คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 496/2563
#681934
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทตฤณ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
สุรพันธุ์ ละอองมณี
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2563
#644207
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นางสาว ศิริรัตน์หรือพิชยา มาหนองโดน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 495/2563
#644773
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเตือน สุวรรณโน
จำเลย — นางแดง ฟองสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ธีระพงศ์ จิระภาค
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 493 -ที่ 494/2563
#681928
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเฟรม อินเตอร์แพค จำกัด
จำเลย — บริษัทดับบลิว แอนด์ พี เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สุรพันธุ์ ละอองมณี
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 492/2563
#643853
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เรวัตร์ ยกธรรม
จำเลย — นางสาว สุวรรณี พุ่มอำนวย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 492/2563
#681927
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — บริษัทไซมอน ลิม และหุ้นส่วน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 490/2563
#644515
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไถ่เชียงโฮมแม็กซ์ จำกัด
จำเลย — นายวัชรินทร์ ฟ้าสิริพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ธีระพงศ์ จิระภาค
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 489/2563
#644505
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มูลนิธิ ปาลิต-ลัดดา
จำเลย — ผู้จัดการมรดกของนางฉลวย พรมประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
ธีระพงศ์ จิระภาค
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 488/2563
#644448
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนะมลกรุ๊ป ดีเวลอปเมนท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทแคม พลาส (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ธีระพงศ์ จิระภาค
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 487/2563
#644213
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นาง ภาวิณี เชียงทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 487/2563
#681901
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมุทรทองการเกษตร
จำเลย — บริษัทคานาอัน เซอร์วิส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
ธีระพงศ์ จิระภาค
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 486/2563
#681884
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณภัทร วรรณกลาง หรือ ฉัตรวรรณกลาง
จำเลย — บริษัทลีดอน ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 484/2563
#643783
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นาย จรัญหรือโอ มูนดี กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 484/2563
#681963
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนีเวอร์สบิวตี้ จำกัด
จำเลย — นางสาวคารทิวา อักโขสุวรรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2563
#680201
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2554 โจทก์ไปหาจำเลยทั้งสองที่บ้านตามฟ้อง แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 ทราบว่าย้ายออกจากบ้านนานแล้ว โดยนำทรัพย์สินภายในบ้านติดตัวไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ทราบว่าทำงานอยู่ที่ใดเพราะปิดบังที่ทำงาน เพื่อไม่ให้โจทก์อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ได้ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ไม่บรรยายรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อย่างชัดแจ้ง การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในฟ้องจึงไม่เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกอายัด อันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 187 เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 187 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าดำเนินการทางคดี 10,000 บาท ให้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหายืม ค้ำประกัน เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.9966/2553 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 14,000 บาท กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วแต่ไม่ชำระเงินตามคำพิพากษา โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 ทำงานอยู่ที่ใด เพราะจำเลยที่ 2 ปิดบังสถานที่ทำงานเพื่อมิให้โจทก์อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มีมูลประทับรับฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบได้ข้อเท็จจริงว่าเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2554 โจทก์ไปหาจำเลยทั้งสองที่บ้านตามฟ้อง แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 ทราบว่าย้ายออกจากบ้านนานแล้ว โดยนำทรัพย์สินภายในบ้านติดตัวไปด้วยส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ทราบว่าทำงานอยู่ที่ใดเพราะปิดบังที่ทำงาน เพื่อไม่ให้โจทก์อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 2 ได้ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ไม่บรรยายรายละเอียดในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อย่างชัดแจ้ง การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในฟ้องจึงไม่เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกอายัด อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) คดีโจทก์จึงไม่มีมูลในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ในผลคำพิพากษาที่ยกฟ้องโจทก์จากเหตุฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าว และปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 187
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายถิรายุ สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ธราธร ศิลปโอสถ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 482/2563
#682037
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจารุวิธ รุ่งแสง
จำเลย — นายสุนันท์ เสนทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี -
-
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ วิทูรากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 480/2563
#681943
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางกมลรัตน์ ไชยบุดดี ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 478/2563
#681882
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2563
#643570
เปิดฉบับเต็ม

ขณะถูกจับกุม น. และ ร. ไม่มีหนังสือเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลักฐานเหมือนเช่น ส. และ จ. โดยมีเพียงสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างมาแสดงเท่านั้น หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างดังกล่าวออกโดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อรับรองว่า น. และ ร. ทำงานรับจ้างกับ ธ. นายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งแม้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการอนุญาตทำงานและการอนุญาตให้ทำงานตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จะมิได้กล่าวถึงกรณีที่คนต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรสามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตทำงานได้หรือไม่ แต่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561 ข้อ 4 กำหนดว่า การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (3) ออกนอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติหรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ดังนี้ เมื่อ น. และ ร. ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานกับนายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น น. และ ร. จึงไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานหรือไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจอีกทั้ง น. และ ร. ได้แจ้งความประสงค์ไว้ในสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างว่าจะเข้ารับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ น. และ ร. กลับว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่ประเทศกัมพูชาแต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ซึ่งการที่ น. และ ร. เดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ และไม่ได้ไปรับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 4 (3) จึงมีผลให้การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวสิ้นผลไป การที่จำเลยทั้งสองขับรถกระบะของกลางนำพา น. และ ร. จากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยรู้อยู่แล้วว่า น. และ ร. เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 92 ริบรถกระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2316/2559, 3748/2559, 577/2560 และ 2273/2560 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน 40 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน ให้บวกโทษจำคุก 3 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน และ 3 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2316/2559, 3748/2559, 577/2560 และ 2273/2560 ของศาลชั้นต้นตามลำดับเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 19 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง แต่ไม่ริบรถกระบะของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ นายนิดและนางสาวรินเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชามีสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างเป็นหลักฐาน โดยนายนิดและนางสาวรินนั่งรถกระบะของกลางที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ และจำเลยที่ 2 นั่งข้างคนขับ จากจังหวัดสมุทรสงครามไปจังหวัดจันทบุรี แล้วจำเลยทั้งสองกับนายนิดและนางสาวรินถูกเจ้าพนักงานตำรวจประจำสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรีจับกุมที่บริเวณถนนสายอำเภอมะขาม - เขาคิชฌกูฏ บ้านท่าระม้า ตำบลมะขาม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ ให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า ขณะถูกจับกุม นายนิดและนางสาวรินไม่มีหนังสือเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลักฐานเหมือนเช่นนายโสพาด และนางสาวจันนี โดยมีเพียงสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างมาแสดงเท่านั้น ซึ่งนายอนุพงค์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการสำนักงานจัดหางานจังหวัดจันทบุรี ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างดังกล่าวออกโดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อรับรองว่า นายนิดและนางสาวรินทำงานรับจ้างกับนายธำรงค์ นายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งแม้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการอนุญาตทำงานและการอนุญาตให้ทำงานตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จะมิได้กล่าวถึงกรณีที่คนต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรสามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตทำงานได้หรือไม่ แต่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561 ข้อ 4 กำหนดว่า การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (3) ออกนอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติหรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ดังนี้ เมื่อนายนิดและนางสาวรินได้รับการผ่อนผันให้ทำงานกับนายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น นายนิดและนางสาวรินจึงไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานหรือไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจอีก ทั้งนายนิดและนางสาวรินได้แจ้งความประสงค์ไว้ในสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างว่าจะเข้ารับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามถ้อยคำของนายนิดและนางสาวรินว่านายนิดและนางสาวรินว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่ประเทศกัมพูชาแต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ซึ่งการที่นายนิดและนางสาวรินเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ และไม่ได้ไปรับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชาอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 4 (3) จึงมีผลให้การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวสิ้นผลไป

ปัญหาต่อไปว่า จำเลยทั้งสองขับรถกระบะของกลางนำพานายนิดและนายสาวรินจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยรู้หรือไม่ว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย นั้น เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์และร้อยตำรวจเอกวรรณชัยพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยืนยันว่าก่อนที่จำเลยทั้งสองจะถูกจับกุม รถยนต์ที่ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์ใช้ขับไล่ติดตามรถกระบะของจำเลยทั้งสองเป็นรถยนต์ทะเบียนตราโล่ 67750 มีสัญลักษณ์ตำรวจที่ประตูหน้ารถทั้งสองข้างและท้ายรถมีข้อความว่า ต.ม. จังหวัดจันทบุรี กับมีไซเรนและเครื่องขยายเสียงติดรถดังกล่าว โดยเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางผ่านจุดที่ดักรออยู่ ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์ได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้จำเลยทั้งสองหยุดรถเพื่อขอตรวจค้น แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมหยุดรถให้ตรวจและเร่งเครื่องยนต์ขับหลบหนีเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร จนดาบตำรวจจำรัสต้องใช้อาวุธปืนยิงยางล้อหน้าและล้อหลังเพื่อสกัดให้จำเลยที่ 1 หยุดรถอันเป็นการแสดงให้เห็นได้อยู่ในตัวว่า จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่านายนิดและนางสาวรินที่โดยสารมาในรถกระบะของจำเลยที่ 1 เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและรถยนต์ที่กำลังขับไล่ติดตามรถกระบะของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมหยุดรถให้ตรวจค้นแต่โดยดีและขับรถหลบหนีเช่นนี้ก็เป็นเพราะกลัวถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีนั่นเอง หาใช่ว่าจำเลยทั้งสองไม่รู้ว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไม่

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อสู้ว่า นายนิดและนางสาวรินมีสำเนาประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) มาแสดงว่านายนิดและนางสาวรินเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย นายนิดและนางสาวรินจึงสามารถเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้นั้น เห็นว่า สำเนาบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ระบุไว้ชัดว่า มีการออกบัตรในวันที่ 21 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561 แสดงว่านายนิดและนางสาวรินไปทำบัตรสีชมพูหลังจากเกิดเหตุคดีนี้แล้ว มิใช่ว่านายนิดและนางสาวรินมีบัตรสีชมพูมาแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแต่ขณะถูกจับกุม พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยทั้งสองขับรถกระบะของกลางนำพานายนิดและนางสาวรินจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยรู้อยู่แล้วว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายโอภาส คุรุปราการกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ซุยยังกูร
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2563
#681870
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง

พ.ศ.2522 มาตรา 4,

5, 64 ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 33, 58, 83, 92

ริบรถกระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2316/2559,

3748/2559,

577/2560 และ

2273/2560 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1

รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และจำเลยที่ 2

รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม

คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน 40 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน

ให้บวกโทษจำคุก 3 เดือน, 3

เดือน, 6

เดือน และ 3 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่

2316/2559,

3748/2559,

577/2560 และ 2273/2560 ของศาลชั้นต้นตามลำดับเข้ากับโทษในคดีนี้

เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 19 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง แต่ไม่ริบรถกระบะของกลาง

โดยให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ

นายนิดและนางสาวรินเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชามีสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างเป็นหลักฐาน

โดยนายนิดและนางสาวรินนั่งรถกระบะของกลางที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ และจำเลยที่ 2

นั่งข้างคนขับ

จากจังหวัดสมุทรสงครามไปจังหวัดจันทบุรี แล้วจำเลยทั้งสองกับนายนิดและนางสาวรินถูกเจ้าพนักงานตำรวจประจำสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรีจับกุมที่บริเวณถนนสายอำเภอมะขาม

- เขาคิชฌกูฏ บ้านท่าระม้า ตำบลมะขาม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า

จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ

ให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค

2 หรือไม่ เห็นว่า ขณะถูกจับกุม นายนิดและนางสาวรินไม่มีหนังสือเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลักฐานเหมือนเช่นนายโสพาด

และนางสาวจันนี โดยมีเพียงสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างมาแสดงเท่านั้น

ซึ่งนายอนุพงค์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการสำนักงานจัดหางานจังหวัดจันทบุรี

ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างดังกล่าวออกโดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อรับรองว่า

นายนิดและนางสาวรินทำงานรับจ้างกับนายธำรงค์ นายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงคราม

ซึ่งแม้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไขในการอนุญาตทำงานและการอนุญาตให้ทำงานตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

พ.ศ.2560 จะมิได้กล่าวถึงกรณีที่คนต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรสามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตทำงานได้หรือไม่

แต่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561 ข้อ 4 กำหนดว่า

การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (3)

ออกนอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติหรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ดังนี้

เมื่อนายนิดและนางสาวรินได้รับการผ่อนผันให้ทำงานกับนายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น

นายนิดและนางสาวรินจึงไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานหรือไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจอีก

ทั้งนายนิดและนางสาวรินได้แจ้งความประสงค์ไว้ในสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างว่าจะเข้ารับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร

แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามถ้อยคำของนายนิดและนางสาวรินว่านายนิดและนางสาวรินว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย

- กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่ประเทศกัมพูชาแต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน

ซึ่งการที่นายนิดและนางสาวรินเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ และไม่ได้ไปรับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร

แต่ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชาอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 4 (3)

จึงมีผลให้การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวสิ้นผลไป

ปัญหาต่อไปว่า

จำเลยทั้งสองขับรถกระบะของกลางนำพานายนิดและนายสาวรินจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย

- กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยรู้หรือไม่ว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย นั้น

เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์และร้อยตำรวจเอกวรรณชัยพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยืนยันว่าก่อนที่จำเลยทั้งสองจะถูกจับกุม

รถยนต์ที่ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์ใช้ขับไล่ติดตามรถกระบะของจำเลยทั้งสองเป็นรถยนต์ทะเบียนตราโล่

67750 มีสัญลักษณ์ตำรวจที่ประตูหน้ารถทั้งสองข้างและท้ายรถมีข้อความว่า ต.ม.

จังหวัดจันทบุรี กับมีไซเรนและเครื่องขยายเสียงติดรถดังกล่าว โดยเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางผ่านจุดที่ดักรออยู่ ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์ได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้จำเลยทั้งสองหยุดรถเพื่อขอตรวจค้น

แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมหยุดรถให้ตรวจและเร่งเครื่องยนต์ขับหลบหนีเป็นระยะทางกว่า

10 กิโลเมตร จนดาบตำรวจจำรัสต้องใช้อาวุธปืนยิงยางล้อหน้าและล้อหลังเพื่อสกัดให้จำเลยที่ 1 หยุดรถอันเป็นการแสดงให้เห็นได้อยู่ในตัวว่า

จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่านายนิดและนางสาวรินที่โดยสารมาในรถกระบะของจำเลยที่

1 เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและรถยนต์ที่กำลังขับไล่ติดตามรถกระบะของจำเลยที่

1 นั้น เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมหยุดรถให้ตรวจค้นแต่โดยดีและขับรถหลบหนีเช่นนี้ก็เป็นเพราะกลัวถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีนั่นเอง หาใช่ว่าจำเลยทั้งสองไม่รู้ว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไม่

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อสู้ว่า

นายนิดและนางสาวรินมีสำเนาประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) มาแสดงว่านายนิดและนางสาวรินเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย นายนิดและนางสาวรินจึงสามารถเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้นั้น

เห็นว่า สำเนาบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู)

ระบุไว้ชัดว่า มีการออกบัตรในวันที่ 21 มีนาคม 2561

ซึ่งเป็นเวลาภายหลังการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561

แสดงว่านายนิดและนางสาวรินไปทำบัตรสีชมพูหลังจากเกิดเหตุคดีนี้แล้ว

มิใช่ว่านายนิดและนางสาวรินมีบัตรสีชมพูมาแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแต่ขณะถูกจับกุม

พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยทั้งสองขับรถกระบะของกลางนำพานายนิดและนางสาวรินจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา

อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยรู้อยู่แล้วว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ

เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม

ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายโอภาส คุรุปราการกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ซุยยังกูร
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา