คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 522/2563
#681962
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอ.พี.เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด
จำเลย — นางทิพชนก แสวงทรัพย์ ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
จำเลยร่วม — นางสาวปิยนุช ศีลคุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 521/2563
#644563
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ร้อง — นางสาวกิ่งแก้ว ทองโหย่ง
จำเลย — นางทวัส โฮมนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
เมทินี ชโลธร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2563
#682035
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — บริษัทสวรรค์รีสอร์ท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล -
-
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 520/2563
#644561
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณา จวงใจดี
จำเลย — นางสาวอัมพร ศรีภิรมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
เมทินี ชโลธร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 519/2563
#644116
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย ธีรวุฒิ ขันติวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 517/2563
#681932
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นายกฤษฎา คงเรือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
เมทินี ชโลธร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 516/2563
#644509
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางชุม ฉวยกระโทก
ผู้ร้องสอด — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2563
#644303
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเพชรบูรณ์
โจทก์ร่วม — นาง อรวรรณ อุโฆษกิจ
จำเลย — นาง วันดี อยู่ขันสวัสดิ์
จำเลยร่วม — นาง อรวรรณ อุโฆษกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 509/2563
#644113
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพชรสมุทร (1970) กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นาย พิทยา อังกูรจารุชัย กับพวกรวม 2 คน
จำเลยร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพชรสมุทร (1970) กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 508/2563
#643715
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย อภิสิทธิ์ ไหมสีงาม กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 506/2563
#681909
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดอะ เบสท์ ฟอร์ยู จำกัด
จำเลย — บริษัทณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
ธีระพงศ์ จิระภาค
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 505/2563
#645070
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นาย สุรินทร์ บำรุงบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 504 -ที่ 505/2563
#644494
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจอมจิตพัฒนาที่ดินและบ้าน จำกัด
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
เมทินี ชโลธร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 504/2563
#643787
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดปราจีนบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ธีรภัทร นระดี
จำเลย — นาย มนตรี เพียราษฎร์ กับพวกรวม 2 คน
จำเลยร่วม — นาย ธีรภัทร นระดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 503/2563
#644493
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจอมจิตพัฒนาที่ดินและบ้าน จำกัด
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
เมทินี ชโลธร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 501/2563
#644628
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทฟ้าขวัญทิพย์ จำกัด
ผู้ร้อง — สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 500/2563
#644627
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพงศ์ โกมลโชติกุล
ผู้ร้องขอ — บริษัทพรหมวิศวะ (๑๙๙๙) จำกัด
จำเลย — ศิริลักษณ์ โจปรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 499/2563
#644626
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพ
จำเลย — นางศรีวรรณ มาเตียง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2563
#644311
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาย เทพณรงค์หรือฉลองหรือเปหรือเป้ ศรีสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 496/2563
#664238
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นตัวแทนของบริษัท ศ. หลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกค้าและทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัท ศ. ว่าบริษัท ศ. มีนโยบายสมนาคุณให้แก่ลูกค้าพิเศษ มีโครงการรับฝากเงินแบบออมทรัพย์พิเศษจากลูกค้าโดยจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จ่ายผลประโยชน์ให้แก่ลูกค้าทุก 6 เดือน อันเป็นความเท็จ โจทก์ร่วมหลงเชื่อสั่งจ่ายเช็ค 21 ฉบับ ให้จำเลยแล้วจำเลยนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ ศาลต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาฝากเงินแต่ละครั้งตามวันเดือนปีที่โจทก์ร่วมสั่งจ่ายเช็คแต่ละฉบับให้แก่จำเลยหรือโจทก์ร่วมมีเจตนาฝากเงินเพียงครั้งเดียว ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่งประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ขอให้คืนเงินแม้ถือว่าเป็นการขอแทนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แต่เป็นกรณีที่เนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาอันเป็นมูลละเมิดเท่านั้น ส่วนคดีแพ่งโจทก์ร่วมฟ้องว่าจำเลยและบริษัท ศ. ฐานผิดสัญญาฝากทรัพย์และเรียกทรัพย์คืนอันเป็นมูลหนี้มาจากการผิดสัญญา ถึงแม้คำขอบังคับส่วนแพ่งในคดีนี้และคดีแพ่งเป็นอย่างเดียวกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหามิใช่เป็นอย่างเดียวกัน กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 คำขอให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ร่วม จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยและบริษัท ศ. ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ พิพากษายืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,341 และให้จำเลยคืนเงิน 36,775,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง ว. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 21 กระทง เป็นจำคุก 63 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคืนเงิน 36,775,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน.

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่าเมื่อระหว่างเดือนมีนาคม 2553 ถึงเดือนสิงหาคม 2554 จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทอยุธยาอลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หลอกลวงโจทก์ร่วมซึ่งเป็นลูกค้าและทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัทดังกล่าวว่าบริษัทประกันชีวิตมีนโยบายสมนาคุณให้แก่ลูกค้าพิเศษ มีโครงการรับฝากเงินแบบออมทรัพย์พิเศษจากลูกค้าโดยจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จ่ายผลประโยชน์ให้แก่ลูกค้าทุก 6 เดือน อันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงแล้วบริษัทประกันชีวิตดังกล่าวไม่มีโครงการตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสุรวงศ์ 21 ฉบับ รวมเป็นเงิน 36,775,000 บาท มอบให้จำเลยแล้วจำเลยนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า จำเลยฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำสืบให้ชัดแจ้งว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมแต่ละครั้งอย่างไร เพียงนำสืบว่าจำเลยเสนอว่าบริษัทประกันชีวิตโครงการพิเศษรับฝากเงินโดยได้ดอกเบี้ยสูงแก่โจทก์ร่วมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงนำเงินฝากแต่ละครั้ง การนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อาจแยกเจตนาในการกระทำความผิดของจำเลยแต่ละครั้งตามวันเดือนปีที่โจทก์ร่วมสั่งจ่ายเช็คแต่ละฉบับให้แก่จำเลยได้ แต่กลับแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาฝากเงินกับบริษัทประกันชีวิตทั้งหมดเพียงครั้งเดียวตามคำชักชวนของจำเลย โดยทยอยฝากเงินแต่ละครั้งเพื่อสะสมจำนวนเงินฝากให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อหวังดอกเบี้ย ซึ่งในการวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวตามฎีกาของจำเลยดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาฝากเงินแต่ละครั้งตามวันเดือนปีที่โจทก์ร่วมสั่งจ่ายเช็คแต่ละฉบับให้แก่จำเลยหรือโจทก์ร่วมมีเจตนาฝากเงินเพียงครั้งเดียว ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยกล่าวอ้าง เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า คำขอให้จำเลยคืนเงิน 36,775,000 บาท แก่โจทก์ร่วม เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยและบริษัทประกันชีวิตต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยฐานฉ้อโกงหลอกลวงโจทก์ร่วมว่า บริษัทประกันชีวิตมีนโยบายสมนาคุณให้แก่ลูกค้าพิเศษมีโครงการรับฝากเงินแบบออมทรัพย์พิเศษจากลูกค้าโดยจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จ่ายผลประโยชน์ให้แก่ลูกค้าทุก 6 เดือน อันเป็นความเท็จ จนโจทก์ร่วมหลงเชื่อสั่งจ่ายเช็ค 21 ฉบับ รวมเป็นเงิน 36,775,000 บาท ให้จำเลยแล้วจำเลยนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตน และขอให้คืนเงินที่จำเลยฉ้อโกงไป แม้ถือว่าเป็นการขอแทนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แต่เป็นกรณีที่เนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาอันเป็นมูลละเมิดเท่านั้น ส่วนคดีแพ่ง โจทก์ร่วมฟ้องว่าจำเลยและบริษัทประกันชีวิตฐานผิดสัญญาฝากทรัพย์และเรียกทรัพย์คืนอันเป็นมูลหนี้มาจากการผิดสัญญา ถึงแม้คำขอบังคับส่วนแพ่งในคดีนี้และคดีแพ่งเป็นอย่างเดียวกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหามิใช่เป็นอย่างเดียวกัน กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 คำขอให้จำเลยคืนเงิน 36,775,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยและบริษัทประกันชีวิตต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นรับฟังวัตถุพยานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.2.1 ถึงข้อ 2.27 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยอ้างในฎีกาว่าปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานโจทก์และโจทก์ร่วมแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ร่วมแล้ว หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าประเด็นปัญหาใดแม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ อันเป็นอำนาจทั่วไปของศาล ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.2.1 ถึงข้อ 2.27 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 43 ม. 218
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาง ว.
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายสุธรรม เนาถาวร
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา