลของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ และเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 เท่านั้น โดยไม่บรรยายฟ้องให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง กรณีจึงไม่อาจฟังว่าเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตามฟ้อง แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ย่อมรวมถึงการมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้ในตัวเอง จึงไม่ใช่ความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แม้ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 บัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้ในคนละมาตรา แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องฟังได้ว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 55, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยสำหรับข้อหามีเครื่องกระสุนปืน ขนาด 9 มม. ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องข้อ 1) โจทก์บรรยายเพียงว่า เครื่องกระสุนปืนเล็กกลของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ และเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 เท่านั้น โดยไม่บรรยายฟ้องให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง กรณีจึงไม่อาจฟังว่าเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตามฟ้อง แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ย่อมรวมถึงการมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้ในตัวเอง จึงไม่ใช่ความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แม้พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 บัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้ในคนละมาตรา แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องฟังได้ว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยมีอาวุธปืนที่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนให้มีและใช้อยู่แล้วถึง 2 กระบอก ยังมีอาวุธปืนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนอีก 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน หากนำอาวุธปืนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนไปใช้ในการกระทำความผิด เป็นการยากที่จะตรวจสอบหาตัวผู้กระทำความผิด นอกจากนั้นยังมีกระสุนปืนเล็กกลอีก 70 นัด ลักษณะไม่ใช่การมีไว้ป้องกันตัวหรือทรัพย์สินตามปกติ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และมีธุรกิจต้องดูแล แต่เป็นเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวของจำเลย ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 55 ม. 72 วรรคสอง ม. 78 วรรคหนึ่ง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.2490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นางสาวบงกช เสมาทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชยุตม์ ประภากมล
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 474/2563
#681913
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — หรือพยอม สิทธิ
จำเลย — พันเอกพล เริงประเสริฐวิทย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 473/2563
#644569
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ณ ป้อมเพ็ชร ผู้อนุบาลและผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายศักดิ์ชัย กาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2563
#663389
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินกิจกรรมของชมรมเอื้ออาทรเกษตรกรอำนาจเจริญ สมาชิกจะต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกแก่ชมรมทุกปี เมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย ชมรมจะนำเงินค่าสมาชิกหมุนเวียนจ่ายเป็นเงินสงเคราะห์โดยอาศัยเหตุแห่งการมรณะของสมาชิกนั้น เป็นเหตุในอนาคตที่จะใช้เงินแก่ผู้รับประโยชน์ตามที่สมาชิกนั้นกำหนดไว้ มิใช่เป็นการจ่ายเพื่อการสงเคราะห์ตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 แต่เป็นการดำเนินกิจการอันมีลักษณะทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันชีวิตตาม ป.พ.พ. มาตรา 861 มาตรา 862 และมาตรา 889 ซึ่งมิได้จัดตั้งขึ้นในรูปบริษัทมหาชนจำกัด จึงไม่อาจที่จะได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตตาม พ.ร.บ.การประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 7

จำเลยทั้งสี่ร่วมกันดำเนินกิจการชมรมในการทำการเป็นผู้รับประกันชีวิตโดยทำสัญญาประกันชีวิตกับบรรดาสมาชิกทั้งหลายด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำชักชวนหาสมาชิก เป็นการร่วมกันทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันชีวิตกับบุคคลใด ๆ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันภัย อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 18 ซึ่งบัญญัติไว้เป็นความผิดตามมาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 7, 18, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินหรือร่วมกันใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสามตามจำนวนที่ผู้เสียหายแต่ละคนถูกจำเลยทั้งสี่หลอกลวงไปดังกล่าว

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 21 ที่ 24 และที่ 25 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 โดยเรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 22 ตามลำดับ ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสองไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 18, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่มีประวัติการกระทำความผิดหรือเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี โดยออกข้อกำหนดห้ามจำเลยทั้งสี่ประกอบธุรกิจหรือกิจกรรมในลักษณะนี้อีกต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสองและจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันทำการรับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันชีวิตกับบุคคลใด ๆ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสองที่จะฟ้องจำเลยทั้งสี่ในส่วนคดีแพ่งใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีมาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานร่วมกันทำการรับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันชีวิตกับบุคคลใด ๆ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า เมื่อปี 2550 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กับพวกร่วมกันก่อตั้งชมรมเอื้ออาทรเกษตรกรอำนาจเจริญ ระหว่างเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 2 เป็นรองประธานกรรมการ จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 4 เป็นกรรมการและเหรัญญิก โดยมีข้อบังคับชมรม ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 11 สมัครเป็นสมาชิกชมรมกับจำเลยที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 6 และที่ 20 สมัครเป็นสมาชิกชมรมกับจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 12 และที่ 19 สมัครเป็นสมาชิกชมรมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โจทก์ร่วมที่ 5 สมัครเป็นสมาชิกชมรมกับจำเลยที่ 3 และโจทก์ร่วมที่ 18 สมัครเป็นสมาชิกชมรมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ร่วมแต่ละคนชำระค่าสมาชิกรายปีตลอดมา กับได้รับสมุดคู่มือสมาชิกบันทึกรายการรับเงิน ต่อมาปี 2556 ชมรมเอื้ออาทรเกษตรกรอำนาจเจริญออกข้อบังคับสำหรับสมาชิกใหม่โดยเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกหรือสมาชิกที่เข้าสวมสิทธิแทนสมาชิกเดิมที่ถึงแก่ความตายต้องชำระเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า 2,000 บาท ค่าสมัครคนละ 100 บาท ค่าบำรุงปีละ 50 บาท รวมเป็นเงิน 2,150 บาท จนกระทั่งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2558 ชมรมเอื้ออาทรเกษตรกรอำนาจเจริญมีมติยุติการดำเนินงาน

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำมาสืบรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันประกอบธุรกิจประกันชีวิตโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การดำเนินการชมรมเอื้ออาทรเกษตรกรอำนาจเจริญในการสงเคราะห์สมาชิกหรือครอบครัวของสมาชิกที่ถึงแก่ความตายนั้น สมาชิกจะต้องจ่ายค่าสมาชิกแก่ชมรมรายปีทุกปี เมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย ชมรมจะนำเงินค่าสมาชิกมาหมุนเวียนจ่ายเป็นเงินสงเคราะห์ตามจำนวนที่กำหนดไว้โดยอาศัยเหตุแห่งการมรณะของสมาชิกนั้นเองเป็นเหตุในอนาคตที่จะใช้เงินนั้นให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่สมาชิกนั้นกำหนดไว้ มิใช่เป็นการจ่ายเพื่อการสงเคราะห์สมาชิกหรือครอบครัวของสมาชิกซึ่งถึงแก่ความตายด้วยกันตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 แต่การดำเนินกิจกรรมชมรมเอื้ออาทรเกษตรกรอำนาจเจริญมีลักษณะเป็นการทำการเป็นผู้รับประกันภัย โดยกำหนดให้สมาชิกส่งใช้เงินค่าสมาชิกรายปีให้แก่ชมรมทำนองเดียวกันกับการส่งใช้เงินเบี้ยประกันภัย และการที่ชมรมอาศัยในเหตุที่สมาชิกนั้นถึงแก่ความตายในอนาคตใช้เงินจำนวนหนึ่งเรียกว่าเงินสงเคราะห์ให้แก่สมาชิกหรือผู้รับประโยชน์ทำนองเดียวกันกับผู้รับประกันภัยโดยจำเลยที่ 1 ได้ออกสมุดคู่มือสมาชิกชมรมลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะประธานชมรมไว้เป็นหลักฐานในการรับเป็นสมาชิกโดยให้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์และบันทึกรายการรับเงินค่าสมาชิกแต่ละปีให้แก่สมาชิกไว้เป็นหลักฐานทำนองเป็นหลักฐานสัญญาประกันภัยลงลายมือชื่อของผู้รับประกันภัยที่ออกให้แก่สมาชิกซึ่งอยู่ในฐานะทำนองเดียวกันกับผู้เอาประกันภัย การดำเนินกิจกรรมของชมรมเอื้ออาทรเกษตรกรอำนาจเจริญเป็นอันรับฟังได้ว่าทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันชีวิตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861 มาตรา 862 และมาตรา 889 จำเลยทั้งสี่จะปฏิเสธว่าชมรมมิได้ประกอบกิจการประกันภัยและมิได้ทำธุรกิจประกันชีวิตหาได้ไม่ การดำเนินการของชมรมเอื้ออาทรเกษตรกรอำนาจเจริญที่ทำการเป็นผู้รับประกันชีวิตของสมาชิกหรือบุคคลใด ๆ ซึ่งมิได้จัดตั้งขึ้นในรูปบริษัทมหาชนจำกัด จึงไม่อาจที่จะได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติการประกันชีวิต พ.ศ.2545 มาตรา 7 การที่จำเลยทั้งสี่ในฐานะเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการ ที่ได้ร่วมกันดำเนินการกิจการชมรมในการทำการเป็นผู้รับประกันชีวิตโดยทำสัญญาประกันชีวิตกับบรรดาสมาชิกทั้งหลายด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำชักชวนหาสมาชิก จำเลยที่ 4 เป็นกรรมการและเหรัญญิกทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ของสมาชิกและจำนวนเงินสงเคราะห์ที่จะจ่ายแก่สมาชิกซึ่งถือเป็นงานที่สำคัญในการประกอบธุรกิจประกันชีวิต การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการร่วมกันทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันชีวิตกับบุคคลใด ๆ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันภัย อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 18 ซึ่งบัญญัติไว้เป็นความผิดตามมาตรา 91 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความแน่ชัดว่าจำเลยทั้งสี่มิได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามกฎหมายและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 18, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โทษและการรอการลงโทษรวมทั้งการบังคับค่าปรับให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861 ม. 862 ม. 889
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม. 7 ม. 18 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
โจทก์ร่วม — นาง ท. กับพวก
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายธรรมสรณ์ ปทุมมาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 470/2563
#644013
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดชุมแพ
โจทก์ร่วม — เด็กชาย พายุ คำมงคล โดยนายคำบาง คำมงคล ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย สามารถ นิลเปี่ยม กับพวกรวม 3 คน
จำเลยร่วม — เด็กชาย พายุ คำมงคล โดยนายคำบาง คำมงคล ผู้แทนโดยชอบธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 470/2563
#644510
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทัฬห์ ติวราภรณ์ศานติ์ กับพวก
ผู้ร้อง — นางสุภาณี สมศักดิ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทนครบริการขนส่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 469/2563
#681906
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ผู้จัดการมรดกของนางหนม เทศเรียน
จำเลย — นางละมัย แว่นประชา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
นพพร โพธิรังสิยากร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2563
#643991
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
โจทก์ร่วม — เด็กชาย ธนภัทร จำเริญไกร โดยนางสาวนาตญา ศรีวิลัย ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาง ชุตินันท์ จันทร์พรมชู
จำเลยร่วม — เด็กชาย ธนภัทร จำเริญไกร โดยนางสาวนาตญา ศรีวิลัย ผู้แทนโดยชอบธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 462/2563
#643719
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย สันติหรือดร แก้วหนู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 462/2563
#644615
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
ผู้ร้อง — นางปุญชรัสมิ์ อาวรธรรม
จำเลย — นางสาวสุพรรณษา ลายทองคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 459/2563
#644312
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาย สุชิน ตาดเดิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 458/2563
#644904
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย อำนาจหรือหมี จิตใส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 453/2563
#644278
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส่องศรี อ่อนบุดี
จำเลย — นาย สมคิด สมนึก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 453/2563
#663892
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพัทธ์ภูมิหรือสัญญวัฒน์ อินทะพาชน์
จำเลย — วัดบ้านทุ่งเคล็ด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2563
#664263
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาซื้อขายที่ดินกันจริง แต่เป็นการทำสัญญาขึ้นเพื่อให้จำเลยนำไปฟ้องหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างต่อศาลปกครองระยอง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างโจทก์และจำเลยตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์และจำเลยสมรู้กันทำสัญญาขึ้นโดยไม่มีเจตนาผูกพันกันและทำเพื่อให้จำเลยนำไปฟ้องหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างต่อศาลปกครองระยอง จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครอง ฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 และห้ามจำเลยนำหนังสือสัญญาฉบับดังกล่าวไปกล่าวอ้างแก่บุคคลภายนอก

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากค่าขึ้นศาลที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า

ข้อ 1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 นางสาวนิชชานันท์ ภริยาของโจทก์ ฝ่ายหนึ่ง ได้เจรจากับนายพิสูจน์ และจำเลย อีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมลงทุนทำรีสอร์ทในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ที่เกาะง่าม ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง กับได้มีการทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินระหว่างโจทก์ในฐานะผู้ขาย และจำเลยในฐานะผู้ซื้อ มีข้อตกลงว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยในราคา 25,000,000 บาท มีการชำระในวันทำสัญญาและวันอื่น ๆ อีก 4 งวด งวดละ 5,000,000 บาท โจทก์ตกลงสละสิทธิครอบครอง และส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่จำเลยในวันทำสัญญา ทั้งโจทก์และจำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญา โดยนางสาวนิชชานันท์ได้นำสัญญาซื้อขายมาให้โจทก์ลงชื่อในภายหลัง และนางสาวนิชชานันท์ได้ลงลายมือชื่อในฐานะพยาน

ข้อ 2 ในวันเดียวกันจำเลยและนางสาวนิชชานันท์ได้ทำสัญญาหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน มีข้อความว่าทั้งสองฝ่ายตกลงเข้าหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพื่อร่วมกันซื้อสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทในข้อ 1 โดยจำเลยมีหน้าที่เข้าทำสัญญาซื้อสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทกับโจทก์แทนนางสาวนิชชานันท์ และนางสาวนิชชานันท์มีหน้าที่นำเงิน 25,000,000 บาท ชำระให้แก่โจทก์

ข้อ 3 ในการทำสัญญาในข้อ 1 และข้อ 2 นางสาวนิชชานันท์กับนายพิศูจน์และจำเลยได้ตกลงให้ลงวันที่ทำสัญญาวันเดียวกัน และให้ย้อนหลังเป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2553

ข้อ 4 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 อุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะช้าง ได้ประกาศอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง เรื่องห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือ ครอบครองที่ดิน หรืองดเว้นการกระทำใด ๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง บริเวณเกาะง่าม ต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2559 จำเลยทำหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่ออุทธรณ์คำสั่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างดังกล่าว และวันที่ 22 เมษายน 2559 จำเลยได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช อุทธรณ์คำสั่งอีกครั้งหนึ่ง

ข้อ 5 วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 จำเลยได้ยื่นฟ้องหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างต่อศาลปกครองระยอง ขอให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างยกเลิกประกาศอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 ในข้อ 4 ข้างต้น และให้รื้อถอนประกาศดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทของจำเลย กับห้ามให้เข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองของจำเลย โดยจำเลยอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ในราคา 25,000,000 บาท และศาลปกครองระยองได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ให้รับคำฟ้องของจำเลยไว้พิจารณา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยจะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้เมื่อคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมีผลกระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินเกิดจากการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ เสียเปล่าไม่มีผลใช้บังคับ ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าว ย่อมกระทบกระเทือนต่อสิทธิตามข้ออ้างของจำเลยที่ว่า จำเลยมีสิทธิในที่ดินตามสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดิน จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีผลผูกพัน เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นพิพาทหรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เข้าเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ทำรีสอร์ทบนเกาะง่าม ในที่ดินตามหนังสือสิทธิครอบครอง (สค1) เลขที่ 3 เนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ของโจทก์ โดยจำเลยจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบ้านพักและนำผลกำไรมาแบ่งกันคนละครึ่ง จำเลยให้โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันการทำธุรกิจร่วมกันแต่ในการทำสัญญาขายที่ดิน โจทก์ไม่ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่จำเลย และจำเลยก็ไม่ได้ชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้เข้าไปลงทุนก่อสร้างรีสอร์ทตามที่ตกลงกันไว้ ขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดิน และห้ามจำเลยนำหนังสือสัญญาดังกล่าวไปกล่าวอ้างแก่บุคคลภายนอก ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาหุ้นส่วนทำรีสอร์ท จำเลยยังไม่สามารถก่อสร้างรีสอร์ทในที่ดินเนื่องจากมีข้อพิพาทในเรื่องที่จำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทกับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองระยอง จำเลยได้ทำสัญญาหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนกับนางสาวนิชชานันท์ เพื่อร่วมกันซื้อสิทธิครอบครองที่ดินจากโจทก์ ในสัญญาหุ้นส่วนจำเลยมีหน้าที่เข้าทำสัญญาซื้อที่ดินกับโจทก์ นางสาวนิชชานันท์เป็นผู้ชำระค่าที่ดินตามสัญญาซื้อขายที่ดินและส่งมอบการครอบครอง เมื่อจำเลยเข้าทำสัญญากับโจทก์ ถือว่าจำเลยทำตามสัญญาหุ้นส่วนแล้ว การที่จำเลยนำเอาสัญญาซื้อขายที่ดินไปยื่นต่อศาลปกครองระยอง โดยระบุว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและได้กรรมสิทธิ์ที่ดินจากการซื้อจากโจทก์ จำเลยกระทำไปโดยเจตนาสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิของจำเลย จำเลยมีกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะโต้แย้งประกาศของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ดังนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครอง จึงจำเป็นต้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายและห้ามจำเลยนำสัญญาซื้อขายดังกล่าวไปกล่าวอ้างแก่บุคคลภายนอก ส่วนจำเลยอ้างสิทธิในที่ดินตามหนังสือสัญญาฉบับดังกล่าว คดีจึงมีปัญหาว่าสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย มีผลผูกพันหรือไม่ จึงรวมอยู่ในข้อหาที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดิน การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นนี้ จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดิน เนื่องจากนางสาวนิชชานันท์กับจำเลยร่วมกันลงทุนทำรีสอร์ทในที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าว การที่จำเลยนำเอาสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทไปยื่นฟ้องหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างคดีต่อศาลปกครองระยองเป็นการปฏิบัติตามสัญญาข้อ 3 ที่ระบุว่า หากมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐมารอนสิทธิหรือโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครองในที่ดิน ให้จำเลยดำเนินการใช้สิทธิตามกฎหมาย และการทำสัญญาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 แต่ระบุย้อนหลังเป็นปี 2553 เป็นเพียงการประสงค์ให้มีผลย้อนหลัง สัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองมีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลย กรณีไม่อาจรับฟังพยานบุคคลแก้ไขข้อความในสัญญานั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดิน การนำสืบพยานบุคคลถึงความเป็นมาอันแท้จริงของสัญญาซื้อขายว่าไม่มีผลผูกพันจึงไม่ใช่การนำสืบเพื่อบังคับตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลย และไม่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 คดีนี้โจทก์นำสืบว่าเหตุที่ทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดิน เนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์ 2559 นางสาวนิชชานันท์ ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของโจทก์ตกลงกับนายพิศูจน์ ร่วมลงทุนทำรีสอร์ทในที่ดินของโจทก์ที่เกาะง่าม โดยนายพิศูจน์เป็นผู้บริหารงานและแบ่งผลกำไรคนละครึ่ง จึงมีการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวและนายพิศูจน์ให้จำเลยเป็นผู้ทำสัญญากับโจทก์ โดยไม่มีเจตนาซื้อขายกันจริง ส่วนจำเลยนำสืบว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2559 จำเลยกับนางสาวนิชชานันท์ภริยาโจทก์ร่วมกันลงทุนทำรีสอร์ทในที่ดินของโจทก์ที่เกาะง่าม จำเลยได้ทำสัญญาหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนกับนางสาวนิชชานันท์ เพื่อเป็นหลักฐานการร่วมลงทุน และตกลงให้นางสาวนิชชานันท์ลงทุนโดยใช้ที่ดินของโจทก์และเป็นผู้ชำระค่าที่ดินแก่โจทก์ โดยจำเลยลงทุนสร้างรีสอร์ทและมีหน้าที่เป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินกับโจทก์ เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยจะนำสืบถึงเหตุที่ทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินว่า เนื่องจากการร่วมลงทุนทำรีสอร์ท แต่โจทก์ตอบทนายความจำเลยถามค้านว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2559 หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเกาะช้างนำป้ายไปปักขับไล่ให้โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทเนื่องจากโจทก์แพ้คดี ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 หลังจากโจทก์มีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งคดีดังกล่าวโจทก์แพ้คดี ส่วนจำเลยก็เบิกความรับว่า ทำสัญญาเมื่อปี 2559 แต่ระบุย้อนหลังเป็นปี 2553 โดยขณะนั้นโจทก์มีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อีกทั้งเบิกความด้วยว่า จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์เพื่อนำสัญญาไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองระยอง และหลังทำสัญญาจำเลยได้ยื่นฟ้องหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างต่อศาลปกครองระยอง ดังนี้ คำเบิกความของโจทก์และจำเลยว่า เป็นการร่วมลงทุนทำรีสอร์ทจึงไม่น่าเชื่อถือ พฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่ทำสัญญาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 แต่ระบุย้อนหลังเป็นปี 2553 และเป็นการทำสัญญาหลังจากโจทก์มีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างนำป้ายไปปักขับไล่ให้โจทก์ออกจากที่ดินเนื่องจากโจทก์แพ้คดี อีกทั้งเป็นการทำสัญญาซื้อขายที่ดินมีราคามากถึง 25,000,000 บาท แต่กลับปรากฏว่าไม่มีการชำระเงินและมีข้อสัญญาว่าหากมีเจ้าหน้าที่รัฐมารอนสิทธิหรือโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครองในที่ดิน ให้จำเลยดำเนินการใช้สิทธิตามกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้นได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า หลังจากโจทก์แพ้คดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างเป็นผู้ดูแลที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาท จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยร่วมลงทุนกันสร้างรีสอร์ทและฟังไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาซื้อขายที่ดินกันจริง แต่เชื่อว่าเป็นการทำสัญญาขึ้นเพื่อให้จำเลยนำไปฟ้องหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างต่อศาลปกครองระยองตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้าน ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาซื้อขายกันจริง สัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมเกิดจากการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างโจทก์และจำเลยตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดิน ระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยสมรู้กันทำสัญญาขึ้นโดยไม่มีเจตนาผูกพันกันและทำเพื่อให้จำเลยนำไปฟ้องหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างต่อศาลปกครองระยองเช่นนี้ จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษากลับ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางถนอมขวัญ วัชรบุศราคำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2563
#643741
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็มเคเอฟเอฟ เลเซอร์เทคนิค (ประเทศไทย) าจำกัด
จำเลย — นาย มัก พัก คอน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 449/2563
#681938
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายพงษ์พรรณ พระพานะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 448/2563
#681937
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมเกียรติ์ ชูเวทย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 447/2563
#681959
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดชาชาญ จำกัด
จำเลย — บริษัทพลาติโน โมโตโมบาย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา